ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
หลังจากบริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว มหาชน ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลาว เมื่อปลายปี 2557 ธุรกิจภายใต้การดูแลของจันทอน สิดทิไซ ได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางและหลากหลาย ทุกโครงการล้วนเป็นการลงทุนขนาดใหญ่และเกี่ยวโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของ สปป.ลาว
หลายปีมานี้ บทบาทของจันทอน สิดทิไซ เป็นเหมือนผู้บุกเบิก พัฒนาโครงการที่รัฐบาลลาวอยากทำ แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะขาดแคลนงบประมาณ
ความเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหุ้น ทำให้กิจการในเครือของจันทอน เติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้
แต่ปัจจุบัน โครงสร้างทุนสำรองของหลายประเทศที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง เงินดอลลาร์สหรัฐที่ถูกลดบทบาทลง สวนทางกับทองคำที่กำลังได้รับความสำคัญและถูกเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อยๆ
โครงสร้างธุรกิจในเครือของจันทอน สิดทะไซ ก็กำลังถูกปรับเปลี่ยนอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน
……
วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่โรงแรมสุพัดตา นครหลวงเวียงจันทน์ กระทรวงการเงินและธนาคารทองคำลาว (The Lao Bullion Bank) ได้เซ็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนการลงทุนแห่ง สปป.ลาว (Lao Investment Authority) หรือ LIA โดยจันทอน สิดทิไซ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการใหญ่ ธนาคารทองคำลาว ลงนามร่วมกับสุลิวัด สุวันนะจูมคำ รองรัฐมนตรีกระทรวงการเงิน มีสันติพาบ พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการเงิน เป็นสักขีพยาน
วิเลด กินนาวง หัวหน้ากรมคุ้มครองหนี้สินสาธารณะ กระทรวงการเงิน กล่าวว่า กระทรวงการเงินได้ศึกษาบทเรียนจากกองทุนความมั่งคั่งของรัฐในต่างประเทศ เช่น กองทุน Temasek ของสิงคโปร์ และกองทุน Khazanah ของมาเลเซีย ก่อนริเริ่มจัดตั้งกองทุน LIA โดยมีเป้าหมายเพื่อแปลงทรัพย์สินประเภททองคำ และแร่ธาตุ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กลายเงินทุนสำรองที่เข้มแข็ง
จันทอน สิดทิไซ อธิบายโครงสร้างเบื้องต้นของ LIA ว่าแบ่งออกเป็น 2 กองทุน
กองทุนแรก คือ กองทุนยุทธศาสตร์เสถียรภาพ (Strategic Stabilization Fund) ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันด้านเศรษฐกิจ โดยจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เช่น ทองคำ พันธบัตร และเงินตราต่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินกีบ รองรับวิกฤติการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
กองทุนที่ 2 คือ กองทุนยุทธศาสตร์และพัฒนา (Strategic Development Fund) ทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ โดยเน้นไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำ และแร่ธาตุยุทธศาสตร์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
เขาบอกว่า ทั้ง 2 กองทุน จะมีส่วนร่วมสำคัญในการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน เช่น การนำทองคำแท่ง หรือแร่ทองคำ มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการออกพันธบัตรเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เป็นการกู้ยืมเงินแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระของรัฐบาล และเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ยกระดับความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจลาว ผ่านการบริหารทรัพย์สินที่มีความโปร่งใส
เป้าหมายในการจัดตั้ง LIA คือการเพิ่มเงินทุนสำรองของรัฐ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สถาบันการเงินและนักลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในลาว…
ไม่ถึงสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 ธนาคารทองคำลาว เพิ่งทำพิธีเปิดโรงงานสกัดหลอม วัตถุมีค่าลาว-สากล (Laos-International Precious Metals Refinery) หรือ LIPMER โดยสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีลาว มาเป็นประธานในพิธีด้วยตนเอง
จันทอน สิดทิไซ กล่าวว่า หลายสิบปีมาแล้วที่ลาวต้องส่งแร่ทองคำในรูปแบบวัตถุดิบออกไปสกัดหลอมในต่างประเทศ แต่นับจากนี้เป็นต้นไป ภารกิจดังกล่าวจะตกเป็นของ LIPMER ซึ่งจะทำหน้าที่เคียงคู่กับธนาคารทองคำลาว เพื่อร่วมช่วยเหลือประเทศชาติ ในการสกัดหลอมวัตถุดิบ ได้แก่ แร่ทองคำ ทั้งที่ขุดขึ้นมาได้จากในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคและความท้าทายของอุตสาหกรรมทองคำของลาวให้เกิดประสิทธิภาพและสร้างผลประโยชน์สูงสุด นำสิ่งที่มีในประเทศมาสร้างเป็นจุดขาย ยกระดับ ต่อยอดคุณภาพทองคำลาว จากแร่ธาตุในดิน ให้กลายเป็นทรัพย์สินในคลังสำรองของชาติ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันที่หนักแน่น เพิ่มสภาพคล่องและความมั่นคงแก่ค่าเงินกีบ เป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเพื่อให้พร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในทุกสถานการณ์
LIPMER เป็นโรงงานสกัดหลอมทองคำแห่งแรกและแห่งเดียวขอวลาว ในโรงงานได้ติดตั้งเครื่องจักรอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง เพื่อสกัด กลั่น หลอม ให้ได้ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% และ 99.999% ที่เป็นมาตรฐานทองคำที่ทั่วโลกยอมรับ และมีสภาพคล่อง ซื้อขาย หมุนเวียนอยู่ในตลาดทองคำทั่วโลก โดยมีกำลังการผลิตทองคำบริสุทธิ์ 150 ตันต่อปี รวมถึงมีห้องปฏิบัติการตรวจ วิเคราะห์มาตรฐานทองคำ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ทองคำของลาวให้มีคุณภาพได้มาตรฐานโลก…
กระทรวงการเงินได้เซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัท พีทีแอล โฮลดิ้ง จำกัด ก่อตั้งธนาคารทองคำลาวขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 เพื่อใช้เป็นคลังเงินทุนสำรองแก่ระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศ
หลังเซ็นสัญญาร่วมทุนได้ไม่ถึง 2 เดือน ธนาคารทองคำลาวก็เปิดให้บริการในวันที่ 27 กันยายน 2567 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อาคารทะนาคานคำ บ้านโพนไซ เมืองไซเสดถา นครหลวงเวียงจันทน์
ผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารทองคำลาว ประกอบด้วย บัญชีฝากทองคำ การจำหน่ายทองคำแท่งผ่านตู้จำหน่ายวัตถุมีค่าอัตโนมัติ สินเชื่อทองคำ การออกใบรับรองเพื่อนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน การรับฝากทองคำด้วยห้องเก็บรักษาและตู้นิรภัยชั้นสูง บริการตรวจสอบคุณภาพและความบริสุทธิ์ของทองคำ บริการซื้อขายทองคำในตลาดระหว่างประเทศ การประเมินมูลค่าทองคำที่ยังไม่ได้ขุดค้น และการสำรองทองคำให้กับรัฐบาล
บริษัท พีทีแอล โฮลดิ้ง มีจันทอน สิดทิไซ เป็นประธาน เป็น holding company ที่ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มบริษัทที่จันทอน สิดทิไซ ก่อตั้งและบริหาร โดยมี 2 บริษัทหลัก ได้แก่ บริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว มหาชน และบริษัทสิทธิโลจิสติกส์ลาว
บริษัทปิโตเลียมเทรดดิ้งลาว ก่อตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลาว เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557
บริษัทสิทธิโลจิสติกส์ลาว เคยเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว แต่ถูกแยกเฉพาะส่วนธุรกิจรถขนส่งน้ำมันออกมาตั้งเป็นอีกบริษัทหนึ่งในปี 2552
ทั้งบริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาวและสิทธิโลจิสติกส์ลาว เป็นบริษัทในเครือพงสะหวัน กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีจุดเริ่มต้นจากกิจการค้าไม้ ต่อมาได้ขยายธุรกิจออกไปในหลายสาขา ทั้งธุรกิจการเงิน ธุรกิจการค้า พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สายการบิน ธุรกิจน้ำมัน และโลจิสติกส์
……
จุดเริ่มต้นการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจในเครือข่ายจันทอน สิดทิไซ เกิดขึ้นในช่วงที่ทองลุน สีสุลิด ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของลาว (20 เมษายน 2559-22 มีนาคม 2564)
- กรกฎาคม 2560 รัฐบาลลาวอนุมัติแผนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง ที่เสนอโดยบริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในขณะนั้น) เพื่อเพิ่มศักยภาพ ขยายขีดความสามารถการให้บริการของท่าเรือแห่งนี้ท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง ตั้งอยู่ริมทะเลในจังหวัดฮาติงห์ ภาคกลางค่อนขึ้นไปทางเหนือของเวียดนาม เป็นแผนความร่วมมือของรัฐบาลลาวและเวียดนาม ที่เปิดให้ลาวเข้ามาบริหาร เพื่อใช้ท่าเรือน้ำลึกแห่งนี้เป็นทางออกสู่ทะเลให้กับลาว
- 26 กุมภาพันธ์ 2562 กระทรวงการเงินได้ เซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว ตั้งรัฐวิสาหกิจพัฒนาท่าเรือหวุงอ๋าง ลาว-เวียดนามขึ้น เพื่อเข้าไปบริหารท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง พัฒนาท่าเทียบเรือที่ 1, 2 และ 3 ขยายขีดความสามารถให้ขนส่งสินค้าได้ทั้งแบบเทกองและตู้คอนเทนเนอร์ ถัดมาอีก 1 ปี ในวันที่ 22 ธันวาคม 2563 มีพิธีเปิดตัวจันทอน สิดทิไซ ในตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ รัฐวิสาหกิจพัฒนาท่าเรือหวุงอ๋าง ลาว-เวียดนาม
- 5 เมษายน 2562 กระทรวงแผนการและการลงทุน เซ็น MOU ให้บริษัทสิทธิโลจิสติกส์ลาว ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือบกและศูนย์ขนถ่ายสินค้าครบวงจร ที่ท่านาแล้ง เมืองหาดซายฟอง แผนของบริษัทสิทธิโลจิสติกส์ลาวผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563
- 3 กรกฏาคม 2563 รัฐบาลลาวมอบสัมปทานให้บริษัทเวียงจันทน์ โลจิสติกส์ ปาร์ค ซึ่งมีจันทอน สิดทิไซ เป็นประธาน สร้างศูนย์ขนถ่ายสินค้าครบวงจรขึ้นบนพื้นที่ 382 เฮคตา(2,387 ไร่) ที่ท่านาแล้ง บริเวณกึ่งกลางระหว่างสถานีรถไฟท่านาแล้ง ต้นทางของโครงข่ายทางรถไฟลาว-ไทย กับสถานีสินค้าเวียงจันทน์ใต้ ปลายทางของเส้นทางรถไฟลาว-จีน ใช้เงินลงทุน 727 ล้านดอลลาร์ และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ธันวาคม 2564 วันเดียวกับที่รถไฟลาว-จีน เปิดให้บริการเป็นวันแรก
- 15 ตุลาคม 2562 กระทรวงโยธาธิการและขนส่ง เซ็น MOU ให้บริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว เป็นผู้ออกแบบรายละเอียดโครงการสร้างทางรถไฟลาว-เวียดนาม มีจุดเริ่มต้นจากนครหลวงเวียงจันทน์ ไปสิ้นสุดที่ท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง
……
หลังสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 ทองลุน สีสุลิด ได้ขึ้นเป็นประธานประเทศลาว คนที่ 8 จนถึงปัจจุบัน
ช่วงการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศของทองลุน สีสุลิด ทั้งนายกรัฐมนตรีและประธานประเทศ เป็นช่วงโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนานใหญ่ ทั้งด้านการเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะหลังวิกฤติการระบาดของโควิด-19 อันนำมาสู่ความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลก ลาวเองก็ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรง ประเทศขาดแคลนเงินดอลลาร์ ค่าเงินกีบตกต่ำอ่อนตัวลงมาหลายเท่า และทองคำกลายเป็นสินทรัพย์มีค่าที่ทุกประเทศต้องการสะสมไว้เป็นทุนสำรองของประเทศ
การนำแร่ทองคำซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เป็นจำนวนมากใต้ผืนดินของลาวมาใช้ประโยชน์ จึงถูกยกลำดับความสำคัญขึ้นมาอยู่แถวหน้า
- 15 กรกฎาคม 2567 ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว ได้กล่าวชี้นำถึงภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลลาวต้องรีบดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจการเงินของประเทศ หนึ่งในสิ่งที่ประธานประเทศลาวเน้นย้ำ คือการจัดตั้งธนาคารทองคำลาวขึ้นมาให้เร็วที่สุด
- 7 สิงหาคม 2567 หลังการชี้นำของประธานประเทศ 3 สัปดาห์ สันติพาบ พมวิหาน รัฐมนตรีกระทรวงการเงิน ได้เซ็นสัญญากับจันทอน สิดทิไซ ประธานบริษัท พีทีแอล โฮลดิ้ง เพื่อร่วมทุนก่อตั้งธนาคารทองคำลาว ที่โรงแรมคราวน์พลาซ่า มีสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ (ขณะนั้น) ไปร่วมในฐานะสักขีพยาน
- 23 สิงหาคม 2567 รัฐบาลลาวเซ็นสัญญามอบสิทธิ์ให้รัฐวิสาหกิจลาว-เอเซีย โทรคมนาคม เข้าถือหุ้นในบริษัทหุ้นส่วนท่าเรือหวุงอ๋าง ลาว-เวียดนาม แทนรัฐวิสาหกิจพัฒนาท่าเรือหวุงอ๋าง ลาว-เวียดนาม ผู้ถือหุ้นเดิม ที่มีจันทอน สิดทิไซ เป็นผู้อำนวยการใหญ่
รัฐบาลลาวให้เหตุผลว่า เนื่องจากรัฐวิสาหกิจลาว-เอเซีย โทรคมนาคม มีกระทรวงป้องกันประเทศ หรือกระทรวงกลาโหมของลาว ถือหุ้นเต็ม 100% ขณะที่รัฐวิสาหกิจพัฒนาท่าเรือหวุงอ๋าง ลาว-เวียดนาม เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว กับกระทรวงการเงิน
หลายคนมองว่า การเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นในบริษัทที่บริหารท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง ก็เพื่อให้จันทอน สิดทิไซ มีเวลาเต็มที่ในการทุ่มเททำงานให้กับธนาคารทองคำลาว
- 13 กันยายน 2567 ธนาคารทองคำลาว ลงนามติดตั้ง Silverlake Symmetri หรือระบบ Core Banking ของกลุ่มบริษัท Silverlake Axis
- 23 กันยายน 2567 ธนาคารทองคำลาว เผยแพร่ข่าวความร่วมมือกับ Stone X กลุ่มบริษัทการเงินเก่าแก่จากสหรัฐอเมริกาที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ.1924
- 25 กันยายน 2567 ธนาคารทองคำลาวเซ็น MOU กับบริษัท Helmut Fischer ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสแกน หรือเครื่องเอกซเรย์ แบรนด์ Fischer จากเยอรมนี เพื่อร่วมกันสร้างห้องตรวจสอบ วิเคราะห์ทองคำตามมาตรฐานสากล
- 27 กันยายน 2567 ธนาคารทองคำลาว จำกัด จัดพิธีเปิดอาคารสำนักงานใหญ่ และเปิดให้บริการเฟสแรกอย่างเป็นทางการ
…..
ก่อนตั้งธนาคารทองคำลาว โครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกับยุทธศาสตร์ชาติภายใต้ความรับผิดชอบจันทอน สิดทิไซ ไม่ได้มีเฉพาะท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง ยังมีอีกหลายโครงการที่กำลังมีความคืบหน้า
- 31 มีนาคม 2569 หลังพิธีเปิดโรงงานสกัดหลอม วัตถุมีค่าลาว-สากล เพียง 3 วัน ที่โรงแรมแลนด์มาร์ค นครหลวงเวียงจันทน์ ได้มีพิธีเซ็นสัญญาสัมปทาน”การออกแบบ-ก่อสร้าง-ระดมทุน-ดำเนินกิจการ และบูรณะรักษา” โครงการทางรถไฟจากเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ไปยังชายแดนลาว-เวียดนาม ที่ด่านมูยา (Mu Gia) จังหวัดกว๋างจิ (เดิมขึ้นกับจังหวัดกว๋างบิ่ญ)
จันทอน สิททีไซ ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท ทางรถไฟลาว-เวียดนาม จำกัด เป็นผู้ลงนามในสัญญาสัมปทาน ร่วมกับ พอนวัน อุทะวง รองรัฐมนตรี รองประธาน-ผู้ประจำการคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน โดยมีสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี ผู้ประจำการรัฐบาล ร่วมเป็นสักขีพยาน
ทางรถไฟสายท่าแขก-มูยา เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟลาว-เวียดนาม ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลลาวให้ความสำคัญ ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ครั้งที่ 10 (2569-2573) และถูกจัดความสำคัญไว้เป็นลำดับแรกในที่ประชุมทวิภาคีระหว่างรัฐบาลลาวและเวียดนาม ตั้งแต่ปี 2564
ทางรถไฟลาว-เวียดนามมีจุดเริ่มต้นจากนครหลวงเวียงจันทน์ และไปสิ้นสุดที่ท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง ระยะทาง 562.8 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งการก่อสร้างเป็น 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 (ช่วงที่ 1A) ยาว 147 กิโลเมตร จากเมืองท่าแขกไปยังด่านชายแดนมูยา มูลค่าการลงทุน 1,339 ล้านดอลลาร์ อายุสัมปทาน 50 ปี นับแต่วันเริ่มเปิดให้บริการ รางรถไฟกว้าง 1.435 เมตร ขบวนรถไฟโดยสารวิ่งด้วยความเร็ว 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถไฟขนส่งสินค้า วิ่งด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รัฐบาลลาวเซ็น MOU ให้บริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว ศึกษา สำรวจ และออกแบบรายละเอียดโครงการ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562
ระยะที่ 2 (ช่วงที่ 1B) ระยะทาง 103 กิโลเมตร จากด่านชายแดนมูยา ไปยังท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง บริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว เซ็น MOU กับ DEOCA Group Joint Stock Company เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 ให้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาลเวียดนาม
DEOCA Group Joint Stock Company เป็นบริษัทเวียดนาม เดิมชื่อบริษัท Saigon Bridge and Road Construction Group Joint Stock Company (SBRC) มีบริษัทในเครือประมาณ 19 แห่ง ธุรกิจหลัก ประกอบด้วย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งสินค้า การก่อสร้าง การติดตั้งอุปกรณ์ การลงทุน และธุรกิจการเงิน
ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) ระยะทาง 312.8 กิโลเมตร จากนครหลวงเวียงจันทน์ไปยังเมืองท่าแขก รัฐบาลลาวเซ็น MOU ให้บริษัทปิโตรเลียมเทรดดิ้งลาว ศึกษาความเป็นไปได้ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2565
- 24 มีนาคม 2569 ก่อนวันเซ็นสัญญาสัมปทาน 1 สัปดาห์ สภาแห่งชาติลาวมีการประชุมพิจารณารายละเอียดร่างสัญญาสัมปทานที่รัฐบาลจะเซ็นกับบริษัท ทางรถไฟลาว-เวียดนาม ประเด็นหนึ่งที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง คือเรื่องเงินทุนที่จะนำมาใช้ในโครงการนี้

“เรื่องของเงินกู้ การถือหุ้น อันนี้บรรดา สส. พวกเราก็ได้ยกขึ้นมาถามว่าเงินกู้นี้ จะเอามาอย่างไร ซึ่งในบทเสนอต่อสภาฯได้บอกแล้วว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ผู้พัฒนาลงทุน 100% เพราะฉนั้น การแบกรับภาระต่างๆ ในแง่การลงทุน ผู้ลงทุนเป็นผู้รับภาระ รัฐบาลจะไม่เข้าไปค้ำประกันเงินกู้เหมือนกับโครงการอื่น อันนี้ก็อยากให้สมาชิกสภาของเราได้เข้าใจ
สำหรับการถือหุ้นนั้น บริษัทปิโตรเทรดฯได้เปิดช่องไว้แล้วว่า เมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลมีความพร้อม ก็สามารถเข้าไปถือหุ้นได้ แต่การถือหุ้นนั้น รัฐบาลต้องมีงบประมาณ มีเงินทุนที่จะเข้าไปถือหุ้น
หนึ่งในรูปแบบของการเข้าไปถือหุ้นนั้น บริษัทปิโตรเทรดฯก็ได้เสนอให้รัฐบาลลาวเจรจาใช้เงินกู้ EDCF ซึ่งเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 0.01% ระยะเวลาชำระคืน 40 ปี ซึ่งกรอบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ EDCF นี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้อนุมัติให้รัฐบาลลาวนำไปใช้เพื่อการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาพนังกันตลิ่งทรุดตามแนวริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งหลายแขวงก็ได้รับผลประโยชน์จากเงินก้อนนี้ เช่น นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงจำปาสัก ใน 4 ปีที่ผ่านมา ถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
วงเงินนี้ หากรัฐบาลเกาหลีใต้สามารถอนุมัติเงินกู้จำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้รัฐบาลลาว ก็จะเป็นช่องทางที่รัฐบาลลาวจะนำเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุดก้อนนี้ เข้าเป็นหุ้นของรัฐบาลในโครงการรถไฟลาว-เวียดนาม
ในกระบวนการนี้ ปัจจุบันได้มีการปรึกษาหารือกันแล้ว เมื่อครั้งที่ประธานประเทศของเราเดินทางไปเยือนเกาหลีใต้ ก็ได้ยกปัญหานี้ขึ้นมาหารือกับประธานาธิบดีของเกาหลีใต้แล้ว โดยเขาก็เห็นชอบในหลักการ แต่ต้องได้มีการเจรจากันอีกในรายละเอียด เพราะว่ากรอบเงินกู้ EDCF ไม่ได้ครอบคลุมถึงโครงการทางรถไฟ แต่หากรัฐบาลเกาหลีใต้เห็นชอบ นำเงินตรงนั้นมาให้รัฐบาลลาวกู้ เราก็สามารถนำเงินก้อนนี้ มาเป็นหุ้นของโครงการทางรถไฟได้
ข้าพเจ้าขออธิบายชี้แจงบางปัญหาที่เห็นว่ามีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ก็ขอแสดงความขอบใจกับบรรดา สส. ทั้งหมด ที่ได้ให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวนี้ และหวังว่ารัฐบาลจะได้รับไฟเขียว และจะได้เซ็นสัญญาสัมปทานได้ในเร็วๆ นี้ ขอขอบใจ”…
เงินกู้ EDCF ย่อมาจาก Economic Development Cooperation Fund หรือ “กองทุนความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ” ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลเกาหลีใต้เมื่อปี 2530 เพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ และให้ระยะเวลคืนเงินกู้ที่ยาวนาน บริหารโดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าเกาหลี (Korea Eximbank) ส่วนใหญ่เพื่อนำไปใช้ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ไฟฟ้า และการพัฒนาอุตสาหกรรม
ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว เดินทางไปเยือนเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และได้พบกับประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ถือเป็นการพบกันระหว่างผู้นำสูงสุดของเกาหลีใต้และลาวครั้งแรกในรอบ 12 ปี โดยประธานประเทศลาวได้ร่วมประชุมหารือความร่วมมือด้านต่างๆ กับประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ ด้วย
……
40 ปีที่แล้ว เมื่อลุง “ไกสอน พมวิหาร” อดีตประธานประเทศ ประกาศวิสัยทัศน์ “จินตนาการใหม่” เปิดรับแนวคิดทุนนิยมบางส่วนมาใช้ผสมผสานในการวางแผนพัฒนาประเทศ
ด้วยความที่ขาดแคลนเงินทุนและงบประมาณ ช่วงแรกของการก่อร่างสร้างประเทศ การพัฒนา ก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคหลายโครงการในลาว ต้องใช้วิธีให้สัมปทานเอกชนมาลงทุน ออกเงินก่อสร้างเองไปก่อน อาจจะทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน จากนั้นรัฐจึงจะชดใช้คืนให้ในรูปแบบต่างๆ ภายหลัง
สิ่งที่ประธานประเทศ “ทองลุน สีสุลิด” และ ธุรกิจในเครือข่ายของ “จันทอน สิดทิไซ” กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ก็มีแนวทางไม่แตกต่างไปจากเดิม
เพียงแต่ “จินตนาการใหม่” ในยุคลุง “ทองลุน สีสุลิด” กำลังพุ่งไปยังเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือเรื่องของ “ทองคำ”…
ดูเพิ่มเติม
- โครงข่ายกลุ่ม “พงสะหวัน” กับก้าวย่างทางออกสู่ทะเลของลาว https://thaipublica.org/2022/01/pundop62/
- Laos Logistics Link เป้าที่ไกลกว่า Land Link…ทางออกสู่ทะเลhttps://thaipublica.org/2022/03/pundop69-laos-logistics-link/
- “หวุงอ๋าง”…ทางออกทะเลของลาวที่เปลี่ยนผู้ดูแลมาเป็น”ทหาร”https://thaipublica.org/2024/09/pundop141-vung-ang-port/
- “ธนาคารทองคำลาว” กับกระบวนการจัดตั้งแบบเร่งด่วน!https://thaipublica.org/2024/10/pundop143-lao-glod-bank/


