ASEAN Roundup ประจำวันที่ 9-15 สิงหาคม 2569
- เวียดนามปักหมุดปี 2030 ครองนวัตกรรมยุทธศาสตร์ ปั้นแรงงาน AI 10 ล้านคน
- ตั้งเป้าเป็นเจ้าของเทคโนโลยียุทธศาสตร์อย่างน้อย 4 ด้านภายในปี 2030
- เปิด 6 แนวทางแก้ไขปัญหายุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศถึงปี 2030
- ตั้งเป้าฝึกอบรมทักษะ AI ให้กับแรงงาน 10 ล้านคนภายในปี 2030
- จัดตั้งศูนย์วิจัยวัสดุแห่งชาติ 3–5 แห่งภายในปี 2028
- เวียดนามเร่งปฏิรูปแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ออกเกณฑ์ถือหุ้นใหม่ เปิดทางเอกชนลุย
- ฟิลิปปินส์คาดมูลค่าส่งออกเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้
- มาเลเซียตั้งเป้าประหยัดพลังงาน 8.524 หมื่นล้านริงกิตภายในปี 2035
- อินโดนีเซียเตรียมส่งออกข้าวพรีเมียม 1,000 ตัน สู่มาเลเซีย
- สปป. ลาว เดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ
- ยอดอนุมัติการลงทุนใน สปป.ลาว พุ่ง 68% แตะ 8.5 พันล้านดอลลาร์
เวียดนามปักหมุดปี 2030 ครองนวัตกรรมยุทธศาสตร์ ปั้นแรงงาน AI 10 ล้านคน

เวียดนามเดินหน้ายกระดับศักยภาพประเทศครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลไฟเขียวอนุมัติแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 4 ฉบับรวด มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและ AI ในระดับภูมิภาคภายในปี 2030 ตั้งเป้าสร้างความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยียุทธศาสตร์ขั้นสูง สร้างเครือข่ายความร่วมมือและศูนย์วิจัยระดับสากล พร้อมลุยแผนยกระดับทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับแรงงานทั่วประเทศกว่า 10 ล้านคน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและนำเทคโนโลยีไทย-เวียดนามเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
4 แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ ประกอบด้วย โครงการพิเศษพัฒนาเทคโนโลยียุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านเทคโนโลยี โครงการแห่งชาติเพื่อพัฒนาบุคลากร AI ถึงปี 2030 และยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุแห่งชาติ
- ตั้งเป้าเป็นเจ้าของเทคโนโลยียุทธศาสตร์อย่างน้อย 4 ด้านภายในปี 2030
เวียดนามตั้งเป้าหมายที่จะเป็นเจ้าของและเชี่ยวชาญเทคโนโลยียุทธศาสตร์อย่างน้อย 4 ด้านที่อยู่ในรายการเทคโนโลยียุทธศาสตร์ในช่วงปี 2026–2030 และจะเพิ่มจำนวนเป็น 6 ด้านในช่วงปี 2031–2035
เป้าหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแห่งชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสำหรับเทคโนโลยียุทธศาสตร์ ซึ่งได้รับการอนุมัติภายใต้คำสั่งรองนายกรัฐมนตรีที่ 1493/QD-TTg ซึ่งลงนามโดย รองนายกรัฐมนตรี โฮ กว๊อก ยุง (Ho Quoc Dung) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของเวียดนาม
นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังที่จะเป็นเจ้าของ พัฒนา เติมเต็ม และผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพการแข่งขันสูง พร้อมทั้งค่อย ๆ เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
โครงการจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยียุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีแกนหลัก (Core technologies) ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน
สำหรับช่วงปี 2026–2030 โครงการตั้งเป้าที่จะเป็นเจ้าของเทคโนโลยียุทธศาสตร์อย่างน้อย 4 ด้านจากรายการที่ประกาศโดยนายกรัฐมนตรี รวมถึงการพัฒนาและผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียุทธศาสตร์อย่างน้อย 15 รายการ โดยคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 5 รายการเข้าสู่ตลาดระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ พร้อมเป้าหมายอัตราการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Localization rate) อยู่ที่ประมาณ 40%
ภายใต้โครงการนี้ จะมีการพัฒนาธุรกิจอย่างน้อย 20 แห่งที่มีความสามารถในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยียุทธศาสตร์และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงอย่างน้อย 5 แห่งที่มีผลิตภัณฑ์เข้าร่วมในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
สำหรับช่วงปี 2031–2035 เป้าหมายจะเพิ่มขึ้นเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์ 6 ด้าน และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียุทธศาสตร์อย่างน้อย 25 รายการ โดยอย่างน้อย 15 รายการจะเข้าสู่ตลาดระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ นอกจากนี้ คาดว่าจะมีธุรกิจอย่างน้อย 30 แห่งที่สามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยียุทธศาสตร์และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียุทธศาสตร์ รวมถึง 10 แห่งที่จะเข้าร่วมในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ โครงการได้ระบุภารกิจและแนวทางแก้ไขปัญหาหลัก 5 ประการ คือ (1) การปรับปรุงกลไกและนโยบาย (2) การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียุทธศาสตร์ (3) การสนับสนุนการผลิตเชิงพาณิชย์และการพัฒนาตลาดของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียุทธศาสตร์ (4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ (5) การติดตาม ประเมินผล และประสานงานการดำเนินงานตามโครงการ
- เปิด 6 แนวทางแก้ไขปัญหายุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศถึงปี 2030
รองนายกรัฐมนตรีประจำ (Permanent Deputy Prime Minister) ฟ่าม ยา ตุก (Pham Gia Tuc) ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 139/QD-TTg เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เพื่อประกาศใช้ “ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านเทคโนโลยียุทธศาสตร์ถึงปี 2030” อย่างเป็นทางการ
ยุทธศาสตร์นี้คาดว่าจะช่วยสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเทคโนโลยียุทธศาสตร์ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของชาติ รวมถึงการเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของประเทศ
ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มแนวทางแก้ไขปัญหาหลัก 6 กลุ่ม ได้แก่ 1)การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความร่วมมือ 2)การดำเนินตามข้อตกลงและพันธกรณีระหว่างประเทศ 3)การยกระดับการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง 4)การปรับปรุงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี 5)การให้ความช่วยเหลือแก่ภาคธุรกิจ 6)การให้คำปรึกษาและเสนอแนะเชิงนโยบาย
ในการประชุมการทูตครั้งที่ 33 ที่ผ่านมา นายหวู ไห่ ฉวน (Vu Hai Quan) รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ยืนยันว่า เพื่อให้สอดคล้องกับมติพรรค No. 57 และ No. 06 การบูรณาการและการทูตระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ “การทูตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “การก้าวกระโดดเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic breakthrough) ซึ่งเป็นเสาหลักที่ตั้งอยู่อย่างอิสระและมีความสำคัญเท่าเทียมกับการบูรณาการด้านเศรษฐกิจและการเมือง-ความมั่นคง
ที่น่าสนใจคือ เวียดนามได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการในการจัดตั้งและพัฒนา เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ AI ชาวเวียดนามทั่วโลก (Global Vietnamese AI Expert Network) ความคิดริเริ่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดและระดมผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ชาวเวียดนามจากทั่วโลก พร้อมทั้งสร้างกลไกมาตรฐานระดับสากลสำหรับการนำ การฝึกอบรม และการถ่ายทอดความรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรด้าน AI ของเวียดนาม
เวียดนามยังได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการทดสอบ ควบคู่ไปกับการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม รองนายกรัฐมนตรี โฮ กว๊อก ยุง (Ho Quoc Dung) ได้ลงนามในมตินายกรัฐมนตรี ที่ 1483/QD-TTg อนุมัติโครงการ “พัฒนาระบบศูนย์วิจัย ศูนย์ทดสอบ และห้องปฏิบัติการ Key National Laboratories ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยียุทธศาสตร์”
ภายใต้โครงการนี้ ภายในปี 2030 เวียดนามตั้งเป้าที่จะอัปเกรด ลงทุนใหม่ และเปิดใช้งานห้องปฏิบัติการหลักระดับชาติอย่างน้อย 8แห่ง โดยจะให้ความสำคัญกับสาขาต่าง ๆ ได้แก่:
- เทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายมือถือยุคใหม่ (6G)
- วิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
- ชีววิทยาขั้นสูงและชีวเวชศาสตร์
- พลังงานและวัสดุขั้นสูง
- ความมั่นคงไซเบอร์และเทคโนโลยีควอนตัม
- วิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาสมุทร และใต้ดิน
- อวกาศและการบิน
นอกจากนี้ เวียดนามยังพยายามจัดตั้งศูนย์วิจัยและทดสอบระดับชาติอย่างน้อย 4 แห่ง ที่มุ่งเน้นในเรื่อง อากาศยานไร้คนขับ (UAVs) เทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุขั้นสูง และระบบรถไฟความเร็วสูงและรถไฟเมือง
- ตั้งเป้าฝึกอบรมทักษะ AI ให้กับแรงงาน 10 ล้านคนภายในปี 2030
เวียดนามได้วางแผนงานที่ตั้งเป้าสูงที่จะจัดการฝึกอบรม ยกระดับทักษะ (Upskilling) และทบทวนทักษะ (Refresher courses) ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นพื้นฐานให้กับแรงงานอย่างน้อย 10 ล้านคนในอีก 4 ปีข้างหน้า
เป้าหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการแห่งชาติเพื่อการพัฒนาบุคลากรด้าน AI ถึงปี 2030 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2035” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา
ภายในปี 2030 รัฐบาลคาดหวังว่า 80% ของนักเรียนระดับโรงเรียนและเตรียมอุดมศึกษา, 80% ของนักเรียนสายอาชีวศึกษา และนักศึกษามหาวิทยาลัยทุกคน จะได้รับการปลูกฝังความรู้ด้าน AI ที่เหมาะสมตามวัย โดยหลักสูตรจะเน้นย้ำเรื่องการใช้งาน AI อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบเป็นสำคัญ
AI จะถูกนำไปบูรณาการเข้ากับระบบการศึกษาอย่างราบรื่นในทุกระดับ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยจะต้องจัดทำกฎระเบียบอย่างเป็นทางการเพื่อควบคุมการใช้ AI ในการเรียนการสอน การวิจัย และการประเมินผล
เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบนี้ โครงการตั้งเป้าที่จะมอบการฝึกอบรมขั้นสูงแก่ครู อาจารย์ และผู้บริหารการศึกษาจำนวน 100,000 คน เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้สอนสามารถชี้แนะนักเรียนและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความคิดริเริ่มนี้ครอบคลุมในวงกว้างทั้งในภาคสาธารณะและภาคเอกชน โดยประมาณ 90% ของข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบุคลากรในหน่วยงานบริการสาธารณะจะได้รับการฝึกอบรมอัปเดตทักษะ AI โดยเฉพาะในภาคการศึกษาและการฝึกอบรม ตั้งเป้าหมายครอบคลุมไว้ถึง 100%
นอกจากนี้ ประเทศยังตั้งเป้าผลิตผู้สำเร็จการศึกษาจำนวน 50,000 คนที่มีความสามารถในการประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรมหลัก ควบคู่ไปกับแผนการฝึกอบรมบุคลากรระดับสูงอย่างน้อย 10,000 คน ซึ่งรวมถึงนักวิจัย วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับกะทิ (Elite) นี้ คาดหวังว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 1,500 คนที่จะทำหน้าที่วิจัย พัฒนา และเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีแกนหลัก เพื่อนำไปสู่การเป็นผู้นำในโครงการ AI ระดับชาติที่สำคัญ
เวียดนามวางแผนที่จะจัดตั้งศูนย์เฉพาะทางเพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยด้าน AI อย่างน้อย 10 แห่ง โดยคาดว่า 5 ถึง 7 แห่งในนี้จะบรรลุมาตรฐานระดับภูมิภาคขั้นสูง และค่อย ๆ ขยับเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานสากล นอกจากนี้ จะมีมหาวิทยาลัยอย่างน้อย 25 แห่งที่จะเปิดหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทางและมอบการบูรณาการ AI เชิงปฏิบัติในสาขาวิชาการต่าง ๆ
เพื่อบรรลุหมุดหมายเหล่านี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ 7 กลุ่ม โดยเน้นไปที่การผนวกความคิดเชิงคำนวณ (Computational thinking) ทักษะดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมเข้าไว้ในหลักสูตรการศึกษาทั่วไป
โปรแกรมการฝึกอบรมจะจัดส่งผ่านรูปแบบที่ยืดหยุ่น รวมถึงการเรียนในห้องเรียน ออน์ไลน์ การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ในระดับชุมชน อีกทั้งจะมีการขยายความช่วยเหลือไปยังวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (SMEs) และสหกรณ์ เพื่อช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลเหล่านี้ได้
นอกจากนี้ กลุ่มเปราะบางและแรงงานที่มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียงานเนื่องจากระบบอัตโนมัติ (Automation) จะได้รับความช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับโอกาสในการยกระดับทักษะอย่างเท่าเทียมกัน
รัฐบาลตั้งเป้าที่จะมีระบบนิเวศแรงงาน AI ที่ทันสมัยและยั่งยืนภายในปี 2035 โดยการทำให้ทักษะ AI แพร่หลายทั่วตลาดแรงงาน เวียดนามมุ่งมั่นที่จะปักหมุดตัวเองอย่างมั่นคงในฐานะหนึ่งในประเทศผู้นำระดับภูมิภาคด้านการพัฒนาบุคลากร AI
- จัดตั้งศูนย์วิจัยวัสดุแห่งชาติ 3–5 แห่งภายในปี 2028
เวียดนามตั้งเป้าที่จะจัดตั้งศูนย์วิจัยวัสดุแห่งชาติอย่างน้อย 3 ถึง 5 แห่งภายในปี 2028 ตามมติของคณะกรรมการกรมการเมือง(Politburo) ว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุเมื่อเร็ว ๆ นี้
ตามมติของโปลิตบูโร ที่ 83-KL/TW ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2026 เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุ เวียดนามมุ่งหวังที่จะจัดตั้งศูนย์วิจัยวัสดุแห่งชาติอย่างน้อย 3-5 แห่งภายในปี 2028
มติระบุว่า อุตสาหกรรมวัสดุเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีบทบาทชี้ขาดต่อการพึ่งพาตนเองเชิงยุทธศาสตร์ ความสามารถในการแข่งขันของชาติ และความสามารถในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแกนหลัก โดยอุตสาหกรรมนี้ทำหน้าที่ป้อนวัตถุดิบที่จำเป็นและเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาภาคส่วนหลักและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียุทธศาสตร์
การพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุถือเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติที่จะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างเศรษฐกิจที่เป็นอิสระ พึ่งพาตนเองได้ และมีความยืดหยุ่นสูง
นอกจากนี้ มติยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีวัสดุ จากการพัฒนาแบบกว้างไปสู่การพัฒนาเชิงลึก และจากการเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานไปสู่การค่อย ๆ เป็นเจ้าของขั้นตอนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก โดยให้ใช้ประสิทธิภาพเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ความแข็งแกร่งจากภายใน และความสามารถในการแข่งขันโดยรวมเป็นเกณฑ์วัดหลัก
แร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์จะต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและเข้มงวดตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การสำรวจและการสำรวจทางธรณีวิทยาพื้นฐาน ไปจนถึงการวางแผน การขุดเจาะ การทำแร่ให้บริสุทธิ์(Refining) การผลิตวัสดุประยุกต์ การรีไซเคิล และการสำรองเชิงยุทธศาสตร์
ข้อสรุประบุอีกว่า ควรลดการส่งออกแร่ดิบให้น้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าทรัพยากรของชาติถูกขุดและนำไปใช้ได้อย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน
โปลิตบูโรได้ขอให้มีการจัดทำและประกาศใช้ “ยุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุถึงปี 2030 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2045” ภายในปี 2026 เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางที่กำหนดไว้ในมติสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 และมติเชิงยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการศูนย์กลางพรรคและโปลิตบูโร
ข้อสรุปยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมวัสดุแบบครบวงจร (Closed-loop) ตั้งแต่การขุดและการแปรรูป ไปจนถึงการแปรรูปขั้นสูงและผลิตภัณฑ์ประยุกต์ขั้นสุดท้าย สำหรับแร่แรร์เอิร์ธ (Rare earths), วัสดุแบตเตอรี่, แม่เหล็กและวัสดุแม่เหล็ก, วัสดุอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, อลูมิเนียม, เหล็ก, ไทเทเนียม, โลหะนอกกลุ่มเหล็กและอัลลอยด์พิเศษ, วัสดุเคมี, ปุ๋ย, วัสดุคาร์บอน และวัสดุที่ใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน (Dual-use materials) เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการจัดตั้งฐานข้อมูลแห่งชาติด้านอุตสาหกรรมวัสดุ พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลทางธรณีวิทยาและแร่ธาตุให้เสร็จสิ้นภายในปี 2027
ภายในปี 2030 เวียดนามคาดว่าจะสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูงสำหรับแร่แรร์เอิร์ธ วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ และวัสดุแบตเตอรี่ ควบคู่ไปกับการพยายามเพิ่มอัตราการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Domestic content ratio) ของวัสดุเชิงยุทธศาสตร์บางประเภทให้ถึง 50%
โปลิตบูโรยังระบุว่า อุตสาหกรรมวัสดุควรได้รับการพัฒนาอย่างครอบคลุมใน 3 กลุ่ม ได้แก่ วัสดุพื้นฐาน, วัสดุเชิงยุทธศาสตร์ และวัสดุแห่งอนาคต โดยชี้ว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง คือขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุ
เวียดนามเร่งปฏิรูปแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ออกเกณฑ์ถือหุ้นใหม่ เปิดทางเอกชนลุย

เวียดนามประกาศใช้มตินายกรัฐมนตรี 40/2026/QĐ-TTg กำหนดเกณฑ์สัดส่วนการถือหุ้นของรัฐใหม่ 3 ระดับ (100%, 65% และ 50-65%) เพื่อเร่งปฏิรูปและถอนทุนรัฐวิสาหกิจ 19 กลุ่มยักษ์ใหญ่ เช่น Petrolimex และ ACV มุ่งเน้นถือหุ้น 100% เฉพาะสาขาความมั่นคง-โครงสร้างพื้นฐานหลัก พร้อมเปิดทางภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ขีดเส้นทุกหน่วยงานอนุมัติแผนปรับโครงสร้างภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
มตินายกรัฐมนตรีซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ได้กำหนดเกณฑ์เพดานการถือหุ้นของรัฐไว้ 3 สัดส่วนหลัก โดยขึ้นอยู่กับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละอุตสาหกรรมและรัฐวิสาหกิจที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ เพื่อเร่งปรับโครงสร้างทุนของรัฐในรัฐวิสาหกิจ (SOEs) โดยใช้กรอบทำงานใหม่ที่กำหนดเกณฑ์การถือหุ้นแยกตามอุตสาหกรรม และกำหนดให้แผนปฏิบัติการสำหรับช่วงปี 2026-2030 ต้องเสร็จสิ้นภายในเดือนนี้
กรอบการดำเนินงานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นทุนของรัฐไว้ในภาคส่วนที่จำเป็น ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสสำหรับการปรับโครงสร้าง การถอนทุน (Divestment) และการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชนในสาขาที่สามารถลดหรือถอนการถือหุ้นของรัฐลงได้
ภายใต้มติดังกล่าว รัฐจะคงสัดส่วนการถือหุ้น 100% ในรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการสาธารณะที่จำเป็น การผูกขาดโดยธรรมชาติ เทคโนโลยีขั้นสูง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ตลอดจนโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติขนาดใหญ่ในด้านการขนส่ง การชลประทาน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
รัฐสามารถคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้อย่างน้อย 65% ในภาคส่วนสำคัญอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการบริหารและดำเนินงานสนามบิน การขนส่งทางอากาศ การดำเนินงานท่าเรือเฉพาะทาง การทำสำรวจและขุดเจาะแร่ขนาดใหญ่ การเงินและการธนาคาร วิศวกรรมเครื่องกล ตลอดจนระบบประปาและการระบายน้ำ
ส่วนเกณฑ์ที่ต่ำกว่าคือ มากกว่า 50% แต่ไม่ถึง 65% จะใช้กับรัฐวิสาหกิจในสาขาที่ถือว่ามีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมแห่งชาติ การสำรวจแร่ และการประเมินปริมาณสำรองแร่
สำหรับรัฐวิสาหกิจที่อยู่นอกภาคส่วนที่ระบุไว้ข้างต้น รัฐยังอาจคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ตามความสำคัญ เช่น ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างน้อย 30% ซึ่งทำเหมืองวัตถุดิบในพื้นที่ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงและการป้องกันประเทศ
นอกจากนี้ ยังรวมถึงผู้ให้บริการสินค้าและบริการสาธารณูปโภคอื่น ๆ ที่มีรายได้จากการบริการสาธารณะคิดเป็นอย่างน้อย 50% ของรายได้ทั้งหมดติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี และรัฐวิสาหกิจที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือสถาปัตยกรรม เป็นแบรนด์ระดับชาติ หรือมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงและการป้องกันประเทศ
สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายภาคส่วน (Multi-sector) สัดส่วนการถือหุ้นที่นำมาใช้จะพิจารณาจากภาคส่วนที่ครองสัดส่วนผลผลิตหรือรายได้ใหญ่ที่สุดในช่วง 3 ปีติดต่อกันก่อนการอนุมัติแผนปรับโครงสร้าง 5 ปี
กฎระเบียบใหม่นี้อาจส่งผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง
ตามข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ Mirae Asset Securities บริษัท Petrolimex อาจเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด โดยผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนแบ่งการตลาดอย่างน้อย 30% จะตกอยู่ในกลุ่มที่รัฐสามารถถือหุ้นได้ตั้งแต่มากกว่า 50% ถึงต่ำกว่า 65% ปัจจุบันรัฐถือหุ้น Petrolimex อยู่ประมาณ 75.8% ซึ่งหมายความว่าจะต้องลดการถือหุ้นลงประมาณ 11%
Mirae Asset ยังระบุว่า บริษัท Petrovietnam Fertiliser and Chemicals Corporation และบริษัท DAP-Vinachem เป็นบริษัทที่อาจต้องรับการทบทวนสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐเช่นกัน ปัจจุบัน Petrovietnam ถือหุ้นประมาณ 59.5% ในบริษัทปุ๋ย Dam Phu My ขณะที่ Vinachem ถือหุ้นประมาณ 64% ใน DAP-Vinachem
บริษัท Airports Corporation of Vietnam (ACV) ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 95.4% ก็อาจอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อการถอนทุนเพิ่มเติม เนื่องจากต้องการสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐเพียงแค่อย่างน้อย 65% เท่านั้น
ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ BIDV (BSC Research) ระบุว่า การให้อำนาจแก่ผู้แทนการถือหุ้นของรัฐในการตัดสินใจมากขึ้น จะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้าง การโอน หรือการถอนทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด
BSC กล่าวว่า คาดว่าจะเกิดระลอกการถอนทุนของรัฐครั้งใหม่ คล้ายกับช่วงปี 2016-2018 ซึ่งมีศักยภาพในการเพิ่มอุปทานของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ภายใต้มติที่ 40 หลังจากยกเว้น Viettel, Vietcombank, VietinBank และ BIDV แล้ว ผู้แทนการถือหุ้นของรัฐจะต้องเสนอแผนการปรับโครงสร้างทุนของรัฐสำหรับ 19 กลุ่มบริษัทและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่
ซึ่งรวมถึง Petrovietnam, Electricity of Vietnam, Petrolimex, Vietnam National Chemical Group, Vietnam Rubber Group, Vietnam National Coal and Mineral Industries Group, Vietnam Post and Telecommunications Group, Vietnam Airlines, Vietnam Maritime Corporation, Vietnam Railways, Airports Corporation of Vietnam, State Capital Investment Corporation และ Agribank
รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการตามกรอบงานดังกล่าวอย่างรวดเร็ว
ตามหนังสือเวียนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลลงวันที่ 7 สิงหาคม กระทรวง หน่วยงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุนของรัฐระยะ 5 ปีภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569
รัฐวิสาหกิจ ยกเว้น Viettel, BIDV, VietinBank และ Vietcombank จะต้องยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงการคลังภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้
กระทรวงการคลังจะต้องรายงานการปรับโครงสร้างทุนของรัฐในรัฐวิสาหกิจต่อนายกรัฐมนตรีภายในวันที่ 25 สิงหาคม โดยกำหนดให้มีรายงานความก้าวหน้าทั่วประเทศในไตรมาสที่สี่
รัฐบาลยังกำหนดให้มีการควบรวม กิจการและการโอนย้ายรัฐวิสาหกิจตามความเหมาะสม เพื่อปรับปรุงขนาดการผลิต (Economies of scale) และเสริมสร้างประสิทธิภาพโดยรวมของภาคเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เร่งปรับโครงสร้างบริษัท State Capital Investment Corporation ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกลไกการกำกับดูแลที่เป็นอิสระสำหรับการโอนและการบริหารจัดการการถือหุ้น
ฟิลิปปินส์คาดมูลค่าส่งออกเซมิคอนดักเตอร์สูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

การส่งออกสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ของฟิลิปปินส์อาจทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ ท่ามกลางอุปสงค์ที่พุ่งสูงขึ้นสำหรับชิ้นส่วนเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการรองรับการปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) จากการเปิดเผยของกลุ่มอุตสาหกรรม
“ในตอนแรกเราคาดการณ์ไว้อย่างระมัดระวังที่ 5% แต่เมื่อพิจารณาจากผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมอื่น ๆ เราจึงปรับเพิ่มเป็น 10% สำหรับปี 2026 ซึ่งจะคิดเป็นมูลค่าราว 5.3 หมื่นล้าน ถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์” นายดานิโล ซี. ลาชิกา ประธานสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์แห่งฟิลิปปินส์ (Semiconductor and Electronics Industries in the Philippines Foundation, Inc.:SEIPI) กล่าวกับผู้สื่อข่าว
การคาดการณ์การเติบโตที่ 10% นี้ สูงกว่าประมาณการเดิมของ SEIPI ที่คาดว่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตเพียง 5% ในปีนี้
“สำหรับปี 2025 เราไม่ได้คาดคิดว่าการส่งออกจะสูงถึง 16% เราจึงคาดการณ์การเติบโตไว้เพียงทรงตัว [สำหรับปีนี้] เนื่องจากสงครามภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ [การเติบโตของการส่งออก] ถูกขับเคลื่อนโดย AI” นายลาชิกากล่าว
ข้อมูลจาก SEIPI ระบุว่า การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 16.11% สู่ระดับ 4.964 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 จาก 4.275 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024
นายลาชิกาข้อสังเกตว่า แม้ฟิลิปปินส์จะไม่ได้ผลิตชิป AI โดยตรง แต่มีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์สนับสนุนที่ใช้ขับเคลื่อนเครื่องยนต์ AI และศูนย์ข้อมูล
“เนื่องจาก AI และศูนย์ข้อมูลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ เราจึงคาดการณ์การเติบโตของการส่งออกไว้ที่ 10%” นายลาชิกากล่าว
นายลาชิการะบุว่า ฮ่องกงยังคงเป็นปลายทางการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตในฟิลิปปินส์อันดับหนึ่ง ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาและจีน ในทางกลับกัน จีนยังคงเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อันดับหนึ่ง โดยหลักๆ คือแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอน
“เราต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับข้อคิดริเริ่มด้านการใช้วัตถุดิบและส่วนประกอบภายในประเทศ (Localization)” นายลาชิกากล่าว พร้อมเสริมว่าส่วนแบ่งของฟิลิปปินส์ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกอยู่ที่ประมาณ 5% ณ ปี 2025
นอกจากนี้ SEIPI ยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งของประเทศในตลาดบริการรับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เชี่ยวชาญด้านการประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคแบบครบวงจร เช่น โทรศัพท์มือถือ
“มันเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลระดับล้านล้านดอลลาร์ แต่ส่วนแบ่งของเราในตอนนี้อยู่ที่เพียง 1% เท่านั้น” นายลาชิกากล่าว
กลุ่มอุตสาหกรรมยังหวังที่จะเสนอข้อเสนอต่อกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกครั้ง เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ระดับห้องปฏิบัติการ (Lab-scale wafer fabrication facility) ภายในปี 2027
“สิ่งนี้จะเป็นการพิสูจน์แนวคิด (Proof-of-concept) เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าเราสามารถ [เชี่ยวชาญ] ในด้านการผลิตแผ่นเวเฟอร์ได้” นายลาชิกากล่าว พร้อมระบุว่าบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ยังคงมองว่าฟิลิปปินส์เป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นปลาย (Back-end)
“เราทำได้ดีในด้านการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์ และเรากำลังเริ่มเติบโตในอุตสาหกรรมการออกแบบวงจรรวม (IC Design) แต่หากไม่มีโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ เราก็ยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพสูงสุดในการเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์” นายลาชิกากล่าว
ส่วนความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ภายในศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ (AI-native hub) ในนิวคลาร์กซิตี้ จังหวัดตาร์ลัก ภายใต้ข้อคิดริเริ่ม Pax Silica นั้น นายลาชิกากล่าวว่าอาจยังเป็นไปไม่ได้ในขณะนี้
“ผมอยากให้มีโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ใน Pax Silica มาก แต่เรายังไม่พร้อมสำหรับสิ่งนั้น คุณไม่สามารถโน้มน้าวบริษัทอย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Co.) หรือ TI (Texas Instruments, Inc.) ให้มาสร้างโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ในฟิลิปปินส์ได้ หากเรายังไม่มีประวัติผลงานที่พิสูจน์ได้” นายลาชิกากล่าว
ทางด้าน นายอาร์เซนิโอ เอ็ม. บาลิซากัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนา กล่าวว่า ศูนย์กลาง AI แห่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในนิวคลาร์กซิตี้ จังหวัดตาร์ลัก ภายใต้ข้อคิดริเริ่ม Pax Silica จะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ
“หากมองที่เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ของเรา ก็ค่อนข้างถูกทิ้งไว้ข้างหลังเนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ” นายบาลิซากันกล่าวกับผู้สื่อข่าวนอกรอบการแถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
“ดังนั้น ด้วยโครงการ Pax Silica นี้ หากเราประสบความสำเร็จในการดึงดูดอุตสาหกรรมประเภทเหล่านี้ได้ มันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game changer) ที่ทำให้ภาคส่วนนี้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายบาลิซากันกล่าว
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ ระบุว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของฟิลิปปินส์ในครึ่งแรกของปี 2026 โดยเติบโตขึ้น 20.7% คิดเป็นมูลค่า 2.61 หมื่นล้านดอลลาร์ จาก 2.162 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว
นอกจากนี้ การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ก็ปรับตัวสูงขึ้น 21.7% สู่ระดับ 1.95 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนดังกล่าว จาก 1.602 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อนหน้า
มาเลเซียตั้งเป้าประหยัดพลังงาน 8.524 หมื่นล้านริงกิตภายในปี 2035

มาเลเซียมีความมุ่งมั่นที่จะประหยัดค่าสาธารณูปโภคเป็นมูลค่า 2.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.524 หมื่นล้านริงกิต) ภายใต้นโยบายและแผนปฏิบัติการประสิทธิภาพพลังงานแห่งชาติ ระยะ 10 ปีฉบับใหม่ (NEEAP 2.0) ตามรายงานจากกระทรวงเศรษฐกิจ
นายอัคมัล นัสรุลเลาะห์ โมฮัมหมัด นาซีร์ (Akmal Nasrullah Mohd Nasir) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประธานเปิดตัว National Energy Efficiency Policy and Action Plan หรือ NEEAP 2.0 กล่าวว่า แผนดังกล่าวซึ่งจะดำเนินการไปจนถึงปี 2035 มีเป้าหมายเพื่อลดความต้องการพลังงานของประเทศลง 11.6% ซึ่งการลดลงนี้เทียบเท่ากับการประหยัดพลังงานสะสมได้ถึง 815,382 เทราจูล(terajoules) เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ในกรณีปกติ (Business-as-usual) โดยแผนปฏิบัติการ 10 ปีนี้มุ่งเน้นไปที่ 4 เสาหลักยุทธศาสตร์ ได้แก่ การดำเนินงานตามแผนประสิทธิภาพพลังงาน, การเพิ่มทักษะและยกระดับทักษะแรงงาน (Reskilling & Upskilling), กลไกการสนับสนุนทางการเงินที่ยั่งยืน และข้อคิดริเริ่มพร้อมการลงทุนจากภาคเอกชน
ข้อคิดริเริ่มหลักครอบคลุมถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์ และภาคครัวเรือน ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะมาใช้อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น ทั้งนี้นโยบายและแผนปฏิบัติการดังกล่าวได้รับการออกแบบและปรับให้สอดคล้องกับกรอบทำงานหลักระดับชาติ อาทิ นโยบายพลังงานแห่งชาติปี 2022–2040, แผนผังการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งชาติ (NETR), แผนมาสเตอร์แพลนอุตสาหกรรมใหม่ปี 2030 (NIMP 2030) รวมถึงแผนพัฒนามาเลเซีย ฉบับที่ 12 และ 13
แผนฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยได้รับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างครอบคลุม ทั้งจากกระทรวง หน่วยงานรัฐบาล สมาคมอุตสาหกรรม ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
“แนวทาง [ของรัฐบาล] ของเรายังคงเน้นความระมัดระวังและเป็นระบบ จัดหาพลังงานที่เพียงพอและเชื่อถือได้ สนับสนุนเศรษฐกิจที่แข่งขันได้และมีคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งรับประกันว่าผลประโยชน์และค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านนี้จะถูกจัดสรรอย่างยุติธรรม” นายอัคมัล ระบุ
แผนดังกล่าวเปิดตัวในระหว่างการประชุมสุดยอดพลังงานยั่งยืนนานาชาติ ครั้งที่ 7 (ISES 2026) ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังคาดว่าจะช่วยให้มาเลเซียหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าถึง 26,108 กิโลตันภายในปี 2035
สำหรับแผนฉบับก่อนหน้า หรือ NEEAP 1.0 ซึ่งดำเนินการตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2025 สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 60,886 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 52,233 กิโลวัตต์-ชั่วโมงอย่างมาก ซึ่งคิดเป็นการลดก๊าซเรือนกระจกได้รวม 35.6 ล้านตัน และประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 1.61 หมื่นล้านริงกิต
อินโดนีเซียเตรียมส่งออกข้าวพรีเมียม 1,000 ตัน สู่มาเลเซีย

อินโดนีเซียประกาศแผนส่งออกข้าวพรีเมียมจำนวน 1,000 ตันไปยังประเทศมาเลเซีย โดย Bulog บริษัทโลจิสติกส์ของรัฐบาล อธิบายว่าแผนการส่งออกครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางอาหารที่เติบโตขึ้นของประเทศ เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบวันประกาศอิสรภาพปีที่ 81
“ในขณะที่วันครบรอบวันประกาศอิสรภาพปีที่ 81 ใกล้เข้ามาถึง เราได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอินโดนีเซียในการเจาะตลาดต่างประเทศด้วยสต็อกสินค้าที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความยากลำบากของชาวนา การสนับสนุนจากรัฐบาล และการบริหารจัดการที่เหมาะสม” นายอาหมัด ไรซาล รามดานี (Ahmad Rizal Ramdhani) กรรมการผู้อำนวยการ Bulog กล่าวในจาการ์ตาเมื่อวันเสาร์(15 สิงหาคม 2569) ที่ผ่านมา
นายรามดานีแถลงเรื่องหลังจากที่ Bulog ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับบริษัท Padi dan Beras Borneo Sdn. Bhd. ของมาเลเซีย ในจาการ์ตาเมื่อเย็นวันศุกร์ (14 ส.ค.) โดยมี นายอันดี อัมรัน สุไลมาน (Andi Amran Sulaiman) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของอินโดนีเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน
นายรามดานี ระบุว่า ข้อตกลงทางการค้าครั้งนี้เปรียบเสมือนของขวัญวันครบรอบอิสรภาพสำหรับอินโดนีเซีย และเป็นหลักฐานที่แสดงถึงระบบอาหารของประเทศมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากอุปทานภายในประเทศที่เพียงพอและมีช่องทางสำหรับการส่งออก
นายรามดานีย้ำว่าข้อตกลงนี้เป็นผลมาจากผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีข้าวสำรองของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 5.2 ล้านตัน
นายรามดานีอธิบายถึงการดำเนินการว่า การส่งออกล็อตแรกจำนวน 1,000 ตันนี้ จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว โดยคาดว่าการส่งออกรายปีจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึง 200,000 ตัน
“การรักษาความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติยังคงเป็นภารกิจหลักสูงสุดของ Bulog” นายรามดานีกล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากแนวโน้มการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อคว้าโอกาสในการส่งออก
นายรามดานียืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสถาบันรัฐบาล เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่ไปกับการยกระดับสวัสดิการของเกษตรกรและการขยายตลาด
ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีสุไลมาน ได้กล่าวในลักษณะเดียวกันว่า ข้อตกลงส่งออกนี้เป็นประจักษ์พยานถึงความมั่นใจของอินโดนีเซียในวาระที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 81
“ด้วยสต็อกข้าวที่สูงถึงประมาณ 5.2 ล้านตัน เราจึงเริ่มหารือเกี่ยวกับการส่งออก พัฒนาการนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าอินโดนีเซียกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีความมั่นใจมากขึ้น” นายสุไลมานกล่าวภายหลังพิธีลงนาม
นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ยังได้ให้ความมั่นใจว่า การส่งออกอาหารจะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณอาหารภายในประเทศ
สปป. ลาว เดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ

การประชุมเผยแพร่มติสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 12 ของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ในนครหลวงเวียงจันทน์ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางและมาตรการสำคัญในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของ สปป. ลาว เพื่อแก้ปัญหาการขาดทุน การสร้างหนี้สิน และยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ณ รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว คณะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจได้จัดการประชุมเผยแพร่และทำความเข้าใจมติการประชุมใหญ่พรรค ครั้งที่ 12 ที่เกี่ยวข้องกับงานปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยมีนายสะเหลิมไซ กมมะสิด กรรมการกรมการเมืองศูนย์กลางพรรค รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นประธาน
นาย สะเหลิมไซ ได้เปิดเผยว่าปัจจุบันมูลค่าทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจในลาวสูงถึงประมาณ 137% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือคิดเป็นประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากฐาน GDP ที่ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแต่กลับสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ไม่ถึง 1% และมีรัฐวิสาหกิจมากถึง 98–99% ที่ดำเนินงานขาดทุน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
รัฐบาลจึงกำหนดทิศทางขับเคลื่อนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างองค์กรและบุคลากร การยกระดับการบริหารจัดการให้เป็นมืออาชีพ และการลดหนี้สิน
นายสะเหลิมไซ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญลำดับแรกคือการปรับโครงสร้างองค์กรและบุคลากร โดยคณะกรรมการต้องการให้รัฐวิสาหกิจมีการแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และมีคณะกรรมการบริษัทตลอดจนทีมบริหารที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงสำคัญประการหนึ่งคือการแยกตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัทออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่
นายสะเหลิมไซกล่าวว่า รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ควรคัดเลือกผู้อำนวยการใหญ่ผ่านกระบวนการที่เปิดกว้างและมีการแข่งขัน โดยยกตัวอย่างบริษัทไฟฟ้าลาว (Electricité du Laos) ที่มีการคัดเลือกผู้สมัคร 3 รายเข้าสู่รอบสุดท้าย ผ่านการสัมภาษณ์และประเมินด้วยระบบให้คะแนนที่โปร่งใส
นายสะเหลิมไซกล่าวว่า แนวทางนี้ควรเป็นต้นแบบสำหรับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ขณะที่บริษัทขนาดเล็กจะได้รับการประเมินตามขนาด สินทรัพย์ และการดำเนินงานของแต่ละแห่ง
คณะกรรมการจะทบทวนตัวแทนภาครัฐที่นั่งอยู่ในคณะกรรมการบริษัทของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ด้วย และจะยกเลิกการแต่งตั้งที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ใหม่
นายสะเหลิมไซกล่าวว่า รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีโครงสร้างการบริหารที่ไม่เป็นทางการ โดยญาติพี่น้องและคนใกล้ชิดเข้ามาครองตำแหน่งสำคัญ
“รัฐวิสาหกิจบางแห่งดำเนินงานเหมือนธุรกิจครอบครัว” นายสะเหลิมไซกล่าว พร้อมย้ำถึงความจำเป็นของการมีธรรมาภิบาลองค์กรที่เป็นมืออาชีพ
ประเด็นสำคัญลำดับที่สองคือการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ นายสะเหลิมไซกล่าวว่า รัฐวิสาหกิจต้องก้าวออกจากระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง และหันมายึดหลักการทางธุรกิจ ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ และความโปร่งใสที่มากขึ้น
รัฐวิสาหกิจจะต้องเสริมสร้างการบริหารการเงิน ปรับปรุงระบบบัญชี เข้ารับการตรวจสอบอย่างถูกต้อง และกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก (KPI) ที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังจะได้รับการสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารการเงินและการผลิต เพื่อลดการขาดทุนและป้องกันการรั่วไหลของทรัพยากรของรัฐ
รัฐวิสาหกิจยังจะได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการให้ได้ตามมาตรฐานที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลาว (Lao Securities Exchange)
สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ไม่สามารถพลิกฟื้นฐานะการเงินได้ จะต้องเผชิญกับการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้าง การแปลงสภาพเป็นกิจการร่วมทุน หรือในกรณีที่จำเป็น การยุบเลิกกิจการ
ประเด็นสำคัญลำดับที่สามคือการลดหนี้สิน นายสะเหลิมไซกล่าวว่า รัฐวิสาหกิจเกือบทั้งหมดมีภาระหนี้ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อการคลังของรัฐ และจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการนำรายได้ไปใช้เพื่อการพัฒนา
นายสะเหลิมไซกล่าวว่าปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 4-5 ปีข้างหน้า
“รายได้ของประเทศที่เข้ามา หากเราต้องนำไปใช้กับเรื่องนี้ทั้งหมด ก็จะไม่เหลืออะไรสำหรับการพัฒนาเลย” นายสะเหลิมไซกล่าว โดยอ้างถึงภาระทางการเงินที่เกิดจากผลขาดทุนและหนี้สินของรัฐวิสาหกิจ
คณะกรรมการปฏิรูปจะหาแนวทางให้รัฐวิสาหกิจเพิ่มรายได้ ปรับปรุงโครงสร้างเงินทุน และค่อยๆ ลดหนี้สินให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืน
การปฏิรูปครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของกรมการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่ให้กับการยกระดับผลการดำเนินงานของสินทรัพย์รัฐ
ดร.กิแก้วแก้ว จันทะบุลี รองหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการกลางพรรค และกรรมการถาวรคณะกรรมการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ กล่าวว่า ความรับผิดชอบด้านการปฏิรูปและการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ได้ถูกโอนย้ายจากกระทรวงการเงินมาสู่คณะกรรมการชุดนี้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2025
นับตั้งแต่นั้นมา คณะกรรมการได้เสริมสร้างธรรมาภิบาล ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิรูปในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
คณะกรรมการรายงานว่ามีความคืบหน้าในเบื้องต้นบ้างแล้ว โดยจากรัฐวิสาหกิจ 123 แห่ง มีกำไรสุทธิรวมในปี 2024 อยู่ที่ 3,653.2 พันล้านกีบ เพิ่มขึ้น 108% จากปี 2023 ขณะที่หนี้สินก็ค่อยๆ ลดลง
กฎระเบียบใหม่กำหนดให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งต้องจัดทำบัญชีอย่างถูกต้อง และรับการตรวจสอบทางการเงินและบัญชีตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป โดยรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีระบบบัญชีที่เหมาะสม ได้เริ่มจัดตั้งระบบดังกล่าวและขอรับการตรวจสอบแล้ว
คณะกรรมการกำลังทบทวนขนาดและองค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัทของรัฐวิสาหกิจต่างๆ หลังจากพบกรณีที่มีสมาชิกคณะกรรมการมากเกินไป บุคคลที่นั่งในคณะกรรมการหลายแห่งพร้อมกัน และเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุหรือย้ายตำแหน่งแล้วแต่ยังคงดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการอยู่
คณะกรรมการได้จัดทำกรอบเบื้องต้นสำหรับยุทธศาสตร์การปฏิรูปและพัฒนารัฐวิสาหกิจระยะ 10 ปี (2026-2035) และแผนระยะ 5 ปี (2026-2030) โดยแผนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้รัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างครบถ้วน เสริมสร้างการกำกับดูแล และค่อยๆ ลดภาระหนี้สินของรัฐบาลลง
นายสะเหลิมไซย้ำว่า การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลดจำนวนรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นการทำให้มั่นใจว่าสินทรัพย์ของรัฐสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น และมีส่วนช่วยต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ยอดอนุมัติการลงทุนใน สปป.ลาว พุ่ง 68% แตะ 8.5 พันล้านดอลลาร์

สปป.ลาวอนุมัติโครงการลงทุนประเภทควบคุมและสัมปทานจำนวน 34 โครงการ มูลค่ารวม 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เงินลงทุนที่ไหลเข้าจริงจากโครงการที่ได้รับอนุมัติมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลา 7 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันให้การอนุมัติการลงทุนกลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
รายการการลงทุนประเภทควบคุมครอบคลุมภาคธุรกิจที่มีความอ่อนไหว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของสังคม สิ่งแวดล้อม หรือสังคมโดยรวม นักลงทุนในภาคเหล่านี้จะต้องผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐและได้รับการอนุมัติก่อนจึงจะได้รับใบอนุญาตลงทุน
รายการดังกล่าวครอบคลุมภาคเหมืองแร่และพลังงาน การเกษตรขนาดใหญ่และการให้สัมปทานที่ดิน การธนาคารและการเงิน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศและความมั่นคง
ตัวเลขดังกล่าวเปิดเผยในการประชุมระดับชาติว่าด้วยการส่งเสริมและบริหารจัดการการลงทุนครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นที่นครหลวงเวียงจันทน์ระหว่างวันที่ 11-12 สิงหาคม
ที่ประชุมได้ทบทวนผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและบริหารจัดการการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งหารือมาตรการเพื่อทำให้กระบวนการอนุมัติรวดเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการส่งเสริมและบริหารจัดการการลงทุน กล่าวว่า การลงทุนภาคเอกชนยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากนำมาซึ่งเงินทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ
นับตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา สปป.ลาวได้อนุมัติโครงการลงทุนภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศไปแล้ว 5,394 โครงการ มูลค่ารวม 65.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
จีนยังคงเป็นแหล่งเงินลงทุนจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุด ด้วยจำนวน 970 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยเวียดนามที่มี 441 โครงการ มูลค่า 12,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมี 686 โครงการ มูลค่า 6,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รัฐบาลกำลังพยายามยกระดับคุณภาพของการลงทุน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 10 (2026-2030)
ที่ประชุมเห็นชอบให้รวมศูนย์การส่งเสริมและบริหารจัดการการลงทุนสำหรับโครงการภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจประเภทควบคุมและสัมปทาน ไว้ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมและบริหารจัดการการลงทุนในระดับส่วนกลาง นครหลวงเวียงจันทน์ และระดับแขวง
แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความล่าช้าและเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานในการพิจารณาข้อเสนอการลงทุน ตลอดจนการลงนามในบันทึกความเข้าใจและสัญญาการลงทุนต่างๆ
คณะกรรมการส่งเสริมและบริหารจัดการการลงทุนจะเสริมสร้างบทบาทในฐานะหน่วยงานมืออาชีพที่รับผิดชอบการประสานงานด้านการส่งเสริมและบริหารจัดการการลงทุน
หลังจากที่การลงทุนได้รับการอนุมัติแล้ว ภาคส่วนทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องจะรับผิดชอบมากขึ้นในด้านการอนุมัติทางเทคนิคและการกำกับดูแลภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนเอง
ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เร่งแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนฉบับปี 2024 ให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐและกลไกการบริหารจัดการการลงทุน โดยคาดว่าการปรับเปลี่ยนจะช่วยสร้างกรอบการดำเนินงานระดับชาติที่มีความสอดคล้องกันมากขึ้นสำหรับการส่งเสริมและบริหารจัดการการลงทุน
รัฐบาลยังคงคาดหวังให้นักลงทุนภาคเอกชนเป็นแหล่งเงินลงทุนหลักที่จำเป็นภายใต้แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 10 โดยแผนดังกล่าวตั้งเป้าการลงทุนภาคเอกชนไว้ที่ 409,470 พันล้านกีบ คิดเป็น 64.4% ของมูลค่าการลงทุนรวมที่ต้องการในช่วงปี 2026-2030
ที่ประชุมเสนอให้มีนโยบายและกลไกที่ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจภายในประเทศเติบโตและสามารถแข่งขันได้ พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของ สปป.ลาวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การให้ความสำคัญที่มากขึ้นกับคุณภาพของนักลงทุน ความรวดเร็วในการอนุมัติ และการกำกับดูแลที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการดึงดูดการลงทุนที่สามารถสร้างงาน เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจภายในประเทศ และมีส่วนช่วยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้โดยตรงมากยิ่งขึ้น
เขตเศรษฐกิจพิเศษในลาวจ้างงานกว่า 90,000 ตำแหน่ง

เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 21 แห่งในสปป.ลาว สามารถดึงดูดบริษัทได้ถึง 2,041 แห่ง ด้วยทุนจดทะเบียนรวม 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 90,000 ตำแหน่ง
นางพอนวัน อุทะวง รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงแผนการและการลงทุน และรองประธานถาวรคณะกรรมการส่งเสริมและบริหารการลงทุน ได้รายงานต่อที่ประชุมระดับชาติว่าด้วยการส่งเสริมและบริหารการลงทุน ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2026 ว่า ในช่วงระยะเริ่มต้นของการดึงดูดการลงทุน (ปี ค.ศ. 1988–1990) มีการอนุมัติโครงการจำนวน 63 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการลงทุนได้เพิ่มขึ้นเป็น 696 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี ค.ศ. 1991–1995 แตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปี 1996–2000 อยู่ที่ 710 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2001–2005 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2006–2010 7.7 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2011–2015 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2016–2020 และ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2021–2025 จากรายงานของ ຂ່າວເສດຖະກິດ-ການຄ້າ Lao Economic Daily ในเพจ Facebook
การลงทุนของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในภาคไฟฟ้า การทำเหมืองแร่ และเกษตรกรรม
ในภาคอุตสาหกรรม ได้มีการก่อตั้งและพัฒนาฐานการผลิตขึ้นตามลำดับจนสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ในระดับที่เหมาะสม ภาคส่วนเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากและมีการนำเทคโนโลยีการผลิตมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น เหล็กโครงสร้าง และผลิตภัณฑ์ท่อ รวมถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การแปรรูปไม้ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม การแปรรูปแร่ และโรงงานแปรรูปอื่น ๆ อีกหลากหลายประเภท
ภาคบริการมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ โทรคมนาคม บริการทางการเงิน และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ภาคภาครัฐและภาคเอกชนยัง
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางอุตสาหกรรม ความทันสมัย ห่วงโซ่การผลิตแบบบูรณาการ และการพัฒนาเขตเมืองใหม่ โดยจนถึงปัจจุบันมีการอนุมัติจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว 21 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งดึงดูดบริษัทเข้ามาลงทุนจำนวน 2,041 ราย ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนการลงทุนรวมมูลค่าสูงกว่า 8.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวน 3,996 แห่งที่ได้เข้ามาลงทุนในภาคการค้าและบริการ ซึ่งช่วยสร้างงานให้กับผู้คนกว่า 90,000 ราย



