เวียดนามฉลองครบรอบ 81 ปีการปฏิวัติเดือนสิงหาคม วันชาติ และ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย เดินหน้ากระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยและผู้แทนรัฐบาลไทยร่วมเน้นย้ำความสัมพันธ์ทวิภาคีที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ตลอด 50 ปี พร้อมมุ่งมั่นกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และประชาชนให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นในงานเลี้ยงรับรองฉลองครบรอบ 81 ปีวันชาติเวียดนาม และ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเวียดนาม-ไทย จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย

ฮานอย (สำนักข่าวเวียดนาม 19/8) — เมื่อค่ำวันที่ 18 สิงหาคม ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ สถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยได้จัดงานเลี้ยงรับรองอย่างสมเกียรติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 81 ปีการปฏิวัติเดือนสิงหาคมและวันชาติ 2 กันยายน และครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเวียดนาม-ไทย โดยมีแขกผู้มีเกียรติเกือบ 1,000 คนเข้าร่วมงาน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐสภาและรัฐบาลไทย คณะทูตานุทูต ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ มิตรประเทศ หุ้นส่วน และชาวเวียดนามในประเทศไทย

นายฝ่าม เวียด ฮุง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า การเฉลิมฉลองครบรอบ 81 ปีวันชาติถือเป็นปีสำคัญสำหรับเวียดนาม เนื่องจากประเทศประสบความสำเร็จในการจัดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 เลือกตั้งคณะผู้นำชุดใหม่ และกำหนดแนวทางใหม่สำหรับการพัฒนาประเทศในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ ครั้งที่ 14 ยังเน้นย้ำเป้าหมายการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเวียดนามในยุคใหม่ให้สอดคล้องกับบทบาทและสถานะทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศ พร้อมแสดงความปรารถนาที่จะร่วมมือกับมิตรประเทศทั่วโลกเพื่อร่วมกันส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาในภูมิภาคและทั่วโลก

นายฝ่าม เวียด ฮุง เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย

สำหรับความสัมพันธ์เวียดนาม-ไทย เอกอัครราชทูตฝ่าม เวียด ฮุง เน้นว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์เวียดนาม-ไทยได้พัฒนาอย่างมีพลวัตมากที่สุด นำพาความสัมพันธ์ทวิภาคีขึ้นสู่จุดสูงสุดและมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งสองประเทศมีความเข้าใจและความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันในระดับสูง โดยการเยือนซึ่งกันและกันของผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นหลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องนี้

โดยยกสุภาษิตไทยที่ว่า “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” เอกอัครราชทูตฝ่าม เวียด ฮุง กล่าวว่า “ยิ่งบริบทระหว่างประเทศและภูมิภาคมีความซับซ้อนมากขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งต้องการมิตรประเทศ เพื่อนบ้าน และหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น” พร้อมแสดงความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า เวียดนามและไทยจะเป็นมิตรที่ไว้วางใจกัน เป็นเพื่อนบ้านที่ดี และเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือของกันและกันตลอดไป

นายวิชวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ

ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย นายวิชวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวสุนทรพจน์เน้นย้ำพัฒนาการตลอด 50 ปีของความสัมพันธ์เวียดนาม-ไทย ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และความร่วมมือในอนาคต

นายวิชวัฒน์ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่ได้ประเมินจากสิ่งที่รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายดำเนินการเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สะท้อนให้เห็นมากขึ้นในชีวิตของประชาชน ทั้งจากธุรกิจที่พวกเขาร่วมกันสร้าง การเดินทางที่พวกเขาดำเนินการ ตลอดจนมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่พวกเขาสร้างขึ้น

นายวิชวัฒน์ยังเห็นว่า การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในเวทีธุรกิจที่จัดขึ้นระหว่างการเยือนระดับสูงในช่วงที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างมากของภาคเอกชนทั้งไทยและเวียดนามในการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ขยายการค้าและการลงทุน ตลอดจนสร้างความเป็นหุ้นส่วนสำหรับอนาคต ดังนั้น เมื่อมองไปข้างหน้าในอีก 50 ปี ทั้งสองประเทศควรเดินหน้าต่อยอดแรงส่งดังกล่าว นำประชาชนและเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสมากขึ้นให้ภาคธุรกิจและชุมชนได้ร่วมมือกัน

นางสาวฝ่าม ถิ อ้าย ฮวา เจ้าของเครือร้านอาหาร Hanoi Corner กล่าวถึงความรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ได้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 81 ปีวันชาติเวียดนามและ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเวียดนาม-ไทย ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตว่า “วันนี้เรานำอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารเวียดนาม นั่นคือเฝอ มาแนะนำให้มิตรประเทศทั่วโลกได้รู้จักอาหารเวียดนาม”

หลังจากใช้ชีวิตและประกอบธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี นางสาวฮวายังแบ่งปันความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดและรุ่งเรืองที่สุด โดยกล่าวด้วยความยินดีว่า “ด้วยความสัมพันธ์ดังกล่าว เราได้รับการสนับสนุนและความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจของเราพัฒนาได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น”

ในการพูดคุยกับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเวียดนาม ณ กรุงเทพฯ นายศักดิ์ชัย ธนะบุญชัย ที่ปรึกษาหอการค้าไทย กล่าวว่า ตนมีความผูกพันกับเวียดนามมานานกว่า 35 ปี และชื่นชมชาวเวียดนามอย่างแท้จริงในเรื่องความขยันหมั่นเพียร ความอดทน และความใฝ่เรียนรู้

นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า “ผมเป็นหนึ่งในนักลงทุนกลุ่มแรก ๆ ในเวียดนาม โดยได้ลงทุนในโรงแรมเมเลีย ฮานอย เวียดนามและไทยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน ทั้งในระดับประชาชนกับประชาชนและในด้านการลงทุน และผมหวังว่าความสัมพันธ์นี้จะพัฒนาไปอย่างรุ่งเรืองยิ่งขึ้นต่อไป”

งานเฉลิมฉลองจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น โดยมี 4 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การแสดงศิลปะ “ท่วงทำนองแห่งการเดินทางร่วมกัน” การสาธิตอาหารราชสำนักเว้ นิทรรศการภาพถ่าย “เส้นทางแห่งความเป็นหุ้นส่วน” และนิทรรศการจิตรกรรม “สีสันแห่งมิตรภาพ”

การแสดงดนตรีพื้นบ้านพิเศษ “ท่วงทำนองแห่งการเดินทางร่วมกัน” โดยศิลปินจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์นครโฮจิมินห์ นำเสนอรูปแบบดนตรีพื้นบ้านเวียดนามหลากหลายประเภท อาทิ ดนตรีราชสำนักเว้ เพลงพื้นบ้านกวานห่อจากจังหวัดบั๊กนิงห์ และดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ เป็นต้น การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมยังสะท้อนผ่านการบรรเลงเพลงไทย ได้แก่ “พิธีนพเก้า” และ “สบาย สบาย” โดยวงดนตรีพื้นบ้านเวียดนาม ซึ่งสร้างบรรยากาศทางศิลปะร่วมกันและเชิดชูความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

การสาธิตอาหารราชสำนักเว้ได้นำเสนอแก่มิตรผู้มีเกียรติถึงมรดกด้านอาหารของเมืองเว้ ผ่านผลงาน “มังกรพ่นแก้วมณี” “เนมกง” และ “ขนมก่อโด” ซึ่งสะท้อนความประณีตและความหมายเชิงสัญลักษณ์ของอาหารราชสำนักเว้ พร้อมส่งต่อคำอวยพรให้เวียดนามและไทยมีความเจริญรุ่งเรืองและมีมิตรภาพที่ยั่งยืนระหว่างกัน

นิทรรศการภาพถ่าย “เส้นทางแห่งความเป็นหุ้นส่วน” จัดแสดงภาพถ่าย 40 ภาพที่บันทึกโดยช่างภาพข่าวของสำนักข่าวเวียดนาม ถ่ายทอดเรื่องราวตลอด 5 ทศวรรษของความสัมพันธ์ทางการทูตเวียดนาม-ไทย ตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ในเดือนสิงหาคม 1976 จนถึงหมุดหมายสำคัญและกิจกรรมแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศ

ขณะที่นิทรรศการจิตรกรรม “สีสันแห่งมิตรภาพ” นำเสนอผลงานของจิตรกรเวียดนาม เหงียน ฮ่ง ตวน ซึ่งถ่ายทอดทิวทัศน์ ผู้คน และวิถีชีวิตประจำวันของทั้งสองประเทศ พร้อมเน้นย้ำคุณค่าร่วมกันในด้านความงดงาม ความสงบสุข และความเชื่อมโยงระหว่างกัน

กิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานเปิดโอกาสให้แขกผู้มีเกียรติได้สัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของเวียดนาม พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและมิตรภาพระหว่างประชาชนเวียดนามและไทย