ประเทศไทยต้องรอด…SAVE THAILAND : “รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์” ใช้ “เทคโนโลยี” สร้างการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตร

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดเสวนา “ประเทศไทยต้องรอด : SAVE THAILAND”…Restore.Reframe.RISE เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ในโอกาสครบรอบขึ้นปีที่ 15 โดยมีวิทยากร ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน, ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งลิสเซินฟิลด์, ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง จำกัด, นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทย และ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งลิสเซินฟิลด์ (ListenField) กล่าวในฐานะตัวแทนภาคเอกชนการเกษตรว่า เวลาเราคุยกับเกษตรกร ช่วงเวลาที่เขารอคอยที่สุดจะเป็นช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว เพราะเป็นช่วงเวลาที่เขาได้เงิน เพราะฉะนั้น ในฐานะที่มาพูดเรื่องการเกษตรและประเทศไทยต้องรอด จึงอยากจะชวนมองว่าแล้วเราจะเก็บเกี่ยวอนาคตของเกษตรกรไทยได้อย่างไร

ภาวะ “ชะงักงัน” ในภาคการเกษตร

ดร.รัสรินทร์เปิดประเด็นว่า ตั้งแต่ปี 2555-2565 ภาคการเกษตรไทยอยู่ในภาวะ “ชะงักงัน” มีอัตราการเติบโตเชิงจีดีพีเฉลี่ยที่ 0.23% ต่อมาภาวะชะงักงันที่สองก็คือ รายได้ภาคการเกษตรกับรายได้ของคนที่อยู่นอกภาคการเกษตรต่างกันถึง 5 เท่า คำถามคือ เราจะทำยังไงกันต่อไป

ทุกคนจะได้ยินคำพูดที่บอกว่า แรงงานสูงวัยและวิธีการแบบเดิมไม่เวิร์กอีกต่อไป กำลังมาถึงทางตัน เราต้องเปลี่ยนวิธีการภาคการเกษตรในรูปแบบใหม่ๆ จึงเป็นที่มาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่สภาพัฒน์ฯ ได้เขียนขึ้นมา โดยมีเนื้อหาประกอบกัน 5 หมุดหมาย ซึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ได้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร เพราะไม่ว่าจะเป็นหมุดหมายไหน ก็จะมีเรื่องภาคการเกษตรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่พูดถึงภาคการเกษตรคือ จะต้องเปลี่ยนจากการผลิตที่เน้นปริมาณและการขยายพื้นที่ พึ่งพาแรงงานและแข่งขันด้านราคา มาสู่การเน้นในเรื่องการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และข้อมูล เพื่อสร้างเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งไม่ใช่แค่ผลิตแล้วขาย แต่ต้องผลิตในรูปของการแปรรูปไปทำอาหาร ไปทำเมดิซีน ไปทำในเรื่องของสมุนไพรต่างๆ ที่จะสามารถสร้างมูลค่าได้ อันนี้เป็นสิ่งที่เขียนไว้ในแผน

ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งลิสเซินฟิลด์ (ListenField)

ในแผนดังกล่าวยังมีความน่าสนใจคือ บอกว่าเราจะบรรลุตามแผนได้จะต้องมี KPI อะไรบ้าง โดยในเชิงจีดีพีภาคการเกษตรต้องเติบโต 4.5% ต่อปี, รายได้ครัวเรือนต้องมากกว่า 537,000 บาทต่อปี, เรื่องผลิตภาพ (TFP) และเรื่องพื้นที่การเกษตรที่ไม่เหมาะสมจะต้องลดลง ซึ่งจากตัวเลขที่แชร์ก่อนหน้านี้ คิดว่า KPI นี้เราจะสามารถทำได้หรือไม่ จึงมีคำถามในใจและหาคำตอบ

ในขณะเดียวกันก็ได้ถามกับทาง AI Claude ให้ช่วยประเมินว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ตั้งไว้แบบนี้ เราสามารถจะบรรลุ KPI ที่เราตั้งไว้ได้ไหม ซึ่งขอ quote คำพูดของ Claude ที่บอกมาซึ่งน่าสนใจมาก โดย Claude ใช้คำว่า “เป็น KPI ที่มีความทะเยอทะยานมาก” ซึ่งเป็นการสรรหาคำที่เหมาะสมมาอธิบายการตั้งเป้าหมาย KPI นี้ได้ดีมาก แต่ข้อดีคืออย่างน้อยเรามีความทะเยอทะยาน เรามีแผนที่ดีมากๆ

“เพราะฉะนั้น การจะไปถึงสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้ได้ จะต้องเกิดการลงทุนครั้งใหญ่ในภาคการเกษตร ต้องมีการลงทุนในเรื่องของนวัตกรรม ในเรื่องของเทคโนโลยี แต่ประเทศไทยเราไม่เคยสามารถที่จะวางแผนแล้วเดินตามแผนจนไปถึงเป้าหมายได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศของเราคือมีแผนที่ดี แต่ execution ไม่สามารถทำได้ นี่คืออีกมุมของความเป็นจริงเช่นกัน”

“อีกตัวเลขหนึ่งที่ท่านเลขาสภาพัฒน์ฯ พึ่งจะพูดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มีงบประมาณอยู่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดย 10% เป็นเงินที่นำมาใช้ในภาคการเกษตรประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่งบประมาณในเรื่องการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ 0.3-0.4% เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรและในการลงทุน”

จึงเป็นที่มาว่า ถ้าเกิดเราพึ่งพิงแต่ภาครัฐ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้น จึงอยากจะเชิญชวนว่า ในมุมของภาคเอกชนสามารถที่จะร่วมกันอย่างไรได้บ้าง เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้ภาครัฐเห็นว่ากลไกส่วนไหนที่ภาครัฐควรจะมาปรับเพื่อให้เกิดการพัฒนาได้จริง ไม่ใช่แค่ทำแผนที่ดีแต่ execution ออกมาเป็นแบบนี้

ดังนั้น จึงมีคำถามว่าแผนที่ท้าทายกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริง ที่บอกว่าเกษตรกรไทยจะต้องใช้นวัตกรรม จะต้องมีเทคโนโลยี จะต้องมีการลงทุน จะต้องมีการเอาเทคโนโลยีเข้าไปใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพของการผลิตภาคการเกษตร จะเกิดขึ้นได้จริงไหม

ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งลิสเซินฟิลด์ (ListenField)

ใช้ “เทคโนโลยี” สร้างการเปลี่ยนแปลง

ดร.รัสรินทร์กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของลิสเซินฟิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทเล็กๆ ที่มุ่งเน้นพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีการเกษตร อยากจะมาแชร์มุมมองว่ามันสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ถ้าเรามีความตั้งใจจริง หนึ่งในตัวอย่างที่ทางลิสเซินฟิลด์ได้มีการลงทุนร่วมกับบริษัทคูโบต้าคือเทคโนโลยีการวิเคราะห์ดิน

ทั้งนี้ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ บอกว่าประเทศไทยมีพื้นที่การเพาะปลูกการเกษตรที่ไม่เหมาะสม กล่าวคือ ปลูกในดินที่ไม่เหมาะสมในการทำการเกษตรอยู่ถึง 30% และปลูกโดยที่ไม่รู้ว่าจะต้องใส่ปุ๋ยปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม เพราะฉะนั้น ผลิตผลหรือผลิตภาพก็ไม่ได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้

เราก็เลยมีการลงทุนในเรื่องของการทำเทคโนโลยีที่จะมาประเมินว่าดินสามารถมีแร่ธาตุอาหารอยู่เท่าไหร่ ซึ่งในเชิงของเทคโนโลยีนี้คือสามารถวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินในแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้ near infrared เข้าไปวิเคราะห์ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง รวมทั้งในส่วนของ micronutrient ต่างๆ เพื่อที่จะมาปรับการให้ปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม

ในการวิจัยนี้ เราน่าจะเป็นบริษัทที่ทำเรื่องนี้อย่างจริงจังและครอบคลุมพื้นที่ในประเทศไทยมากที่สุด โดยมีฐานข้อมูลที่เหมาะสมพร้อมที่จะให้คำแนะนำได้ในปัจจุบัน ครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น และมุ่งขับเคลื่อนไปสู่ประเทศลาวภายในปีนี้

ดังนั้น จึงอยากชี้ให้เห็นว่าขนาดบริษัทเล็กๆ ถ้ามีการลงทุนในเรื่องเทคโนโลยี เราสามารถที่จะนำเทคโนโลยีไปขยายผลไม่เฉพาะในประเทศของเรา แต่ยังขยายไปสู่ภูมิภาค ซึ่งมีโอกาสมหาศาลที่เราสามารถจะส่งออกในเรื่องของเทคโนโลยีนี้ไปสู่ภูมิภาคได้

ดร.รัสรินทร์กล่าวต่อว่า เมื่อพูดถึงเรื่องดินก็อยากจะแชร์ให้เห็นว่า ทำยังไงให้สามารถบริหารจัดการได้ตลอดห่วงโซ่อาหาร และไม่ใช่แค่ปลูกข้าวแล้วได้ข้าว แต่สามารถแปรรูปเป็นมูลค่าสูงได้ จึงอยากแชร์ที่มาของการผลิตโจ๊ก ซึ่งมาจากพื้นที่ผลิตข้าวในภาคอีสานของประเทศไทยที่มีการปลูกข้าวหอมมะลิ โดยลิสเซินฟิลด์ทำงานกับบริษัทยูนิลิเวอร์ที่มี commitment ว่าจะต้องทำให้ซัพพลายเชนของเขามีความยั่งยืน เพราะฉะนั้น จะต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง ก็คือการปลูกที่เรียกว่า regenerative farming ซึ่งเราได้ไปทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่กว่า 25,000 ไร่ ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 2,000 ราย

โดยเริ่มทำตั้งแต่ต้นทาง มีการวิเคราะห์ว่าดินในพื้นที่เป็นอย่างไร แล้วให้เป็นแพกเกจ เราทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดูแพกเกจที่เหมาะสมที่จะปรับเรื่องของกระบวนการเพาะปลูกของเกษตรกรให้สอดคล้อง ในขณะเดียวกัน มีวัตถุดิบที่เพียงพอตามคำแนะนำที่เราให้ เช่น เราบอกว่าดินขาดธาตุอาหารไนโตรเจน ก็จะต้องมีการเตรียมเรื่องการผลิตปุ๋ยในชุมชนอย่างไร ให้สามารถทำตามคำแนะนำได้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเทคโนโลยีที่มอนิเตอร์ในเรื่องการปลูกพืชคลุมดินเพื่อรักษาสมดุลของดิน มีการเอาภาพดาวเทียมมาวิเคราะห์ ซึ่งตลอดห่วงโซ่อาหารเราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ให้คำแนะนำได้ตามลักษณะของแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือสามารถลดการใช้เมล็ดพันธุ์ได้กว่า 50% ลดการใช้ปุ๋ยได้กว่า 50% และเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 70%

อาจจะฟังดูเกินจริงว่า ถ้าทำได้ขนาดนี้ เกษตรกรคงรวยไปแล้ว แต่ต้องบอกว่าในเชิงของเทคโนโลยีและการแพกเกจได้อย่างเหมาะสมมันเป็นไปได้จริง แต่ 70% นี้ต้องบอกว่ามาจากเทคโนโลยีส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือเบสไลน์ของเรามันก็ต่ำเหลือเกิน เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วบางแปลงเราสามารถเพิ่มผลผลิตได้เกินกว่า 100% ด้วยซ้ำ แต่โดยเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา 70% เราสามารถจะทำได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีและแพกเกจไปสู่เกษตรกรอย่างเหมาะสม

แล้วหัวใจสำคัญของโครงการนี้ก็คือ การที่มีผู้รับซื้อพร้อมจะให้ราคาพรีเมียม กล่าวคือ นอกเหนือจากลดรายจ่ายเพื่อเพิ่มผลผลิต ก็ยังมีการรับซื้อในราคาพรีเมียมให้กับเกษตรกร ซึ่งตอบโจทย์ว่าสามารถที่จะเพิ่มรายได้ ขณะเดียวกัน ก็มีผู้รับซื้อที่มั่นคง พร้อมจะรับซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพ

ดร.รัสรินทร์ยกอีกหนึ่งตัวอย่างเรื่องการผลิตข้าวโพดหวาน โดยระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกข้าวโพดหวาน รวมทั้งแปรรูปและส่งออกมาก ทั้งนี้ เรามีการทำงานร่วมกับบริษัทซันสวีท ผู้ผลิตรายต้นๆ ของประเทศไทยในการส่งออกข้าวโพดหวานที่มีการแปรรูปหลากหลาย ซึ่งเป็นข้าวโพดหวานที่ไม่ใช่อร่อยแค่รสชาติ แต่เรามีข้อมูลที่จะตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นทางว่ามีการปลูกในลักษณะไหน มีดินลักษณะไหน มีผลผลิตเท่าไหร่

จากการที่เราทำงานร่วมกันมาตลอด 3 ปี ก็สามารถที่จะประเมินได้แล้วว่าถ้าสภาพอากาศมีความแปรปรวนแบบนี้ อุณหภูมิต่ำในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ผลกระทบต่อซัพพลายเชนของเขาจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลนี้บ่งบอกว่าในฝั่งผู้รับซื้อก็สามารถประเมินได้ว่าจะมีผลผลิตเข้ามาเท่าไหร่ หรือถ้ามันขาด จะไปหาพื้นที่จากไหนมาเติม เพราะฉะนั้น ในส่วนของซัพพลายเชนจะมีความแน่นอนมากขึ้น เขาสามารถจะประเมินหรือกำหนดราคาที่เหมาะสมได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ผลิตแล้วขาดหรือล้นจนทำให้ราคาสวิง

และด้วยกระบวนการที่นำเทคโนโลยีมาใช้ สามารถกำหนดราคาได้อย่างมีมาตรฐาน มีความเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกษตรกรผู้ทำงานสามารถอยู่ได้ ส่วนมูลค่าการส่งออกข้าวโพดหวานแค่รายเดียวในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปีที่เราสามารถส่งออกไปประเทศต่างๆ ได้

อีกส่วนหนึ่งคือเราทำงานร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ ADB (Asian Development Bank) ในการทำระบบฟาร์มเอไอในการบริหารจัดการแปลงสมุนไพรเพื่อผลิตน้ำมันหอมระเหย โดยตัวอย่างหนึ่งทำงานกับภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีเกษตรกรจำนวนมาก แต่อีกตัวอย่างหนึ่ง เทคโนโลยีนี้ก็สามารถที่จะมาทำกับเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ ได้

ดร.รัสรินทร์กล่าวว่า ส่วนหนึ่งที่สำคัญของประเทศไทยคือเกษตรกรมีความสามารถในการปลูก แต่สิ่งที่ขาดมากๆ คือในเรื่องการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำในโครงการนี้ก็คือ เอาเทคโนโลยีเข้าไปให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ในเรื่องของดิน เรื่องผลผลิต แล้วมีการเชื่อมโยงว่าสภาพอากาศแบบนี้จะต้องมีการปรับการให้น้ำอย่างไร เพื่อจะได้น้ำมันหอมระเหยที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ในส่วนนี้ก็มีการเก็บข้อมูล ประเมินข้อมูล แล้วนำข้อมูลมาให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์ตั้งแต่ในส่วนของเกษตรกรเอง ไปจนถึงกลุ่มเกษตรกรที่เขามีโรงงานในการสกัดน้ำมันหอมระเหย แล้วเชื่อมโยงข้อมูลตรงนี้ไปให้กับผู้รับซื้อที่ต้องการรับซื้อน้ำมันหอมระเหยแบบออร์แกนิก เพราะฉะนั้น ข้อมูลนี้จะเป็นตัวยืนยันให้เขาเห็นว่าแหล่งที่มามันเป็นอย่างไร

ส่วนนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่ทำให้เห็นว่าเกษตรกรในพื้นที่นี้เขาปลูกยางเป็นหลักและมีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเขามีการปลูกสมุนไพรแซม แล้วมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ทุกๆ 1 กิโลกรัมของการผลิตน้ำมันหอมระเหย เขาสามารถเพิ่มรายได้ถึง 5,000 บาท ตัวอย่างต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเป็นความยาก แต่ก็สามารถเป็นไปได้สูงเช่นกัน

ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งลิสเซินฟิลด์ (ListenField)

ภาคเกษตรไทยยังมีโอกาสมหาศาลที่จะรอด

ดร.รัสรินทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า อาจจะเห็นว่าภาคการเกษตรมีแต่ความมืดมิดหม่นหมอง ถึงเวลาก็เยียวยากันปีละแสนกว่าล้าน หรือพึ่งประกาศนโยบายใหม่กันไปก็อาจจะใช้เงินสัก 3-4 หมื่นล้านในการไปพักชำระหนี้เกษตรกรกันอีก

แต่วันนี้อยากจะจุดประเด็นให้เห็นว่า ขนาดบริษัทเล็กๆ อย่างลิสเซินฟิลด์ยังสามารถที่จะไปจุดประเด็นการเอาเทคโนโลยีไปใช้แล้วมันเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้น งบประมาณของประเทศไทยสามารถที่จะปรับและไปขยายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

“ไม่รู้ว่ามีใครได้ดูซีรีส์เรื่อง “อลิซอินเดอะบอร์เดอร์แลนด์” (Alice in Borderland) บ้าง แต่ส่วนตัวมีโอกาสได้ดูแล้วมีมุมมองว่า การที่เรากระโดลงไปตายเลยมันก็ง่าย คือวิถีที่เราทำอยู่ โดดไปแล้วก็ตายเลย แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราอยากจะมีชีวิตรอด ข้างหน้าก็ฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย แต่สุดท้ายแล้วอยากจะบอกว่าทุกอย่างมันคุ้มที่จะทำ แล้วในมุมของภาคการเกษตร ยังมีโอกาสมหาศาลที่สามารถจะทำได้สำหรับประเทศไทย”