“ประเทศไทยต้องรอด…SAVE THAILAND” : “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ชี้ต้องเขียนหนังสือใหม่ 3 เล่ม

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดเสวนา “ประเทศไทยต้องรอด : SAVE THAILAND”…Restore.Reframe.RISE เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ในโอกาสครบรอบขึ้นปีที่ 15 โดยมีวิทยากรคือ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน, ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งลิสเซินฟิลด์, ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง จำกัด, นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทย และ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

…….

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน กล่าวในงานเสวนา “ประเทศไทยต้องรอด SAVE THAILAND: Restore.Reframe.RISE” ในโอกาสครบรอบปีที่ 14 ก้าวสู่ปีที่ 15 ของสำนักข่าวไทยพับลิก้า (เนื่องจากมีการแถลงนโยบายรัฐบาลจึงต่อเสวนาผ่านออนไลน์) โดยกล่าวถึงมุมมองที่มีต่ออนาคตประเทศไทยว่า ถ้าพูดในภาพใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ค้นพบความจริงตั้งแต่ก่อนเข้ามาทำงานการเมือง และรู้สึกชัดเจนขึ้นในช่วงสองปีที่มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรคือสังเกตเห็นว่า หลายปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาจากความท้าทายที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันหรือความท้าทายใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายเรื่องเทคโนโลยี เรื่องสังคมสูงวัย เรื่องปัญหาโลกรวน

เขียนหนังสือใหม่ 3 เล่ม ‘ประเทศไทยรอด’

แต่หลายปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่เป็นปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน เป็นปัญหาที่พูดคุยกันมาหลายยุคหลายสมัย เป็นปัญหาที่สภาผู้แทนราษฎรทุกชุดก่อนหน้านี้ก็ถกเถียงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระบบการเมืองที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ ปัญหาเรื่องการศึกษา ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ฯลฯ

”ฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเราต้องการให้ประเทศไทยรอด สิ่งสำคัญคือไม่ใช่เพียงแค่การวางโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อเท่าทันต่อความท้าทายใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องมาย้อนสะสางปัญหาจากโลกแห่งอดีตด้วยเช่นกัน”

ถามว่าเราจะแก้ปัญหาที่เราเผชิญอยู่อย่างไร อยากสรุปสั้นๆ ว่าประเทศไทยจะรอดได้เราต้องมีการปรับโครงสร้างของประเทศผ่านการเขียนหนังสือใหม่สามเล่ม เล่มที่หนึ่งคือรัฐธรรมนูญ เล่มที่สองคือเอกสารงบประมาณ และเล่มที่สามคือหลักสูตรการศึกษา

แก้รัฐธรรมนูญให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น

นายพริษฐ์กล่าวว่า ในส่วนเล่มแรกคือการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการปฏิรูประบบการเมือง ในฐานะคนหนึ่งที่ผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยบอกว่าประเทศเราควรจะทำแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ไม่ได้มองว่าแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นทันที แต่มองว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดสภาพแวดล้อมและระบบทางการเมืองที่จะทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีทางออกที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนมากขึ้น

“ถามว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาอย่างไร ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เมื่อเราไปดูว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 เริ่มบังคับใช้และนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2562 จะเห็นว่าดัชนีหลายเรื่องของประเทศไทยมีความถดถอยลงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาควบคู่กับประชาธิปไตยที่ถดถอยหรือนโยบายที่อาจจะไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามา และปัญหาการทุจริตที่เรื้อรัง”

ในส่วนของประชาธิปไตยคิดว่า เราเห็นชัดว่าตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ 2560 สถาบันทางการเมืองต่างๆ ของประเทศไทยมีความยึดโยงกับประชาชนน้อยลง จนทำให้คะแนนดัชนีประชาธิปไตย หากนับเฉพาะหมวดหมู่ที่วัดเรื่องของสถาบันทางการเมือง จะเห็นว่าถ้านับจากปี 2562-2567 คะแนนก็ลดลง อาจจะมีบางช่วงเหมือนจะดีขึ้นในช่วงใกล้ๆ ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 แต่ว่าในภาพรวมอยู่ในทิศทางที่ลดลงมา

จะเห็นว่าเรามีระบบทางการเมืองที่ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง เลือก สส.พรรคหนึ่งเข้าไป แต่รัฐธรรมนูญกลับไปเปิดช่องให้ สส. เหล่านั้นสามารถย้ายค่ายไปทำงานให้กับอีกพรรคหนึ่งได้โดยที่ไม่เคยมีการขออนุญาตจากพี่น้องประชาชนเลย

จะเห็นว่าแม้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง เลือก สส. ไปทำงานในสภา เลือกฝ่ายบริหารไปทำงานในทำเนียบ แต่ปัจจุบันยังมีสถาบันทางการเมืองหลายสถาบันที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่สามารถเข้ามาขัดขวางเจตนารมณ์ของผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากเจตจำนงของประชาชน

พูดให้เห็นภาพตอนนี้ กลายเป็นว่าคนที่ชี้ขาดว่ากฎหมายอะไรแก้ได้หรือไม่ได้ นโยบายไหนทำได้หรือไม่ได้ หรือแม้กระทั่งใครอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้หรือไม่ได้ กลับเป็นตุลาการ 9 คนในศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ถ้าเราอยากเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นอุปสรรคจริงๆ

นายพริษฐ์กล่าวว่า ปัญหาที่สองที่เห็นคือ “นโยบายล้าหลัง” เป็นการพยายามตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาผมไม่คิดว่าประเทศไทยขาดคนเก่ง แต่หากเปรียบเทียบกับ 20 ปีก่อน ต้องยอมรับว่าเราอาจจะไม่ค่อยเห็นนวัตกรรมเชิงนโยบายใหม่ๆ ออกมาสักเท่าไหร่ เราไม่ค่อยเห็นนโยบายเหมือนกับ 20 ปีก่อน อย่างเช่น เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในประเทศ และเป็นที่ชื่นชมของต่างประเทศ

“ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญของการขาดนวัตกรรมเชิงนโยบายแบบนี้ ไม่ใช่เพราะว่าประเทศไทยขาดคนเก่ง แต่เพราะว่าเรามีระบบการเมืองที่ทำให้รัฐบาลไม่ว่ายุคสมัยไหน อาจจะขาดสมาธิและแรงจูงใจในการคิดค้นนโยบายเพื่อมาแก้ไขปัญหายากๆ ให้กับประเทศ ขาดสมาธิก็เพราะว่าปัจจุบันไม่ว่ารัฐบาลยุคสมัยไหนจะต้องเสียสมาธิไปไม่น้อยกับการรับมือกับคำร้องต่างๆ ที่เข้ามา กับนิติสงครามที่เข้ามา”

ส่วนแรงจูงใจในการทำนโยบายดีๆ เราก็เห็นว่ารัฐบาลแต่ละยุคสมัยก็อาจจะมีแรงจูงใจน้อยลง หากย้อนกลับไปดูการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก่อนหน้านี้ ความอยู่รอดของรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของประชาชนและคะแนนที่สะท้อนผ่านคูหาเลือกตั้งสักเท่าไหร่ พอระบบการเมืองเป็นเช่นนี้ ก็เลยทำให้รัฐบาลอาจจะขาดสมาธิและแรงจูงใจในการคิดค้นนโยบายใหม่ๆ เพื่อมาแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ให้กับประเทศ

ส่วนสุดท้าย อาจจะเป็นปัญหาที่ประหลาดใจของหลายคนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2560 นั่นคือปัญหาเรื่อง “การทุจริต” ต้องยอมรับว่าผู้สนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2560 หลายคนมองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกโฆษณาว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ถ้าเอาข้อเท็จจริงมาพูดจะเห็นว่า ถ้าวัดตามดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต คะแนนความโปร่งใสของประเทศลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ปีล่าสุดได้ 34 คะแนน จาก 100 คะแนน เป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุดในรอบ 10 กว่าปี

แม้บางฝ่ายจะมองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีเจตนาในการปราบโกงจริง แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กลับทำได้แค่การปราบคนที่ต้องการจะปราบ มากกว่าการปกป้องภาษีของประชาชนจากการโกงทุกรูปแบบจากทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค กลายเป็นว่า กลไกในการแก้ไขการทุจริตถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองมากกว่าอยู่หลายครั้ง

จะเห็นว่า ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ทำงานไป แต่พอต้องมาทำคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นคดีนาฬิกาหรู ไม่ว่าจะเป็นคดีบ้านพัก ก็มักจะถูกตั้งคำถามเสมอเกี่ยวกับความอิสระในการทำงาน หรืออย่างเหตุการณ์ล่าสุด กลไกของ สตง. (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ก็ถูกมองว่าทำงานขยันผิดจุด ไปไล่ล่าคุณครูที่ทำใบเสร็จหายเวลาซื้อเครื่องเขียน แต่กลับปล่อยปละละเลยจนทำให้อาคาร สตง. ถล่มลงมากลางกรุงเทพฯ

ดังนั้น นี่คือปัญหาที่หนึ่งที่คิดว่าเราจำเป็นต้องมีการแก้ไข ถ้าเรามีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเนื้อหานั้นมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น คิดว่าเราจะมีระบบการเมืองที่ประชาชนสามารถฝากความหวังไว้ได้มากขึ้น นี่คือหนังสือเล่มที่หนึ่งที่คิดว่าต้องมีการเขียนใหม่ เพื่อสามารถทำให้ประเทศไทยรอดได้

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน

ปรับกระบวนการทำงบประมาณใหม่ – เปิดเผยข้อมูลให้เร็วขึ้น

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า เล่มที่สองคือเรื่อง “เอกสารงบประมาณประจำปี” เป็นเอกสารที่ถูกผลิตออกมาทุกปีที่บ่งบอกว่าเงินภาษีทุกท่านจ่ายเข้าไปถูกใช้ไปกับอะไร ในฐานะที่มีโอกาสมาร่วมงานกับพรรค เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณ ตั้งแต่งบประมาณปี 2566 และล่าสุดงบประมาณปี 2569 สิ่งหนึ่งที่เห็นและค่อนข้างน่าตกใจกับการจัดทำงบประมาณของประเทศ ก็คืองบประมาณของประเทศเราในแต่ละปีเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

กลายเป็นว่าไม่ว่าแต่ละปีประเทศจะเผชิญกับปัญหาใหม่ๆ อะไร ไม่ว่าจะวิกฤติโควิด วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ หรือวิกฤติสงครามการค้าที่เราเผชิญอยู่จากภาษีทรัมป์ล่าสุด แต่พอเราไปเปิดดูเอกสารงบประมาณ กลายเป็นว่างบประมาณที่มาจากภาษีของเราถูกจัดสรรในลักษณะที่ค่อนข้างใกล้เคียงจากเดิมมาก คือแต่ละปีเปิดไป ถ้าไม่รู้ว่าปีนั้นมีวิกฤติอะไร แทบจะเดาไม่ได้เลย เพราะแต่ละปีจัดสรรคล้ายๆ กัน

พอดูลึกลงไปพบว่าสาเหตุส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าระบบในการจัดทำงบประมาณถูกวางไว้ในลักษณะที่อาจจะไม่ได้สร้างแรงจูงใจต่อการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ เวลาหน่วยงานจัดทำงบประมาณแล้วต้องไปเสนอต่อสำนักงบประมาณ กลายเป็นว่าถ้าเป็นโครงการที่ทำมาเหมือนเดิมก็อาจจะถูกตั้งคำถามน้อยกว่า ถ้าทำมาแล้วถูกต้องตามระเบียบในปีก่อน มาปีนี้ก็ไม่มีความเสี่ยงที่จะไปขัดระเบียบอย่างไร แต่ตัวชี้วัดว่าทำไปแล้วมีผลสัมฤทธิ์เท่าไหร่ก็อาจจะไม่ได้ถูกเพ่งเล็งมากนัก แต่พอเป็นโครงการใหม่ที่จะทดลองทำอะไรใหม่ๆ กลายเป็นว่าอาจจะถูกตั้งคำถามมากกว่า

ดังนั้น พอระบบวางไว้แบบนี้ ก็เลยทำให้เห็นว่าการจัดทำงบประมาณในแต่ละปีค่อนข้างจะไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก

แล้วหลายประเด็นที่คิดว่าสังคมก็ตั้งคำถามทุกปี ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันที่มีเยอะเกินจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงานร้างหรือไม่ได้มีการใช้งานเต็มที่ หรืองานอบรมสัมมนาที่มีเยอะแยะไปหมด แต่ไม่รู้ว่าผลสัมฤทธิ์เป็นเช่นไร ก็ยังคงถูกจัดสรรงบประมาณไปอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น คิดว่าจำเป็นจริงๆ ว่าถ้าเราอยากจะให้เงินภาษีของเราถูกใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ ก็จำเป็นต้องมาทบทวนเรื่องการจัดทำงบประมาณ

สองสามอย่างที่คิดว่าทำได้เลย อย่างที่หนึ่ง เราอาจจะต้องมีการปรับเรื่องตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์และกระบวนการในการจัดทำ ที่พยายามจะไปลดองค์ประกอบของระบบ ณ เวลานี้ ที่ไปสร้างแรงจูงใจให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้งบประมาณแต่ละปี เราอาจจะมีพื้นที่งบประมาณมากขึ้นที่ฝ่ายการเมืองแต่ละยุคสมัยสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้ แต่สัมฤทธิ์ผลหรือไม่ก็ให้ประชาชนไปตัดสินในคูหาเลือกตั้ง

อย่างที่สองคือ ทำยังไงให้งบประมาณถูกใช้โดยคนที่ใกล้ชิดกับปัญหามากที่สุด ตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญ 2540 ทุกคนพูดมาตลอดเรื่องความสำคัญของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กฎหมายที่ออกมาในช่วงเวลานั้นมีการตั้งเป้าหมายว่าสัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นควรจะอยู่ที่ 35% แต่เชื่อหรือไม่ว่าผ่านมา 20 กว่าปีมาถึงวันนี้ สัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นอยู่แค่ 29% เหมือนเดิม

ดังนั้น สิ่งที่สองที่คิดว่าเราทำได้ คือทำยังไงให้เรากระจายสัดส่วนงบประมาณให้กับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อทำให้คนที่มีความใกล้ชิดกับปัญหา รู้ดีที่สุดว่าบริการสาธารณะที่เป็นที่ต้องการในพื้นที่ควรจะออกแบบอย่างไร รู้ดีที่สุดว่าถ้าจะทำรถขนส่งสาธารณะควรจะออกแบบเส้นทางแบบไหน คือคนที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหา มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

“ถ้ากังวลเรื่องการทุจริต ผมคิดว่าเราก็ต้องกังวลเท่าๆ กันกับการทุจริตที่เกิดขึ้นทั้งที่ท้องถิ่นและที่หน่วยงานส่วนกลาง จึงนำมาสู่ข้อเสนอที่สามเกี่ยวกับเรื่องการจัดทำงบประมาณ ก็คือเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ปัจจุบันถามว่าหน่วยงานมีการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณหรือไม่ เขาก็จะตอบว่าเปิดเผย เพราะว่าทุกปีเอกสารงบประมาณก็จะถูกส่งมาที่สภาก่อนที่จะมีการพิจารณาในวาระที่หนึ่ง”

แล้วช่วงหลังต้องยอมรับว่าสำนักงบประมาณก็พยายามจะจัดทำเป็นรูปแบบของตาราง excel ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แม้ว่าเราอาจจะยังมีข้อท้วงติงอยู่เล็กน้อยหรือข้อเสนอแนะอีกเล็กน้อยว่ารูปแบบการจัดข้อมูลใน excel ควรจะจัดในรูปแบบให้วิเคราะห์ต่อได้ง่ายขึ้น แต่ก็เห็นถึงความพยายามตรงนี้

“แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องทำมากขึ้นเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล คือ “การเปิดเผยข้อมูลให้เร็วขึ้น” ถ้าเราเปิดเผยข้อมูลตามขั้นตอนปกติ อย่างปีที่ผ่านมาเราพูดถึงงบประมาณสภาที่อาจนำมาใช้ในการซ่อมแซมอาคารหลายอย่าง ซึ่งดูแล้วไม่ได้คุ้มค่าต่อภาษีของพี่น้องประชาชนมากนัก”

ถ้าเราเปิดเผยข้อมูลงบประมาณของแต่ละหน่วยงานตามขั้นตอนปกติ คณะอนุกรรมาธิการในสภาที่สามารถตรวจสอบรายละเอียดรายบรรทัดได้จะมีเวลาพิจารณาแค่ 45 นาทีต่อหน่วยงาน เป็นเวลาสั้นมากในการพิจารณางบประมาณของทุกหน่วยงาน แต่สิ่งเราพยายามทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในการพิจารณางบประมาณรอบที่แล้วคือ การเอาข้อมูลงบประมาณของแต่ละหน่วยงานมาเปิดตั้งแต่ต้นทาง คือเอาข้อมูลคำของบประมาณที่แต่ละหน่วยงานจัดทำเพื่อขอได้รับการจัดสรรตั้งแต่ต้นกระบวนการมาเปิดเผยตั้งแต่เนิ่นๆ

พอเปิดเผยเร็วขึ้นก็ทำให้ประชาชนมีเวลาศึกษา มีเวลาทักท้วง มีเวลาเสนอแนะมากขึ้น ก็เปิดโอกาสให้หน่วยงานได้รับฟังข้อทักท้วงของประชาชน แล้วก็ปรับการจัดสรรงบประมาณได้ดียิ่งขึ้น จากเดิมที่แต่ละหน่วยงานมีเวลาแค่ 45 นาที พอเปิดล่วงหน้าอย่างที่เราทำในปีนี้ เราสามารถมีเวลาได้ถึง 45 วัน

ทำให้เป็นเรื่องไม่น่าประหลาดใจว่าในการพิจารณาของสภา หน่วยงานที่ถูกปรับลดงบประมาณคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงที่สุดก็คือสภา ดังนั้น ถ้าเราสามารถทำกระบวนการนี้กับทุกหน่วยงานได้ เชื่อว่าจะทำมีให้ความโปร่งใสมากขึ้น ส่วนงบประมาณที่อาจจะถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยก็จะลดน้อยลงไป

หลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ – ยกระดับทักษะคนวัยทำงาน

นายพริษฐ์กล่าวว่า ส่วนหนังสือเล่มสุดท้ายที่คิดว่าจำเป็นเช่นกันคือเรื่อง “หลักสูตรการศึกษา” ณ เวลานี้ส่วนหนึ่งที่เรายังแข่งขันไม่ได้ของภาคการศึกษาคือเรื่องของบุคลากรภายในประเทศ จะเห็นว่าถ้าดูตัวชี้วัด PISA ที่วัดคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานก็พบว่าถดถอยลงมาเรื่อยๆ หรือถ้าเราไปดูรายงานธนาคารโลกที่วัดทักษะขั้นพื้นฐานของคนวัยทำงาน ก็จะเห็นว่ายังมีช่องว่างเยอะอยู่

“ผมคิดว่าโดยสรุปมีสองอย่างที่ต้องทำ อย่างแรกคือจำเป็นจริงๆ ที่เราต้องมีหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ อย่างน้อยเพื่อทำให้คนที่เข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้รับทักษะที่สามารถรับมือกับอนาคตได้ การทำหลักสูตรการศึกษาใหม่มีการพูดคุยมายาวนาน แต่มาถึงวันนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ยังติดกรอบของหลักสูตรฉบับเดิม ที่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี 2551 หรือตั้งแต่ไอโฟนรุ่นแรกออกมา ดังนั้น ผมคิดว่าภารกิจของรัฐบาลที่สำคัญคือต้องผลักดันให้หลักสูตรใหม่เกิดขึ้นได้โดยเร็วที่สุด และเป็นหลักสูตรที่เน้นทักษะสมรรถนะมากกว่าเน้นการอัดฉีดปริมาณเนื้อหา”

แต่อย่างที่สองที่ต้องทำ ไม่ว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะดีแค่ไหน แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้น ยังไงทักษะที่ได้จากวัยเรียนมีวันหมดอายุ จึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ดังนั้น สิ่งที่คิดว่ารัฐบาลถัดไปหลังจากการเลือกตั้งจะต้องลงทุนคือ เมกะโปรเจกต์ในการยกระดับทักษะ

ปัจจุบันรัฐมีการลงทุนในการยกระดับทักษะอยู่บ้าง แต่ต้องยอมรับว่าเป็นลักษณะของต่างหน่วยงานต่างทำ ต่างหน่วยงานต่างมีแพลตฟอร์มการปฏิรูปของตัวเอง ต่างมีโครงการอบรมของตัวเอง และยังเป็นลักษณะที่เป็นการตัดสินใจแทนตลาดเยอะจนเกินไป คือหน่วยงานรัฐไปคิดเองว่าตลาดต้องการคอร์สอบรมแบบไหน ก็ไปหาบุคลากรมาสอนคอร์สอบรมดังกล่าว เชิญชวนคนมาเรียน แต่เรียนไปแล้วตอบโจทย์ภาคเอกชนจริงหรือเปล่าก็ยังไม่มีการวัดผลสัมฤทธิ์

“ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากเสนอวันนี้ คือเราควรจะเปลี่ยนวิธีการลงทุนในการยกระดับทักษะ จากเดิมที่ต่างหน่วยงานต่างทำ เราอาจจะต้องมารวบให้มีเจ้าภาพหลักเจ้าภาพเดียว และอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการในการทำคอร์สฝึกทักษะที่รัฐไปคิดแทนตลาดมาเป็นการให้กลไกลตลาดทำงาน”

พูดให้เห็นภาพคือ อาจจะยึดโมเดลคล้ายประเทศสิงคโปร์ที่ทำกันมาเป็น 10 ปี และที่อินโดนีเซียที่มีการทดลองทำในช่วงโควิด คือการให้เป็นคูปองกับผู้เรียนหรือว่าประชาชนในแต่ละช่วงวัยไปเลือกเองได้ว่าจะนำคูปองนั้นไปฝึกทักษะหรือว่าไปเรียนกับคอร์สอบรมที่ไหน ถ้าคอร์สไหนที่เขาเรียนแล้วมั่นใจว่ารายได้เขาจะสูงขึ้น จะทำให้เขาก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จะทำให้เขาหางานได้เร็วขึ้น คนก็จะแห่ไปเรียนมากขึ้น

หน้าที่ของรัฐจึงเป็นเพียงแค่การช่วยดึงทุกภาคส่วนมาคัดกรองว่า คอร์สอบรมที่มีอยู่แล้วในตลาด คอร์สไหนบ้างที่สามารถนำคูปองนี้ไปใช้ได้ แต่อำนาจในการตัดสินใจว่าจะใช้ไปกับการเรียนคอร์สไหนให้อยู่ที่ผู้เรียน ซึ่งน่าจะมีแรงจูงใจชัดเจนที่สุดว่าจะเลือกเรียนคอร์สที่จบไปแล้วมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้ คิดว่าจะทำให้การยกระดับทักษะในประเทศเราสอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนมากขึ้น

นายพริษฐ์สรุปว่า “ถ้าเราอยากให้ประเทศไทยรอด ผมคิดว่าหนังสือสามเล่มที่เราจำเป็นต้องมาเขียนกันใหม่ หนึ่ง คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อทำให้เรามีระบบการเมืองที่ดีขึ้น สอง คือ การจัดทำงบประมาณด้วยกระบวนการแบบใหม่ ที่ทำให้ใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนอย่างคุ้มค่ามากขึ้น และสาม คือ การจัดทำหลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ ควบคู่กับการลงทุนในการยกระดับทักษะของคนวัยทำงาน เพื่อทำให้เรามีทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถแข่งขันกับโลกท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้”

……