ประเทศไทยต้องรอด…SAVE THAILAND : ‘ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์’ ชี้ ‘สินค้าสาธารณะ’ พาประเทศรอดยุค AI

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดเสวนา “ประเทศไทยต้องรอด : SAVE THAILAND”…Restore.Reframe.RISE เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568   ในโอกาสครบรอบขึ้นปีที่ 15 โดยมีวิทยากร ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,นายพริษฐ์  วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน,ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งลิสเซินฟิลด์, ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง จำกัด,นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)และประธานสมาคมธนาคารไทยและดร.รุ่ง มัลลิกะมาส  รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย          

มนุษย์ทุกคน คนไทย ไม่ใช่ประเทศไทย—จะรอดอย่างไรในยุค AIดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง จำกัด เปิดเวทีด้วยการตั้งคำถามที่สะท้อนถึงความท้าทายใหญ่ที่คนทำงานทุกวัยกำลังเผชิญ เนื่องจากว่าโลกปัจจุบัน AI ฉลาดขึ้นทุกวัน และ “มันฉลาดกว่ามนุษย์เกือบทั้งหมดแล้ว” จนนำไปสู่การหดตัวของโอกาสจ้างงานทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มจูเนียร์หรือเด็กจบใหม่ เป็นภาวะที่หลายคนต้องดิ้นรน ขณะเดียวกันประเทศที่พัฒนาก้าวหน้าอย่าง อเมริกาเดินหน้าสร้างเมืองใหม่ โดยไม่คำนึงว่าประเทศที่ 3 จะพัฒนาตามทันหรือไม่

“เมื่อผมได้คำเชิญให้ร่วมเวทีเมื่อหลายเดือนก่อน ผมคิดไม่ออกจริงๆครับว่า ประเทศนี้จะรอดยังไงในมุมคนอายุ 37 เพิ่งจะคิดได้เมื่อคืนตอน 3 ทุ่ม เพราะฉะนั้นทอล์กนี้มาจากใจ แล้วก็มาจากความกังวลด้วย ผมคลุกคลีกับเด็ก ๆอายุแบบ 20 กว่าเพิ่งจบ มาทำงานในสายเทคโนโลยี หลายคนมีความกังวลมาก” ดร.ณภัทรกล่าว

ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง จำกัด

คำตอบอยู่ที่ “Public Goods”

จากประสบการณ์ทั้งในฐานะนักเศรษฐศาสตร์นโยบายสาธารณะ (Public Economist) และผู้ทำงานด้านเทคโนโลยี รวมทั้งสภาพจริงที่ได้จากการทำงานกับภาครัฐ ดร.ณภัทรเชื่อว่า Public Goods” หรือสินค้าสาธารณะ คือสิ่งสำคัญที่จะให้ผลตอบแทนมหาศาล “งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การลงทุนใน Public Goods จะได้ผลตอบแทนถึง 50 เท่า”

“สินค้าสาธารณะ คือ สินค้าหรือบริการที่ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ทำให้ปริมาณของสินค้านั้นลดลง และไม่สามารถกีดกันใครออกจากการใช้งานได้ ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่อากาศสะอาด ตั้งแต่การศึกษา เป็นได้ถึงสาธารณสุข” ดร.ณภัทรกล่าว

ปัจจุบัน Public Goods Gap หรือสภาพความเป็นจริงกับสิ่งที่ประเทศต้องการต่างกันมาก บางประเทศอย่างกลุ่มสแกนดิเนเวีย ทำได้ได้ แต่ในเอเชีย หรือ อัฟริกายังทำไม่ได้ ในประเทศไทยเองเห็นได้ชัดในช่วงโควิดที่ความต้องการวัคซีนสูงมาก แต่ในความเป็นจริงไทยกลับไม่มีวัคซีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก “ช่องว่างของ Gap หรือ สภาพความเป็นจริงกับสิ่งที่ประเทศต้องการต่างกันมากเป็นเกือบ 10% ของ GDP ถือว่าสูงมาก”

“ทุกคนรู้อยู่แล้ว ทุกคนต้องลงทุนใน Public Goods แต่ Public Goods มีขนาดใหญ่มากจริงๆ และทุกเรื่องรวมกันทั้งการลงทุนป้องกันมิจฉาชีพ การศึกษา การคมนาคม การขนส่ง การป้องกันน้ำท่วม สุขภาพจิตของคน สถาบันครอบครัว เป็นต้น gap ของไทยที่ 10% ก็อาจจะน้อยไป” ดร.ณภัทรกล่าว

ดร.ณภัทรให้อีกตัวอย่างหนึ่งของการไม่ลงทุนคือ คะแนน PISA ปี 2565 ของเด็กไทย ที่คะแนนตกทุกด้าน ขณะที่การไม่ลงทุนในอากาศสะอาดช่วงแรกเป็นเพียงผลต่อความรู้สึกของคน แต่ต่อมาส่งผลกระทบการท่องเที่ยว ตอนแรกกระทบนิดเดียว แต่ตอนหลังกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลจากงานวิจัยของดร.ณภัทรโดยตรง เรื่อง การเสียชีวิตบนจากอุบัติเหตุบนท้องถนน พบว่า คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คือมักจะเสียชีวิตในช่วงอายุ 18-20 ปี จำนวนมาก จากจำนวนแรงงานที่เสียชีวิต นอกจากนี้การทำโครงการร่วมกับจิตอาสาดอทคอม “ช่วงโควิดก็พบว่า Public Goods หมด แล้วบางครั้งกลายเป็นว่าประชาชนกับเอกชนต้องทำเอง ตอนนั้นภาครัฐไม่ได้ทำเลย” หรือแม้แต่เหตุการณ์ตึกถล่มช่วงแผ่นดินไหว นอกจากมีผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวไม่เดินทางเข้ามาแล้วยังมีผลต่อธุรกิจอาหารและบริการ

อีกหนึ่ง Public Goods ที่มักจะไม่พูดถึง คือ ประชาชน ประชากร หรือแรงงาน ที่ไฟในการทำงานไฟหมดลง และลดลงเรื่อย ๆในอีก 10 ปีข้างหน้ามีการประเมินกันว่า “แทบจะไม่มี Contribution กับ Growthที่มาจากคน และไม่ได้เป็นเพราะ AI ด้วย” การประเมินนี้ทำขึ้นก่อนมีการพัฒนาเทคโนโลยี AI

Public Goods ยังมีส่วนให้คนรุ่นใหม่ไม่สร้างครอบครัว เพราะมีผลต่อคุณภาพชีวิตกับอนาคต

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ใครเป็นคนสร้าง Public Goods ซึ่งคำตอบก็มี 2 ทางคือ รัฐเป็นคนสร้าง Public Goods หรือเอกชนและประชาชนเป็นคนสร้าง Public Goods โดยดร.ณภัทรกล่าวว่า การที่มองว่าเอกชนจะมีพื้นที่ใน Public Goods ได้ ก็เพราะ “ทุกปัญหาที่พูดมาพิสูจน์แล้วว่ามันแย่ถึงขั้นบริษัทเอกชน ภาคเอกชนเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อให้ได้ Public Goods เพราะว่าคุ้มค่าและมีน้อยเกินไป งบประมาณเราไม่ได้ขาด ทุนเราไม่ได้ขาด แต่เราขาดยุทธศาสตร์กับคุณภาพของการลงทุนใน public Goods แล้วหลาย ๆ ครั้งเห็นว่าบางที ถ้าไม่มีจริงๆ เอกชนเข้ามาช่วยกันก็ยังดีกว่าไม่มี ก็เลยตั้งคำถามชวนคิดว่า Private Provision of Public Goods เอกชนเป็นผู้จัดหา Public Goods ก็ไม่เลว แม้ไม่มีทางดีเท่ารัฐที่เก็บภาษีมาแล้วจัดสรรดี ๆ แต่ก็ดีกว่าไม่มีใครลงทุนเลย”

“คอขวดสำคัญของการลงทุนใน Public Goods คือ การที่พนักงานภาครัฐบางส่วนทำงานได้ไม่ถึง 10% นอกจากนี้ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง คือไม่ใช่ Public Provision of Public Goods ภาครัฐไม่ได้เป็นผู้สร้าง Public Goods เพื่อสาธารณ แต่เป็น Public Provision of Private Goods หมายถึงการจัดสรร Public Goods ที่เอื้อคนในกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าประชาชนโดยรวม” ดร.ณภัทรกล่าว

สิ่งที่ควรจะทำ คือ การเลิกเสียเวลา แล้วเริ่มมาหันเอาเวลามาให้กับการจัดให้มีทั้งปริมาณแล้วก็คุณภาพของสินค้าสาธารณะเหล่านี้

ลงทุน 3 เสาหลักเพื่อการอยู่รอดของไทย

ดร.ณภัทรกล่าวว่า การลงทุนในสิ่งที่เป็นสินค้าสาธารณะจริงเพื่อประเทศไทยให้รอด มีด้วยกัน 3 ด้าน ด้านแรก คือ สุขภาวะและสุขภาพจิต (Public Health & Mental Health) ประเทศไทยยังขาดแคลน แพทย์ พยาบาล ยา หรือแม้กระทั่งความรู้ด้านการรักษาสุขภาพ ประเทศไทยยังมีการสูญเสียโดยไม่จำเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงด้าน สุขภาพจิต Mental Health ที่คนยังไม่เปิดเผยมากนัก แต่จะเป็นเรื่องที่จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

ด้านต่อมา คือ ตลาดแรงงานและการเปลี่ยนผ่านด้วย AI ไทยต้องปรับโครงสร้างตลาดแรงงานที่ไม่มีประสิทธิภาพมาก พร้อมสนับสนุนให้เอกชนใช้ AI เติมเต็มช่องว่าง ขณะที่ควรพิจารณาระบบ “ประกันการว่างงาน” และโมเดล risk-sharing เพื่อรองรับแรงงานที่ต้องเปลี่ยนงาน

ดร.ณภัทรกล่าวว่า มีโอกาสที่เอกชนทำได้น่าจะดีกว่าภาครัฐ ตลาดแรงงานของประเทศยังไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีข้อมูลตำแหน่งงานที่เปิดหรือปิด หรือข้อมูลเงินเดือน ดังจะเห็นได้ว่าภาคเอกชนมีตำแหน่งงานว่างจำนวนมาก ไม่ได้เลิกจ้าง แต่ไม่มีคนสมัครเพราะไม่มีข้อมูล

“ผมว่าถึงเวลาที่เอกชนควรจะจับมือกัน ส่วนตำแหน่งงานที่ยังขาดแคลนคน ก็นำเทคโนโลยี AI มาใช้ หลายตำแหน่งใช้ AIได้ และเป็นโอกาสที่เราจะแข่งเพราะชาติอื่นใช้ AI หมดแล้ว และที่จะแย่กว่า AIแย่งงานคน คือ การที่แช่พนักงานไว้ในบริษัทซอมบี้แล้วผ่านไป 10 ปีแล้วคนงานจะไม่เหลืออะไรแล้วแล้วราคาตก ตอนนี้ disrupt ด้วย AI ไปก่อนดีกว่าเพราะพนักงานจะรู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไร สร้างคุณค่าใหม่อย่างไร”ดร.ณภัทรกล่าว

นอกจากนี้ควรจะพิจารณา unemployment insurance ประกันว่างงานแบบจริงจัง เพราะกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลเปลี่ยนสายอาชีพหรือตำแหน่งงาน(work transition) จะหนักมากและแรงมาก และเป็นไปได้ยากที่จะออกมาจากภาครัฐอย่างเดียว ภาคเอกชนเองอาจจะทำ risk-sharing ได้ “แต่การเปลี่ยนผ่านงาน ถ้ามีกลไกที่ดี จะเกิดตลาดใหม่ที่คนตกงานแล้วไปเกิดใหม่ในที่ใหม่ ๆ ได้ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดเราไม่ได้ต้องการแช่คนหรือรักษางาน แต่เราต้องการสร้างโอกาสใหม่ให้กับแรงงาน งานกับแรงงานไม่เหมือนกัน งานภายใน 5 ปีข้างหน้า ผมเชื่อว่า 80% หายหมด แต่สิ่งที่ควรจะกลับมาคือ การจ้างงานใหม่ในงานใหม่ ๆ” ดร.ณภัทรกล่าว

ด้านสุดท้ายคือ การเข้าถึง AI และการผลักดัน SME สู่ยูนิคอร์น ดร.ณภัทรเสนอให้รัฐบาลสร้างระบบ “คูปอง AI” ให้ประชาชนเข้าถึง GenAI ได้ง่าย และพัฒนาเส้นทางให้ SME มีโอกาสเติบโตเป็นยูนิคอร์นในอนาคต

การอุดหนุนเพื่อให้พัฒนาทักษะ AI (AI Subsidy) ต้องมีวิธีง่าย ๆ ในการให้คนไทยเข้าถึง Gen AI ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การแจกคูปองให้ผู้ที่ต้องการเลือกเรียนรู้เอง ประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ด้านการตระหนักรู้( Awareness) เรื่อง AI แต่การใช้งานจริง มีน้อยมาก การใช้งานที่มีค่าที่สุดคือการเป็นโค้ช( Coach) กับการเป็นครู ใน Content หลายๆ อย่างที่เข้าไม่ถึง เช่นสุขภาพ อีกด้านที่มีความสำคัญคือ การปรับปรุงเส้นทางในการยกระดับ SME ให้เติบโตเป็นยูนิคอร์น โดยเฉพาะในยุค AI

กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ ๆ”

ดร.ณภัทรปิดท้ายด้วยตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัว โดยเล่าว่าได้สร้างธุรกิจ “ยาดมกลิ่นความเจริญ” ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย ไม่มีทุน ภายในเวลาเพียง 1 เดือน ด้วยการใช้ AI สร้างแผนธุรกิจ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และวางระบบขายออนไลน์

โจทย์ของธุรกิจใหม่คือ ยาดมที่เหมาะสำหรับคนที่จิตตก สุขภาวะไม่ดี ตกงานหรือกังวล รวมทั้งแก้ปัญหาที่ธุรกิจใช้ AI ก่อนคน แล้วก็เอา AI มาอุดในส่วนที่ โดยจากการคุยกับ AI ในเวลา 10 นาทีก็ได้แผนธุรกิจชื่อ Nuanose บริษัทชื่อ กลิ่นความเจริญ ซึ่งเป็นผลจากการที่ใส่ข้อมูลในประเทศไทยทั้งหมด และได้ยาดมกลิ่น Pay Day รอวันเงินเดือน กลิ่น เดอะแบกสำหรับทุกคนที่แบก KPI ของบริษัท และใช้เวลาแค่ 1 วันในการสั่ง OEM แพ็คเกจจิ้ง เขียนเว็บไซต์ ด้วยตัวคนเดียวด้วย หลังจากนั้นไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท นอกจากนี้ก็ต้องการที่จะทำแบรนด์อย่างจริงจังให้ได้กำไร จึงใช้ AI อ่านหนังสือ Blue Ocean Strategy เพื่อหาทางแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ๆ โดยมีคนในบริษัทแค่ 1.5 คน

ดร.ณภัทรกล่าว ทางออกที่เรียนรู้จากตัวอย่างนี้คือ ความกล้า ถ้าไม่กล้าที่จะยอมรับมนุษย์ในแบบเดิม ๆหรือ ความไม่สมบูรณ์แบบความไม่ฉลาด ไม่เก่งที่สุด ไม่เคยทำ ถ้าไม่กล้าที่จะละทิ้งความคิดเดิม ๆ ข้ออ้างเดิม ๆว่า ศักยภาพอยู่ที่ไหนข้อจำกัดเป็นยังไง จะไม่มีวันที่ทำกำไรได้ใน 2 เดือน

“สำหรับประเทศไทยผมคิดว่าสำคัญมากคือกล้าที่จะละทิ้งความคิดว่าไทยไม่เก่งพอ ไม่เคยทำ สู้ชาติอื่นไม่ได้ ทุนไม่พอ โครงสร้างไม่ดีพอ ทุกคนรู้หมดแล้ว แค่ขาดการให้โอกาสตัวเองลองทำอะไรใหม่ ๆ แล้วถึงเวลาเร่งลงทุนใน Public Goods อย่างมีกลยุทธ์ ไม่สำคัญว่ารัฐหรือเอกชนจะเป็นคนลงทุน ขอเพียงลงมือทำ เพราะผลตอบแทน 50 เด้งนั้นเกินพอสำหรับทุกคน” ดร.ณภัทรทิ้งท้าย