วิกฤติศรัทธาที่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ จากการเพิกเฉย/ละเลย ไม่ปฏิบัติตาม rule of law เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำลงเรื่อยๆ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าในปีนี้ประเทศไทยโตร้อยละ 1.6 ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้ “ทุน” ทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่สร้างขึ้นมาอย่างฟุ่มเฟือย จน “ทุน” ที่ดีร่อยหรอ ขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพของประเทศลดลงไปเรื่อยๆ จึงมีคำถามว่า ถ้าประเทศไทยต้องรอด เราจะร่วมกันฟื้นฟูอย่างไร

‘ไทยพับลิก้า’ ได้พูดคุยกับนายสาธร อุพันวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ LEARN Corporation ในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ซึ่งเป็นผู้นำในเรื่อง “เทคโนโลยีด้านการศึกษา” (edtech) และ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (lifelong learning) ให้มุมมองกับโจทย์ “ประเทศไทยต้องรอด” โดยกล่าวถึงสถานการณ์ในภาพรวมก่อนว่า ประเทศไทยวันนี้ได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างรุนแรงจาก 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1. สงครามการค้าโลกและสงครามตามภูมิรัฐศาสตร์ มองว่าสงครามการค้าจะส่งผลให้จีนต้องผลักดันสินค้าเข้ามาประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ประกอบการไทยอย่างแน่นอน 2. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว เป็น digital transformation ที่เป็นทั้ง ‘ผลกระทบและโอกาส’ ของประเทศไทย
“ถ้ามองประเทศไทยใน 30-40 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำไปแล้วเยะอมากคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ถนน อินเทอร์เน็ต การสื่อสาร รถไฟฟ้าฯลฯ ไปค่อนข้างดีมาก สิ่งที่ต้องเติมให้แข็งแรงคือการจัดการ ด้วยโลกที่แข่งขันรุนแรง ถ้าเราไม่แข็งแกร่งตาม เราลำบาก จากเมื่อก่อนเราอาจจะแข็งแรงครึ่งหนึ่งก็พอไหว เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว มันต้องเต็มสูบ”
- การทำให้ประเทศแข็งแกร่ง ต้องทำแบบไหน อย่างไร?
ถ้าเราวิเคราะห์ประเทศที่เขาบริหารจัดการที่ดี คือรัฐกับเอกชน มันต้องขวาซ้าย เอกชนเดินขาเดียว ขากะเผลก มันไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นการรวมพลังทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนต้องแข็งแรงทั้งคู่ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนอย่างจีน เวียดนาม ประเทศไทยภาครัฐกับเอกชนต้องเดินให้แข็งแรง
“ความท้าทายของรัฐและเอกชน ในส่วนภาครัฐ การคัดสรรมืออาชีพเข้ามาบริหารประเทศ รวมทั้งผู้บริหารในส่วนงานราชการควรเป็นคนที่มีประสบการณ์ เป็นคนที่เหมาะสมจริงๆ ต้องผ่านกระบวนการแต่งตั้งที่ถูกต้อง อันนี้คือคีย์สำคัญ และต้องกำกับเรื่องคอร์รัปชัน การซื้อตำแหน่ง เชื่อว่าคนไทยมีความสามารถและมีคนเก่งอยู่เยอะมาก เพียงแต่ว่าเขาไม่กล้าเข้ามาหรือไม่ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เขาควรทำ อันนี้คือมองขาซ้าย (ภาครัฐ)”
“ส่วนขาขวา (ภาคเอกชน) ความท้าทายคือการแข่งขันไม่เป็นธรรม ขอโฟกัสที่สองประเด็น คือ 1. เรื่องคอร์รัปชัน สุดท้ายที่นำมาซึ่ง 2. การผูกขาด สองเรื่องนี้มันเดินในทางลงต่ำ คอร์รัปชันทำให้ธุรกิจที่ไม่ควรผูกขาดก็ผูกขาดได้ พอธุรกิจผูกขาด การแข่งขันจะไม่มี”
พร้อมให้ความเห็นว่า “การผูกขาดไม่ได้มาจากในประเทศเราอย่างเดียว ต้องดูเรื่องการผูกขาดโดยทุนต่างชาติด้วย ถ้าเราสังเกต search engine แพลตฟอร์มคอมเมิร์ซ ประเทศสำคัญๆ เขาจะไม่ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามา dominate อย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เขาต้องอุดหนุนให้เกิดความสมดุล คือเราไม่ได้กีดกันต่างชาติ เพียงแต่ว่าต้องให้สมดุล แล้วไปยาวๆ ได้
เพราะฉะนั้น เรื่อง unfair advantage เกี่ยวโยงกับคอร์รัปชัน ทำอย่างไรต้อง ‘ไม่ผูกขาด’ มันถึงจะทำให้คนที่เป็นวัยรุ่นหรือคนที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวลืมตาอ้าปากได้ ไม่งั้นพอเป็นการ ‘ผูกขาด’ มันแข่งไม่ได้”
นี่คือภาพของสิ่งที่เกิดขึ้น อันนี้คือความท้าทายที่เราต้องกล้าๆ แล้วเดินผ่านไป ถ้าขวาซ้ายมันกลับมาเดินแบบที่ควรจะเป็นได้ ผมคิดว่าประเทศไทยน่าจะรอด

- ไทยมีจุดแข็งอื่นๆ อีกไหม นอกจากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง?
ภูมิรัฐศาสตร์ของเราดีมากอยู่แล้ว การเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ การเป็นประเทศที่ไม่ติดกับมหาอำนาจ อันนี้เราได้เปรียบเยอะมาก คือทุนมันดี อยู่ที่ว่าเราจะใช้ทุนที่ดียังไง รวมทั้งทุนที่ดีในเรื่อง ‘คนกับการจัดการ’ เชื่อว่าคนไทยเก่ง
“โจทย์ที่เชื่อว่า ‘คนไทยเก่ง’ เป็นโจทย์ที่ผมตามหา เคยตั้งคำถามว่าคนไทยเราอุดมสมบูรณ์เกินไป เราเลยฟิตน้อยกว่าคนที่อยู่ประเทศหนาวหรือเปล่า หรือว่าเราเป็นประเทศที่ไม่ได้เกิดสงคราม เราเลยไม่แข็งแกร่งเท่าเขาหรือเปล่า พอผมเดินทางทั่วโลกปรากฏว่า ‘ไม่จริง’ จริงๆ มันมาจากทัศนคติของเรา”
“ผมเชื่อว่าใน 30-40 ปีที่ผ่านมา เรามีช่วงที่มีผู้นำดีๆ แล้วปลูกฝังทัศนคติว่าเราเป็นประเทศที่ดีได้ เราสามารถสร้างสรรค์กลยุทธ์ดีๆ ให้กับประเทศได้อยู่หลายครั้ง เรื่องทัศนคติกับเรื่องการจัดการเป็นเรื่องของผู้นำที่ทำให้เราไปจุดนั้นได้ ผมคิดว่าทุกประเทศฉลาดหมด อยู่ที่ว่าการจัดการภาพรวมของประเทศ ให้มันไปข้างหน้าได้อย่างไร หลักๆ คือเรื่องคนกับเรื่องการจัดการ”
นายสาธรกล่าวต่อว่า “ผมเชื่อว่ามันมีพลังแฝง บางคนบอกว่าคนเราไม่เก่ง คนเราไม่พอ ผมคิดว่า ‘ไม่ใช่’ ผมว่ามันมีพลังดีๆ อยู่ภายใต้ที่มันคลุมไว้ แค่คนไม่อยากเข้ามา(ทำงานการเมือง)เท่านั้นเอง ถ้าสมมติเราทำให้คนเชื่อมั่นได้ว่าคนเก่งๆ เข้ามาแล้วไม่เจ็บตัว เข้ามาแล้วโอเค เชื่อว่าเราไปได้ รอดอย่างดีด้วย ผมเชื่ออย่างนั้น คือสามารถสร้างบริบทระบบนิเวศให้มันดี ให้คนเก่งเข้ามา”
“ไทยต้องมี ‘ผู้นำ’ ที่เรียกความเชื่อมั่นได้ทั้งคนในประเทศและต่างชาติ เพราะทัศนคติ บางทีนานๆ มันฝัง เวลาที่เราเห็นอะไรไม่ดี เราบอกว่าก็ ‘คนไทย’ อันนี้ไม่ใช่เลย ผมว่าไม่มีประเทศไหนที่เจริญรุ่งเรืองได้โดยที่เราไม่ภูมิใจในตัวเราเอง เราต้องเริ่มจาก ‘เราภูมิใจในตัวเราเองว่าเราทำได้’ เพียงแต่ว่าปัญหามี ก็ช่วยกันแก้ ผมคิดว่า ‘ทัศนคติ’ ตรงนี้ต้องปลูกฝัง”
นายสาธรมั่นใจว่า “ประเทศไทยรอดได้ ถ้าเราปรับยุทธศาสตร์ดีๆเพราะเรามีทุนที่ดีเยอะ และเชื่อว่าทุนที่ร่อยหรอเราเอากลับมาได้ อย่างที่กล่าวข้างต้น โครงสร้างพื้นฐานของไทยดี ยุทธศาสตร์ภูมิประเทศดี คนเราไม่ได้แย่ อีกอย่างคือประเทศเราไม่ได้ใหญ่ ดังนั้นการไปข้างหน้า ถ้าเราเลือกมาสัก 5-8 เซกเตอร์ที่เราจะโฟกัส แล้วทำเสิร์ฟทั่วโลกได้ โดยทำให้แข็งแรงและยอมใส่เม็ดเงินเข้าไป เช่น ศึกษาวิจัยหรือทำระบบนิเวศให้ดี ทั้งท่องเที่ยว สุขภาพ อาหาร ทำให้ถึงๆ แล้วบาลานซ์กับอุตสาหกรรม 3-4 ประเภท เช่น รถยนต์ พลังงาน ผมว่าแค่นี้ก็ไปได้”
- แล้วทุนที่ร่อยหรอ อย่างการศึกษาที่ถดถอยลง เป็นเช่นนั้นหรือไม่?
นายสาธรกล่าวว่า “วันนี้พูดกันว่าประเทศไทยการศึกษาถดถอย ไม่ดี ทุ่มงบประมาณไปเท่าไหร่ ก็ไม่ดีขึ้น ถ้าเทียบกับประเทศอื่นคะแนนสอบ PISA ก็ไม่ค่อยดี
นายสาธรอธิบายว่า “ถ้าเราแยกแยะเรื่องการศึกษา จริงๆ แล้วในกลุ่มโรงเรียนที่คุณภาพ โรงเรียนอินเตอร์ระดับโลกอยู่ในไทย ทั้งที่เอามาจากอังกฤษ อเมริกา สิงคโปร์เต็มไปหมด โรงเรียนประจำจังหวัดของเราไม่ใช่ปัญหา เทียบกับอเมริกาโดยเฉลี่ยแล้วดีกว่า แต่ว่าประเด็นของกลุ่มที่โรงเรียนขยายโอกาส ผมคิดว่าอันนั้นเป็นประเด็นจริงๆ ถ้าเราแยกแบบนี้ เราจะเห็นภาพการศึกษาชัดขึ้นว่าเราควรจะโฟกัสจุดไหน”
โดยย้ำว่า “คุณภาพการศึกษาในกลุ่มคนที่ท็อปๆ ไม่ได้เป็นประเด็น แต่สามารถสร้างเป็นศูนย์รวมการศึกษาจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลย เพราะระดับอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย เรามีทอปของโลกมาลงทุนอยู่แล้ว ถ้าต่อนิดหนึ่ง ซึ่งมหาวิทยาลัยในเมืองไทยก็เริ่มเป็นพันธมิตรกับ ivy league ท็อปๆ ฝั่งอเมริกา ดังนั้น ถ้าจะเป็นศูนย์รวมการศึกษา เลือกมาให้ครบ ทั้งฝั่งอเมริกา ฝั่งยุโรป ฝั่งจีน ญี่ปุ่น ผมคิดว่าเราเป็นอีกหน่วยหนึ่งที่ทั้งนักเรียน ครู โปรเฟสเซอร์ อยากมา เพราะประเทศสวย ค่าครองชีพดี สุขภาพดี ปลอดภัย แนวทางนี้ให้องค์ความรู้ เทคโนโลยีต่างๆ อยู่ในประเทศไทยด้วย”
นี่คือทุนที่เรามีอยู่ โดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้ารัฐมีมาตรการอะไรที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยในไทยกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่ชัดเจนขึ้นไปอีก ผมคิดว่าเราเป็นอีกหน่วยได้เลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต่อยอดคุณภาพการศึกษาที่เป็นระดับท็อปๆ
“ส่วนที่เป็นระดับทั่วไป เราควรจะมองยังไง ผมมองเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตก่อน คือการศึกษาเดี๋ยวนี้ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนเรียนปริญญาโทจบ ชีวิตสบายแล้ว ใช้องค์ความรู้ไปอีก 30 ปี เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ มีติ๊กต็อก มีเฟซบุ๊ก เปลี่ยนอัลกอริทึม เปลี่ยนการทำงานใหม่หมด AI มาเปลี่ยนอีก เพราะฉะนั้น มันต้องทำเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต”
แต่ถามว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตคิดยังไง ผมแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ผู้ใหญ่, เด็กโต, เด็กเล็ก คีย์ในการร้อยทั้งหมดคือเทคโนโลยี
สำหรับผู้ใหญ่ การศึกษาต้องมองแบบขวานำซ้าย คือภาคธุรกิจต้องนำก่อน ถ้าภาครัฐมีภาพใหญ่กำหนดชัดว่าจะต้องสร้างคนใน 5 เซกเตอร์ หรือใน 10 เซกเตอร์นี้ เมื่อส่งเสริมเซกเตอร์เหล่านี้ ต้องบอกเด็กว่าจบมาทำงานตรงนี้ ประกันเงินเดือนขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท 8 หมื่นบาท มีแต่คนอยากมาเรียน ทุกวันนี้บุคลากรทางด้านการแพทย์ขาดแคลน ผมคิดว่าเราไม่ได้ขาดแคลนคนที่จะเรียน เพียงแต่ว่าเราขาดแคลนกลยุทธ์ที่ทำให้คนได้เฉิดฉายมากกว่า
ถ้าสมมติเรามองย้อนไปว่าจะส่งเสริมอะไร เราไม่ใช่ประเทศใหญ่ หากภาพใหญ่กำหนดชัด ผมคิดว่ามันได้หมุนเอง มันมีพลังธรรมชาติ ตรงนี้มันจะหมุนให้การเรียนรู้ของ ‘ผู้ใหญ่’ เกิดเอง แล้วมันจะเสริมกับธุรกิจไปเลย เสริมกับภาคเซกเตอร์ที่เราอยากจะขับเคลื่อนไปเลย จะเป็นการเดินขวาซ้าย ระหว่างธุรกิจกับการศึกษา แต่ถ้าเราไม่ได้มองเชื่อมโยง เรามองการศึกษาอย่างเดียว ผลิตไปก็ไม่มีงาน กลายเป็นเสียเปล่าไป แต่ถ้าเป็นอย่างนี้มันก็กลายเป็นการลงทุน ไม่ใช่เสียเปล่า
ส่วนเด็กโต เทคโนโลยีทำให้การให้คุณภาพการศึกษาเกิดขึ้นได้ด้วยราคาที่ประหยัดมาก เราเคยคิดโมเดลสามเหลี่ยมในการยกระดับคุณภาพของเด็กมัธยม ใช้เงินไม่มาก แต่ต้องทำให้เกิด 3 เรื่อง 1. คอนเทนต์กับแพลตฟอร์ม 2. ฮาร์ดแวร์ 3. อินเทอร์เน็ต
“การมีฮาร์ดแวร์ ใช้แนวคิดจ่ายคนละครึ่ง คือเด็กต้องมีแท็บเล็ต เครื่องหนึ่งอยู่ได้นานมาก ในราคาหมื่นกว่าบาท รัฐออกให้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งผ่อนกับธนาคารออมสิน สมมติเดือนละ 300-500 บาท เด็กจะรักษาของ งบประมาณก็ถูกใช้แบบมีประสิทธิภาพ พอมีฮาร์ดแวร์อยู่ในมือแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือเรื่องอินเทอร์เน็ต ถ้าเราลงแบบไม่ถูกจุด อาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่ถ้าสมมติเป็นมือถือ เคยคุยกับผู้ให้บริการทางสื่อสารว่า ถ้ามีซิมนักเรียน แล้วคุยกับ กสทช. ให้ช่องที่เขาเข้าไปเรียนในกระทรวงศึกษาฯ โดยขอไม่ต้องเก็บแบนด์วิดท์ แต่ถ้าเขาเอามาเล่นเกม ดูยูทูบ เล่นไอจี ก็เก็บเงิน อันนี้ผมว่าแฟร์ เปิดทางให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาในแบบที่เรียบง่าย ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ทุกคนมีมือถือหรือแท็บเล็ต เสียบซิมได้ก็จบ เพราะฉะนั้น โครงสร้างพื้นฐานคือฮาร์ดแวร์กับอินเทอร์เน็ต”
ส่วนคอนเทนต์และแพลตฟอร์ม ภาครัฐตั้งงบประมาณ ใช้วิธี pay per view หมายถึงว่าใครเข้ามาเรียน ให้ครูในระบบ/นอกระบบที่เก่งๆ มาสอน ถ้าเขามาสอนแล้วเด็กมาเรียนเยอะ ควบคุมคุณภาพได้ เขา(คุณครู)ได้เงินเพิ่ม ผมคิดว่าการลงทุนปีหนึ่งเป็น 100 ล้าน หรือ 1,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงบประมาณกระทรวงศึกษาธฺการปีละ 3-4 แสนล้านบาท เรากระจายกลับไปสู่ครู แบบนี้ใช้เงินไม่มาก ประมาณเกือบ 1% แต่ว่ายกระดับคุณภาพโดยรวมได้
ถามว่าทำไมเราถึงเชื่อในมุมนี้ เพราะเราทำมาแล้วเรื่อง “ทุนเปลี่ยนชีวิต” คือก่อนวิกฤติโควิด เลิร์นให้ทุนเด็กมาเรียนคอนเทนต์กวดวิชาที่เรามีทั้งหมด พอมีโควิดเราขยายเป็นทุนเปลี่ยนชีวิต เอาเด็ก ม.ปลายมาเรียน ตั้งแต่ ม.4-ม.6 เป็นเด็กไม่มีเงินที่จะเรียนพิเศษ มาเรียนกับเรา ผลที่ได้เด็กเหล่านี้สอบติดแพทย์ 5% เป็นเด็กของเรา เด็กวิศวะติดจำนวนมาก อัตราส่วนการสอบติดมหาวิทยาลัยท็อปๆ เกิน 90%
ทำไมเราใช้คำว่า ‘ทุนเปลี่ยนชีวิต’ เพราะว่าพอถึงจุดๆ นั้น แทนที่เขาจะออกกลางคัน อยู่ๆ เขาได้เรียน มีอาชีพเป็นนางพยาบาล อยู่ๆ เขาได้เรียนวิศวะ ชีวิตเปลี่ยนจริงๆ ดังนั้น สามเหลี่ยมที่เราเล่า หากเขาจะมีโอกาสเข้าถึงคอนเทนต์ในช่องทางต่างๆ โดยที่กระทรวงศึกษาก็ดำเนินหน้าที่ของกระทรวงไป อันนี้เหมือนเราทำคู่ขนานช่วยกัน เดินขวาซ้ายๆ ด้วยกัน
นี่คือเรื่องของเด็กโต ที่เทคโนโลยีรอบรับได้ เข้าถึงได้โดยใช้งบประมาณไม่เยอะ
ในส่วนเด็กเล็ก เราเลี่ยงไม่ได้ในเรื่องของ internationalization คือภาษาอังกฤษ ลองนึกภาพการจ้างคุณครูต่างชาติ ใช้เงินปีละกี่พันล้าน อย่างที่โรงเรียนอินเตอร์เขาจ้าง ค่าเทอมจึงแพงเป็นหลักล้าน ถ้าจ้างคุณครูต่างชาติมาคนหนึ่ง ถ้าเด็กในห้องมี 50 คน คาบหนึ่งมี 50 นาที อย่างเก่งเด็กคนหนึ่งซ้อมพูดได้ 1 นาที แต่อันนี้ถ้ามี AI เรื่องการพูดภาษาอังกฤษเข้ามา เด็กมีแอป จริงๆ แอปกับการฝึกพูดตอนนี้ค่อนข้างใช้ได้ 100% เด็กฝึกพูดได้ตลอดเวลา โดยรัฐบาลทำหน้าที่ออก regulate (การกำกับดูแล) อย่างเดียว ว่าเด็ก ป.6 ควรจะได้มาตรฐานภาษาอังกฤษของยุโรป (CEFR) มันมี A1, A2, B1, B2, C1, C2 ก็ว่ากันไปเลยว่า ป.6 ขอ A2 ได้มั้ย A1 ได้มั้ย ส่วนเด็ก ม.ต้น ขอมาตรฐานระดับนี้นะ เด็กนักเรียนมีหน้าที่ทำให้ไปถึงตรงนั้น โรงเรียนมีหน้าที่ผลักดัน พอเป็นอย่างนี้คุณครูก็จะได้เรียนรู้พร้อมกัน ได้โอกาสฝึก พอฝึกเขาได้แล้ว เขาก็สอนรุ่นต่อไปได้ อันนี้ผมว่าใช้งบประมาณไม่เยอะเลย ถ้าเราเลือกเทคโนโลยีที่มันถูกบางมุมเข้าไปเสริม
ส่วนที่เป็น touching กับเด็ก การสอนจิตใจเด็ก โรงเรียนไทยทำเรื่องนี้ได้ดี ผมไปต่างจังหวัด เห็นเด็กใส่ชุดนักเรียน เราไม่รู้จักเขา เขายกมือไหว้ สวัสดีเราตลอด น่ารักมาก อย่างที่กล่าวมา โครงสร้างพื้นฐานที่ลงไป อย่างโรงเรียนประจำอำเภอ มีอาคารเรียน สนามฟุตบอล ฮาร์ดแวร์ดีหมดแล้ว เพียงแต่ใส่ซอฟต์แวร์เข้าไป ผมคิดว่าใช้ ‘เทคโนโลยี’ มาช่วยตรงนี้ แล้วยิ่งเด็กเกิดน้อย มองเป็นโอกาสในการใช้บุคลากร มาโฟกัสเรื่องคุณภาพ ถ้าเราจัดการดีๆ จะสร้างคุณภาพคนได้มากมาย
ดังนั้น ระดับผู้ใหญ่ต้อง backward จากภาคธุรกิจ เด็กโตใช้สามเหลี่ยมข้างต้น เด็กเล็กคือมุ่งภาษาอังกฤษ นี่คือการวางยุทธศาสตร์ แล้วใช้เงินให้มันตอบโจทย์จริงๆ ตรงเป้า เรื่องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำต้องให้น้อยที่สุด
- การศึกษาของไทยต้องเสริมหรือปรับอย่างไร?
สามเรื่องที่พูดถึง (ผู้ใหญ่ เด็กโต เด็กเล็ก) จริงๆ รัฐทำได้อยู่แล้ว แต่เรื่องโรงเรียนขยายโอกาสเป็นอะไรที่ควรจะต้องพิจารณาจริงจัง เพราะมีประมาณ 3 หมื่นกว่าโรง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กหมื่นกว่าโรง ต้องมาถกเรื่องนี้กันจริงๆ
“นโยบายเรื่องนี้โรงเรียนขนาดเล็กจะยุบรวมหรือไม่ยุบรวม อาจจะไม่ต้องสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง บางพื้นที่ควรจะต้องลดก็ต้องลด สมมติถ้าโรงเรียนมีเด็ก 80 คน มีครูอยู่ 4 คน แล้วต้องสอนทุกระดับชั้น ทุกวิชา เราคาดหวังเรื่องคุณภาพการศึกษา คงยาก บางพื้นที่เหมาะที่จะรวมกลุ่ม อาจจะลดจำนวนแล้วรวมกลุ่ม ใส่งบประมาณเข้าไปดีๆ ทำให้คอนเทนต์มันถึง อาจจะเป็นสิ่งดี บางพื้นที่ที่ห่างไกลจริงๆ ถ้าต้องมีโรงเรียน ก็ต้องมี เพียงแต่ว่าต้องกล้าทำ ดีไซน์ดีๆ
ประเด็นหลักที่ต้องคิดทบทวน ทุกวันนี้ภาพรวมดูดีว่าไทยมีการเข้าถึงการศึกษา แต่คำถามคือเข้าถึงด้วยอะไร คุณภาพแบบไหน เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับความจริง
ขณะที่หลักสูตรของกระทรวงฯ ค่อนข้างยืดหยุ่น มีหลักสูตรนวัตกรรม มีหลักสูตรต่างๆ ให้โรงเรียนเลือกในการปรับเปลี่ยนได้อย่างโรงเรียนประจำจังหวัด ปัจจุบันมีห้อง EP อย่างน้อย 2-3 ห้องในหนึ่งระดับชั้น มีห้อง gifted เต็มไปหมดเลย ถ้าหลักสูตรไม่ดี โรงเรียนเปิดหลักสูตรแบบนี้ไม่ได้ ดังนั้นหลักสูตรค่อนข้างยืดหยุ่น อยู่ที่ว่าการวัดผลต้องเลือกให้ถูก
ดังนั้น หลักสูตรไม่ใช่ปัญหา อยู่ที่ว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้ครูอยู่กับเด็ก แล้วการวัดผลให้เด็กเป็นที่ตั้ง เอาสิ่งที่นักเรียนได้เป็นที่ตั้ง ซึ่งทำได้หลายวิธี อย่างเช่น จีน เวียดนาม พอวัดผลถูกต้อง เขามีโรงเรียนพี่ โรงเรียนน้อง เก่งสุดไปเจอแย่สุด ถ่ายเทเทคโนโลยีทางการสอน วัดผลครูเหมือนกัน โดยเด็กเก่งเขาต้องมีโรงเรียนน้องที่อันดับไม่ดี แล้วหน้าที่ของครูคือทำให้โรงเรียนอันดับไม่ดี ให้ดีขึ้นมา โมเดลพวกนี้ต้องเอามาใช้อย่างมีกลยุทธ์ ต้องมีความสามารถจริงๆ ในการที่จะผลักดัน
ที่ผ่านมา เลิร์นทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษา ช่วยกันเป็น ‘ขวาซ้าย’ อยู่แล้ว บางอย่างเราทำได้คล่องตัวกว่า เช่น เรื่องเทคโนโลยี ต้องใช้ความคล่องตัว เอกชนมีตรงนี้ บางส่วนรัฐเอาไปใช้ได้ ผมคิดว่าอันนี้เราเดินขวาซ้ายกันได้ เราไม่ได้ทำเฉพาะตัว engine technology การสอนในโรงเรียน การให้คำแนะนำ การแนะแนวเด็กเรื่องของอาชีพ ทั้งคอนเทนต์ ทั้งการแนะแนวอาชีพ ทั้งตัวเทคโนโลยีการศึกษา จริงๆ เราทำแล้ว เราพร้อมที่จะให้ภาครัฐมาช่วยกันพัฒนาเป็นขวาซ้ายอยู่แล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่เราพร้อมจะถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้ให้กับคนที่สนใจ และต้องมองการศึกษาที่มันตอบโจทย์สังคมจริงๆ
- ที่มาที่ไปของ “เลิร์น” ที่มาผลักดันการศึกษา การสร้างคน?
นายสาธรเล่าว่า ‘เป็นเด็กที่ไม่ชอบกวดวิชา เมื่อมีเพื่อนมาชวนทำการศึกษา บอกว่าอยากทำกระทรวงศึกษาภาคเอกชน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ตรงกับความต้องการลึกๆ ของตัวเอง ยิ่งยุคนั้น “ธุรกิจกวดวิชา” เฟื่องฟู ทำอย่างไรที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงการกวดวิชาของเด็กในต่างจังหวัดและการศึกษาของไทย จึงเป็นที่มาของพัฒนาเทคโนโลยีการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ โดยเริ่มกับ “การกวดวิชา” จนวันนี้ “Learn” เป็นผู้นำในเรื่อง “เทคโนโลยีด้านการศึกษา” (edtech) และ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (lifelong learning)
“ผมโตมากับยุคกวดวิชาที่เฟื่องฟู แต่ไม่ชอบกวดวิชา จบแล้วไปช่วยภาคเกษตรอยู่หลายปี แต่มีเพื่อนซี้สมัยเรียนสวนกุหลาบ เรียนวิศวะจุฬาฯ ด้วยกัน เขาอยากทำเรื่องการศึกษา ก็เลยออกไปพัฒนาเทคโนโลยี สอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ เขาแล้วเอาโมเดลมาให้ดูและมองว่าการเริ่มในที่กวดวิชามันจะง่ายที่สุด จนกระทั่งเขามาบอกผมว่าอยากทำกระทรวงศึกษาภาคเอกชน อันนั้นคือจุดเริ่ม ถ้าเป็นเรื่องนี้เราอยากทำ แล้วเรากับเพื่อนก็เป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่เด็ก
ธุรกิจเติบโตมาโดยทำการศึกษาทั้งแบบการศึกษาในส่วนของภาคไทย การศึกษาในส่วนของอินเตอร์ เรามีบริษัทที่ส่งเด็กไปเรียน ivy league เรามีโรงเรียนชื่อ LSP คือเราอยากทำโรงเรียนที่คุณภาพใกล้เคียงโรงเรียนอินเตอร์ในราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง อันนี้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำขึ้นมา ก็ดำเนินการมาได้ประมาณ 6-7 ปี
แล้วก็มีส่วนบริษัทที่ทำเกี่ยวกับเทคโนโลยีชื่อ Skooldio สอนเทคสมัยใหม่ เพราะบริษัทใหญ่ๆ เขาก็ยังขาดองค์ความรู้เรื่องพวกนี้เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เรามีน้องๆ ที่เก่งๆ ที่เคยไปทำงานต่างประเทศ เคยอยู่อเมซอน กูเกิล เฟซบุ๊ก ก็กลับมาทำเรื่องเทค ทั้งสอน ทั้งทำแอปในเรื่องของการเรียนรู้ให้กับบริษัทในเครือด้วย นี่คือภาพของเลิร์น
“เรามองว่าเราเป็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” แล้วก็เป็น “เทคโนโลยีด้านการศึกษา” ด้วยตั้งแต่วันแรก เราเป็นเจ้าแรกที่ทำเรื่องการสอนกับคอมพิวเตอร์ ถ้าฝั่งภาคไทยมีเด็กประมาณ 8-9 หมื่นคนต่อปี ภาคอินเตอร์สักเกือบๆ หมื่นคน แล้วก็มีบริษัทที่เข้าไปช่วยเป็น SE (social enterprise) อีกประมาณแสนคน”
วันนี้เลิร์นจึงเป็นผู้นำในเรื่อง “เทคโนโลยีด้านการศึกษา” (edtech) และ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (lifelong learning)
- ในส่วนบริษัท SE ไปสอนอะไรบ้าง?
เราดีไซน์เอาโมเดลทั้งคอนเทนต์ ทั้งฮาร์ดแวร์ ไปลงในโรงเรียน ให้โรงเรียนที่ต้องการโอกาส ได้เรียนตั้งแต่ ม.ต้น-ม.ปลาย โดยในช่วงแรกๆ เราไปทำที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ แม่แจ่ม เชียงใหม่ อยู่บนเขา โรงเรียนยังใช้น้ำมันปั่นไฟ พ่อแม่เด็กเป็นชาวเขา เอาผักมาให้เป็นค่าเทอม
แต่พอเอาคอมพิวเตอร์ไปลง เด็กได้เรียน เด็กสอบติดวิศวะ ม.เชียงใหม่ อันนี้ก็จุดประกายให้ทีมเราทำแล้วรู้สึกว่า มันเกิดประโยชน์จริงๆ เราแบ่งงบประมาณ รายได้ที่เราได้จากเอกชนเข้าไปช่วย SE โดยซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ เป็นโนว์ฮาวที่เรามีอยู่แล้ว ใส่เข้าไป เราเลือกโรงเรียนที่ต้องการโอกาส มีมูลนิธิยุวพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย มีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยร่วมกันเป็น 10 ปี แล้ว อันนี้เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง เราคัดเด็กเรียนดีที่ขาดแคลนและต้องการโอกาสจริงๆ เราทำขนานไปพร้อมกับโรงเรียนในระบบเลย ปีหนึ่งทำได้ประมาณ 3,000-4,000 คน บริษัทเราเมื่อก่อนมีประมาณ 800 คน ต้องหาอาสาสมัครมาสัมภาษณ์เด็ก หลังๆ ใช้ AI ในการช่วยสัมภาษณ์ ช่วยคัดกรอง แล้วก็มีคนตรวจสอบอีกครั้ง
โดยรวมที่ทำกับมูลนิธิยุวพัฒน์ ปีหนึ่งช่วยเด็กประมาณแสนกว่าคน ทำมาเกือบ 10 ปีแล้ว ก็น่าจะเป็นล้าน ส่วน ‘ทุนเปลี่ยนชีวิต ‘ ปีหนึ่งประมาณ 3,000-4,000 ทำมา 6 ปี ประมาณ 2 หมื่นคน
- มองว่าประเทศไทยรอดได้ ใช่หรือไม่?
นายสาธรกล่าวด้วยความมั่นใจว่า “รอดได้แน่ๆ อยู่ที่ว่าจังหวะเวลาไหนที่เราถึงจุดที่เรามีผู้นำที่เป็นผู้นำ เชื่อว่าทุกคนเป็นผู้นำของตัวเอง ต่างคนต่างมีทุนของตัวเอง เริ่มทำด้วยทัศนคติว่า ‘ทำได้’ บางเรื่องก็อย่าทำเลย ไม่ยอม อย่างเรื่องคอร์รัปชันเรา ‘ต้องแข็ง’ ใครที่อยู่ตรงไหน(หน้าที่) ต้องกล้า”



