ประเทศไทยต้องรอด…SAVE THAILAND : ‘ผยง ศรีวณิช’ เชื่อมข้อมูล Connect the Dots รัฐ-เอกชน โจทย์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดเสวนา “ประเทศไทยต้องรอด : SAVE THAILAND”…Restore.Reframe.RISE เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ในโอกาสครบรอบขึ้นปีที่ 15 โดยมีวิทยากร ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน,ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งลิสเซินฟิลด์,ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง จำกัด,นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทยและดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

กางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยหลายประเด็นถูกหยิบยกถกเถียงมานาน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือปัญหาต่างๆ ยังคงเป็นเพียง “วาทกรรม” ที่ไม่ถูกนำไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและยกระดับขีดความสามารถของประเทศ

ปัญหาของประเทศมีอยู่ 3 เรื่อง หนึ่ง ปัญหาเชิงโครงสร้าง สอง ปัญหาผลิตภาพ และสาม ประสิทธิภาพของรัฐ หรือ government efficiency

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทย

นายผยงกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยซึ่งสวนทางกับ Inclusive Economy เริ่มจากปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบคิดเป็นสัดส่วน 48% นำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาแรงงานนอกระบบกว่า 53% ของกำลังแรงงานทั้งหมดที่เรียกร้องสวัสดิการจากรัฐโดยขาดความสมดุล ปัญหาคนยื่นภาษี 11 ล้านคนจาก 70 ล้าน แต่คนเสียภาษีจริงเพียง 4 ล้านคน ปัญหาภาษีที่นิติบุคคลอยู่ในระบบเพียง 28% รวมถึงหนี้นอกระบบซึ่งตัวเลขทางการอยู่ที่ 12% แต่ผลสำรวจพบสูงถึง 25% สะท้อนว่าเศรษฐกิจและการเงินไทยยังไม่ inclusive ขาดข้อมูลที่ครอบคลุมและเชื่อถือได้สำหรับการออกแบบนโยบายสาธารณะ

อีกทั้งแรงงานในระบบลดลงต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานนอกระบบกลับเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ภาคอุตสาหกรรมแข่งขันได้ยาก ธุรกิจใหม่เกิดน้อยกว่าธุรกิจที่ปิดตัวลง ขณะที่สภาพคล่องกว่า 5 ล้านล้านบาทในระบบการเงินไม่สามารถไหลไปสู่การลงทุนภาคจริงได้ สวนทางกับเงินลงทุนไทยที่ไหลออกต่างประเทศมากกว่า 7 ล้านล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นการลงทุนภายในประเทศที่ลดลง

“หนี้นอกระบบมี 12%แต่ตัวเลขจริงๆ มีถึง 25% เกิดจากการที่เรามีตัวเลขจากสภาพัฒน์ ซึ่งต่ำเกิน และตัวเลขจากสภาหอการค้าฯซึ่งสูงเกิน คำถามคือตัวเลขที่แท้จริงอยู่ตรงไหน คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯจึงทำเซอร์เวย์ พบว่าเศรษฐกิจหนี้นอกระบบมีถึง 25%แต่ net มีเหลือ 12% เพราะคนที่เป็นเจ้าหนี้นอกระบบเป็นลูกหนี้นอกระบบในขณะเดียวกัน แปลความว่า Financial Inclusion ที่พูดกันไม่ Inclusive จริงอย่างที่มุ่งหวัง และระบบเศรษฐกิจยังขาด The Last Mile ที่ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับฐานราก”

นายผยงกล่าวต่อว่ามีวาทกรรม “แบงก์กินรวบ” ซึ่งหากดูตัวเลขจริงพบว่าประเทสไทยมีสถาบันการเงินในประเทศกว่า 9,000 ราย โจทย์คือการจัดประเภทของสถาบันการเงิน และการไม่มีข้อมูลที่สามารถจับต้องได้จริง

นายผยงกล่าวถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนในกลุ่ม new gen โดยเฉพาะกลุ่ม first jobber ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลที่ตามมาคือหนี้เสีย (NPLs) อีกทั้งผู้สูงอายุก็ต้องพึ่งเงินนอกระบบในการยังชีพ ทั้งหมดอาจเป็น ‘มะเร็งของระบบ’ ที่จะส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรและสร้างผลิตภาพของแรงงาน

“รายได้คนไทยเติบโตช้า โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ทำไมแข่งขันไม่ได้ คนว่างงานก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันธุรกิจปิดมากกว่าธุรกิจเปิดใหม่ ทุกตัวเลขบ่งชี้ไปจุดเดียวกันถึงความท้าทายเรื่อง NPL คำถามคือทำไมแบงก์ไม่ปล่อยกู้ให้ SME โดยเฉพาะขนาดกลางถึงขนาดเล็ก ต้องดูว่าเรื่องต่างๆ มันเอื้อให้เกิดการสนับสนุนให้คนตัวเล็กแข็งแรงหรือไม่ หรือได้แต่ร้องขอ แต่ไม่มี Action ให้เกิดกิจกรรมที่สามารถนำไปสู่การบูรณาการได้”

ไทยโตต่ำ เงินไหลออก

นายผยงกล่าวต่อว่า ประเทศไทยขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เงินไทยไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน  

จากตัวเลข FIF (กองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ) และการลงทุนโดยตรงของบริษัทไทยไปต่างประเทศ พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับ FDI (Foreign Direct Investment) ที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

เรื่อง Government Efficiency หรือจะเรียก Corruption Index มันนำไปสู่ความอยากลงทุน และความน่าลงทุนของทุกภาคส่วน คนไทยเองยังไปลงทุนต่างประเทศเลย ต่างประเทศยิ่งไม่ต้องพูดถึง คำถามคือทำอย่างไรที่ให้มันเกิด Ease of Doing Business มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

นายผยงสรุปว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังต่ำกว่าประเทศอื่นๆ จีดีพีต่ำที่สุดในภูมิภาค นอกจากนี้ไทยยังเผชิญกับประเด็นภาษีนำเข้าจากสหรัฐอีกด้วย (reciprocal tariff)

“วันแรกที่เกิด Trump Tariff มีการเรียกประชุม และอยากได้ความช่วยเหลือเต็มไปหมด  วันแรกที่พูดคุยช่วยแม้กระทั่งแรงงานต่างดาว แล้วคนไทยจะช่วยเราช่วยได้กี่คน ช่วยได้ในลักษณะที่อิมแพคขนาดไหน…ตอบไม่ได้ เพราะเราไม่มีตัวเลขในระบบ”

Connect the Dots รัฐเอกชน เปิดพื้นที่ ผสานความร่วมมือ

นอกจากนี้ยังมีความท้าทายของภาครัฐ เพราะกฎระเบียบจำนวนมากถึงกว่า 100,000 ฉบับ บางส่วนล้าสมัยและซ้ำซ้อน อีกทั้ง ข้อมูลของภาครัฐยังไม่เชื่อมโยงกัน  

(รัฐและเอกชน) ต่างคนต่างทำ แล้วเราแปลความไม่ได้ แต่เราบอกจะเอาข้อมูลไปทำไปสร้างอะไรมากมาย…ถ้าข้อมูลมีอยู่แล้ว ทำไมไม่สร้างเส้นเชื่อม และให้ระบบมันตอบโจทย์ ไม่ใช่เอาไปกวาดข้อมูลมาเสียเวลาเปล่าๆ หรือไม่ ทุกวันนี้มันซ้ำซ้อนขนาดไหน การตอบโจทย์ Connect the dots คือ gap ของระบบเศรษฐกิจไทย

ดังนั้น โจทย์ใหญ่คือการ connect the dots ทั้งด้านข้อมูล กฎกติกา และการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐที่ยังแยกส่วน (fragmented) ทำให้การตอบสนองต่อปัญหาล่าช้าและไม่ตรงจุด ทั้งที่ทรัพยากรและข้อมูลมีอยู่แล้ว

นายผยงกล่าวถึงข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม โดยยกตัวอย่างแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand ในฐานะเวทีการทำงานร่วมกัน (co-creation space) ที่ทุกภาคส่วนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อเท็จจริง และทางออกได้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อต่อยอดสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเชื่อมั่นใหม่

“Reinvent Thailand คือฟอรั่มการทำงานแบบ agile และทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ให้เกิดการถกเถียงเชิงสาธารณะที่สร้างสรรค์ มากกว่าจะปล่อยให้คนสร้างวาทกรรมไปชักจูงระบบและสร้างความรู้ที่บิดเบือนให้สาธารณะ นำไปสู่พฤติกรรมสาธารณะที่ไม่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ” 

“แม้รัฐบาลมีเวลา 4 เดือน และประกาศ Quick Big Win ทำได้จริงหรือไม่ อะไรคือ priority…เป็นตัวพิสูจน์ trust and confidence ว่าเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ทุกภาคส่วนต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าภาคเอกชน รัฐ การเงิน เอกชนไม่ต้องขอรัฐอย่างเดียว และชี้นำว่าทักษะไหนสามารถแข่งขันได้ และมีรายได้ตอบโจทย์ครัวเรือน” 

นายผยงกล่าวต่อว่า Reinvent Thailand ริเริ่มจากภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาครัฐสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว โดยการทำงานของแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand เริ่มจากการมีการระบุปัญหาที่ชัดเจน เรียงลำดับความสำคัญโดยเน้นเรื่องที่มีผลลัพธ์สูง (High impact) พร้อมกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายมี Commitment ร่วมกัน ในการขับเคลื่อน สร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมครบทุกขั้นตอนแบบ End-to-End ใช้ Data-driven policy โดยอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นหลัก ขณะเดียวกันยังต้องสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องภายใต้หลัก “ทำดี ได้ดี” เพื่อให้เกิดการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน และสุดท้ายต้องมุ่งเน้น Result Oriented โดยติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องด้วย KPI ที่ชัดเจน

ทั้งนี้ Reinvent Thailand จะให้ความสำคัญกับ 5 อุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจก่อให้เกิดการจ้างงานและยกระดับรายได้ครัวเรือน ประกอบด้วย อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตรและอาหาร ยานยนต์ Medical & Wellness และ Smart Electronic

นายผยงเสริมว่า Reinvent Thailand ได้ขับเคลื่อนการสร้าง Trust and Confidence ตั้งแต่เศรษฐกิจมหภาค กิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับฐานราก เช่น แนวคิดคู่ค้าแบบพี่ช่วยน้อง การสร้างความเข้มแข็งตลอดซัพพลายเชน การสร้างแต้มต่อให้กับสินค้า Made in Thailand การผลักดันผลิตภาพของแรงงานด้วยเทคโนโลยีเอไอ ตลอดจนความท้าทายที่จะมาถึงในอนาคต

Reinvent Thailand แพลตฟอร์มขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม

นายผยง กล่าวต่อว่า สมาคมธนาคารไทยได้นำเสนอ 5 แนวทางในการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในโอกาสที่ไปแลกเปลี่ยนมุมมองกับสมาคมธนาคารไทย ประกอบด้วย 

  1. ผันเศรษฐกิจนอกระบบเข้าในระบบ ทำให้การเข้าสู่ระบบสะดวก ลดขั้นตอน เอกสาร และกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งระบบของภาครัฐต้องเชื่อมโยงกัน ไม่ซ้ำซ้อน พร้อมทั้งให้แรงจูงใจ ลดความกังวลภาระภาษีย้อนหลัง และเปิดโอกาสให้เข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ 
  2. แก้ปัญหาหนี้ ผลักดันให้เจ้าหนี้ทุกรายส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อสร้าง National Credit Score และแยกกลุ่มลูกหนี้ตามศักยภาพ ได้แก่ จมน้ำ ปริ่มน้ำ และพ้นน้ำ เพื่อให้การช่วยเหลือเหมาะสม รวมถึงการเพิ่มเครื่องมือ AMC ภายใต้หลักการรักษาความเป็นธรรมของข้อมูลตาม PDPA 
  3. ยกระดับรายได้ครัวเรือน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทยและยกระดับรายได้ผ่านการจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะ (Right Skill, Right Compensation) ควบคู่กับการปรับปรุงสวัสดิการให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม
  4. ผลักดันการลงทุนในประเทศ ดึงดูด FDI และการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ พร้อมยกระดับ Local Content โดยมีแรงจูงใจที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจท้องถิ่นโดยเฉพาะรายเล็ก เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย 
  5. เติมเครื่องมือช่วย SMEs ผลักดันการยกระดับ Operating Model ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรใหม่ พร้อมสนับสนุนการใช้ PromptBiz เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs

“ผมเสนอว่า ถ้ามีจังหวะทีละเล็กทีละน้อย เราต้องผันเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาในระบบให้เยอะขึ้น ในระบบไม่ได้แปลว่าเสียภาษี ในระบบแปลว่าได้ Incentive ที่รัฐสามารถที่จะมีและจัดสรรให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาหนี้ ทุกภาคส่วน จะต้องมองลูกหนี้เป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่กระจัดกระจายและแยกส่วน เพราะทรัพยากรมีอยู่จำกัด เรามีกลุ่มคนที่ปริ่มน้ำ กลุ่มที่จมน้ำ และกลุ่มคนที่พ้นน้ำ ทรัพยากรจะจัดสรรไปกลุ่มไหน Social Safety Net จะกระจายไปอยู่กลุ่มใด เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมยกระดับรายได้ครัวเรือน และทุกมิติของ Short Term จะต้องตอบโจทย์ในมิติของ Long Term ไปพร้อมกัน”

“Rebuilding Trust and Confidence ต้องไปหวังที่ 4 เดือนข้างหน้ากับ Quick Big Win ถ้ามันสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าที่เหลือจะตามมา” นายผยง ทิ้งท้าย