สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดเสวนา “ประเทศไทยต้องรอด : SAVE THAILAND”…Restore.Reframe.RISE เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ในโอกาสครบรอบขึ้นปีที่ 15 โดยมีวิทยากร ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการ สำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน, ดร.รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งลิสเซินฟิลด์, ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง จำกัด, นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทย และ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

- ประเทศไทยต้องรอด…SAVE THAILAND : “ผยง ศรีวณิช” เชื่อมข้อมูล Connect the Dots รัฐ-เอกชน โจทย์ฟื้นเศรษฐกิจไทย
- ประเทศไทยต้องรอด SAVE THAILAND : “รุ่ง มัลลิกะมาส” ชี้ไทยยังมีทางรอด กำหนดทิศทางชัด กติกาโปร่งใส ทุกฝ่ายร่วมมือ
- ประเทศไทยต้องรอด…SAVE THAILAND : “ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์” ชี้ “สินค้าสาธารณะ” พาประเทศรอดยุคเอไอ
- ประเทศไทยต้องรอด…SAVE THAILAND : “รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์” ใช้ “เทคโนโลยี” สร้างการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตร
- ประเทศไทยต้องรอด…SAVE THAILAND : “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ชี้ต้องเขียนหนังสือใหม่ 3 เล่ม
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “เรื่องที่จะกล่าวไม่ค่อยสนุกสักเท่าไหร่ และใครๆ ก็คงทราบ ผมเป็นคนที่ไม่ได้มองภาพในแง่ดีสักเท่าไหร่ และสถานการณ์ต่างๆ ก็ยังไม่ค่อยดูดีขนาดนั้น แต่ผมก็พยายามหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยจะต้องรอดได้อย่างไร”
เริ่มจากสถานการณ์ตอนนี้มันยากลำบากอย่างไร ตัวเลขพวกนี้ที่ผมจะนำมาแสดงนี้สะท้อนให้เห็นได้ค่อนข้างดีมาก ซึ่งถ้าดูจากคอลัมน์แรกจะเห็นได้ว่า GDP ของไทยทรุดตัวลงมาเป็นลำดับ ส่วนอัตราเงินเฟ้อก็ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง เหตุที่ใส่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเข้ามา เพื่อให้เห็นว่าเวลาเราบวกอัตราเงินเฟ้อกลับเข้าไปใน GDP มันจะเหมือนกับยอดขาย ซึ่งมีความสำคัญมากกับผู้ประกอบการ

ภาพที่ผมนำมาแสดงจะเห็นได้ว่าในปี 1991-1996 ยอดขายโตเฉลี่ย 13% ต่อปี สำหรับการทำธุรกิจในช่วงนั้นจึงทำได้ง่ายกว่าปัจจุบันมาก และตั้งแต่โควิด-19 แพร่ระบาด ยอดขายสินค้าของประเทศโตเพียงประมาณ 2% เท่านั้นเอง
และที่สำคัญที่สุด คือคอลัมน์ที่ 3 จะเห็นว่าการขาดดุลงบประมาณเทียบกับ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลจะต้องใช้งบขาดดุลพยุงเศรษฐกิจปีละ 3.9% ของ GDP และจะเห็นได้ว่าในปี 1991-1996 เศรษฐกิจของไทยเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่จริงๆ จนทำให้รัฐบาลจะต้องใช้งบฯ เกินดุลฉุดเศรษฐกิจลงมา ซึ่งในช่วงนี้มีอัตราเกินดุลงบประมาณเฉลี่ยปีละ 2.9% ต่อปี หากไม่ทำแบบนี้ GDP ของไทยก็จะโตเฉลี่ยมากกว่านี้อีก แต่มาในระยะหลังๆ จะเห็นได้ว่า รัฐบาลอุ้มเศรษฐกิจมาโดยตลอด
คลังงบขาดดุล 3.9% พยุงจีดีพี 10 ปี โตเฉลี่ย 1.9%
โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2014-2024 GDP ของไทยโตเฉลี่ยแค่ 1.9% ต่อปี ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินในอนาคตมาใช้ โดยการตั้งงบขาดดุลปีละ 3.9% ของ GDP ซึ่งจะปล่อยให้ประเทศเดินต่อไปแบบนี้ไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ประชากรไทยก็เริ่มลดลง ทรัพยากรด้านนี้ก็หายไป ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะหลังๆ ก็เกินดุลตลอด ซึ่งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานก็มีข้อไม่ดีเหมือนกัน สะท้อนให้เห็นกำลังซื้อในประเทศลดต่ำลง ทำให้ผู้ประกอบการต้องส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ และก็มีรายได้สุทธิจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทย เมื่อมีเงินทุนไหลเข้าแล้วมาดูคอลัมน์สุดท้าย ก็จะเห็นเงินทุนไหลออกจากประเทศนี้ไปประเทศอื่น นี่คือเงินทุนที่ไม่สามารถหาผลตอบแทนภายในประเทศได้เพียงพอ ต้องออกไปหาผลตอบแทนในต่างประเทศ ความจริงแล้วประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเงินทุน ขณะเดียวกันมีการส่งออกเงินทุนเสียด้วยซ้ำ ถ้ามองในแง่บวก ก็เป็นบวก

ถามว่า ทำไมผู้ประกอบการถึงลำบากเหลือเกิน เพราะถ้าเอา GDP บวกเงินเฟ้อ ซึ่งเปรียบเสมือนยอดขาย (ดูตารางประกอบ) สมัยก่อนเอายอดขายบวกดอกเบี้ยเงินกู้จะมีอัตราพอๆ กัน แต่มาในระยะหลังๆ อย่างในปี 2024 ยอดขายขยายตัวแค่ 2.7% แต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (MLR) ที่ต้องจ่ายให้กับแบงก์มีอัตรา 7.3% เป็นอย่างนี้ผู้ประกอบการก็ลำบาก นี่คือสถานการณ์ของประเทศที่ต้องยอมรับความจริง
คราวนี้มาดู SMEs ซึ่งพูดกันเยอะมา แต่ประเด็นปัญหาของ SMEs ในฐานะที่ผมเป็นประธานสภาพัฒน์ฯ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ก็มีพูดถึงมาตรการสนับสนุน SMEs อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ปัญหาของ SMEs ต้องดูภาพด้านล่างนี้

ช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดในประเทศไทยอย่างรุนแรงที่สุด คือไตรมาสที่ 3 ของปี 2020 ตอนนั้นแบงก์ยังปล่อยกู้ให้กับ SMEs มากมากกว่าปัจจุบันนี้ ตอนนั้นแบงก์ปล่อยกู้ SMEs ไปกว่า 3 ล้านล้านบาท แต่มาตอนนี้เหลือแค่ 2.8 ล้านล้านบาท
เหตุที่แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ก็ต้องไปดูเส้นสีส้ม จะเห็นว่าได้ตอนนี้ฐานะการเงินของ SMEs แย่กว่าในช่วงที่โควิดฯ โควิดระบาดเสียด้วยซ้ำ ตัวเลข 22.27% คือ สัดส่วนของหนี้สินของ SMEs รวมหนี้สินที่เพิ่งเริ่มจะเสียกับหนี้ NPLs ที่เสียแล้วรวมกันแล้วได้ 22.27% เปรียบเทียบกับช่วงโควิดฯ ระบาดหนักมีสัดส่วนแค่ 22.21% เท่านั้นเอง
“ถามว่าแล้วจะช่วย SMEs อย่างไร ในความเห็นของผมปล่อยกู้อย่างเดียวไม่พอแล้ว แบงก์จะต้องไปช่วย SMEs ปรับกิจการ และจะต้องช่วยเพิ่มทุนให้เขาด้วย แต่ผมก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะอย่างที่เรารู้ SMEs มีจำนวนเยอะมาก และมีสัดส่วนที่ใหญ่มาก เรื่องของ SMEs เป็นโจทย์ใหญ่จริงๆ”

เร่งปรับโครงสร้าง จากอุตสาหกรรมสู่บริการ-แปรรูปสินค้าเกษตร
คราวนี้กลับมาดูภาพใหญ่ โครงสร้างของประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ดูแบบเร็วๆ นะครับ ด้านซ้าย คือ มูลค่าการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเปรียบเทียบกับ GDP จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยรวมทั้งอีกหลายประเทศในโลกนี้ มีสัดส่วนของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สัดส่วนของภาคบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่หลายประเทศทั่วโลกก็มีทิศทางเป็นอย่างนี้เกือบทั้งหมด ซึ่งก็ต้องยอมรับสภาพว่าประเทศไทยกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่ให้บริการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง

และประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมก็คือ ประเทศจีน เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ประเทศจีนมีสัดส่วนของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแค่ 2.88% เท่านั้นเอง แต่มาในระยะหลังๆ แซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปมาก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30%


“ถามว่า แล้วถ้าจีนเป็นแบบนี้แล้วประเทศไทยจะต้องทำอย่างไร ในความเห็นผมประเทศจีนก็มีจุดอ่อนอยู่ตรงนี้ครับ ในความเห็นประเทศจีนเร่งการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูง แต่จุดอ่อนที่จีนยังปิดไม่ได้คืออุตสาหกรรมอาหาร ประเทศจีนต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไทยก็เป็นประเทศที่ส่งออกอาหารไปขายที่ประเทศจีนจัดอยู่ในอันดับที่ 5-6 ดังนั้น ทางรอดของประเทศไทยก็คือ 1. เราต้องปรับตัวไปสู่ภาคบริการ 2. ปรับตัวไปสู่การเป็นผู้ผลิตอาหาร โดยการแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นอาหาร”
ยกตัวอย่าง สูตรอาหารสัตว์ของไทยมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบ 60% นี่คือ ข้อมูลของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จาก TDRI ที่เคยนำเสนอต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนำข้อมูลตัวเลขของบริษัท เบทาโกร มาวิเคราะห์ ให้ดูว่า ความจริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นอาหาร อย่างของบริษัท เบทาโกร นำถั่วเหลืองหรือข้าวโพดมาผลิตเป็นอาหารสัตว์แล้วส่งเนื้อไก่ไปขาย ซึ่งจะเป็นว่าประเทศไทยนำวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นอาหารได้แค่ 8 ล้านตัน แต่ต้องนำเข้าวัตถุดิบถึง 12 ล้านตัน
เปิดเสรีนำเข้าวัตถุดิบ-ผลิตอาหารส่งออก
ผู้ประกอบการบอกว่า “หากเปิดเสรีให้มากกว่านี้ ผู้ประกอบการก็สามารถผลิตอาหารได้มากกว่านี้ รวมทั้งอาหารสุนัข และอาหารแมว ที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งควรจะต้องไปปลดล็อกในเรื่องนี้ จากการประเมินของ USTR ของสหรัฐฯ ประเมินกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้าเกษตรกว่า 20% รวมทั้งมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และยังมีการกำหนดโควตาการนำเข้าอีกมากมาย จริงๆ แล้วเราไปบล็อกตัวเองในเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อแปรรูปเป็นอาหาร ซึ่งการแก้ปัญหาในประเด็นนี้ ต้องบอกว่ายาก เพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ และมีปัญหาในเชิงการเมืองมาก แต่ที่ผมมาพูดให้ฟัง ถ้าประเทศไทยอยากจะรอด ตรงนี้ต้องเปิดเสรี ซึ่งจะทำให้ประเทศได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น ยกตัวอย่าง เรื่องการผลิตเนื้อไก่ ขอประเทศจีนถูกกว่าประเทศไทยมาก แต่เท่าที่ทราบจากผู้ประกอบการบอกว่ายังสสามารถส่งไปขายประเทศยุโรปและญี่ปุ่นได้อยู่ เพราะเขาเชื่อมั่นในคุณภาพของเนื้อไก่จากประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่น ส่วนต้นทุนการผลิตเนื้อหมู่ของไทยก็สูงกกว่าสหรัฐเอมริกา เพราะว่าอาหารสัตว์ของเราแพงกว่า ถ้าปลดล็อกตรงนี้ได้มันก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิตหมู”
ส่วนการปรับตัวไปสู่ภาคบริการ อย่างเช่น การให้บริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ “Wellness Tourism” ซึ่งอาจทำได้ต่อเนื่องไปถึง health care ขณะนี้สภาพัฒน์ฯ กำลังอยู่ในช่วงการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 14 ก็อยากจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ อย่างในเรื่องของบริการเราต้องทำอย่างไรบ้าง บางคนอาจจะมองเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำคัญมาก อย่างเช่น นักท่องเที่ยวมาเมืองไทย ต้องอย่างไรไม่ให้เขารู้สึกว่าเขาถูกเอาเปรียบ ถูกโกง ซึ่งจะช่วยทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยดีขึ้น
ถามว่าสินค้าอุตสาหกรรมไทย ยังผลิตต่อไปได้อีกหรือไม่ ดร.ศุภวุฒิ ยืนยันว่า “ได้” ยังมีอุตสาหกรรมของไทยที่ยังเป็น Niche Market อยู่ อย่างเช่นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยืนยันได้เลยว่าไม่มีใครผลิตได้ดีเท่าประเทศไทย เรากำลังทำ printed circuit board หรือ “PCB” และเราสามารถทำ Back End ของไลน์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ได้ด้วย ซึ่งการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม 3-4 อย่างนี้ เราถูกสหรัฐอเมริการจัดเก็บภาษี ซึ่งคงต้องเจรจากัน เพราะทางสหรัฐอเมริกาก็ได้รับผลประโยชน์เช่นเดียวกัน
ส่วนอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เราก็ยังผลิตได้เฉพาะชิ้นส่วนที่ไม่ใช่เครื่องยนต์สันดาปภายใน เช่น พวกเบาะหรืออุปกรณ์ตกแต่งภายในรถยนต์ เราก็ยังทำได้ แต่อุตสาหกรรมประเภทนี้ ไม่น่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่ยังมีอุตสาหกรรมประเภทนี้อยู่ได้

ประเด็นถัดมาคือเรื่องโลจิสติกส์ การที่ประเทศจีนพยายามพึ่งพาการขนส่งทางเรือน้อยลง ด้วยเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคง โดยประเทศจีนให้ความสำคัญในเรื่องของการขนส่งทางรางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้เราต้องสร้างรางรถไฟเพิ่มมากขึ้น บทบาทของภาครัฐสามารถสนับสนุนในเรื่องนี้ได้อย่างไร
เมื่อสักครู่ได้พูดถึงเรื่องการตอบสนองด้านดีมานด์ไปแล้ว เราจะต้องมาพูดเรื่องซัพพลายด้วย ถามว่าประเทศไทยจะมีซัพพลายหรือมีอินพุตเพียงพอหรือไม่
1 . ถามว่า capital ประเทศไทยมีเพียงพอหรือไม่ ตอบว่าเหลือเฟือ หรืออาจจะไปนำเข้ามาก็ได้
2. แรงงาน ตรงนี้เราขาดแคลนแน่นอน เนื่องจากจำนวนประชากรที่เป็นเด็กลดลงไปเรื่อยๆ ก็ต้องพยายามอัพเกรดทางด้านการศึกษา ทั้ง up-skill และ re-skill ทุกคนทราบปัญหานี้อยู่แล้ว
และ 3. เรื่องเทคโนโลยี เราขาดแคลนมากที่สุด โดยเฉพาะภาคเกษตรพูดตรงๆ คือ ล้าหลังที่สุด แต่มีอีก 2 เรื่องที่ภาครัฐสามารถดำเนินการได้ คือ เรื่องพลังงานกับน้ำ อันนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ยกตัวอย่าง EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดการลงทุนภาคอุตสาหกรรม ปรากฏว่าขาดแคลนน้ำทุกปี แม้ว่าตอนนี้จะมีปัญหาน้ำท่วมก็ตาม แต่เวลาหน้าร้อน ก็ขาดแคลนน้ำอีก
ส่วนพลังงาน ตอนที่ทำงานที่สภาพัฒน์ฯ ก็มีการอนุมัติโครงการลงทุนต่างมากมาย โดยเฉพาะโครงการลงทุนสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลากสายไฟเสร็จ กฟผ. ไม่ให้คนอื่นใช้งาน เพราะเป็นกิจการผูกขาด ลองนึกภาพดู กรณีของโซลาร์ฟาร์มต้องเชื่อมพลังงานไฟฟ้าจากโรงงานหนึ่งไปอีกโรงงาน ต้องใช้สายส่งของ กฟผ. ซึ่งปัจจุบันนี้การอนุญาตให้ใช้สายส่ง และการกำหนดราคาที่เหมาะสมยังไม่เกิดขึ้น แต่สามารถปลดล็อกได้ เป็นต้น
ปลดล็อกกฎระเบียบ – การผูกขาดทรัพยากรของรัฐ
ประเด็นถัดมาเป็นเรื่องการปลดล็อกทรัพยากรของรัฐทั้งหมด ตรงนี้คือข้อมูลจากกระทรวงการคลังที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ฐานะการคลังไม่ดี ขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมาก ความจริงแล้วกระทรวงการคลังมีฐานะแข็งแกร่ง มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 23 ล้านล้านบาท เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 49 แห่ง มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 12.5 ล้านล้านบาท กฟผ. และการรถไฟแห่งประเทศไทยก็รวมอยู่ในนี้ด้วย
ถามว่าสินทรัพย์เหล่านี้ ควรเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์ ได้รับผลตอบแทนนำส่งรัฐจะดีกว่าหรือไม่ อย่างเช่น ที่ดินราชพัสดุมีสินทรัพย์รวม 5.1 แสนล้านบาท ซึ่ง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ทราบดีว่าตรงนี้น่าจะปลดล็อกอะไรได้เหมือนกัน ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์บนผิวดิน แม้กระทั่งเจาะลงไปใต้ดินนำน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ หากทำดีๆ อาจขายน้ำได้ในราคาแพงด้วย ปรากฏว่าถ้าเป็นเรื่องน้ำต้องไปคุยกับกรมชลประทาน หรือกรมทรัพยากรน้ำ ส่วนน้ำใต้ดินก็ต้องไปหารือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ตรงนี้ก็คือ เป็นปัญหาที่ระบบราชการต้องไปปลดล็อกอีกเหมือนกัน ถ้าทำได้ก็จะสามารถนำสินทรัพย์เหล่านี้มาใช้ประโยชน์แก่ประเทศชาติได้



“ก่อนหน้านี้ผมเคยบรรยายเรื่องการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปแล้ว ครั้งนี้ขอนำมาพูดอีกครั้ง ในฐานะประธานสภาพัฒน์ฯ ที่จะต้องไปอนุมัติการก่อสร้างรางรถไฟมูลค่ามหาศาล ปัจจุบันประเทศไทยมีรางรถไฟ 4,049 กิโลเมตร ตามแผนการลงทุนจะต้องลงทุนก่อสร้างทางรถไฟเพิ่มอีก 5,643 กิโลเมตร คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 985,584 ล้านบาท”
แต่ปัญหาคือ ทุกอย่างที่จะลงทุนในโครงการดังกล่าวนี้ รฟท. กู้เงินเองไม่ได้เลย ต้องให้รัฐบาลกู้ และรัฐบาลจ่ายหมดทุกอย่าง เพราะติดปัญหาตรง รฟท. มีสินทรัพย์อยู่ 9 แสนล้านบาท แต่มีหนี้อยู่ 8.55 แสนล้านบาท แต่มีทุนอยู่แค่ 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ D/E Ratio มีสัดส่วนสูงถึง 20 เท่า ไปกู้เงินที่ไหนก็ไม่ได้ ต้องมาขอให้รัฐบาลช่วยไฟแนนซ์มาอย่างต่อเนื่อง
พอปัญหาเป็นดังที่กล่าวมานี้ ก็ไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลได้ ยกตัวอย่าง กระทรวงคมนาคมทำเรื่องเสนอสภาพัฒน์ฯ ต้องเร่งลงทุนก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ที่ต้องเร่งทำคือช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงินลงทุน 66,270 ล้านบาท ต้องรีบทำเป็นลำดับแรก เพราะพื้นที่ตรงนั้นนักท่องเที่ยวก็เริ่มมาแล้ว รัฐบาลให้ความสำคัญมาก และก็ต้องลงทุนทำโครงการต่อไปด้วย ตอนหลังๆ ก็ต้องเร่งก่อสร้างต่อไปด้วย เพราะมาเลเซียกำลังเร่งทำโครงการก่อสร้างท่าเรือเปอร์ลิส ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังปาดังเบซาร์ได้ ซึ่งจะมีการขนส่งสินค้าจากมาเลเซียขึ้นไปถึงจีนผ่านทางรางรถไฟ เป็นต้น แต่ทำไม่ได้ เพราะว่า รฟท. ไม่สามารถที่จะกู้เงินเองได้ แต่รัฐบาลสามารถกู้เงินได้
นอกจากนี้ รฟท. ยังมีหัวรถจักรที่ใช้งานได้แค่ 190 หัว จากรางรถไฟกว่า 4,000 กิโลเมตร หมายความ รฟท. ใช้รางรถไฟได้แค่ 50% เท่านั้น เพราะหัวรถจักรเฉลี่ยอายุ 50 ปีมีอยู่ 190 หัวที่ใช้ได้ รฟท. ก็มีปัญหามาโดยตลอด
แต่ทว่า กฎหมายฉบับใหม่ที่เพิ่งคลอดออกมา เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาเดินรถบนรางรถไฟได้ เป็นการปลดล็อก หากเอกชนอยากเข้ามาเดินรถไฟ โดยออกใบอนุญาตเอกชนมาบริหารไม่เกิน 30 ปี ก็จะช่วยปลดล็อกเรื่องโลจิสติกส์ตรงนี้ได้

นี่เป็นตัวอย่างในเรื่องของการปลดล็อกการผูกขาดทรัพยากรของรัฐ ซึ่งจะทำให้เอกชนเห็นโอกาสในการทำธุรกิจเพิ่มเติมได้อีกมากมาย ทั้งธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร สินค้า และพัฒนาพื้นที่ชุมชนบริเวณสถานีรถไฟ กระจายความเจริญออกสู่จังหวัดต่างๆ ผมอยากให้รีบทำ
เดิมทีเจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ฯ รายงานขั้นตอนในการออกกฎหมายลูก กฎกระทรวงต่างๆ ต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปี ผมขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปี
แนะดึงทุนสำรอง 1 แสนล้าน ตั้ง “sovereign wealth fund”
ภาพสุดท้ายที่นำมาแสดง ประเทศไทยมีปริมาณทุนสำรองมากเกินไป ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณทุนสำรองกว่า 9 ล้านล้านบาท เป็นทุนสำรองที่เก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ขณะที่ประเทศอื่นๆ กว่า 90 ประเทศ มีการนำทุนสำรองส่วนเกินทำกองทุนความมั่งคั่งของประเทศ หรือที่เรียกว่า “sovereign wealth fund” ดังนั้น มันจึงไม่ใช่นโยบายที่ทำไม่ได้ เพราะหลายประเทศทำกันไปเยอะแล้ว ทั้งประเทศเล็ก ประเทศใหญ่
ยกตัวอย่าง ประเทศสิงคโปร์จัดตั้งกองทุน GIC ขึ้นมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีสินทรัพย์ถึง 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขคาดการณ์ที่ประเทศสิงคโปร์ไม่ได้เปิดเผย ซึ่งเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก คิดเป็น 146% ของ GDP สามารถหาผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 5% ต่อปีมาอย่างต่อเนื่อง และก็นำเงินรายได้ส่งรัฐบาลสิงคโปร์ คิดเป็นสัดส่วน 20% ของรายได้ทั้งหมด

ถามว่าประเทศไทยควรมีทุนสำรองเหลือเท่าไหร่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศเคยทำ Assessing Reserve Adequacy Metric โดยคำนวณจากการส่งออก, คำนวณจากปริมาณเงิน M2, คำนวณจากหนี้ระยะสั้นที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ และคำนวณจากภาระหนี้อื่นๆ คำนวณไปคำนวณมา สรุปว่าประเทศไทยมีทุนสำรอง 239.6% ของ ARA Metric และมีส่วนเกินอยู่ประมาณ 139%
ในความเห็นผมหากดึงออกมาสัก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3 ล้านล้านบาท สามารถจัดตั้ง Sovereign Wealth Fund ได้ทันที ถามว่ากลัวจะเป็นเหมือน “1MDB” ของประเทศมาเลเซียหรือไม่ ก็ไม่ว่ากัน เพราะทุกคนก็กลัว และไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ประเทศไทยมีศักยภาพ ผมเคยเป็นกรรมการใน กบข. ซึ่ง กบข. ตั้งกองทุนออกไปลงทุนต่างประเทศประมาณ 30-40% ของพอร์ต มาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5-6% ผมเชื่อว่าคนไทยทำได้จริงๆ และมีคนไทยหลายคนไปทำงานที่ GIC ตรงนี้ถ้าสามารถปลดล็อกได้ ก็จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น
