
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ชีวิตพลิกผันของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตลูกหม้อ และเป็นหนึ่งในแคนดิเดตปลัดกระทรวงคลังคนต่อไป ดาวรุ่งพุ่งแรงขึ้นตำแหน่งอธิบดีกรมสำคัญ ๆของกระทรวงการคลังมาก่อนใครเพื่อน จนมีความอาวุโสทางราชการสูงสุด คู่คี่มากับนายพชร อนันตศิลป์ แต่มาในระยะหลังนี้ชักแผ่วจากกรมใหญ่มากรมเล็กลง จากอธิบดีกรมสรรพากร มาดำรงตำแหน่งอธิบดีสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ตามลำดับ ขณะที่นายพชร อนันตศิลป์ จากอธิบดีกรมศุลกากร ย้ายมาผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งจาก ครม.ให้ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทาบทาม ดร.เอกนิติได้ตัดสินใจลาออกจากราชการ แม้จะเหลืออายุราชการอีก 6 ปี เป็นการตัดสินใจแบบไม่รีรอ เข้าร่วม ‘ครม.หนู 1’ ในตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ รองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากผู้ใต้บังคับบัญชาปลัดกระทรวงการคลัง ขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชาทันที
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เป็นวันแรกที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เดินทางเข้ากระทรวงการคลัง เพื่อรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง อย่างเป็นทางการ

ก่อนเริ่มงาน ตามประเพณีอันดีงามที่สืบทอดกันมานาน กระทรวงการคลังได้จัดพิธีสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลัง เจ้าที่เจ้าทาง เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องจาก ดร.เอกนิติ เป็นอดีตลูกหม้อกระทรวงการคลัง จึงมีข้าราชการมารอต้อนรับเป็นจำนวนมาก
ตามฤกษ์ยาม ดร.เอกนิติเดินทางมาถึงลานด้านหน้ากระทรวงการคลังในเวลา 12.40 น. ก้าวขาลงจากรถตู้เดินตรงเข้าไปสักการะศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ มหาเทพผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งในจักรวาลเป็นลำดับแรก ด้วยความเคารพและศรัทธา ดร.เอกนิติไหว้ท้าวมหาพรหม เวียนไปทางซ้ายจนครบทั้ง 4 หน้า เพราะตามคติความเชื่อของคนโบราณ การไหว้พระพรหมนั้น หน้าแรก หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง หน้าที่ 2 หมายถึง ความมั่นคง หน้าที่ 3 ขอพรปัญญา หน้าที่ 4 ขอพรความสงบสุข
จากนั้นก็เดินไปสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ที่คอยดูแล และคุ้มครองพื้นที่แห่งนี้ เพื่อให้การทำงานในตำแหน่งใหม่ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น
ต่อมาเป็นการไหว้ศาลพระคลังมหาสมบัติ เทวรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลัง สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าให้จัดสร้างเทวรูปขึ้นมาประดิษฐานไว้ในอาคารพระคลังมหาสมบัติ เรียกว่า “พระคลัง ในพระคลังมหาสมบัติ” ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่กรมธนารักษ์ มีลักษณะเป็นเทวดาหล่อยืน แต่งองค์ทรงเครื่องกษัตริยาธิราช สวมมงกุฎยอดชัย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ คอยปกป้องคุ้มครองภัย ส่วนพระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว อันเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ เป็นเทพเจ้าดูแลทรัพย์สินของแผ่นดิน นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง และกระจายความมั่งคั่งไปสู่ประชาชน

ลำดับถัดมา สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงปฏิรูปและพัฒนาระบบการคลังของประเทศให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ ทรงสถาปนากรมพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งถูกยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวงการคลังในเวลาต่อมา
จากนั้น ดร.เอกนิติมาคล้องพวงมาลัยช้างไม้ขนาดใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลัง ตามความเชื่อของโบราณ คือ ยานพาหนะของพระอินทร์ เดิมอยู่ที่โรงแรมเอราวัณถูกอันเชิญมาประดิษฐานอยู่ใต้อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2531 ต่อมาในสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีซินแสทักเรื่องนามสกุลมาจากแซ่เบ้ แปลว่าม้า ไม่ถูกกับช้าง จึงมีการย้ายช้างเอราวัณจากกระทรวงการคลังไปอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
ต่อมา ในสมัยนายอำนวย วีรวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น เกิดปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเงินหรือวิกฤติต้มยำกุ้ง นำไปสู่การลอยตัวของค่าเงินบาท ในปี 2540 สถาบันการเงินต้องปิดกิจการจำนวนมาก ช่วงนั้นมีซินแสแนะนำให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังไปขอคืนช้างเอราวัณ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญมั่งคั่งจากวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามกลับมาอยู่ที่กระทรวงการคลัง จนกระทั่งประเทศผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ เนื่องจากด้านในขององค์ช้างซึ่งทำมาจากไม้ก้ามปู ผุเป็นโพรง ปี 2557 กระทรวงการคลังจึงส่งช้างเอราวัณไปซ่อมที่กรมศิลปากรจนเสร็จ และนำกลับมาประดิษฐานที่กระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน
ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่จะเริ่มงาน ตามธรรมเนียมปฏิบัติวันแรกก็ต้องมานำพวงมาลัยดอกดาวเรืองมาคล้องคอช้างเอราวัณประจำกระทรวงการคลัง โดยจะต้องระมัดระวังไม่ให้พวงมาลัยขาด หรือ ร่วงตก ซึ่งงานนี้ ดร.เอกนิติ ผ่านฉลุย ไม่มีปัญหาอุปสรรคแต่ประการใด
เสร็จจากการสักการะช้างพลายช้างพังคู่ประจำกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ ก็มาสักการะต้นโพธิ์ขนาดใหญ่มีผ้าแพรเจ็ดสีพันรอบต้น ตามความเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมา ในช่วงที่ทำพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ด้านหน้ากระทรวงการคลัง) ระหว่างพราหมณ์บรรเลงปี่พาทย์ แตรสังข์ ปรากฎว่ามีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังมองลงมาจากตึกชั้น 3 เห็นเทวดา และนางฟ้า ยืนเรียงแถวร่ายรำอยู่บริเวณลานจอดรถ ด้านหน้าของต้นโพธิ์ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังท่านนี้จึงนำผ้าแพร่ 7 สี ไปผูกไว้รอบต้นโพธิ์ ต้นไม้แห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสัญลักษณ์ของสติและปัญญา นำพาประโยชน์สุขมาสู่ประชาชน ตั้งแต่นั้นมาก็มีข้าราชการในกระทรวงการคลังมาสักการะเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
จากนั้นในเวลา 13.00 น. ดร.เอกนิติขึ้นไปยังห้องทำงานชั้น 20 เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย และลงมาแถลงข่าวมาตรการ “Quick-Big-Win” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่จะดำเนินการภายใน 4 เดือนข้างหน้านี้ โดยเฉพาะ “คนละครึ่งพลัส” โครงการเรือธงที่จะต้องเร่งนำเสนอ ครม.ในเดือนตุลาคมนี้
แถลงข่าวเสร็จเรียบร้อย เวลา 13.50 น. ดร.เอกนิติ เดินไปที่กรมธนารักษ์เพื่อไปสักการะพระคลัง ในพระคลังมหาสมบัติ องค์จริงจากพระบรมมหาราชวัง ถูกอันเชิญมาประดิษฐานอยู่ที่กรมธนารักษ์ เป็นอันเสร็จพิธีการเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในวันแรกของการทำงาน



