
ปลายปี 2568 พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศเปิดตัว “ดร.การดี เลียวไพโรจน์” หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ร่วมกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช ท่ามกลางบรรยากาศก่อนเลือกตั้งใหญ่ในปี 2569
แม้พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน แต่ ดร.การดี ยังคงมีบทบาทต่างๆ ทั้งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบทบาทนอกสภา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ข้อมูล งานวิจัยเชิงนโยบาย อีกทั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ThaiPublica ชวน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ คุยตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ไปจนถึงภารกิจที่เธอบอกว่าเป็น “ธงหลัก” ของชีวิตทางการเมือง นั่นคือการผลักดันความโปร่งใสของภาครัฐ และปฏิบัติการ “ส่องรัฐ” จนพบร่องรอยความผิดปกติในโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ตลอดจนวิธีคิดและการเชื่อมประสบการณ์ของหมวก 3 ใบ (ใบที่ 1 นักวิชาการ ใบที่ 2 นักธุรกิจ และใบสุดท้าย นักการเมือง)
เชื่อมหมวก ‘นักวิชาการ-ธุรกิจ-นักการเมือง’
ดร.การดี เล่าว่า นายอภิสิทธิ์ชวนมาทำงานและฟื้นฟูพรรค โดยรู้จักกับนายอภิสิทธิ์เพราะก่อนหน้านี้ เป็นนักวิเคราะห์นโยบายและผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของงานวิจัยเชิงนโยบายให้พรรคประชาธิปัตย์
“ตุลาคม 2568 คุณอภิสิทธิ์-คุณกรณ์ บอกว่าช่วยกันอีกสักตั้ง ‘ฟื้นฟูประชาธิปัตย์’ ที่สำคัญ ตอนนั้นเป็นความอึดอัดส่วนตัว เวลามองการเมืองแทบไม่มีตัวเลือก โดยเฉพาะตัวเลือกที่สุจริต ไม่มีคอร์รัปชัน ถ้าอย่างนั้นขอเป็นตัวเลือกที่มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ และช่วยพัฒนาประเทศ”
ดร.การดี เริ่มต้นจากบทบาทอาจารย์มหาวิทยาลัย ด้านวิศวกรรมอุตสาหการ ที่ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) และภาควิชาพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเวลากว่า 13 ปี ต่อด้วยบทบาทผู้บริหารในภาคเอกชนอีกราว 10 ปี ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ C-ASEAN, ผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอนาคตศึกษา (Chief Foresight Officer) แห่ง FutureTales Lab นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และที่ปรึกษาด้าน Deeptech Commercialization สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)
ดร.การดี มองว่า จิ๊กซอว์ที่จะเข้ามาเติมเต็มงานการเมืองคือ ด้าน Digital Technology เพราะวันที่กลับมา โครงสร้างพื้นฐานด้านนี้แทบไม่มีเหลืออยู่ หลังผู้บริหารชุดหนึ่งลาออกไปพร้อมกับบุคลากรเกือบครึ่งพรรค วันแรกที่เข้ามาจึงต้องเริ่มดูตั้งแต่ฐานข้อมูล ระบบเทคโนโลยี ไปจนถึงระบบสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นงานเชิง operation ที่ต้องค่อยๆ สร้างหลังบ้านขึ้นมาใหม่
ดร.การดี กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์การทำงานภาคเอกชน ทำให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศ แต่ติดข้อจำกัดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ถัดมาคือวิธีคิดด้านการศึกษาที่ไม่มุ่งเน้นการพัฒนาคนเป็นศูนย์กลาง
แต่จุดแข็งคือ มุมมองเชิงธุรกิจและงานอนาคตศาสตร์ ที่สั่งสมมาตลอด 5 ปีในภาคเอกชน โดยนำข้อมูลการวิเคราะห์อนาคตของประเทศไทยมาเป็นจุดร่วมในการวางนโยบาย
ที่สำคัญ นโยบายเรือธงและจุดขายของงานการเมืองคือความโปร่งใสในการบริหารจัดการภาครัฐ การเปิดเผยข้อมูล หรือ Open Data
“ถ้าประเทศต้องการจะไปข้างหน้า ควรจะต้องมีสิ่งที่สำคัญอะไรบ้าง พื้นฐานที่เราเห็นตรงกันคือความโปร่งใส แล้วอนาคตของประเทศไทยมันจะดีกว่านี้ได้”
หลุมดำประเทศไทย “คอร์รัปชัน-ความโปร่งใส”
เมื่อถามถึงความคาดหวังทางการเมือง ดร.การดี ตอบทันทีว่า “ไม่ได้คาดหวัง” และเสริมว่า “มันเหมือนเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ เปลี่ยนอาชีพใหม่ เรียนรู้ใหม่ แต่งานหนักมาก เพราะเรื่องมันเยอะ ตอนทำงานบริษัท ต่อให้งานหนัก แต่ไม่ได้กว้าง งานการเมืองมีความต่างและความหลากหลาย ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานที่ต้องระมัดระวังที่สุด หรือเรื่องการบริหารจัดการมวลชน หรือข้อมูลที่ออกไป ก็พยายามทำอย่างระมัดระวังที่สุด”
สิ่งที่ทำให้ ‘ช็อก’ ในช่วงแรกคือกระบวนการทำงานภายในสภา ที่บางเรื่องต้องถกกันนานถึง 8 ชั่วโมง
“ตอนนั้นไม่เข้าใจ (หัวเราะ) เรื่องเดียวกันจะคุยอะไรตั้งนาน พอโหวต (มติ) เหมือนคนวิ่งมาโหวตแบบไม่ได้ฟัง บอกอะไรก็โหวตตามนั้น แต่เรามาจากการประชุมบอร์ดต่างๆ ต้องนั่งฟังจนตกผลึกค่อยตัดสินใจ…ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้ว ด้วยความเป็นสภา เป็นพรรคการเมือง เน้นในเรื่องของความเป็นทิศทางเดียวกัน”
เมื่อเข้ามาภาคการเมืองแล้ว อะไรคือสิ่งที่ต้องทำให้ได้ ดร.การดี ตอบว่า ข้อแรกคือ การผลักดันให้เกิด Open Data และการลดทุจริตคอร์รัปชัน ข้อที่สองคือ การทำงานด้วยความหวังต่อประเทศเสมอ แม้อยู่ในภาวะที่ดูสิ้นหวัง เพราะเชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพสูง อยู่ที่ว่าจะพาไปในทิศทางไหน และข้อที่สามคือ การเสริมสร้างขีดความสามารถของมนุษย์ โดยตั้งใจไม่ผูกติดกับกรอบกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงอุดมศึกษาฯ เท่านั้น เพราะการพัฒนามนุษย์เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงาน
ส่วนปัญหาใหญ่ที่สุดในสายตาของ ดร.การดี คำตอบคือ “คอร์รัปชัน” โดยกล่าวว่า หากคำนวณเป็นตัวเงิน ความเสียหายจากทุจริตคอร์รัปชันในแต่ละปีสูงเป็นหลักแสนล้านบาท และหลายหน่วยงานที่พูดคุยด้วยยืนยันว่านี่เป็นตัวเลขขั้นต่ำเท่านั้น เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าความเสียหายที่แท้จริงลึกไปกว่านี้อีกเท่าใด
ในสถานการณ์ที่งบประมาณของประเทศเข้าใกล้ทางตัน การลงทุนใหม่ต้องพึ่งพาการกู้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ และที่น่ากังวลกว่านั้นคือแม้แต่งบประจำก็อาจต้องมาจากการกู้ยืมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ยังมีปัญหาคอร์รัปชัน โดย ดร.การดี อธิบายว่า สาเหตุที่แก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เพราะความไว้วางใจต่อผู้บริหารประเทศที่ลดต่ำลง จนนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัยของประชาชนว่าโครงการต่างๆ ที่รัฐคิด ทำเพื่อประชาชนจริงหรือไม่
คอร์รัปชันเป็นฐานของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น หลุมดำของทางการเงิน หรือหลุมดำของความเชื่อใจ-เชื่อมั่น แม้แต่หลุมดำความหวังของประชาชนไทยที่จะมีความหวังร่วมกันว่า ประเทศเราจะก้าวข้ามสิ่งนี้ไปสู่ประเทศที่เจริญแล้วในช่วงชีวิตของเรา

ยึดเกณฑ์ OECD ใช้แพลตฟอร์ม ‘ส่องรัฐ’ ส่องจัดซื้อจัดจ้าง
หนึ่งในภารกิจที่ ดร.การดี ลงมือทำคือ แพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” (Thailand Government Watch) เครื่องมือตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ทีม Blue Tech Lab พรรคประชาธิปัตย์พัฒนาขึ้น
ส่องรัฐ คือ แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้ประชาชน สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานตรวจสอบ สามารถร่วมกันติดตามการใช้งบประมาณของรัฐได้อย่างเป็นระบบ และเป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมเห็นสัญญาณความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ระดับโครงการ หน่วยงาน บริษัทผู้รับงาน เงื่อนไข TOR ราคากลาง การแข่งขันในการประมูล ไปจนถึงรูปแบบการจ่ายเงิน เพื่อวิเคราะห์ว่า เงินภาษีของประชาชนถูกใช้กับโครงการใด บริษัทใดได้รับงาน เงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างไร มีประเด็นใดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม
ตัวอย่างแรกคือ โครงการ TH-AI Passport ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. ซึ่งเป็นโครงการจัดหาแพลตฟอร์ม Generative AI ให้คนไทย วงเงินประมาณ 1,650 ล้านบาท โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัวส่องรัฐ พบสัญญาณที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ได้แก่
- คะแนนความโปร่งใสต่ำ ระบบประเมินเบื้องต้นพบคะแนนความซื่อตรงของโครงการอยู่ในระดับเสี่ยงสูง
- TOR ควรตรวจสอบเพิ่มเติม เกณฑ์ TOR ด้าน AI ได้ระดับที่ควรปรับปรุง และมีเงื่อนไขบางส่วนที่อาจจำกัดการแข่งขัน ขาดข้อมูลสำคัญในหลายจุด
- การแข่งขันในการประมูลน่าตั้งคำถาม มีผู้ยื่นข้อเสนอจำนวนน้อย และราคาของผู้เสนอเกาะกลุ่มใกล้งบประมาณมาก
- ราคากลางและแหล่งอ้างอิงควรถูกอธิบาย ควรตรวจสอบความเหมาะสมของแหล่งอ้างอิงราคาและความเป็นกลางของข้อมูลราคากลาง
- ต้องวัดผลให้ชัดว่าประชาชนได้ใช้จริงหรือไม่ โครงการ AI ขนาดใหญ่ต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้ประโยชน์จริงกี่คน ใช้งานจริงเท่าไร และข้อมูลประชาชนได้รับการคุ้มครองอย่างไร
ถัดมาคือ การสำรวจข้อมูลโครงการที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “AI” และ “ปัญญาประดิษฐ์” ในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งพบมากถึงกว่า 4,000 โครงการ มูลค่ารวมหลายพันล้านบาท
นอกจากนี้ยังตรวจพบความผิดปกติในลักษณะเดียวกันในโครงการ Skill/Credit Portfolio ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งพบกลุ่มบริษัทที่วนเวียนเป็นทั้งผู้สืบราคา เสนอราคา และผู้ได้งาน เป็นกลุ่มเดียวกับที่พบในโครงการ TH-AI Passport อีกด้วย
อีกตัวอย่างคือ โครงการ Anywhere Anytime มูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านบาท โดย สพฐ. จะเช่าระบบ/แท็บเล็ต 607,655 เครื่อง ดำเนินการมาแล้ว 2-3 ปี และเป็นโครงการงบผูกพันถึงปี 2572 แต่โครงการนี้กลับไม่ตอบโจทย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะจากตัวชี้วัดต่างๆ เด็กและเยาวชนไทยดูไม่พัฒนาขึ้น อีกทั้งยังสะท้อนความซ้ำซ้อนของแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทุกครั้งที่มีผู้บริหารเข้ามาใหม่

อย่างไรก็ตาม ดร.การดี ให้ข้อมูลว่า การวิเคราะห์ของส่องรัฐใช้แนวทางประเมินตามหลักการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสากล โดยอ้างอิงกรอบของ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ซึ่งกำหนดเกณฑ์ต้องห้ามหรือ red flag ที่มักพบในโครงการขนาดใหญ่ คือการรวม (bundle) งานหลายรูปแบบไว้ในโครงการเดียว เช่น กรณีโครงการ TH-AI Passport ที่รวมทั้งงานเทคนิคด้าน generative AI งานฝึกอบรม และงานประชาสัมพันธ์-จัดสัมมนาไว้ในสัญญาเดียวกัน ทั้งที่ตามหลัก OECD ไม่มีผู้รับจ้างรายใดที่จะทำได้ดีทุกด้านพร้อมกัน
ดร.การดี ย้ำว่า ในฐานะฝ่ายค้าน พรรคไม่รอที่จะมีอำนาจหรือเป็นรัฐบาลก่อนถึงจะลงมือทำ จึงทดลองพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ขึ้นเอง โดยได้อาสาสมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI และ data analytics มาช่วย พิสูจน์ให้เห็นว่าหากภาครัฐจะทำเช่นนี้จริงจัง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานหรือใช้งบประมาณพันล้านบาทอย่างที่คิด
Political Will กับการเปิดเผยข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ดร.การดี บอกว่า การวิเคราะห์ข้อมูลในปัจจุบันทำได้ค่อนข้างจำกัด เพราะ (1) ข้อมูลจากภาครัฐและราชการมักเป็นแบบ Machine Unreadable และ (2) ภาครัฐไม่เปิดเผยข้อมูลหรือเปิดเผยไม่หมด
“สิ่งที่รัฐควรทำไม่ใช่แค่แปะ Excel หรือ PDF ให้โหลด แต่ควรเชื่อม API เวลามีการเปลี่ยนแปลงอะไร คนตรวจสอบจะได้ข้อมูลเดียวกันโดยทันที แต่วันนี้รัฐไม่ได้เปิด API…ส่องรัฐก็ใช้วิธี ‘ถึก’ คือไปดาวน์โหลด แต่มันใช้เวลาและความอุตสาหะอย่างมาก โหลดมาทีละอัน หลังจากนั้นใช้ AI ทำเป็นแพลตฟอร์มและวิเคราะห์”
ส่วนประเด็นที่ภาครัฐไม่เปิดเผยข้อมูล ดร.การดี อธิบายตัวอย่างจากแพลตฟอร์มข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-Government Procurement หรือ e-GP) ของกรมบัญชีกลาง ที่แม้จะเป็นข้อมูลเปิดอยู่แล้ว แต่เมื่อได้พูดคุยกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย (ACT) กลับพบว่า ข้อมูลที่เข้าถึงผ่านระบบ e-GP ครอบคลุมเพียงประมาณ 5% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมดเท่านั้น
หน้าที่ต่อจากนี้ ต้องไปตรวจสอบโครงการที่ผ่านไปแล้ว มันได้ผลหรือเปล่า เช่น ทำแอปพลิเคชัน ราคาไม่รู้กี่สิบล้าน คนใช้อยู่ 69 คน เหมือนเอาเงินไปสร้างตึกร้างแล้วทิ้ง แล้วสร้างตึกใหม่เรื่อยๆ มันคือการทุจริตคอร์รัปชัน หรือละเลยต่อหน้าที่ หรือการใช้เงินแผ่นดินอย่างไม่ถูกวัตถุประสงค์… ซึ่งถูกทุกข้อ
“ถึงเวลาที่เราจะต้องตรวจสอบกรรมเก่า ผู้บริหารมักจะเขียนโครงการเพื่อให้ได้เงินหลัก 1,000 ล้าน สร้างแพลตฟอร์มใหม่ โดยที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มเดิม เคยลงทุนไปแล้ว 20,000 ล้าน แล้วเอาใหม่อีก 5,000 ล้าน ทำให้เราเห็นว่า ประเทศเราไม่ได้จน เงินไม่ใช่น้อยนะ แต่มันใช้อะไรแบบที่เราคิดว่าต้องแก้ไข”
เมื่อถามว่าจะผลักดันให้เกิดการเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐอย่างไร ดร.การดี ตอบว่าคำตอบอยู่ที่ “เจตนารมณ์ทางการเมือง” (Political Will) ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดการเปิดเผยข้อมูล
ปลายเดือนพฤษภาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จึงเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ภายใต้แนวคิด “Open by Default” กล่าวคือ ข้อมูลของรัฐ หากไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล ให้ถือว่าเปิดเผยทั้งหมดโดยไม่ต้องอาศัยดุลยพินิจของหน่วยงาน
การเปิดเผยข้อมูลไม่เป็น KPI ทำตามสะดวก วันนี้สะดวกเปิดเท่านี้ ทุกวันนี้แต่ละหน่วยงานมีสิทธิที่จะใช้ดุลยพินิจ แต่ถ้า KPI ว่าต้องเปิด 100% หรือไม่ต่ำกว่า 97% อย่างไรก็ต้องเปิด… สิ่งที่เราเสนอคือแก้กฎหมาย ลบ ‘ดุลยพินิจ’ นอกจากว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล
ดร.การดี กล่าวต่อว่า ในฐานะที่นั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และอนุกรรมาธิการ Open Data ที่มีนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เป็นประธาน ได้ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนเพื่อผลักดันการแก้ไขกฎหมายไปทีละจุด ทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ และการยกเลิกกฎหมายเฉพาะของแต่ละกระทรวงที่กำหนดให้ข้อมูลเป็น “สมบัติ” ของกระทรวงนั้นๆ ซึ่งเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจปิดกั้นข้อมูลได้
ดร.การดี กล่าวต่อว่า เทคนิคที่บางหน่วยงานใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูล เช่น การตั้งเกณฑ์เองว่าจะเปิดเผยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าเกินระดับหนึ่งเท่านั้น ทั้งที่กฎหมายไม่ได้กำหนดข้อยกเว้น ในแง่หนึ่งอาจมองได้ว่าหน่วยงานนั้นมีภาระงานมากและกำลังคนไม่เพียงพอ แต่ความเป็นจริงแล้ว การบันทึกข้อมูลในปัจจุบันทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก จุดที่ยังมีช่องว่าง (gap) มากที่สุดคือระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแต่ละโครงการมีมูลค่าไม่สูงนัก แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วมีจำนวนมาก
ถามว่าเห็น Political Will จากรัฐบาลที่นำโดยนายกฯ อนุทิน บ้างหรือไม่ ดร.การดี ตอบว่า เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากหลายฝ่าย ทั้งจากที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดถึงการเปิดข้อมูลด้วยแพลตฟอร์ม AI และจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส (รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) ที่กล่าวขอบคุณแพลตฟอร์มตรวจสอบต่างๆ ที่ช่วยกันดูแล พร้อมแสดงความต้องการให้เปิดเผยข้อมูลเพื่อให้วิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับอธิบดีกรมบัญชีกลางที่แสดงความต้องการให้เปิดเผยข้อมูลในเวทีประชุมงบประมาณ แต่คำถามที่ตามมาคือ รัฐบาล-ภาครัฐจะทำให้การเปิดเผยข้อมูลเกิดขึ้นได้รวดเร็วขนาดไหน

จาก ringside สู่คนในการเมือง
เมื่อมองย้อนเปรียบเทียบบทบาทที่สวมมาตลอดชีวิต ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ และนักการเมือง ดร.การดี บอกว่าแต่ละบทบาทแตกต่างกันมาก ชีวิตอาจารย์เน้นงานวิจัยและมีความเป็นอินโทรเวิร์ตอยู่พอสมควร เมื่อถึงเวลาพูดจึงค่อยสื่อสารออกมา ส่วนช่วงทำงานภาคเอกชนจะเน้นกลยุทธ์ระยะยาว (long-term strategy) บนฐานของข้อมูลและงานวิจัย ขณะที่งานการเมืองต้องทำครบทุกด้านพร้อมกัน ทั้งวิเคราะห์วิจัยด้วยข้อมูลอย่างแม่นยำ และสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงผลกระทบในภาษาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่ภาษาเชิงวิชาการที่ตัวเองถนัด
ยกตัวอย่างประสบการณ์ตรงในสภา ที่เคยนำงาน ‘วิจัย’ เรื่อง Net Zero มาใช้อภิปราย โดยชี้ให้เห็นผลกระทบในอีก 10 ปี แต่กลับพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะสังคมมักให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังมีบางหน่วยงานสนใจแนวคิดนี้และเชิญไปบรรยายเพิ่มเติม สะท้อนว่ายังมีกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมืออนาคตในระยะยาว ไม่ใช่มองแค่ปัญหาวันต่อวัน
ดร.การดี ย้ำว่า ก่อนหน้านี้ ‘อึดอัด’ กับสภาพสังคมและการเมืองที่เป็นอยู่ จากประสบการณ์ตอนทำงานภาคเอกชนที่เคยถูกเรียกร้องสินบน 30-40% แต่ปฏิเสธมาโดยตลอด
“การทำงานการเมือง อย่าหวังว่ามีอำนาจ และอย่าหวังรวย ถ้าเอา 2 อย่างนี้เป็นตัวตั้ง เราจะพาประเทศไปในทิศทางที่น่าเป็นกังวล ให้มองว่าเข้ามาแล้วอยากแก้ปัญหาอะไร อะไรคือจุดอ่อนของประเทศ ไม่ใช่ถามว่าอยากมีตำแหน่งอะไร”
“เมื่อก่อนอยู่ ring side (ข้างสนาม) วิจารณ์ชาวบ้าน วันนี้ลงมือมาทำเอง มือเราเปื้อน เจ็บปวดเจ็บตัวบ้าง อย่างน้อยก็ได้เห็นอนาคตที่ดีกว่า”


