
“ตลาดใหญ่ เติบโตสม่ำเสมอ การคลังมีวินัย… การผสมผสานแบบนี้หาได้ยาก“
คำอธิบายสั้นๆ ของ โจชัว พาร์เดเด (Josua Pardede ) หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารเพอร์มาตา (PermataBank) ในเครือธนาคารกรุงเทพ ที่ใช้สรุปจุดแข็งของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย
พาร์เดเดมองว่า หากวัดกันด้วยอัตราการเติบโตของ GDP เพียงอย่างเดียว อินโดนีเซียอาจไม่ใช่ประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน แต่หากพิจารณาความแข็งแกร่งของโครงสร้างเศรษฐกิจ ความสามารถในการรับมือกับความผันผวน และวินัยด้านนโยบายเศรษฐกิจ อินโดนีเซียกลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ “สมดุลที่สุด” ของภูมิภาค และนั่นคือเหตุผลที่ยังดึงดูดนักลงทุนระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อได้เปรียบของอินโดนีเซียคือ “ขนาด”: การเติบโตของ GDP ที่ 5.61% ในไตรมาสแรกปีนี้ ตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน อัตราเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ การขาดดุลทางการคลังต่ำกว่า 3% หนี้สาธารณะต่ำกว่า 40% ของ GDP และตำแหน่งการเป็นผู้รับ FDI รายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในอาเซียนรองจากสิงคโปร์
โจซัว พาร์เดเด หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารเพอร์มาตา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวไทยพับลิก้า หลังบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Resilience Under Pressure: The World in 2026″ในการสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดย ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารเพอร์มาตา ในเครือธนาคารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569
โลกกำลังผันผวน แต่อินโดนีเซียยังเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ
โจชัวเริ่มต้นด้วยการฉายภาพเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ความผันผวนของราคาพลังงาน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งล้วนส่งผลต่อการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นของตลาดทั่วโลก
โจชัวกล่าวว่า หลายประเทศในภูมิภาคอาจมีจุดเด่นแตกต่างกัน บางประเทศเติบโตเร็วจากการส่งออก บางประเทศมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ทำให้อินโดนีเซียแตกต่างคือ การมีแรงขับเคลื่อนหลายด้านที่สอดประสานกัน ทั้งอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ เสถียรภาพด้านการคลัง และศักยภาพในการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว
“มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เศรษฐกิจจะยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในเวลานี้ เพราะเมื่อเรามองไปรอบตัว เราจะเห็นทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ “อินโดนีเซีย” ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ประมาณ 5% โดยเราสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่จัดการได้ และยังมีระบบธนาคารที่แข็งแกร่งเป็นแรงหนุนสำคัญ” โจชัวกล่าว
โจชัวให้ข้อมูลลึกลงไปเพื่อแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันอินโดนีเซียยืนอยู่จุดไหน กำลังมุ่งหน้าไปทิศทางใด และที่สำคัญที่สุด… โอกาสที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนชาวไทย อยู่ที่ตรงไหน
โดยเริ่มจากจุดที่ว่า “ตอนนี้อินโดนีเซียยืนอยู่จุดไหน?” ทั้งในแง่ของความเสี่ยงระดับโลก การเปรียบเทียบในกลุ่มอาเซียน และตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมหภาคของอินโดนีเซียเอง แต่ก่อนที่จะมองลึกลงไปในตัวประเทศ โจชัวกล่าวถึง “พายุ 4 ลูกจากภายนอก” ที่กำลังซัดกระหน่ำเศรษฐกิจโลกอยู่ตอนนี้
- ข้อแรก: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง และทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยเกิดความผันผวนอย่างมาก
- ข้อสอง: สงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯ-จีน-สหภาพยุโรป ที่ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งทำให้โครงสร้างการส่งออกของทุกประเทศในอาเซียนซับซ้อนขึ้นอย่างมาก รวมถึงไทยและอินโดนีเซียด้วย
- ข้อสาม: ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวทางอัตราดอกเบี้ยโลก ซึ่งทำให้เม็ดเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) นั้นคาดเดาได้ยากขึ้น
- ข้อสุดท้าย: การฟื้นตัวที่ช้ากว่าที่คาดของประเทศจีน ซึ่งจีนคือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของทั้งไทยและอินโดนีเซีย
“ผมไม่ได้หยิบยกความเสี่ยงหรือพายุทั้ง 4 ลูกนี้ขึ้นมาเพื่อให้ตื่นตระหนก แต่เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า อินโดนีเซียยังคงสร้างการเติบโตที่มั่นคงได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญหน้ากับปัจจัยท้าทายทั้งสี่นี้โดยตรงก็ตาม และนั่นคือหัวใจสำคัญของข้อความที่ผมอยากจะสื่อสาร” โจชัวกล่าว
โจชัวกล่าวว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโต 5.61% ในไตรมาสแรก เนื่องจากผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางยังไม่สะท้อนออกมาในตัวเลข GDP ไตรมาสแรก
“เศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ดี โดยมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงแข็งแกร่ง นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโวที่มีส่งผลกระทบต่อการเติบโตมากที่สุดในปีนี้และปีหน้า ได้แก่ โครงการอาหารกลางวันฟรีมีโภชนาการ การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน การความช่วยเหลือทางสังคม การระดมทุนเพื่อการลงทุนที่นำโดย Danantara และพยายามผลักดันอุตสาหกรรมขั้นปลาย นโยบายเหล่านี้สามารถสนับสนุนการบริโภคของภาคครัวเรือน การก่อสร้าง โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทานอาหาร และการลงทุนได้” โจชัวกล่าว
หากพิจารณาข้อมูล GDP ลึกลงไปพบว่าการบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุด โดยเศรษฐกิจอินโดนีเซียมีความพิเศษตรงปัจจัยทางฤดูกาล เช่น ในไตรมาสแรกของปีนี้ มีเทศกาลถือศีลอด (รามะฎอน) และการเฉลิมฉลองวันอีฎิ้ลฟิตริ ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล ทำให้การบริโภคมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ การลงทุนซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนใหญ่อันดับสองก็ยังคงช่วยหนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และอันดับที่สามคือรายจ่ายของรัฐบาล หากดูข้อมูลอย่างใกล้ชิด รายจ่ายภาครัฐเติบโตเร่งตัวขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก
“นี่เป็นผลมาจากการสนับสนุนผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาล” โจชัวกล่าวและว่า ในอดีต การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐมักไม่มีความสม่ำเสมอ ในช่วงต้นปีรัฐบาลมักจะเบิกจ่ายช้า แล้วไปกระจุกตัวใช้จ่ายในไตรมาสสุดท้าย การเบิกจ่ายจริงในช่วงครึ่งปีแรกมักจะต่ำกว่า 50% แล้วไปเร่งสปีดในครึ่งปีหลัง ส่งผลให้คุณภาพของการใช้จ่ายอาจไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ความตั้งใจในรอบนี้คือรัฐบาลต้องการเฉลี่ยสัดส่วนการใช้จ่ายให้เท่าเทียมกันตั้งแต่ไตรมาสแรก และต้องการเฉลี่ยความเร็วในการใช้จ่ายเป็น 25% ในไตรมาสแรก 25% ในไตรมาสที่สอง และสัดส่วนที่เหลือตลอดทั้งปี วิธีนี้จะช่วยขยายประสิทธิภาพของการใช้จ่ายงบประมาณได้สูงสุด เพื่อรักษาการเติบโตให้อยู่ในระดับที่สม่ำเสมอตลอดทั้งปี
นอกจากนี้แม้มีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รัฐบาลยังไม่ได้ส่งผ่านราคาพลังงานที่สูงขึ้นไปยังราคาน้ำมันประเภทที่มีนโยบายอุดหนุนในประเทศ ซึ่งน้ำมันส่วนนี้ถือเป็นสัดส่วนการใช้น้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ที่มีผู้บริโภคส่วนใหญ่ คือ กลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย เพราะต้องการปกป้องกำลังซื้อของประชาชนกลุ่มรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย
“รัฐบาลเลือกปรับขึ้นเฉพาะราคาน้ำมันประเภทที่ไม่ได้รับการอุดหนุนบางรายการเท่านั้น ซึ่งเป็นน้ำมันที่กลุ่มคนรายได้ปานกลางถึงรายได้สูงเป็นผู้ใช้ ผลกระทบต่อคนรายได้ปานกลางถึงน้อยจึงมีจำกัด เป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลจะยังคงสามารถสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนหรือการบริโภคภายในประเทศต่อไปได้ในอนาคต” โจชัวกล่าว

อินโดนีเซียไม่ได้โตเร็วที่สุด แต่ “สมดุลที่สุด”
โจชัวเปิดเผยว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังขยายตัวต่อเนื่องและสูงว่าเศรษฐกิจโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตประมาณ 3.1% ในปี 2569 ธนาคารโลกคาดการณ์ไว้ที่ 2.6% ส่วน OECD คาดไว้ที่ 2.8% ขณะที่ประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ประมาณ 2% ยูโรโซนประมาณ 1% และญี่ปุ่นต่ำกว่า 1% ด้านจีนคาดว่าจะขยายตัวระหว่าง 4.2% ถึง 4.6% อินเดียโตอย่างแข็งแกร่งที่ 6.5%
สำหรับอินโดนีเซีย IMF คาดการณ์ไว้ที่ 5.0% สำหรับปี 2569 และ 5.1% สำหรับปี 2570 ส่วน ADB และ OECD คาดการณ์การเติบโตของอินโดนีเซียไว้ที่ประมาณ 4.7% ถึง 5.2% ตามลำดับ
“อินโดนีเซียได้รับการคาดหมายว่าจะเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกเกือบ 2% สูงกว่าอาเซียน สูงกว่าทุกประเทศในกลุ่ม G7 และเติบโตเกือบจะเร็วเท่ากับจีน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง” โจชัวกล่าว
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจเปอร์มาตา (Permata Institute for Economic Research) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะขยายตัว 5.26% ในปี 2569 และ 5.22% ในปี 2570 ส่วนดุลการค้าจะเกินดุลประมาณ 26.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และอัตราดอกเบี้ย BI rate จะยังคงอยู่ที่ 5.75% ตลอดปี 2570 ก่อนที่จะลดลงเหลือ 5.5% ในปี 2571

โจชัวเปรียบเทียบประเทศในกลุ่มอาเซียนในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยชี้ว่า
เวียดนาม เติบโตเร็วที่สุดที่ 7.83% จากการมุ่งเน้นไปที่ภาคการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงต่อวัฏจักรการค้าโลกและมาตรการภาษีของสหรัฐฯมากกว่า
ประเทศไทย มีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งกว่า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยว แต่การเติบโตค่อนข้างชะลอตัวที่ 2.84%
มาเลเซีย มีความแข็งแกร่งเชิงสถาบัน ห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เติบโต 5.4%
สิงคโปร์ อยู่ที่ 6.0% ฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 2.8% และ อินโดนีเซีย เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ประมาณ 5.6%
แต่แน่นอน ตัวเลขการเติบโตเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด… ความสมดุลคือคำตอบ โดยโจชัวสรุป 5 ปัจจัยหลักที่ทำให้อินโดนีเซียโดดเด่นและรักษาความสมดุลนี้ไว้ได้ดังนี้
ข้อแรก: การเติบโตที่มีความสม่ำเสมอ เศรษฐกิจโตประมาณ 5% ปีต่อเนื่องมาหลายปี โดยมีอุปสงค์และการบริโภคภายในประเทศเป็นตัวยึดเหนี่ยว
โจชัวกล่าวต่อว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังมีความยืดหยุ่น ในช่วงการระบาดใหญ่ในปี 2563 เศรษฐกิจอินโดนีเซียหดตัวประมาณ 2% ซึ่งน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในอาเซียนมาก นับตั้งแต่นั้นมา การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่เหนือ 5% อย่างต่อเนื่อง และการเร่งตัวขึ้นจาก 5.39% ในไตรมาสที่สี่ของปีที่แล้ว มาเป็น 5.61% ในไตรมาสแรกของปีนี้ สะท้อนถึงนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตภายใต้รัฐบาลชุดใหม่
นับตั้งแต่ปี 1961 เศรษฐกิจอินโดนีเซียขยายตัวเฉลี่ย 5.11% ต่อปี ผ่านการบริหารของประธานาธิบดี 5 คน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกและโรคระบาดใหญ่หลายครั้ง โดยในยุคประธานาธิบดีซูฮาร์โตเติบโตเฉลี่ย 6.1%, ยุคซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน (SBY) อยู่ที่ 5.7% และยุคโจโกวีอยู่ที่ 4.2% แม้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ค่าเฉลี่ยระยะยาวก็ยังคงทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 5%
ยุคประธานาธิบดีปราโบโว (Prabowo Subianto): ตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 5.9% – 7.5% ในปี 2027 และพุ่งเป้าสู่ 8% ภายในปี 2029 แม้ทำได้จริงบางส่วน การเติบโตระดับ 5.5% – 6% ในระยะปานกลางถือเป็นตัวเลขที่มีความเป็นไปได้สูง สะท้อนว่าอินโดนีเซียไม่ใช่เศรษฐกิจที่เปราะบาง แต่เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตสม่ำเสมอที่สุดในโลก

นอกจากนี้รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 8 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย
- ความมั่นคงทางอาหาร: โครงการนิคมการเกษตร (Food Estates) และการประมงสมัยใหม่
- ความเป็นอิสระทางพลังงานและน้ำ: ไบโอดีเซล B50, โซลาร์เซลล์ 100 กิกะวัตต์, การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงการก๊าซธรรมชาติ
- การปฏิรูปการศึกษา: โครงการอาหารมื้อกลางวันฟรีที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการส่งเสริมมหาวิทยาลัยด้าน STEM
- การยกระดับสาธารณสุข: บริการตรวจคัดกรองโรคฟรี และโครงการกำจัดวัณโรค
- การแปรรูปขั้นปลายและอุตสาหกรรมไฮเทค: การต่อยอดจากนิกเกิลดิบสู่แบตเตอรี่ EV รวมถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอวกาศ
- โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่: โครงการกำแพงกันคลื่นยักษ์ (Giant Seawall), การสร้างบ้าน 3 ล้านหลัง และทางรถไฟ
- เศรษฐกิจฐานราก: การยกระดับผ่านสหกรณ์หมู่บ้าน 80,000 แห่ง
- การลดความยากจน: ตั้งเป้าดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน 10 ล้านคน

ข้อสอง: ดึงเม็ดเงินลงทุน ปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากที่สุดเป็นอันดับสองในอาเซียน รองจากสิงคโปร์เท่านั้น
ด้านการเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอาเซียน แม้ภาพรวมชี้ให้เห็นว่าแม้สิงคโปร์จะครองส่วนแบ่งสูงถึง 59.4% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 แต่เงินทุนส่วนใหญ่มีลักษณะ “ทางผ่านระดับภูมิภาค” เป็นเงินไหลผ่านเพื่อกระจายไปลงทุนต่อ หากพิจารณาประเทศเป้าหมายการลงทุนที่แท้จริง อินโดนีเซียถือเป็นผู้นำระดับบนของภูมิภาคด้วยสัดส่วนราว 8% ซึ่งนำหน้าเวียดนาม มาเลเซีย และไทยอยู่เล็กน้อย สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดย FDI ของอินโดนีเซียขยายตัวจาก 21.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 ขึ้นมาเป็น 24.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และยังแนวโน้มยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี
ในไตรมาสแรกของปีนี้ ที่อินโดนีเซียได้รับเงินลงทุน FDI สูงถึงประมาณ 15.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมโลหะพื้นฐาน (Basic Metal) มากที่สุดถึง 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลสำเร็จโดยตรงจากนโยบายผลักดันการแปรรูปนิกเกิลขั้นปลายและการสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ EV ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมนอกกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ก็ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการอื่นๆ ที่โตเกือบ 100% คิดเป็นเม็ดเงิน 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำที่เติบโต 77% จากกระแสพลังงานหมุนเวียน ภาคการค้าและการซ่อมแซมโต 35% ภาคอสังหาริมทรัพย์และกิจกรรมทางธุรกิจโต 24% รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารที่เติบโต 11.7%
“สะท้อนให้เห็นว่าอินโดนีเซียกำลังถูกมองในฐานะที่มากกว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นฐานการผลิต ผู้บริโภค และบริการระดับภูมิภาค”

ข้อสาม: ขนาดของตลาดที่มหาศาล ตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ด้วยประชากรกว่า 280 ล้านคน
“อินโดนีเซียเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค การใช้จ่ายของครัวเรือนเพียงอย่างเดียวมีส่วนช่วยเกือบ 3%ของการเติบโต 5.6% โดยมีปัจจัยหนุนคือประชากรคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายของรัฐบาล” โจชัวกล่าว
“สำหรับนักลงทุน สิ่งนี้หมายความว่าอุปสงค์ไม่ใช่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันเป็นเรื่องราวที่มั่นคงปีแล้วปีเล่า” โจชัวกล่าว
การบริโภคมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด โดยประมาณ 50 ถึง 55% ของเศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภคโดยรวม และนั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลตัดสินใจที่จะยังไม่ปรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการอุดหนุน เนื่องจากรัฐบาลกังวลว่า หากปรับเปลี่ยนหรือส่งผ่านราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นไปยังราคาน้ำมันอุดหนุนในประเทศ จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการบริโภค
โจชัวกล่าวว่า รัฐบาลจึงเลือกที่จะค่อย ๆ ปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทที่ไม่ได้รับการอุดหนุนแทน ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคน้ำมันประเภทนี้คือกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้สูงในอินโดนีเซีย ทั้งนี้ก็ด้วยความหวังว่าจะไม่ไปขัดขวางการเติบโตของการบริโภคในปีนี้และในระยะอันใกล้นี้
ดังนั้นจึงคาดว่า ในแง่ของการอุดหนุนราคาน้ำมันยังคงเป็นหนึ่งในรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาล แต่”ผมยังคงเชื่อมั่นว่า ในแง่ของผลิตภาพจากการใช้จ่ายนั้น รัฐบาลยังคงมีการจัดสรรงบประมาณบางส่วนอย่างแน่นอนเพื่อสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน และเพื่อสนับสนุนการแปรรูปอุตสาหกรรมขั้นปลาย (downstreaming industrialization) เพราะสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญ”
เมื่อเร็วๆนี้รัฐบาลตัดสินใจปรับลดราคาแก๊สสำหรับภาคอุตสาหกรรมลง หมายความว่ารัฐบาลมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมการผลิต ที่เป็นภาคส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น
โจชัวกล่าวว่า ด้วยการส่งมอบการใช้จ่ายที่มีผลิตภาพมากขึ้นในอนาคต จึงคาดหวังว่ารายจ่ายของรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนการเติบโตได้เช่นกัน แต่ “ขอย้ำอีกครั้งว่าตัวขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งคือการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน การผสมผสานของสองสิ่งนี้จะแข็งแกร่งพอที่จะสนับสนุนการเติบโตของอินโดนีเซียในระยะปานกลางถึงระยะยาว”
“หมายความว่ารายจ่ายของรัฐบาลนั้นมีความจำเป็น รายจ่ายของรัฐบาลจะทำหน้าที่เสมือนเป็น ตัวเร่ง (stimulus) ไปสู่ภาคเอกชน ไปสู่รัฐวิสาหกิจ และไปสู่การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในอนาคตครับ ดังนั้นเราจึงคาดหวังว่า อินโดนีเซียเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความน่าดึงดูดใจไม่น้อยหน้าใครในอาเซียน และอาจจะในโลกเลยก็ว่าได้” โจชัวกล่าว

ข้อสี่: เสถียรภาพทางราคา อัตราเงินเฟ้อได้รับการควบคุมให้อยู่ที่ประมาณ 3%
ข้อห้า: วินัยทางการคลัง การขาดดุลการคลังของอินโดนีเซียยังคงต่ำกว่า 3% ของ GDP และมีหนี้สาธารณะที่ต่ำกว่า 40% ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงในระยะยาว
โจชัวกล่าวว่า จากตัวเลขการเบิกจ่ายจริงในเดือนพฤษภาคม พบว่าการขาดดุลทางการคลังยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ อยู่ที่ประมาณ 0.7% ของ GDP แม้ผลกระทบจากตะวันออกกลางจะทำให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน สินค้าส่งออกอื่นๆ เช่น น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) และถ่านหิน ก็มีราคาปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันเช่นกัน ส่งผลให้รายได้จากภาคธุรกิจจริง รวมทั้งภาษีค่าภาคหลวง (Royalty Tax) จากสินค้าโภคภัณฑ์ สามารถเข้ามาช่วยชดเชย (Offset) ค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นได้
“รัฐบาลเองก็มีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะควบคุมการขาดดุลทางการคลังให้อยู่ต่ำกว่า 3% ของ GDP และตามกฎหมายแล้ว รัฐบาลต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ผมคิดว่ามีความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” โจชัวกล่าว
รัฐบาลจะไม่พึ่งพาเพียงงบประมาณของรัฐอีกต่อไป กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหม่ (Anantara Indonesia New Sovereign Wealth Fund) จะทำหน้าที่จัดสรรเงินทุนเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐ และเปิดรับการลงทุนร่วมจากภาคเอกชนและต่างประเทศอย่างจริงจัง
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2026 รัฐสภา รัฐบาล และธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการประสานนโยบายการเงินและการคลังผ่าน 2 เสาหลักสำคัญ คือ การรักษาความดึงดูดของพันธบัตรในประเทศ กำหนดผลตอบแทนที่จูงใจเพื่อตรึงและดึงดูดเงินทุนต่างชาติ และ การบริหารสภาพคล่องร่วมกัน นำเงินสดของรัฐบาลฝากไว้ที่ธนาคารกลางอินโดนีเซีย เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณและการบริหารสภาพคล่องการเงินขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
โจชัวกล่าวว่า การประสานนโยบายเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียะฮ์ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางได้ หากภาครัฐใช้จ่ายเกินตัวจะส่งผลให้การนำเข้าพุ่งสูงและดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมากขึ้น ข้อตกลงร่วมนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพ ข้อผูกพันในวันที่ 6 มิถุนายนจึงถือเป็นก้าวที่เป็นบวกมาก
สำหรับความเสี่ยงที่ต้องติดตาม (Key Risk Factor) คือ การรักษาวินัยทางการคลังและการเงินดังกล่าวให้ต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการเร่งรัดตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจให้รวดเร็วขึ้น
“จากการประเมินของผม ประเพณีการทำงานของกลุ่มเทคโนแครต ในอินโดนีเซียถือเป็นหนึ่งในเกราะป้องกันความเสี่ยง (Safety Net) ที่สำคัญที่สุดของประเทศมาโดยตลอด ทั้งธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) และกระทรวงการคลัง ต่างมีผู้นำที่มีความเป็นมืออาชีพ และเป็นอิสระ”โจชัวกล่าว
“ด้วยตลาดขนาดใหญ่ การเติบโตที่สม่ำเสมอ และวินัยทางการคลัง การผสมผสานนี้หาได้ยากในภูมิภาค”

ค่าเงินรูเปียะฮ์ “อ่อนกว่าปัจจัยพื้นฐาน”
โจชัวกล่าวว่า ภาพรวมของอินโดนีเซียในปัจจุบัน มี‘ตัวเลขสำคัญ 3 ตัว’ ได้แก่
ตัวเลขแรก: การเติบโตของ GDP ซึ่งขยายตัว 5.6% ในไตรมาสแรกของปี 2026 นี้ และคาดการณ์ว่าทั้งปีจะเติบโตอย่างมั่นคงอยู่ที่ประมาณ 5.1% ถึง 5.3%
ตัวเลขที่สอง: อัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 3.08% ซึ่งถือว่าอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารกลางอินโดนีเซีย
ตัวเลขที่สาม: ทุนสำรองระหว่างประเทศ สูงถึงราว 1.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงเกินพอสำหรับรองรับมูลค่าการนำเข้าได้มากกว่า 6 เดือน
โจชัวกล่าว ด้วยสามตัวเลขที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียะฮ์มีเสถียรภาพ ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 17,900 รูเปียะฮ์ต่อดอลลาร์สหรัฐ
โจชัวอธิบายเพิ่มเติมถึงค่าเงินรูเปียะฮ์ว่า ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ค่าเงินรูเปียะฮ์ เมื่อพิจารณาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง (Real Effective Exchange Rate – REER) เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นตัวเงิน (Nominal Rate) พบว่าปัจจุบันค่าเงินรูเปียะฮ์อยู่ในระดับที่ ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างค่อนข้างมาก (Relatively Undervalued) เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งจากปัจจัยลบระดับโลกและปัจจัยลบภายในประเทศ
โจชัวอ้างอิงข้อมูลจาก ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements: BIS) ซึ่งใช้ดัชนี Real Effective Exchange Rate (REER) เป็นตัวชี้วัดมูลค่าที่แท้จริงของค่าเงิน โดยหากค่า REER อยู่ที่ระดับ 100 จะถือเป็นระดับที่สะท้อนมูลค่าพื้นฐาน (Fair Value) แต่ปัจจุบันค่า REER ของเงินรูเปียะฮ์ยังอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ จึงสะท้อนว่าค่าเงินยังมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ
“หากพิจารณาตามปัจจัยพื้นฐาน เงินรูเปียะฮ์ดูเหมือนจะต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (undervalued) ในแง่อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงถ่วงน้ำหนักการค้า เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง (REER) ของอินโดนีเซียยังคงต่ำกว่าฐานปี 2020 อย่างไรก็ตาม การต่ำกว่ามูลค่าไม่ได้หมายความว่าเงินรูเปียะฮ์จะแข็งค่าขึ้นในทันที ในระยะสั้น เงินรูเปียะฮ์ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันให้อ่อนค่าได้ หากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ยังคงสูง ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น หรือความน่าเชื่อถือทางการคลังถูกตั้งคำถาม”โจชัวกล่าว
“ในทางทฤษฎี ค่าเงินรูเปียะฮ์ควรจะแข็งค่ากว่านี้” โจชัวกล่าว แต่ยอมรับว่า “ปัจจัยภายในประเทศกลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันดังกล่าว โดยเฉพาะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนทางการคลัง การไหลออกของเงินทุนในตลาดหุ้น และความกังวลเกี่ยวกับการคาดการณ์นโยบาย”
การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นจาก 0.61% ของ GDP ในปี 2567 เป็นขาดดุล 1.09% ของ GDP ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขณะที่การเกินดุลการค้าลดลงจาก 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 เหลือเพียง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2569
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาค ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด ฐานะการคลัง ทุนสำรองระหว่างประเทศ และระดับหนี้ต่างประเทศ อินโดนีเซียยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและบริหารจัดการได้ ทำให้การอ่อนค่าของรูเปียะฮ์ในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจโดยตรง
ในมุมมองของโจชัว สิ่งที่กดดันค่าเงินมากกว่าคือมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งยังมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการตีความนโยบายใหม่ของรัฐบาลอินโดนีเซีย มากกว่าความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่แท้จริง
“การที่นักลงทุนต่างชาติปรับเพิ่มส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ของอินโดนีเซียขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากปัจจัยลบระดับโลกและปัจจัยลบชั่วคราวภายในประเทศ มากกว่าที่จะเป็นการตัดสินใจตามปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง (Objective Decision) ซึ่งในระยะปานกลางถึงระยะยาว ทิศทางเศรษฐกิจจะยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง” โจชัวกล่าว
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของเงินรูเปียะฮ์ในระยะสั้น โดยได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (BI-Rate) รวมแล้ว 1.00% ในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ และภาวะตลาดที่ปิดรับความเสี่ยงทั่วโลก (Global Risk-Off Sentiment) และควบคุมเงินเฟ้อ เพื่อตรึงความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Expectations) หลังจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเริ่มขยับเข้าใกล้ขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้ ณ 1.5% – 3.5%
ในเดือนมิถุนายน 2026 ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (BI-Rate) อีก 0.25% สู่ระดับ 5.75% ต่อเนื่องจากการปรับขึ้น 0.25% ในรอบการประชุมก่อนหน้าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอินโดนีเซียที่ 5.75% ขณะเดียวกัน การเติบโตของสินเชื่อยังคงพุ่งสูงอยู่ที่ราว 11.5% ดุลการค้ายังคงเกินดุล ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และดัชนี PMI ภาคการผลิตก็ยังยืนอยู่เหนือเส้นขยายตัว
การยกระดับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและตรึงสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน) คลี่คลายลง บรรยากาศการลงทุนจะเปลี่ยนผ่านจากภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-Off) สู่การเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ซึ่งจะกระตุ้นให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Capital Inflows) ไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนอินโดนีเซียอีกครั้ง
โจชัวคาดการณ์ว่า เงินรูเปียะฮ์ภายในสิ้นปีนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 17,900 ถึง 18,000 รูเปียะฮ์ แต่ในอีกสองปีข้างหน้า คือปี 2570 และ 2571เงินรูเปียะฮ์จะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 17,500 รูเปียะฮ์ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของอินโดนีเซีย จะทรงตัวอยู่ที่ 5.75% ไปตลอดปี 2569–2570 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed Rate) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.75%
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงกว้าง ประกอบกับการใช้มาตรการคุมเข้มอื่นๆ ในระดับต่ำ ส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงสร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซีย ควบคู่ไปกับสถานะการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือใน ระดับที่น่าลงทุน (Investment-Grade) อย่างเต็มตัว
โจชัวกล่าวว่า การอ่อนค่าของเงินรูเปียะฮ์ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ของภาคธนาคาร โดยข้อมูลจาก OJK ข้อมูลในอุตสาหกรรมธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี การเติบโตของสินเชื่อยังคงอยู่ที่ประมาณ 11% สภาพคล่องในภาพรวมอุตสาหกรรมยังคงมีเพียงพอ และในมิติของ NPLs หรือความเสี่ยงด้านสินเชื่อก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ จึงไม่มีภาวะช็อกที่รุนแรงสำหรับภาคธนาคาร
นอกจากนี้ ทั้ง OJK และธนาคารกลางอินโดนีเซียยังคงส่งเสริมให้ภาคธนาคารทำการทดสอบภาวะวิกฤต (stress testing) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธนาคารมีความพร้อมรับมือ เช่น กรณีความเสี่ยงโลกในปัจจุบัน หากสงครามยืดเยื้อจะส่งผลต่อเงินรูเปียะฮ์อย่างไร โดยมีการจำลองทั้งฉากทัศน์ฐาน (baseline scenario) และฉากทัศน์วิกฤต (stress scenario) เพื่อนำมาทดสอบกับข้อมูลภายในของธนาคาร ซึ่งทางกำกับดูแลยืนยันว่าผลกระทบต่อภาคธนาคารอินโดนีเซียยังคงอยู่ในระดับที่รับมือได้
“เพราะเรามีบทเรียนจากอดีต ทั้งวิกฤตปี 1997-1998 วิกฤติการเงินโลก และล่าสุดคือโควิด-19 เราจึงเรียนรู้ที่จะฟื้นตัวและสร้างความยืดหยุ่น (resilience) ให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งความยืดหยุ่นนี้คือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย” โจชัวกล่าว
“สรุปสั้น ๆ คือ การเติบโตมั่นคง ราคาสินค้ามีเสถียรภาพ ธนาคารมีฐานะการเงินดี และเกราะป้องกันภายนอกก็แข็งแกร่ง”
รัฐบาลอาจปรับนโยบาย แต่ไม่เปลี่ยนวินัยเศรษฐกิจ
โจชัวกล่าวว่า มีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกมากกว่าเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะจากทุกวิกฤติที่อินโดนีเซียและประเทศในอาเซียนเคยเผชิญในอดีต ได้เรียนรู้มามาก แต่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลาง ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าสงครามจะยืดเยื้อแค่ไหน และจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันรุนแรงเพียงใด
สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเป็นความท้าทายหลักสำหรับภาคธุรกิจ แต่ในทางกลับกัน แน่นอนว่ายังคงต้องรับมือกับนโยบายของรัฐบาล โจชัวชี้ว่าแรงจูงใจ ความตั้งใจ และข้อริเริ่มต่าง ๆ ของรัฐบาลน่าจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจก็ตาม ตัวอย่างเช่น นโยบายหลาย ๆ อย่าง รัฐบาลได้วางแผนที่จะปฏิรูปกฎระเบียบและการบริหารราชการ เพื่อลดขั้นตอนการลงทุน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) ให้ดีขึ้น โดยพื้นฐานแล้ว สารที่รัฐบาลต้องการส่งถึงภาคธุรกิจและประชาชนคือ รัฐบาลต้องการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต
โจชัวกล่าวว่า เมื่อดูที่โครงการยุทธศาสตร์ระดับชาติของรัฐบาล โครงการแรกคือโครงการอาหารกลางวันฟรี แม้ว่าในแง่ของธรรมาภิบาลยังต้องปรับปรุง แต่ข้อริเริ่มของรัฐบาลในการนำเสนอโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอัตราภาวะแคระแกร็น (stunting) ในพื้นที่ชนบทของอินโดนีเซีย อย่างที่ทราบกันดีว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะนับพัน และมีหลายพื้นที่ที่มีอัตราภาวะแคระแกร็นสูง คือเหตุผลที่ว่ารัฐบาลต้องหาวิธียกระดับคุณภาพการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต เพราะทุนมนุษย์และเทคโนโลยีคือปัจจัยนำเข้าและตัวขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดของระบบเศรษฐกิจในอนาคต “หากรัฐบาลสามารถยกระดับคุณภาพของประชากรได้ เศรษฐกิจในอนาคตก็จะเติบโตขึ้นตามไปด้วย ไม่ต้องพูดถึงการที่รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจเพื่อดึงดูดเงินลงทุน”
“เพราะท้ายที่สุดแล้ว ระหว่างเงินทุนกับทุนมนุษย์ เราไม่สามารถเลือกว่าจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่รัฐบาลได้จัดสรรสัดส่วนให้กับการพัฒนามนุษย์ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนในอินโดนีเซีย” นายโจชัวกล่าว
ปัจจัยพื้นฐานของอินโดนีเซียแข็งแกร่งทั้งหมด แต่ยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องของนักลงทุนต่างชาติบางประเด็น ซึ่งโจชัวกล่าวว่า อาจะเป็นเพราะเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลใหม่ย่อมมีมุมมองและวิธีการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ต่างออกไป ตัวอย่างเช่น ในปี 2565 อินโดนีเซียเคยเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ในความเป็นจริง รายได้จากการส่งออกที่ไหลกลับเข้าประเทศกลับไม่ได้สูงตามตัวเลขนั้น แสดงว่าเกิดการรั่วไหล (leakage) ในกิจกรรมการส่งออก
“รัฐบาลจึงได้จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอย่างดานันตารา (Danantara) ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง (under-invoicing) และปัญหาการกำหนดราคาโอน (transfer pricing) เพื่อเพิ่มรายได้เงินตราต่างประเทศในอนาคต ซึ่งคาดหวังว่าจะส่งผลบวกต่อเงินรูเปียะฮ์ด้วย นี่คือเหตุผลสำคัญที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ถูกสื่อสารออกไปสู่สาธารณชนและภาคธุรกิจจริงอย่างชัดเจนเท่าที่ควร” โจชัวกล่าว
โจชัวยังชี้ว่า นักลงทุนจำนวนมากกังวลว่านโยบายใหม่ของรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลัง แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลยังมี งบประมาณสะสม (Excess Budget) จากปีก่อนเหลืออยู่ราว 420 ล้านล้านรูเปียะฮ์ ซึ่งเป็นกันชนสำคัญในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโดยไม่กระทบเสถียรภาพการคลังในระยะสั้น
โจชัวยกตัวอย่างกรณี Danantara กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ของอินโดนีเซีย ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติตั้งคำถามหลังรัฐบาลประกาศจัดตั้ง
อย่างไรก็ตาม โจชัวมองว่า แนวคิดของ Danantara ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะหลายประเทศต่างมีองค์กรลักษณะเดียวกันอยู่แล้ว เช่น Aramco ของซาอุดีอาระเบีย หรือ Petronas ของมาเลเซีย ซึ่งล้วนเป็นโมเดลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ดังนั้น ความกังวลของนักลงทุนจึงไม่ได้เกิดจากตัวนโยบาย หากเกิดจาก การสื่อสารนโยบาย (Policy Communication) ที่ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
“นโยบายที่ดี หากสื่อสารไม่ดี ก็อาจถูกตลาดตีความในเชิงลบได้ แต่หากสื่อสารได้อย่างชัดเจน ตลาดก็พร้อมจะตอบรับในเชิงบวก” โจชัวกล่าว พร้อมระบุว่า การยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุนจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซียในระยะต่อไป
สำหรับกรณีที่ MSCI ยังคงจัดอันดับให้อินโดนีเซียอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และยังไม่ลดระดับลงไปอยู่กลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market) ในการทบทวนการจัดประเภทตลาดประจำปี 2569 ล่าสุด แต่จะทบทวนอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนนั้น โจชัวกล่าวว่า เพื่อขจัดความกังวลของนักลงทุนสถาบันโลกเกี่ยวกับความยืดหยุ่น ความโปร่งใส และโครงสร้างราคา Otoritas Jasa Keuangan (OJK) และตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (IDX) ได้ร่วมผลักดันวาระปฏิรูปสำคัญหลายประการ ทั้งการปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (free float regulation) และการเสริมสร้างความโปร่งใสเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน
การนำอินโดนีเซียไปเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศตลาดชายขอบ (Frontier Markets) ถือเป็นการมองข้ามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง “ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะนำอินโดนีเซียไปเปรียบเทียบแบบ apple-to-apple กับประเทศอื่น ๆ ในตลาดชายขอบ เมื่อพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market cap) ในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย รวมถึงความยืดหยุ่น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตการณ์ระดับโลกหลายครั้ง เศรษฐกิจอินโดนีเซียก็ยังคงมีความยืดหยุ่น และอินโดนีเซียก็ได้เรียนรู้อย่างมากเกี่ยวกับสาเหตุของวิกฤตในอดีต เพื่อนำมาพัฒนาให้เป็นเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในอนาคต” โจชัวกล่าว
ในช่วงล่าสุด เริ่มเห็นสัญญาณกระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Capital Inflows) ไหลกลับเข้าสู่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลและตราสารการเงินของธนาคารกลาง เช่น Sekuritas Rupiah Bank Indonesia (SRBI) ขณะที่สถาบันจัดอันดับชั้นนำระดับโลกยังคงความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียในระดับ Investment Grade ในระดับที่น่าลงทุน ซึ่งยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีความแข็งแกร่ง

โอกาสของธุรกิจไทย ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การเติบโต
โจชัวกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้า การลงทุนะหวางไทยกับอินโดนีเซียว่า มูลค่าการค้ารวมระหว่างอินโดนีเซียและไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดเกือบ 4 เท่า นับตั้งแต่ปี 2548 ที่ระดับประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับมากกว่า 17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568
สิ่งที่น่าจับตาคือจุดเปลี่ยนทางโครงสร้างดุลการค้า (Trade Balance Shift) จากในอดีตที่อินโดนีเซียเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับไทยมาอย่างยาวนาน การขาดดุบการค้าของอินโดนีเซียได้ลดลงอย่างรวดเร็ว ล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 อินโดนีเซียพลิกกลับมาบันทึก ยอดเกินดุลการค้าเล็กน้อยที่ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (0.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เทียบกับการขาดดุลเล็กน้อยในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
อินโดนีเซียส่งออกทองคำ น้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหิน และทองแดงไปยังประเทศไทย เฉพาะเหรียญกษาปณ์ที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายอย่างเดียวก็แตะระดับมากกว่า 853 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสี่เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 23% การส่งออกทองแดงเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า อินโดนีเซียนำเข้าน้ำตาลหิน เครื่องยนต์ของยานยนต์ ผลไม้เมืองร้อนจากไทย
มูลค่าการค้ารวมในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ที่แตะระดับ 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าภาพรวมการค้าตลอดทั้งปีนี้กำลังมุ่งหน้าสู่การทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยการปรับสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศนี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมีความมั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้นในระยะยาว
“รูปแบบนี้ถือว่าดีและเกื้อกูลกัน อินโดนีเซียส่งออกทรัพยากร ไทยส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ขั้นต่อไปคือการทำให้ความสัมพันธ์นี้ลึกยิ่งขึ้น เช่น การดึงโรงงานผลิตยานยนต์ของไทยเข้ามาตั้งในอินโดนีเซียเพื่อรองรับตลาดที่มีผู้บริโภคกว่า 280 ล้านคน” โจชัวกล่าว
โจชัวบอกว่า บริษัทไทยเริ่มมีบทบาทที่เกี่ยวข้องมากขึ้นในอินโดนีเซีย แม้ว่าแนวโน้มจะยังคงกระจุกตัวในเฉพาะบางกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่ากระจายไปในวงกว้างก็ตาม เหตุผลที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับการลงทุนของไทยคือ “การเติมเต็ม” (Complementarity) กล่าวคือ ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการผลิต มีประสบการณ์ระดับองค์กรในภูมิภาค มีองค์ความรู้ด้านอาหารและการบริโภค เคมีภัณฑ์ พลังงาน ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ และการเชื่อมโยงทางการเงิน ในขณะที่อินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบด้านขนาด ตรวจสอบและทรัพยากรธรรมชาติ ประชากรวัยหนุ่มสาว และตลาดภายในประเทศที่ใหญ่
ภาคส่วนที่มีศักยภาพสูงที่สุดสำหรับบริษัทไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปขั้นปลาย, โลหะพื้นฐาน, ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อาหารและเครื่องดื่ม, การดูแลสุขภาพ, เคมีภัณฑ์, พลังงานหมุนเวียน, โลจิสติกส์, นิคมอุตสาหกรรม, บริการดิจิทัล และบริการที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 เงินลงทุนตรงจากต่างประเทศจำนวน 15,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไหลเข้ามากที่สุด ในกลุ่มดังต่อไปนี้
- โลหะพื้นฐาน: 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- บริการอื่นๆ: 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การทำมือง: 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อสังหาริมทรัพย์และกิจกรรมทางธุรกิจ: 946 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ไฟฟ้า ก๊าซ และประปา: 928 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การค้าและการซ่อมบำรุง: 883 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อุตสาหกรรมอาหาร: 683 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- เครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์: 603 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- เคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์: 549 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“เงินทุนเหล่านี้กำลังไหลเข้าสู่ภาคส่วนที่ไทยมีศักยภาพในการเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์อย่างทรงพลัง ทั้งภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคการทำเหมืองแร่” โจชัวกล่าวและว่า “โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่เหมืองแร่และสินค้าโภคภัณฑ์อีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรม การบริโภค โครงสร้างพื้นฐาน และภาคบริการ“
สำหรับนักลงทุนชาวไทย โจชัวกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองไว้ที่ภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง เนื่องจากมีหลากหลายอุตสาหกรรมในอินโดนีเซียที่กำลังขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตระดับสองหลักอย่างต่อเนื่อง
“ไทยและอินโดนีเซียเป็นพันธมิตรกันโดยธรรมชาติ ความแข็งแกร่งด้านการผลิตของไทยตอบโจทย์ขนาดของผู้บริโภคและฐานทรัพยากรของอินโดนีเซีย” โจชัวกล่าว
อย่างไรก็ตามโจชัวกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้การลงทุนของไทยในอินโดนีเซียจะมีบทบาทสำคัญอยู่แล้ว แต่ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ ตัวเลขปัจจุบันยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงอย่างมาก

ในไตรมาสแรกของปีนี้ เงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยในอินโดนีเซียแตะระดับประมาณ 109.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดรวมย้อนหลัง 4 ไตรมาสพุ่งสูงเกินกว่า 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากพิจารณาภาพรวมระยะยาวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 ถึง 2568) มูลค่าการลงทุนของไทยที่มีข้อผูกพันตามสัญญาเพิ่มขึ้นรวมกันมากกว่า 1.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเจาะลึกทิศทางของกระแสเงินทุนในช่วง 5 ปี พบว่ากระจายตัวอยู่ในอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มเคมีภัณฑ์และยาซึ่งเป็นผู้นำด้วยมูลค่าราว 838 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยกลุ่มยางและพลาสติก 361 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหมืองถ่านหินและลิกไนต์ประมาณ 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อุตสาหกรรมยานยนต์ประมาณ 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอุตสาหกรรมอาหารประมาณ 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สามภาคส่วนที่โดดเด่นสำหรับ FDI ในไตรมาสแรกของปีนี้ ได้แก่ ดิจิทัล อยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ, อาหารและเครื่องดื่ม (FNB) อยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสาธารณสุข อยู่ที่ประมาณ 513 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 27%
ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อินโดนีเซียไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์อีกต่อไป แต่อินโดนีเซียกำลังกลายเป็นเศรษฐกิจการผลิตขั้นปลาย เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจบริการผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กัน
ภาคส่วนเหล่านี้ล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยมีความเชี่ยวชาญโดดเด่นในระดับโลก ซึ่งสอดรับและเติมเต็มด้วยทรัพยากรควบคู่กับขนาดตลาดอันมหาศาลของอินโดนีเซียได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทยในการขยายขอบเขตการลงทุนให้ใหญ่ยิ่งขึ้น โดยไม่มีเหตุผลใดที่เม็ดเงิน FDI ของไทยในอินโดนีเซียจะไม่สามารถเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรือสามเท่าได้ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
โจชัวกล่าวว่า เมื่อถามว่าจะลงทุนที่ไหน เหตุผลของการลงทุนข้อเดียวที่ใหญ่ที่สุดคือโครงสร้างประชากร ภายในปี 2573 อินโดนีเซียจะมีประชากรมากกว่า 297 ล้านคน โดยมี 203 ล้านคนอยู่ในวัยทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 25 ถึง 50 ปีที่เป็นวัยสร้างผลผลิต มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล อาศัยอยู่ในเมือง และกำลังก้าวเข้าสู่ชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว
“อินโดนีเซียมอบ “ตลาดขนาดมหาศาล” ให้แก่นักลงทุนทุกคน เรามีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน และโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่ยังคงเป็น วัยหนุ่มสาว (Young Population) เป็นตลาดผู้บริโภคที่กระจุกตัวใหญ่ที่สุดในอาเซียนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกลไกดังกล่าวเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคงและนโยบายส่งเสริมการเติบโตแล้ว ผมจึงเชื่อมั่นว่าศักยภาพในการลงทุนยังคงสูงมาก ทั้งในภาคเศรษฐกิจดิจิทัล ห่วงโซ่คุณค่า สุขภาพ และเวชภัณฑ์ ยิ่งไปกว่านั้น จุดแข็งของเศรษฐกิจไทยจะเข้ามา เติมเต็ม (Complement) อุปสงค์และตลาดของอินโดนีเซียได้อย่างสมบูรณ์แบบ” โจชัวกล่าว

ตัวอย่างเช่น ห่วงโซ่คุณค่าในอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือโครงการ EV อินโดนีเซียมีแร่นิกเกิล ดังนั้นเมื่อนักลงทุนต้องการเข้ามาลงทุนในห่วงโซ่ EV จึงเป็นไปได้สูงมาก เพราะอุปสงค์รถยนต์ EV ในอินโดนีเซียขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ EV อยู่ที่ประมาณ 15% จากเดิมที่เคยต่ำกว่า 5% ในปีก่อน ๆ ซึ่งเติบโตขึ้นเกือบสามเท่า
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญคือการแปรรูปขั้นปลาย (downstreaming) รัฐบาลตระหนักดีว่าไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้นโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกต่อไป วาระสำคัญของรัฐบาลตั้งแต่ประธานาธิบดีคนก่อน คือการผลักดันการแปรรูปขั้นปลาย ทั้งนิกเกิล บอกไซต์ ดีบุก และทองแดง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรม (re-industrialization) อีกด้วย เพราะสัดส่วนภาคการผลิตต่อ GDP ของอินโดนีเซียมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย จึงต้องดึงดูดการลงทุนเพื่อยกระดับภาคการผลิต โดยเฉพาะการแปรรูปโลหะพื้นฐานขั้นปลาย
สำหรับโอกาสของนักลงทุนไทย
โอกาสที่หนึ่ง: อาหารและเครื่องดื่ม โจชัวกล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มถือเป็นหนึ่งในโอกาสที่ชัดเจนที่สุดสำหรับนักลงทุนไทย เนื่องจากอินโดนีเซียมีฐานผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและมีโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว ภายในปี 2030 คาดว่าประชากรของอินโดนีเซียจะสูงถึงประมาณ 297 ล้านคน โดยมีประชากรในวัยทำงานประมาณ 203 ล้านคน
การบริโภคของครัวเรือนคือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และการใช้จ่ายของครัวเรือนก็เติบโตตาม GDP เมื่อชาวอินโดนีเซียรวยขึ้น ก็จะใช้จ่ายเงินไปกับอาหารสำเร็จรูปและอาหารแบรนด์เนมมากขึ้น ปัจจุบัน อาหารและเครื่องดื่มมีสัดส่วนประมาณ 40% ของ GDP ภาคการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 30% เมื่อทศวรรษก่อน
“นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แนวโน้มชั่วคราว การเติบโตยังคงแข็งแกร่งในทุกหมวดหมู่” นายโจชัวกล่าวและว่า เนื้อสัตว์แปรรูปเติบโตแบบทบต้น 4.9% นมพาสเจอร์ไรส์และนมพร้อมดื่ม 4.2% ไก่เนื้อ 2.6% และกาแฟยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
สำหรับบริษัทอาหารไทย นี่คือส่วนขยายทางธรรมชาติที่จะนำความเชี่ยวชาญมาใช้ นี่คือส่วนขยายทางธรรมชาติของตลาดประเทศไทย ประเทศไทยนำความเชี่ยวชาญมาให้อินโดนีเซีย ขณะที่อินโดนีเซียนำฐานผู้บริโภคอาหารที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนมาให้

โอกาสที่สอง: เฮลท์แคร์ อินโดนีเซียกำลังปฏิรูปด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ การรักษาโรค (Curative care) ยังคงครองส่วนแบ่ง 71% ของการใช้จ่าย แต่การดูแลเชิงป้องกัน (preventive care) เป็นส่วนที่เติบโตเร็วที่สุด การใช้จ่ายด้านสุขภาพในเมืองเพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,000 รูเปียะฮ์ต่อคนต่อเดือนในปี 2562 มาเป็นเกือบ 49,000 รูเปียะฮ์ในปี 2568
นอกจากนี้การใช้จ่ายในชนบทกำลังเพิ่มขึ้นตามมา ปัจจุบันชาวอินโดนีเซียประมาณ 74% มีประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ประกันชีวิตส่วนบุคคลยังคงต่ำกว่า 1% หมายความว่าโรงพยาบาลเอกชน คลินิกเฉพาะทาง ศูนย์ตรวจวินิจฉัย และบริษัทยายังคงมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมหาศาล ประเทศไทยเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ การบริหารจัดการโรงพยาบาล และบริษัทยา โอกาสสำหรับกลุ่มสาธารณสุขของไทยในการเป็นพันธมิตรในอินโดนีเซียจึงถือว่ายอดเยี่ยมมาก

โอกาสที่สาม: ดิจิทัล อินโดนีเซียเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มูลค่าสินค้าฝากขายรวม (GMV) เติบโตจากประมาณ 80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 เป็นประมาณ 99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 188 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 เฉพาะอีคอมเมิร์ซอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคการขนส่ง การส่งอาหาร การท่องเที่ยวออนไลน์ และสื่อออนไลน์ ต่างก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยขับเคลื่อน ได้แก่ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 235 ล้านคน อัตราการเข้าถึงมากกว่า 81% การเชื่อมต่อมือถือ 354 ล้านเลขหมาย สตาร์ทอัพมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งติดอันดับ 6 ของโลก ความจุของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data centers) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในจาการ์ตาและเกาะรีเอา สำหรับนักลงทุนด้านเทคโนโลยีชาวไทย อินโดนีเซียเป็นสถานที่ตามธรรมชาติในการขยายขนาดธุรกิจ ตลาดขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนา กฎระเบียบที่เอื้ออำนวย และผู้บริโภคที่มีส่วนร่วมสูง

โอกาสที่สี่: เศรษฐกิจฮาลาล อินโดนีเซียเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรมุสลิมประมาณ 12% ของโลก ซึ่งมากที่สุดในบรรดาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จากข้อมูลของธนาคารกลางอินโดนีเซีย ห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลมีส่วนประมาณ 27% ของ GDP อินโดนีเซียในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 24% ในปี 2566 นำโดยภาคการเกษตร อาหารและเครื่องดื่มฮาลาล และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม
ในระดับโลก อินโดนีเซียอยู่อันดับที่ 8 ในด้านการส่งออกแฟชั่นมุสลิม (modest fashion) อันดับหนึ่งในการบริโภคอาหารฮาลาลที่มูลค่ามากกว่า 165 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับสามในด้านสื่อที่มีธีมอิสลาม และอันดับสี่ในด้านยาและเครื่องสำอางฮาลาล
รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะก้าวสู่อันดับหนึ่งในเศรษฐกิจชะรีอะฮ์ระดับโลก (global shariah economy) ภายในปี 2572 โดยจะขยายการรับรองฮาลาลจาก 2 ล้านผลิตภัณฑ์ เป็น 7 ล้านผลิตภัณฑ์

สารสำคัญถึงนักลงทุนไทยคือ แม้แต่ธุรกิจที่ไม่ได้มีเจ้าของเป็นชาวมุสลิม ก็สามารถขอการรับรองฮาลาลและเข้าถึงตลาดผู้บริโภคมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งตั้งอยู่ใกล้ได้เช่นกัน
ภาคพลังงานและอุตสาหกรรมยังมีศักยภาพที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะสำหรับบริษัทไทยที่มีประสบการณ์ในด้านน้ำมันและก๊าซ ปิโตรเคมี สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน อินโดนีเซียยังคงต้องการการลงทุนในด้านความมั่นคงทางพลังงาน พลังงานหมุนเวียน ก๊าซอุตสาหกรรม ระบบน้ำ การแปรรูปขั้นปลาย และระบบโลจิสติกส์ สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากวาระการเติบโตของรัฐบาลจะต้องใช้การสะสมทุนจำนวนมาก ในขณะที่กรอบสถานะทางการคลังยังมีจำกัด ดังนั้น นักลงทุนต่างชาติที่สามารถนำพาเงินทุน เทคโนโลยี วินัยในการดำเนินงาน และการเป็นพันธมิตรร่วมกันในระยะยาวเข้ามา จะมีมูลค่าสูงกว่านักลงทุนที่มุ่งเน้นผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว
ความได้เปรียบของอินโดนีเซีย คือ Resilience โตได้ในทุกสภาพแวดล้อม
โจชัวปิดท้ายการพูดคุยว่า จากตัวเลขทั้งหมดตอกย้ำ การเติบโตที่สม่ำเสมอ ราคาสินค้าที่มีเสถียรภาพ การคลังที่มีวินัย ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น และผลตอบแทนที่ดึงดูดใจ
โดยขยายความว่า ข้อแรก อินโดนีเซียสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระดับ 5% มานานหลายทศวรรษ และรูปแบบนั้นยังคงดำเนินต่อไปในปี 2026 แม้จะมีปัจจัยลบระดับโลกก็ตาม ข้อสอง ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคของอินโดนีเซีย ทั้งในเรื่องเงินเฟ้อ การขาดดุลการคลัง หนี้สิน ทุนสำรอง และระบบธนาคาร ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค
ข้อสาม การผสมผสานระหว่างตลาดผู้บริโภคที่มีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน โครงการจัดลำดับความสำคัญที่ตั้งเป้าหมายไว้สูง และการเติมเต็มต่อกันโดยธรรมชาติต่อประเทศไทย ได้สร้างโอกาสที่ยอดเยี่ยมในด้านอาหาร เครื่องดื่ม สาธารณสุข ดิจิทัล และห่วงโซ่คุณค่าฮาลาล
อย่างไรก็ตามสำหรับโจชัว ข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุดสำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ไม่ใช่การเติบโตตกลง แต่เป็นคุณภาพและความยั่งยืนของการเติบโต หากอุปสงค์ภายในประเทศถูกผลักดันในเชิงรุกเกินไปขณะที่การส่งออกชะลอตัว การนำเข้าจะเติบโตเร็วกว่าการส่งออก ซึ่งจะทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดขยายตัวกว้างขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียะฮ์อีกครั้ง ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นผ่านราคาอาหาร พลังงาน ปัจจัยการผลิตนำเข้า และราคาสินค้าที่รัฐควบคุม
ด้วยเหตุนี้ การผสมผสานนโยบายจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น นโยบายการคลังต้องการเร่งการเติบโต ในขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย BI-Rate เป็น 5.75% เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินรูเปียะฮ์และควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ตึงตัวขึ้นสำหรับภาคครัวเรือน บริษัท ธนาคาร และรัฐบาล
อินโดนีเซียจะยังสามารถสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่องก็ต่อเมื่อยังคงวินัยทางการคลังที่น่าเชื่อถือ กรอบการคลังปี 2570 ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไว้ที่ 1.80-2.40% ของ GDP และกำหนดบทบาทการทำงานร่วมกันระหว่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี (APBN) นโยบายการเงิน และ Danantara โดยให้ APBN เป็นตัวเร่ง นโยบายการเงินของ BI ดูแลเสถียรภาพ และ Danantara เป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างผลิตภาพ
โจชัวกล่าวว่า แม้เป็นกรอบการทำงานที่สมเหตุสมผล แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากการให้ลำดับความสำคัญที่เหมาะสม โครงการที่มีคุณค่าทางสังคมสูง เช่น โภชนาการ สุขภาพ การศึกษา ความมั่นคงทางอาหาร และโครงสร้างพื้นฐาน ควรได้รับการปกป้อง ในขณะที่การใช้จ่ายที่มีผลกระทบต่ำควรได้รับการลดทอนลง ตลาดจะยอมรับโครงการขนาดใหญ่หากได้รับการกำหนดเป้าหมายอย่างเหมาะสม มีการระดมทุนที่โปร่งใส และช่วยส่งเสริมการเติบโต แต่จะตอบสนองในเชิงลบหากโครงการดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด ขาดการกำกับดูแลที่ดี หรือจัดหาเงินทุนจากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ทางการคลัง
โจชัวชี้ว่า สัญญาณเตือนจากนักลงทุนเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว โดย Moody’s ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียเป็น “เชิงลบ” เนื่องจากความสามารถในการคาดการณ์นโยบายลดลง ขณะที่ Fitch ได้ปรับแนวโน้มเป็น “เชิงลบ” เช่นกัน จากความไม่แน่นอนของนโยบายที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงทางการคลัง รายได้จากภาษีที่อ่อนแอ และความกังวลต่อความสม่ำเสมอในการผสมผสานนโยบาย แต่โจชัวกล่าวว่า “ไม่ได้หมายความว่าอินโดนีเซียเสียความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจมหภาคไปแล้ว แต่หมายความว่าพื้นที่สำหรับความผิดพลาดเชิงนโยบายนั้นแคบลง รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่านโยบายส่งเสริมการเติบโตไม่ได้หมายถึงประชานิยมทางการคลัง และการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้ไปเบียด (Crowd out) การลงทุนของภาคเอกชน”
โจชัวังบอกว่า ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดที่นักลงทุนต่างชาติยังมีต่ออินโดนีเซียคือ การมองว่าอินโดนีเซียเป็นเพียงเรื่องราวของ “สินค้าโภคภัณฑ์” หรือเป็นเพียงเรื่องของ “ความเสี่ยงทางการเมือง” อินโดนีเซียอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงมีความสำคัญก็จริง แต่เรื่องราวที่สำคัญกว่านั้นคือการผสมผสานระหว่างการบริโภคภายในประเทศ ความแข็งแกร่งของภาคธนาคาร การยอมรับเทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมขั้นปลาย การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการบูรณาการในระดับภูมิภาค ความเข้าใจผิดประการที่สองคือการคิดว่าขนาดที่ใหญ่ของอินโดนีเซียจะรับประกันผลตอบแทนจากการลงทุนโดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่เป็นความจริง ขนาดจะเป็นข้อได้เปรียบก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากความสม่ำเสมอของนโยบาย ความแน่นอนทางกฎหมาย ผลิตภาพ การปฏิรูประบบโลจิสติกส์ และแรงงานที่มีทักษะ
“มุมมองโดยรวมของผมคือ อินโดนีเซียยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการลงทุนระยะยาวที่น่าดึงดูดที่สุดในอาเซียน แต่ในปี 2569-2570 นักลงทุนจะให้รางวัลแก่การดำเนินการที่น่าเชื่อถือและทำได้จริง มากกว่าการตั้งเป้าหมายนโยบายขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว” โจชัวกล่าว

โจชัวบอกว่า การปฏิรูปที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่การประกาศโครงการใหม่ๆ เพิ่มเติม แต่อยู่ที่การปรับปรุงการดำเนินการและประสิทธิภาพการผลิต อินโดนีเซียต้องการการอนุมัติใบอนุญาตที่สะดวกรวดเร็วและโปร่งใสยิ่งขึ้น ระบบโลจิสติกส์ที่ดีขึ้น อุปทานพลังงานที่มั่นคงขึ้น ทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่งขึ้น ตลาดการเงินที่ลึกขึ้น นโยบายภาษีที่ชัดเจน และกฎระเบียบที่คาดเดาได้มากขึ้น
ปัจจุบันอินโดนีเซียยังมีปัญหาคอขวดหลายประการด้าน ทั้งมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตยังคงติดอยู่ที่ประมาณ 19-20% ของ GDP, การส่งออกยังคงเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ, การต่อยอดอุตสาหกรรมขั้นปลายส่งผลเชิงบวกตื่ออุตสาหกรรมการผลิตในวงกว้างอย่างจำกัด, สัดส่วน FDI ต่อ GDP ยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง และประสิทธิภาพการลงทุนยังอ่อนแอโดยมีค่า ICOR อยู่ที่ประมาณ 6
นอกจากนี้ขั้นตอนใบอนุญาตที่ซับซ้อนอาจใช้เวลานานถึง 65 วัน เมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับโลกซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3 วัน สิ่งเหล่านี้คือการปฏิรูปที่สำคัญที่สุดหากอินโดนีเซียต้องการเปลี่ยนจากเงินทุนไหลเข้าให้กลายเป็นการเพิ่มผลิตภาพที่แท้จริง
โจชัวส่งสารไปถึงนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงลังเลว่า อินโดนีเซียไม่ใช่ตลาดที่ปราศจากความเสี่ยง แต่เป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดใหญ่ในเอเชียที่ขนาดของตลาด โครงสร้างประชากร ทรัพยากร และโอกาสในการปฏิรูปยังคงมารวมกัน แนวทางที่ถูกต้องไม่ใช่การรอจนกว่าความเสี่ยงทั้งหมดจะหมดไป เพราะสิ่งนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น แนวทางที่ดีกว่าคือการคัดเลือกเข้าไปลงทุนอย่างตรงจุด การประกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การเลือกพันธมิตรท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง การมุ่งเน้นในภาคส่วนที่สอดคล้องกับอุปสงค์ภายในประเทศและวาระความสำคัญของรัฐบาล และการประเมินราคาความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
“ความได้เปรียบของอินโดนีเซียไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ดี (Resilience) ขนาดของตลาด และความสามารถในการรักษาการเติบโตไว้ได้ที่ประมาณ 5% แม้ว่าจะอยู่ภายใต้แรงกดดันระดับโลกก็ตาม” โจชัวกล่าว
โจชัวยอมรับว่าในขณะเดียวกัน อินโดนีเซียต้องปรับปรุงความมุ่งมั่นด้านความโปร่งใส ความแน่นอนทางกฎหมาย ความสม่ำเสมอของนโยบาย และการเข้าถึงตลาดอย่างต่อเนื่อง กรอบการเข้าถึงตลาดของ MSCI แสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติไม่ได้ใส่ใจเพียงแค่การเติบโตเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม ความยืดหยุ่นของกระแสเงินทุน การเข้าถึงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ คุณภาพของข้อมูล และความมั่นคงของสถาบัน
“บทเรียนทางนโยบายที่สำคัญ อินโดนีเซียสามารถดึงดูดทุนจากอาเซียนและไทยได้มากขึ้น แต่การจะเปลี่ยนจากความสนใจไปสู่การปฏิบัติจริงได้นั้น นักลงทุนจะต้องเห็นกฎเกณฑ์ที่คาดเดาได้ สถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ และโครงการที่มีความคุ้มค่าพอที่จะได้รับสินเชื่อและการลงทุน (Bankable projects)” โจชัวกล่าว
โจชัวปิดท้ายโดยเปรียบภูเขาไฟโบรโม่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอินโดนีเซีย กับเศรษฐกิจอินโดนีเซียว่า “ความยิ่งใหญ่ บางครั้งอาจดูปั่นป่วนที่พื้นผิว แต่รากฐานนั้นหยั่งลึกและมั่นคง”
- Indonesia Investment 2026 “เฮรียันโต”ถอดรหัสอินโดนีเซีย: ตลาดมองวันนี้ นักลงทุนต้องมองอีก 3-5 ปีข้างหน้า
- Indonesia Investment 2026 อินโดฟู้ด เปิดมุมคิดบุกอินโดนีเซีย “อย่าถามว่าจะขายอะไร แต่ให้ถามว่าจะขายให้ใคร”
- Indonesia Investment 2026 คัลเบ ฟาร์มา ชี้อินโดนีเซีย ก้าวสู่ “สังคมสูงวัย” เปิดคลื่นลงทุนเฮลธ์แคร์ระยะยาว



