a หากเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ความรุนแรงและความเสียหายจะมากขนาดไหน? | ThaiPublica
ThaiPublica > เกาะกระแส > หากเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ความรุนแรงและความเสียหายจะมากขนาดไหน?

หากเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ความรุนแรงและความเสียหายจะมากขนาดไหน?

20 เมษายน 2017


รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

การทดลองยิงขีปนาวุธพร้อมกันหลายลูกของเกาหลีเหนือ ที่มาภาพ : http://cdn.images.dailystar.co.uk/dynamic/1/photos/566000/north-korea-missiles-904566.jpg

ในอดีตที่ผ่านมา วิกฤตินิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินไปคล้ายๆกับการบรรเลงเพลงซิมโพนีคลาสสิก คือมีจังหวะช้าและเร็วสลับกันไป แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือ พัฒนาเร็วมาก คล้ายๆกับวิกฤติขีปนาวุธคิวบาในปี 1962 ที่เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 มหาอำนาจนิวเคลียร์ คือ สหรัฐฯกับสหภาพโซเวียต

เมื่อวันที่ 9 เมษายน สหรัฐฯออกคำสั่งให้กองเรือจู่โจม Carl Vinson ที่ประกอบด้วย เรือบรรทุกเครื่องบิน และเรือพิฆาตอีก 3 ลำ ที่กำลังเยือนสิงคโปร์ ออกเดินทางมายังแปซิฟิกตะวันตก เป็นธรรมเนียมปกติที่กองทัพเรือสหรัฐฯ จะไม่ระบุทิศทางและภารกิจชัดเจนของกองเรือ แต่ในวันเดียวกันนี้ โดนัลด์ ทรัมป์เองให้สัมภาษณ์ Fox News ว่า “เรากำลังส่งกลุ่มเรือรบมา”

แต่ปรากฏว่า รายงานข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 19 เมษายนนี้ เมื่อได้รับคำสั่งแล้ว กองเรือจู่โจม Vinson ยังไม่ได้เดินทางมาที่คาบสมุทรเกาหลีเลย แตกองเรือนี้กลับแล่นไปในทิศตรงกันข้าม คือไปร่วมซ้อมรบกับกองทัพเรือออสเตรเลีย ในมหาสมุทรอินเดีย ที่ห่างจากคาบสมุทรเกาหลี 3,500 ไมล์

คนทั่วโลกเข้าใจว่า ณ เวลานี้ กองเรือจู่โจม Vinson เดินทางมาใกล้คาบสมุทรเกาหลีแล้ว แต่เมื่อวันจันทร์ที่ 17 เมษายน กองทัพเรือสหรัฐฯเผยแพร่ภาพทางออนไลน์ เป็นรูปที่กองเรือ Vinson กำลังแล่นผ่านหมู่เกาะในอินโดนีเซีย สำนักข่าวออนไลน์ Defense News เป็นคนแรกที่นำภาพนี้มาเผยแพร่ว่า กองเรือ Vinson ยังอยู่ห่างจากคาบสมุทรเกาหลีหลายพันไมล์ แต่เวลาต่อมา โฆษกกระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ ก็แถลงว่า ตอนนี้ กองเรือ Vinson ได้มุ่งหน้ามาที่คาบสมุทรเกาหลีแล้ว และคาดว่าจะมาถึงในสัปดาห์หน้า

แต่ในวันที่ 15 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่เกาหลีเหนือจัดงานฉลองวันเกิดครบ 105 ปีของ คิม อิลซุง บิดาผู้ก่อตั้งประเทศ เกาหลีเหนือก็ใช้โอกาสนี้แสดงแสนยานุภาพของขีปนาวุธ โดยนำขีปนาวุธข้ามทวีป และที่ติดตั้งอยู่ในเรือดำน้ำ มาแสดงเป็นครั้งแรก และอีกหนึ่งวันถัดมา คือวันที่ 16 เมษายน เกาหลีเหนือก็ทำการทดลองยิงขีปนาวุธ แต่ล้มเหลว เพราะเกิดระเบิดขึ้นมาทันทีที่ยิง

แต่ก็ยังมีการทดลองอีกอย่างที่ยังไม่เกิดขึ้น คือ การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่บริเวณ Punggye-ri ที่ใช้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ แสดงว่าเกาหลีเหนือกำลังเตรียมการเรื่องนี้ การทดลองครั้งนี้น่าจะเป็นระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหญ่สุด เพราะการทดลองที่ผ่านมา 5 ครั้ง ความรุนแรงของระเบิดเพิ่มมากขึ้นตลอด

กองเรือจู่โจม Carl Vinson ของสหรัฐฯ คาดว่าจะไปถึงคาบสมุทรเกาหนีในสัปดาห์หน้า ที่มาภาพ :http://www.chinatopix.com/articles/113299/20170409/uss-carl-vinson-redeployed-korean-peninsula-north-korea-prepares-new.htm

“ประเทศที่ทางเลือกต่างๆมีแต่ผลร้าย”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์กำลังมีงานเลี้ยงต้อนรับนายชินโซะ อาเบ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เกาหลีเหนือก็ทดลองยิงขีปนาวุธ ห้องจัดเลี้ยงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น “ห้องสถานการณ์” ทันที ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า เป็นการหละหลวมอย่างหนึ่งของรัฐบาลทรัมป์ ที่พิจารณาเรื่องความมั่นคงในห้องอาหาร แต่การทดลองขีปนาวุธของเกาหลีเหนือสร้างความวิตกอย่างมากต่อสหรัฐฯ เพราะไม่มีหนทางที่จะไปยับยั้งการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ จะป้องกันการโจมตีได้อยู่ที่เรื่องขีปนาวุธ นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า เกาหลีเหนืออาจใช้เวลา 1-2 ปี ในการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ ที่สามารถโจมตีเมืองต่างๆทางตะวันตกของสหรัฐฯ

วิกฤตินิวเคลียร์เกาหลีเหนือรุนแรงมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะท่าทีของเกาหลีเหนือที่แข็งกร้าวมากขึ้น เมื่อสหรัฐฯสั่งให้กองเรือจู่โจม Carl Vinson เดินทางมาคาบสมุทรเกาหลี ทางการเกาหลีเหนือก็ประกาศทันทีว่า เป็นการรุกรานที่จะเกิดความหายนะ ล่าสุด นาย Kim In-ryong ผู้ช่วยทูตเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติก็แถลงว่า สหรัฐฯสร้างสถานการณ์อันตราย ที่สงครามนิวเคลียร์อาจปะทุขึ้นมาเวลาใดก็ได้ ส่วนนาย Han Song-ryol รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ เกาหลีเหนือกล่าวกับ BBC ว่า หากสหรัฐฯใช้ปฏิบัติการทางทหาร จะเกิดสงครามใหญ่ และเกาหลีเหนือจะทดลองขีปนาวุธทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และทุกปี

วิกฤติที่รุนแรงขึ้น อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะสหรัฐฯมี “นายอำเภอคนใหม่” ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯหลายคนก่อนหน้าทรัมป์ มองว่า คิม จองอุน ผู้นำเกาหลีเหนือ ว่าเป็นเด็กที่ควบคุมไม่อยู่ หรือเป็นคู่เจรจาที่ก้าวร้าว และเคยพิจารณาใช้ปฏิบัติการทางทหาร ในช่วงที่โครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือกำลังเริ่มต้น แต่ในที่สุด ก็ไม่เสี่ยงที่จะใช้การโจมตีทางทหาร และเลือกหนทางการเจรจาแทนที่ แต่ทรัมป์พูดคุกคามผ่านทวิตเตอร์ ว่า เกาหลีเหนือ “กำลังหาเรื่อง” หรือ “หากจีนไม่แก้ปัญหาเกาหลีเหนือ เราก็จะจัดการเอง”

แสนยานุภาพทางทหารของเกาหลีเหนือ ที่มาภาพ : http://i2.cdn.cnn.com/cnnnext/dam/assets/170416003342-north-korea-missle-test-fail-ripley-lok-00000704-super-169.jpg

เกาหลีเหนือถูกเรียกว่า “ดินแดนที่ทางเลือกต่างๆให้แต่ผลร้าย” (Land of bad options) ดังนั้น การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเปิดฉากโจมตีก่อน จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น นาย Victor Cha ผู้เชี่ยวชาญเกาหลีเหนือในสมัยรัฐบาลจอร์จ บุช เคยเขียนไว้ในนิตยสาร Foreign Policy ว่า รัฐบาลสหรัฐฯแจ้งต่อเกาหลีเหนือ ผ่านประเทศที่ 3 มาตลอดว่า หากโจมตีเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น นอกจากจะแพ้สงครามแล้ว ประเทศก็จะสูญหายไปด้วย

นาย William Perry อดีตรัฐมนตรีกลาโหม สหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลคลินตัน ก็เขียนไว้ใน politico.com ว่า การเจรจากับเกาหลีเหนือที่ผ่านมาประสบความล้มเหลว แม้จะใช้แรงจูงใจการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เพราะเป้าหมายสำคัญสุดของผู้นำเกาหลีเหนือ คือความมั่นคงและการอยู่รอดของผู้นำตระกูลคิม ที่คิดว่าตัวเองจะอยู่รอดได้ ต้องได้รับการค้ำจุนจากอาวุธนิวเคลียร์ แต่อาวุธนิวเคลียร์จะช่วยบรรลุเป้าหมายนี้ได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีการใช้อาวุธนี้ เพราะเมื่อใด ที่ระบอบเกาหลีเหนือใช้อาวุธนี้โจมตีประเทศอื่น ก็หมายถึงอวสานของตัวเอง

บทความใน The Korea Times ฉบับ 18 เมษายนนี้ ก็กล่าวว่า การที่สหรัฐฯโจมตีซีเรีย ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เกาหลีเหนืออาจเป็นเป้าหมายการโจมตีต่อไปของสหรัฐฯ แต่กรุงโซลอยู่ห่างจากพรมแดนเพียง 40 กิโลเมตร จึงเสี่ยงที่จะถูกตอบโต้จากเกาหลีเหนือ อดีตนายทหารกองทัพอากาศสหรัฐฯชื่อ Sam Gardiner ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Atlantic ว่า “สหรัฐฯไม่สามารถปกป้องกรุงโซล อย่างน้อยก็ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของสงคราม หรืออาจจะ 48 ชั่วโมงแรก”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พลโท H. R. McMaster ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์ ก็ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ ABC ว่า “แม้ประธานาธิบดีจะไม่ปฏิเสธทางเลือกใดๆ แต่ถึงเวลาที่สหรัฐฯจะดำเนินการ ที่ไม่ใช่ความขัดแย้งทางทหาร เพื่อที่เราจะสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่เลวร้าย” แปลความหมายได้ว่า การโจมตีก่อนไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯจะพิจารณาในตอนนี้

พื้นที่การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ที่มาภาพ : bbc

หากเกิดสงคราม จะรุนแรงขนาดไหน

แม้การโจมตีก่อนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่สถานการณ์ในขณะนี้ สะท้อนความขัดแย้งที่มากขึ้นระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือ ทำให้เกิดคำถามว่า หากเกิดสงครามขึ้นมา จะมีความรุนแรง และความเสียหายมากน้อยเพียงใด หรือสงครามที่เกิดขึ้นจะดำเนินไปยาวนานแค่ไหน

เกาหลีเหนือไม่ใช่อิรัก หากเกิดสงครามแล้วจะพ่ายแพ้โดยง่าย หน่วยรบพิเศษของเกาหลีเหนือมีกำลังพลราวๆ 3 หมื่นคน ที่พร้อมจะบุกเข้ามาเกาหลีใต้ผ่านอุโมงค์ใต้ดิน เข้ามาโจมตีเกาหลีใต้ เกาหลีเหนือประกาศตัวเองว่าเป็นประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ ที่ The Stockholm International Peace Research Institute ได้คาดการณ์ว่า เกาหลีเหนือมีครอบครอง 10-20 ลูก และสามารถผลิตได้ 4-6 ลูกต่อปี เอกสารปี 2015 ของกระทรวงกลาโหม สหรัฐฯที่รายงานต่อรัฐสภา กล่าวว่า เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธพิสัยใกล้และกลางหลายร้อยลูก ที่สามารถโจมตีเป้าหมายในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฐานทัพสหรัฐฯที่เกาะกวม

เอกสาร White Paper 2016 ของรัฐบาลเกาหลีใต้กล่าวว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธเคมีประมาณ 2,500-5,000 ตัน มีปืนใหญ่นับหมื่นซ่อนในอุโมงค์ใกล้เขตปลอดทหาร ที่สามารถนำออกมาระดมยิงโจมตีกรุงโซล ที่มีคนอาศัยอยู่ในตัวเมือง 10 ล้านคน CNN ก็รายงานว่านายชินโซะ อาเบ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้กล่าวเตือนคนญี่ปุ่นว่า “เกาหลีเหนืออาจมีสมรรถนะที่จะยิงขีปนาวุธที่ติดหัวรบเป็นสารพิษซาริน”

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นว่า การทดสอบยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่ผ่านมา ไม่ใช่การทดสอบยิงขีปนาวุธ แต่เป็นการซ้อมรบทางทหารสำหรับการทำสงครามนิวเคลียร์ นาย Steve Mollman เขียนบทความชื่อ What the Next Korean War Will Look Like ในเว็บไซด์ qz.com ว่า เมื่อเกิดสงคราม สหรัฐฯมีแผนปฏิบัติการที่จะทำลายกองบัญชาการของเกาหลีเหนือทันที เมื่อหน่วยรบไม่สามารถติดต่อกับกองบัญชาการ ก็ไม่ได้รับคำสั่งยิง แล้วก็จะเริ่มยอมจำนน

เมื่อเดือนมีนาคม New York Times รายงานข่าวว่า รัฐบาลโอบามาได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมเร่งการโจมตีทางไซเบอร์และอีเล็กทรอนิกส์ ต่อการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ทำให้ขีปนาวุธเกิดระเบิดขึ้น ทันทีที่ยิง หรือไม่ก็เบี่ยงทิศทาง และระเบิดกลางอากาศ เป็นต้น การทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางชื่อ Musudan ของเกาหลีเหนือ ล้มเหลวถึง 88% ดังนั้น ทันที่เกิดสงคราม สหรัฐฯก็จะทำสงครามไซเบอร์เพื่อโจมตีกับขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

สหรัฐฯมีทหาร 28,000 คนประจำในเกาหลีใต้ และสมาชิกครอบครัวทหารอีกหลายพันคน แม้จะมีแผนอพยพพลเรือน แต่เมื่อมีการโจมตีทางอาวุธเคมี การอพยพจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากมีคำสั่งให้อพยพ คงจะเกิดความโกลาหล ที่คนจำนวนมากมายพยายามอพยพมาทางใต้ของคาบสมุทรเกาหลี สนามบินคงเป็นอัมพาต เงินทุนไหลออกนอกประเทศ และตลาดหุ้นเกาหลีใต้คงจะดิ่งฮวบลงมา Japan Times จึงอ้างความเห็นนักเคราะห์ญี่ปุ่นคนหนึ่งว่า จะดูว่าความขัดแย้งใกล้จะปะทุขึ้นมาหรือไม่ ก็ให้ดูว่าสหรัฐฯมีการแจ้งเตือนคนอเมริกันในเกาหลีใต้แล้วหรือยัง

เหยื่ออีกรายจากสงครามที่เกิดขึ้นคือ การค้าระหว่างประเทศ ในปี 1950 เมื่อเกิดสงครามเกาหลี เอเชียตะวันออกยังไม่ใช่เครื่องจักรกลของเศรษฐกิจโลก เหมือนกับทุกวันนี้ เมื่อเกิดการสู้รบทางทหาร เรือบรรทุกสินค้าคงไม่เสี่ยงที่จะแล่นผ่านบริเวณนี้ หากจีนที่มีสัญญาพันธมิตรกับเกาหลีเหนือ ตัดสินใจเข้ามาแทรกแซง นอกจากสงครามจะยืดเยื้อแล้ว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็ยิ่งจะรุนแรงมากขึ้นอีก

หากเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของเอเชีย-แปซิฟิก คงจะมามาถึงจุดอวสาน ทั้งหมดนี้นำมาสู่คำถามที่ว่า มันคุ้มค่าหรือไม่ ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเปิดฉากโจมตีทางทหารก่อน