5 รองนายกฯ ชี้โจทย์ประเทศไทย เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ

(ซ้ายไปขวา) นางสาวชุติมา พึ่งความสุข, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ และนายโสภณ นวรัตนาพงษ์

30 กันยายน 2569 สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดการประชุมประจำปี 2569 แผนสภาพัฒน์ฉบับที่ 14 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” พร้อมจัดเสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” โดยได้รับเกียรติจากรองนายกรัฐมนตรี 5 ราย ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ดำเนินรายการโดย นายโสภณ นวรัตนาพงษ์ และนางสาวชุติมา พึ่งความสุข

‘เอกนิติ’ ชี้ Trust 7 อุตสาหกรรม แก้สัญญาณวิกฤติ 4 ด้าน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยบนฐานผลิตภาพและนวัตกรรม” ว่า สัญญาณที่เป็นวิกฤติของประเทศไทยมี 4 ด้านใหญ่ คือ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการเมือง และมีตัวชี้วัดเป้าหมายเศรษฐกิจที่ต้องดู 4 เรื่อง ได้แก่ (1) การเติบโต (2) เสถียรภาพ (3) การกระจายรายได้ และ (4) สิ่งแวดล้อม

ด้านการเติบโต เศรษฐกิจไทยโตต่ำลงต่อเนื่อง จากเฉลี่ยราว 7% ก่อนวิกฤตปี 2540 เป็นราว 4% ในช่วงปี 2540-2550 และปัจจุบันยังไม่ถึง 3% สาเหตุสำคัญคือไม่ได้ลงทุนมานาน เปรียบได้กับโรงงานที่เครื่องจักรเก่าและแรงงานสูงวัย โดยผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีคิดเป็น 20% ของประชากร

ด้านเสถียรภาพ นายเอกนิติ อธิบายว่าไทยต่างจากปี 2540 ที่ทุนสำรองหมดและสถาบันการเงินล้ม เพราะปัจจุบันทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมสัญญาซื้อขายล่วงหน้าราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นราว 3 แสนล้านดอลลาร์ รองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน ขณะที่มาตรฐานสากลอยู่ที่ 6 เดือน และสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 2.5 เท่า จุดเสี่ยงจึงอยู่ที่ฐานะการคลังหลังการใช้จ่ายช่วงโควิด-19 ดังนั้น รัฐบาลจึงเร่งซ่อมวินัยการคลัง จนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่งที่เคยมีมุมมองเป็นลบ ปรับเป็นมุมมองมีเสถียรภาพ

ด้านการกระจายรายได้ ประเทศโตกระจุก จนกระจาย โดยกลุ่มคนรวยที่สุด 20% ถือส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 50% ขณะที่กลุ่มคนจนที่สุด 20% ได้ไม่ถึง 5% ซึ่งแก้ได้ด้วยการกระจายโอกาสจากอุตสาหกรรมใหม่ไปสู่ SME และแรงงาน เปลี่ยน Capital เป็น Capabilities ผ่านการฝึกทักษะ เช่น การสอน AI ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ให้พ่อค้าแม่ค้าในระบบถุงเงินและกลุ่ม “นกกระซิบ” ขายออนไลน์เป็น และโครงการ SkillBridge ที่ร่วมกับกระทรวง อว. ในการเชื่อมทักษะใหม่กับการผลิตกำลังคนของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดงานคุณภาพ ทั้งนี้ ไม่ทิ้งอุตสาหกรรมเดิม เช่น เกษตร ที่ต้องยกระดับเป็น Smart Agriculture และมุ่งสู่การแปรรูปอาหาร ซึ่งรวมถึง Pet Food ที่เติบโตราว 20% ต่อปี โดยผู้ผลิตอันดับ 1 และ 2 ของโลกเลือกมาลงทุนในไทยเพราะมีวัตถุดิบเกษตร

ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน นายเอกนิติ อธิบายว่า ไทยเผชิญทั้งน้ำท่วมและความเสี่ยงภัยแล้ง จึงต้องลงทุนบริหารจัดการน้ำ และเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมเกือบ 10% ของ GDP ส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง ไฟฟ้าราว 60% มาจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาสูงขึ้น 80-90% ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยเกินดุล กลับขาดดุล ดังนั้น รัฐบาลเสนอใช้พลังงานบนดิน เช่น เอทานอลและปาล์มน้ำมัน เพิ่มโซลาร์ร่วมกับแบตเตอรี่ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ และให้การไฟฟ้ารับซื้อไฟจากประชาชนเพื่อให้ประโยชน์ตกถึงคนไทย

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนผ่านเมื่อปี 2523 ที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งนำโดยสภาพัฒน์ในยุคนายเสนาะ อูนากูล และนายพิสิฐ ภัคเกษม ร่วมกับภาคเอกชนวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง Eastern Seaboard ท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด ไฟฟ้า น้ำประปา จนรองรับการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นหลังค่าเงินเยนแข็ง แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนอีกครั้งเป็น Fragmented World ที่ขัดแย้งกันหลายเวที ผู้ลงทุนจึงมองหาพื้นที่ปลอดภัยและกระจายห่วงโซ่อุปทาน

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมี Trust จากต่างประเทศ ดังนั้นต้องมุ่งเน้น ‘กองหน้า’ โดยเฉพาะใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ (1) เกษตรอัจฉริยะ  (2) การแปรรูปอาหาร (3) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (4) ยานยนต์แห่งอนาคต (5) สุขภาพและเวลเนส (6) ท่องเที่ยวคุณภาพ และ (7) การค้า-โลจิสติกส์ พร้อมเพิ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามข้อเสนอของเอกชน

ขณที่รัฐบาลทำหน้าที่เป็น ‘กองกลาง’ ทั้งด้านการลงทุน การต่างประเทศ การค้าและเอสเอ็มอี รวมถึงการค้าระดับภูมิภาค การพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์ กฎระเบียบต่างๆ

ส่วน ‘กองหลัง’ คือ เสถียรภาพด้านการคลัง การเงิน โดยรัฐบาลต้องแก้หนี้ครัวเรือนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนของ SME ซึ่งเสถียรภาพนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยขยับจาก 1,200-1,300 จุด เป็น 1,600 จุด

วันนี้ไทยทำงานเป็น Silo ต่างคนต่างทำ แผน 14 จะดีมากถ้าเปลี่ยนจากแผนที่คิด มาเป็นแผนที่ทำด้วย และต้องทำกับเอกชน

‘ศุภจี’ ชู พาณิชย์กระจายตลาด สร้างโมเดล Trusted Partner

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ “ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย ให้แข่งขันได้ในระดับสากล” ว่า ภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อภูมิเศรษฐศาสตร์ โลกไม่ได้มีเพียงสองขั้วหลักอีกต่อไป และหลายประเทศหันไปใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีซึ่งเข้มงวดกว่าเดิม ขณะที่คู่ค้าทั่วโลกต้องการลดการพึ่งพา แต่ก็อยู่คนเดียวไม่ได้ จึงมองหาคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ ซึ่งไทยอยู่ตรงกลางและไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เป็นโอกาสที่ไทยต้องเร่งเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ กว่า 20% และจีนกว่า 10% รวมกันราว 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมด

กรณีสหรัฐฯ เมื่อเริ่มใช้มาตรการภาษีในเดือนเมษายน 2568 ไทยเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลด้วยเป็นอันดับที่ 11 ต่อมากำแพงภาษีเคยถูกตั้งไว้ที่ 36% และรัฐบาลชุดก่อนเจรจาลดเหลือ 19% แต่ยังไม่ทันตกลงก็มีการเปลี่ยนรัฐบาล ปัจจุบันภาษีถูกกำหนดในกรอบแล้วแต่ยังใช้ไม่ได้ เนื่องจากปัญหาภายในของสหรัฐฯ ซึ่งหันไปใช้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 301 ที่ไทยถูกดำเนินการ 2 เรื่อง ขณะที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากอันดับ 11 เป็นอันดับ 7 ณ สิ้นปี 2568 และเป็นอันดับ 5 ในครึ่งปีนี้ ทำให้สหรัฐฯ เข้มงวดกับไทยในเงื่อนไขอื่นมากขึ้น ไทยจึงเจรจาเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ตกลงในหลักการได้แล้ว และอยู่ระหว่างเจรจารายละเอียดปลีกย่อย คาดว่าจะยุติได้เร็ว โดยต้องรักษาสิทธิประโยชน์และคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศ พร้อมแสดงความจริงใจในการลดดุลการค้า

กรณีจีน ไทยขาดดุลการค้ามากขึ้น โดยกว่า 80% เป็นวัตถุดิบและสินค้าทุนที่นำเข้ามาเพื่อการส่งออก และตัวเลขนำเข้าโดยรวมราว 70% ก็เป็นสินค้าทุนและวัตถุดิบ จีนจึงเป็นแหล่งใหญ่ที่สุด โดยรัฐบาลได้ตกลงตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้า (Joint Trade Committee) เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แม้การเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้นต้องใช้เวลา แต่สามารถเริ่มสร้างอุตสาหกรรมใหม่ร่วมกันโดยใช้วัตถุดิบในประเทศ และเสนอนำร่อง 2 สาขา ได้แก่ การแปรรูปอาหาร ซึ่งปัจจุบันสินค้าเกษตรไทยส่งไปจีนเป็นผลสดและผักสดถึง 98-99% การแปรรูปจะช่วยแก้ปัญหาอุปทานล้น ความอ่อนไหวจากสภาพอากาศ และเพิ่มมูลค่าได้ 2-3 เท่า กับยาและสมุนไพร ซึ่งเชื่อมกับจุดแข็งด้านสาธารณสุขและเวลเนส พร้อมขอให้จีนเปิดทางให้สินค้า SME ไทยที่ผ่านมาตรฐานเข้าสู่ตลาดที่มีประชากรพันกว่าล้านคน

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ในทางกลับกัน ไทยยกระดับการกำกับสินค้านำเข้า โดยเริ่มเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ร่วมกับกระทรวงการคลังและกรมศุลกากร และทำงานกับหน่วยงานรัฐอีก 23 แห่งจัดการนอมินี ซึ่งจำนวนบริษัทนอมินีลดลงกว่า 80% ถึงเดือนกรกฎาคม การลดสัดส่วนการนำเข้าและเพิ่มการผลิตในประเทศยังช่วยคลายความกังวลของสหรัฐฯ เรื่องการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) เนื่องจากไทยเกินดุลสหรัฐฯ ราว 7 หมื่นล้านดอลลาร์ และขาดดุลจีนราว 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์

นางศุภจี กล่าวต่อว่า การส่งออกของไทยอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลัก เดือนที่ผ่านมาเกิน 20% แต่ต้องระวังการนำเข้า ซึ่งเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานที่สูง

โมเดลที่รัฐบาลมอง 3 แบบ ต้องเป็น Trusted Partner ที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจได้ ต้องมองถึง Mutual Benefit ประโยชน์ร่วม อย่ามองแค่ประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และหาโมเดล Co-creation ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ได้ดุลหรือขาดดุล  ให้ประเทศไทยปรับตัวได้ในโลกที่ Fragmented

‘สีหศักดิ์’ เปิดหลักการทูต ‘มียุทธศาสตร์-รวดเร็ว-เป็นเอกภาพ-สื่อสารได้’

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกล่าวในหัวข้อ “วางตำแหน่งประเทศไทย คว้าโอกาสในระเบียบโลกใหม่” ว่า โลกจะเปลี่ยนเร็วขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า ทั้งความเป็น Fragmented World หลายขั้วอำนาจ และการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ และภูมิเทคโนโลยี ประเทศไทยและการทูตไทยจึงต้องเปลี่ยนให้ทันโดยรับมือเชิงรุกและด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่ด้วยความกลัว การต่างประเทศต้องครอบคลุมทุกมิติและทุกภูมิภาคที่มีผลประโยชน์หรือโอกาส เช่น แอฟริกาและเอเชียกลาง และต้องมองไกลกว่าผลประโยชน์ของไทย เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลวางหลักการทูต 4 ด้าน (Diplomacy) คือ

  1. Diplomacy of Strategy การมียุทธศาสตร์และเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจน
  2. Diplomacy of Speed ความรวดเร็วและการคาดการณ์ต่อความผันผวน
  3. Diplomacy of Coherence เอกภาพการทำงานกับกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวง อว. และทหาร
  4. Diplomacy of Communication การสื่อสารกับประชาชนและต่างประเทศให้เข้าใจทิศทางของประเทศไทย

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในการทำงานด้านการต่างประเทศ ต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ผ่านการเดินทางเยือนและพูดในเวทีต่างๆ โดยไม่พูดแต่เรื่องไทย แต่เน้นบทบาทของไทยต่อสันติภาพและความมั่นคงโลก

นอกจากนี้ ยังต้องรักษาระเบียบโลกที่ยึดกติกา (Rules-Based International Order) เพราะหลัก Might is Right ไทยรับไม่ได้ โดยทำงานร่วมกับอาเซียนและกลุ่ม Middle Power ที่มีแนวคิดใกล้กัน

ที่สำคัญ สร้างความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตัวอย่างเช่น เมียนมาเป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทยทั้งด้านตลาด ทรัพยากร และความมั่นคงด้านพลังงาน มาเลเซียร่วมพัฒนาชายแดนและสร้างสันติภาพชายแดนภาคใต้ ลาวเป็นทางเชื่อมสู่จีน ไทยจึงสร้างสะพาน 6 แห่งให้ลาว และรักษาเอกภาพอาเซียนให้เป็น Geopolitically Safe Zone ที่ดึงดูดการลงทุน

ส่วนการวางตำแหน่งท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ นายสีหศักดิ์ อธิบายว่า ไทยต้องรักษา Strategic Autonomy ความเป็นอิสระในเชิงนโยบาย โดยไม่สามารถอยู่ตรงกลางแบบไร้ท่าทีได้ ต้องรู้ผลประโยชน์และหลักการของตน และดึงมหาอำนาจอื่น เช่น อินเดีย สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ เข้ามามีบทบาทในภูมิภาค เพื่อให้มีทางเลือกมากขึ้นและไม่ต้องเลือกระหว่างสองมหาอำนาจ

‘ปกรณ์’ ปูทางสู่ OECD เปลี่ยนรัฐจาก Controller เป็น Facilitator

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ “ปฏิรูปภาครัฐ ปลดล็อกประเทศไทยให้ไปต่อ” ว่ารัฐบาลมองโลกด้วยแนวคิดเชิงพัฒนาการจากโลกเคยเปลี่ยนช้า แต่ปัจจุบันระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงสั้นลงเรื่อยๆ ขณะที่คนไทยยังรับรู้การเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกน้อย เช่น ผลสำรวจพบว่าคนไทยไม่รู้จัก OECD ที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2504 ความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยน และส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ซึ่งยังถูกพูดถึงน้อยในมิติสังคม รวมถึงภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ข้อตกลงต่างๆ ภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบภูมิเศรษฐศาสตร์ สังคมสูงวัย และความไม่เท่าเทียม

ด้านโครงสร้างรัฐ นายปกรณ์ อธิบายว่า ไทยเป็นรัฐที่ควบคุมมาแต่เดิม เพราะกฎหมายจำนวนมากเน้นการอนุมัติอนุญาต ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ รัฐบาลจึงบรรจุในนโยบายให้ปรับบทบาทภาครัฐจาก Controller เป็น Facilitator เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกระดับ พร้อมปรับโครงสร้างแบบ rightsizing ไม่ใช่เพียง downsizing เพื่อให้เกิด value for money โดยปัจจุบันงบประมาณราว 73% เป็นงบประจำ หากใช้เทคโนโลยีปรับกระบวนการทำงาน (work process redesign) ก็จะโอนงบไปใช้ด้านอื่นได้ พร้อมผลักดัน Digital Government และ Open Government เพื่อให้บริการรวดเร็ว โปร่งใส และป้องกันการทุจริต ควบคู่กับพัฒนา skill set และ mindset ของบุคลากร ปรับวิธีจ้าง สวัสดิการ และค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับตลาด แทนระบบที่ใช้มากว่า 70 ปี

ด้านกฎหมาย นายปกรณ์ กล่าวว่า ระบบกฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงช้าและยังไม่ทันสมัย ขณะที่ตะวันตกพัฒนาผ่านมา 4 ยุค จากระบบควบคุม สู่การลดกฎระเบียบ (Deregulation) และ Better Regulation ปัจจุบันเป็น Better Regulation for Better Life ที่คำนึงถึง well-being กฎหมายทันสมัยเฉพาะเวลาที่ออก เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วจึงต้องแก้ไขมากกว่าใช้การตีความ รัฐบาลจึงมีนโยบายทบทวนกฎหมายลำดับรองราว 7,600 ฉบับ ซึ่งนี่เป็น “ซาตานในรายละเอียด” พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาให้บริการ และใช้ Regulatory Impact Assessment เป็นเครื่องมือประเมินความจำเป็นของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้เกิด Effectiveness, Efficiency และ Efficacy หรือความตรงเป้าตรงประเด็น

นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างประเทศ ไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายราว 250 ฉบับ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นข้อกำหนดสำคัญ รัฐบาลได้พัฒนาระบบ Agentic AI ชื่อ “Thailand to OECD” เพื่อประเมินข้อมูลเบื้องต้นแล้ว หากเป็นสมาชิก ระบบภาษี การคลัง สวัสดิการสังคม และการค้าของไทยจะเข้าสู่มาตรฐานที่ 38 ประเทศสมาชิกยอมรับ เกิดความไว้วางใจระหว่างกัน ช่วยให้การค้าง่ายขึ้น และลดภาระการเดินทางเจรจาของรัฐมนตรี ทั้งนี้ นายปกรณ์เน้นว่าหลักนิติธรรมสำคัญที่สุด เพราะไม่มีนักลงทุนต้องการนำเงินมาลงในประเทศที่ขาดหลักนิติธรรม และต้องเป็นนิติธรรมในทางปฏิบัติ (in practice) ไม่ใช่แค่ตัวอักษร (in letter)

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

‘ยศชนัน’ เผยจุดยืนไทย Nation of Master ผสาน ‘คน-วิทยาศาสตร์-พื้นที่’

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวในหัวข้อ “สร้างคน สร้างเทคโนโลยี สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน”ว่า ตำแหน่งของประเทศไทยคือ “Nation of Master” เพราะคนไทยมีความเชี่ยวชาญระดับบุคคล (Individual Mastery) แต่ยังไม่ได้รวมเป็น Collective Mastery ของประเทศ ทางออกคือทำให้คนแข็งแรงและใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับคน

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ในยุค AI ที่คำถามเรื่องควรเป็น Generalist หรือ Specialist นั้น เขาตอบว่าเป็นได้ทั้งคู่ แต่ต้องมี Mastery ของตนเอง ไม่จำกัดเฉพาะวิทยาศาสตร์ อาจเป็นทุเรียน หรือการร้องเพลง และต้องรู้ลึกในสิ่งที่ AI ยังเข้าไม่ถึง เช่น ดินหน้าบ้านตนเอง เพราะความรู้ทั่วไป AI ตอบแทนได้ ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนจากการมองว่าปริญญาตรงกับชื่ออาชีพใด เป็นการมองว่าผู้เรียนเชี่ยวชาญเรื่องใดได้ ยกตัวอย่างการทำอาหาร ที่จากการจำสูตร ต้องลงลึกถึงหลักการพื้นฐาน (First Principle) เพื่อหาสิ่งทดแทนเมื่อขาดวัตถุดิบ ซึ่งจะต่อยอดเป็นนวัตกรรมได้อีก 10-20 เรื่อง และยกกรณี Fuji Film ที่เมื่อธุรกิจฟิล์มตกต่ำก็ปรับตัวไปทำยาและเครื่องสำอางได้เพราะนิยามตนเองเป็นบริษัทเคมี และในการทำ AI ผู้ที่จะทำได้คือผู้ที่รู้คณิตศาสตร์และอัลกอริทึม ไม่ใช่เริ่มจากการสร้าง Data Center

ในเชิงพื้นที่ กระทรวง อว. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยจัดทำ “77 DNA ของจังหวัด” ใช้มหาวิทยาลัยซึ่งมีครบทุกจังหวัดเป็น Mastery Platform เติมองค์ความรู้ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เริ่มจาก Community Mastery ไปสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น (Local Enterprise) การวิจัย และการก้าวสู่ตลาดโลกด้วยความเป็นผู้ประกอบการ หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง Collective Mastery จะไม่เกิด โดยยกตัวอย่างว่าผลิตภัณฑ์ไบโอเทคจากแอปเปิลอาจเริ่มจากผู้ปลูกแอปเปิลที่เชี่ยวชาญ และเสนอ “Ladder of Income” ที่ให้ประโยชน์ตกถึงชาวบ้านไม่ใช่เพียงบริษัทใหญ่ เปรียบเทียบกับต้นไม้ที่ไม่มีเนื้อในระหว่างกลาง แต่ละระดับมีผู้สอนต่างกัน ทั้งกระทรวงแรงงาน เกษตร คลัง (Financial Literacy) และมหาวิทยาลัย และสามารถทำทีละระดับได้พร้อมกัน เปรียบเหมือนภาพที่ดาวน์โหลดจากเบลอค่อย ๆ ชัดขึ้น ไม่จำเป็นต้องสร้างแบบพีระมิด

นายยศชนัน กล่าวถึงด้านความเท่าเทียมว่า กลุ่มเปราะบาง รวมถึงกลุ่ม LGBTQ+ และผู้พิการ สามารถเป็นแรงงานเพิ่มได้ หากมีกฎระเบียบและเทคโนโลยีช่วยเหลือ (Assistive Technology) จึงถือเป็นการเพิ่มผลิตภาพที่เร็วที่สุด

ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นแบตเตอรี่แข่งขันกับจีน นายยศชนัน อธิบายว่า จีนมีเครื่องมือที่ “มองเห็น” ลึกกว่า ไทยจึงต้องลงทุนใน Scientific Infrastructure เช่น เครื่องซินโครตรอน ซึ่งจะลงนามความร่วมมือกับ สวทช. ในอีก 1-2 เดือน โดยรัฐลงทุนราว 50% และอีกครึ่งหนึ่งพัฒนาเอง เพื่อให้เห็นโมเลกุลแบบ real time และพัฒนาวัสดุใหม่ที่มีมูลค่าสูง รวมถึงด้านยาด้วย

เมื่อถามว่าโมเดลที่กล่าวมาจะใช้เวลาแค่ไหนจึงจะเห็นผล นายยศชนัน ตอบว่า

“มันเหมือนรูปภาพ เวลาดาวน์โหลดมาจะเห็นภาพเบลอก่อน หลังจากนั้นมันค่อยชัดขึ้นในคอลัมน์ ใครเกิดเลเวลไหนก็เอาเลเวลนั้น ไม่ได้มีความจำเป็นต้องสร้างขึ้นมาแบบปิรามิด แต่มันจะชัดเป็นเรื่องๆ”