
‘ศิริกัญญา’ ร้องผู้ตรวจการแผ่นส่งศาลปกครองวินิจฉัย-ปมฉกเงินกู้แก้วิกฤติพลัง 18,800 ล้านบาท-โปะ ‘บัตรคนจน’ คนละ 300 บาท เหตุตั้ง ‘งบขาด’ ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกู้เงิน 4 แสนล้าน – ขัด พ.ร.บ.วินัยการคลัง ฯ มาตรา 53 รวมทั้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 และ 140 หรือไม่
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 9.55 น. นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลปกครอง กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติอนุมัติให้นำเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) จำนวน 18,800 ล้านบาท ไปใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ผ่านกองทุนรัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตลอดปีงบประมาณ 2569 ตามมติ ครม.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 และการเพิ่มเบี้ยคนพิการ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 ซึ่งถือเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายฉบับหรือไม่ อาทิ มาตรา 5 แห่ง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท , พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53 และ 54 รวมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 62 และมาตรา 140
ทั้งนี้ เนื่องจากการนำเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ จำนวน 18,800 ล้านบาท ไปใช้ในการเติมบัตรคนจนคนละ 300 บาท ซึ่งเป็นโครงการเดิมที่ใช้จ่ายเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่มีปัญหา คือ เฉพาะในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลตั้งงบประมาณเอาไว้ไม่เพียงพอ หรือที่เรียกว่า “ตั้งงบขาด” ส่งผลทำให้กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และสังคม ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ถือบัตรคนจนจำนวน 13.18 ล้านคน ได้ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพราะในปีงบประมาณ 2569 กองทุนประชารัฐฯได้รับจัดสรรงบประมาณมาเพียง 30,000 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่คำขอใช้งบฯ หรือ ความต้องการใช้เงินในโครงการนี้มีมากถึง 69,154 ล้านบาท
ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวที่ประชุม ครม.จึงมีมติให้ใช้เงินจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือ จำเป็น ไปเติมเงิน ‘บัตรคนจน’ 2 ครั้ง จำนวน 4,799 ล้านบาท และอีกจำนวน 1,667.68 ล้านบาท ตามลำดับ รวมแล้วกองทุนประชารัฐ ฯได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี 2569 ทั้งหมด 36,466.68 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงเป็นเหตุให้ที่ประชุม ครม.วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติอนุมัติให้นำเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ จำนวน 18,800 ล้านบาท มาจัดสรรให้กองทุนประชารัฐฯใช้ตลอดปีงบประมาณ 2569 ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้เสนอ โดยอ้างว่าผู้ถือบัตรคนจนเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยพระราชกำหนดฯ หรือไม่

“ด้วยเหตุนี้เอง ตนจึงต้องมายื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลปกครองวินิจฉัยว่า มติ ครม.ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากตนในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีไม่มีสิทธิ์ที่จะไปยื่นคำฟ้องศาลปกครองได้โดยตรง จึงต้องมายื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542” นางสาวศิริกัญญา กล่าว
ส่วนการที่มายื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลปกครองวินิจฉัยในครั้งนี้ ถามว่าแตกต่างจากที่เคยไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้อย่างไร นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า “การไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ พรรคประชาชน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ จึงใช้ช่องทางการยื่นคำฟ้อง ตามมาตรา 173 ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างชัดเจน ศาลจึงรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือชี้แจงไปที่ศาลแล้ว ส่วนการมายื่นผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้ว คือ หลังจาก พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้ ที่ประชุม ครม.ก็มีการใช้อำนาจทางปกครอง โดยการอนุมัติให้นำเงินกู้ไปใช้จ่ายในโครงการดังกล่าว ซึ่งตนพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายฉบับตามที่ได้กล่าวข้างต้น จึงมาร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งฟ้องศาลปกครองตามกฎหมาย”

นางสาวศิริกัญญา กล่าวต่อว่า เป้าหมายในการมายื่นคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ เพื่อให้ศาลปกครอง วินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายต่าง ๆตามที่กล่าวข้างต้น เพื่อไม่ให้มีการนำเงินกู้ไปใช้ในโครงการดังกล่าว เนื่องจากยังมีแหล่งเงินอื่นอีกหลายช่องทางที่สามารถนำมาใช้ในโครงการนี้ได้ เช่น งบประมาณรายจ่ายปกติ , พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 และเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินวงเงิน 50,000 ล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลจึงควรทบทวนมติ ครม.วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และเปลี่ยนมาใช้แหล่งเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ทำไมรัฐบาลต้องนำเงินกู้ 18,800 ล้านบาท มาใช้ในโครงการนี้ ทั้งที่ในปีงบประมาณ 2569 ยังมีเงินสำรองจ่ายเหลืออยู่ 50,000 ล้านบาท นางสาวศิริกัญญา ตอบว่า ถ้าให้ตอบตรง ๆ คือรัฐบาลถังแตก คือ เงินมีไม่เพียงพอ แต่ก็ยังสามารถใช้วิธีบริหารจัดการงบฯภายในปีประมาณ 2569 ได้ แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลพยายามเบียดบังเงินกู้ที่ใช้แก้ปัญหาวิกฤตติพลังงานมาใช้ในการแก้ปัญหาการตั้งงบประมาณขาด หากปล่อยให้ใช้จ่ายเงินกู้ได้ตามอำเภอใจ ก็จะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อไปในอนาคต ซึ่งการกู้เงินโดยที่ไม่จำเป็นจะทำให้ยอดหนี้สาธารณะ และกลายเป็นภาระคนทั้งประเทศที่ต้องมาแบกรับภาระดอกเบี้ย
ส่วนข้ออ้างที่ว่ากลุ่มผู้ถือบัตรคนจน กับกลุ่มเปราะบาง ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.ก.เงินกู้ฯก็เป็นกลุ่มเดียวกัน ทำไมจะนำเงินกู้ไปช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ไม่ได้ นางสาวศิริกัญญา ตอบว่า “จะพิจารณาแบบนี้ไม่ได้ เพราะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้เป็นโครงการเดิม ไม่ได้มีการเพิ่มเติมอะไรใหม่ ตรงนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ซึ่งจะต้องนำมาแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานเท่านั้น จึงไม่ควรนำเงินกู้ไปใช้โครงการเดิมที่ไม่ใช่การช่วยเหลือใหม่ ๆ หากจะให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.เงินกู้ ฯ ขอแนะนำว่า ควรจะเขียนรายการใช้จ่ายเงินกู้ลงไปใน พ.ร.ก.ชัดๆ ไปเลย เช่น สามารถนำเงินกู้ไปใช้ได้กรณีรัฐบาลเก็ยรายได้ไม่เพียงพอ หรือ มีงบประมาณไม่เพียงพอ อันเนื่องมาจากวิกฤติพลังงาน เป็นต้น หากไปดูวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ มี 2 ข้อ คือ ข้อแรก ให้นำเงินไปเยียวประชาชนที่เดือดร้อนจากวิกฤติพลังงาน ข้อ 2 ใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่กลับไม่มีข้อที่ 3 ให้เอาไปใช้แก้ปัญหารัฐบาลตั้งงบประมาณไม่เพียงพออันเนื่องมาจากวิกฤติพลังงาน”

ถามว่าการใช้เงินกู้โอนเข้าบัตรคนจน คนละ 300 บาท เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา ตอบว่า ตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ฯ ระบุว่า การกู้เงินนอกเหนือจากกฎหมายหนี้สาธารณะจะทำได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อแก้ไขวิกฤตประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน แต่กรณีนี้สามารถใช้งบประมาณปกติได้ ซึ่งทุก ๆปี ก็ใช้งบประมาณายจ่ายประจำปีตามปกติ เพียงแต่ว่าในปีงบประมาณ 2569 ตั้งงบฯเอาไว้ไม่เพียงพอ เนื่องจากในช่วงจัดทำงบประมาณปี 2569 รัฐบาลคาดว่าจะมีการปรับลดจำนวนคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลดลง ทำให้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 เงินงบประมาณที่ตั้งไว้ 30,000 ล้านบาท ใช้หมดเกลี้ยง จึงไปใช้เงินกู้แทน
อนึ่งจากข้อมูลของสำนักงบประมาณ พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2565 – 2569) กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้รับจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณมีรายละเอียดดังนี้
- ปีงบประมาณ 2565 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 30,000 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2566 ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 35,514.62 ล้านบาท ตามจำนวนผู้ถือบัตรที่เพิ่มขึ้น
- ปีงบประมาณ 2567 ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 50,015.27 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2568 การจัดสรรงบประมาณยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 50,400 ล้านบาท
- ปีงบประมาณ 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณแค่ 30,000 ล้านบาท ขณะที่คำขอใช้งบฯหรือความต้องการใช้เงินมีมากถึง 69,154 ล้านบาท รัฐบาลจึงต้องจัดหาเงินจากแหล่งอื่นมาเติมให้ครบ 55,266.68 ล้านบาท โดยมาจากงบกลาง รายการฉุกเฉิน-จำเป็น 6,466.68 ล้านบาท จนนำไปสู่การตัดสินใจดึงเงินกู้พิเศษอีก 18,800 ล้านบาท มาแก้ปัญหาการจัดสรรงบประมาณปกติให้เพียงพอ


