
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯย้ำคำพิพากษา ‘เขากระโดง’ ผูกพันรายแปลง-ไม่เถื่อนหมด
- ปรับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรคนจน’
- เตรียมแก้เกมกัมพูชาในเวทีโลก หลังยกเลิก MOU 44
- สั่ง ‘ศุภจี’ หารือมาเลฯ ปมระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์
- เร่ง ‘ศุภจี’ ปิดดีลภาษีสหรัฐฯก่อน 24 ก.ค.นี้
- มติ ครม.สั่งทุกหน่วยโอนงบปี’69 ส่งสำนักงบฯ 16 มิ.ย.นี้
- ทยอยใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯเพิ่ม 18,000 ล้าน
- ยืนยันงบปี’70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน แบ่งท้องถิ่น 3.9 แสนล้าน
- ออกสลากการกุศล 3 โครงการ 2.1 พันล้าน
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ
ปรับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรคนจน’
ผู้สื่อข่าวถามถึงการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมามีคำถามเรื่องจนจริงหรือไม่จริง โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ก็มีหลักเกณฑ์อยู่ ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดูแลเรื่องนี้อยู่”
เมื่อถามรายละเอียดหลักเกณฑ์ นายอนุทิน ตอบว่า “มีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว ทำตามหลักเกณฑ์ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”
ย้ำงบปี’70 เพิ่ม 7 พันล้าน ขอทุกหน่วยใช้ให้มีประสิทธิภาพ
เมื่อถามถึงงบประมาณปี 2570 นายอนุทิน ตอบว่า “พอดีผมไปต่างประเทศมา 2 สัปดาห์ วันนี้จะมีเรื่องของงบประมาณที่จะผ่าน ครม. เพื่อเสนอต่อรัฐสภา ได้ให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณสรุปให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ”
“ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบวงเงินงบประมาณ ปีนี้มากกว่าปีที่แล้วเพียง 7,000 ล้าน เพราะเรามีวงเงินค่อนข้างจำกัด ก็ต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ และกระจายให้ทั่วถึงประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายอนุทิน กล่าว
ย้ำคำพิพากษา ‘เขากระโดง’ ผูกพันรายแปลง-ไม่เถื่อนหมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เดินทางไปถึงหน้าบ้านนายเนวิน ชิดชอบ เพื่อติดตามความคืบหน้าประเด็นเขากระโดง โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกคนมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ…เรื่องเขากระโดงก็ดี ฮั้ว สว. ก็ดี มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คำพิพากษาทั้งหลาย ถ้าออกมาก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีใครฝ่าฝืนกฎหมายได้”
ถามต่อว่ากระทรวงคมนาคมรายงานเรื่องการทวงคืนพื้นที่ทีละแปลงอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เป็นเรื่องของการรถไฟ เขาคงรายงาน รมว.คมนาคม (พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ส่วนกระทรวงมหาดไทย-กรมที่ดิน รายงานมาโดยตลอดว่ามันไม่ได้ผูกพัน คำพิพากษาที่คนพยายามพูด และชี้นำให้สาธารณะได้เชื่อถือ มันก็ผูกพันรายแปลง”
“คำพิพากษาที่ออกมาคือ ชาวบ้านฟ้องการรถไฟให้ออกโฉนด แล้วศาลบอกไม่ให้ออกโฉนด แล้วจะไปทึกทักว่าแปลงอื่นเถื่อนไปหมด ก็ไม่ใช่ รถไฟก็มาฟ้องรายแปลงไป เขาก็ดำเนินการอยู่ และถ้าศาลได้มีคำวินิจฉัย ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่มีใครฝ่าฝืนไปได้เป็นอันขาด” นายอนุทิน ขยายความ
เตรียมแก้เกมกัมพูชาในเวทีโลก หลังยกเลิก MOU 44
เมื่อถามถึงประเด็นที่กัมพูชาระบุว่า ประเทศไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว โดยที่กัมพูชาไม่ได้รับทราบ นายอนุทิน ชี้แจงว่า “ยังไม่ได้รับทราบว่ามีปัญหาอะไร” และกล่าวต่อว่า “เรื่อง MOU 44 ได้แจ้งให้ผู้นำกัมพูชาได้รับทราบแล้วในการประชุมอาเซียน ท่านก็ได้รับทราบและยืนยันว่าได้รับทราบในที่ประชุมของอาเซียน ผมได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่าท่าน (กัมพูชา) ก็ผิดหวัง แต่จากนี้ใช้หลัก UNCLOS ในการดำเนินการต่อไป ซึ่งเรายังไม่ได้กำหนดว่าจะดำเนินการต่อไปเมื่อไร”
ถามว่า ประเทศไทยจะถูกมองว่าหน้าฉากกับหลังฉากไม่เหมือนกันหรือไม่ นายอนุทิน จึงถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “ใครมอง”
จากนั้นนายอนุทิน พูดต่อว่า “ผมไม่ได้มองอย่างนั้น ผมมองว่าเหมือนกันหมด”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า คนไทยมองว่ากัมพูชาพูดบนเวทีโลกแบบหนึ่ง แต่เดินเกมอีกแบบหนึ่ง ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “มันอยู่ที่ว่าประเทศไทยยืนหลักอย่างไรมากกว่า ยังไม่ได้มีจุดไหนที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ”
“พูดกันไปตลอดสัปดาห์ ทั้งเปิดด่าน เปิดนั่น เปิดนี่ แล้วมีไหม กระทั่งกุเรื่องขึ้นมาว่าเปิดให้นักเรียนจากฝั่งนู้นเข้ามาเรียนในฝั่งเราเพื่อมนุษยธรรม ก็เขียน fake news ไปเรื่อย จนเดือดร้อนผู้ว่าฯ ที่อยู่ต่างประเทศ ต้องให้เขารีบชี้แจงว่าไม่มี เพราะถ้าไม่มีใครชี้แจงได้ชัดเจนเท่าผู้ว่าที่ดูแลเรื่องชายแดน” นายอนุทิน กล่าว
“การที่เราไปเจรจากับนานาชาติ เวียดนามก็มาเยือนเรา เราก็พบกับผู้นำฝรั่งเศส ไม่ได้มีปัญหา พบองค์การยูเนสโก ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรที่ประเทศไทยต้องมาปรับท่าทีอะไร ไม่ได้มีใครหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาแม้แต่น้อย” นายอนุทิน ตอบ
ถามต่อว่าการปล่อยเฟคนิวส์ต้องการอะไร นายอนุทิน ตอบว่า “มันคิดไม่ได้หรอก ผมไม่เสียเวลาคิดกับคนพวกนี้อยู่แล้ว”
ถามต่อว่า กัมพูชาพูดคุยกับต่างชาติ ประเทศไทยจะแก้เกมอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ก็มันต้องไปแก้เกม ไทยก็ดำเนินการแบบสิ่งที่รัฐบาลไทยได้รับฟังจากพี่น้องประชาชน เราก็พยายามดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ทำให้ประเทศไทยเสียสถานะในเวทีนานาชาติ และยังดำรงอธิปไตย เกียรติภูมิ ความมั่นคงและเป็นที่ยำเกรงของคนที่จะมาเป็นอริกับประเทศของเรา เราก็มีหลักของเราในการดำเนินการอยู่แล้ว”
สั่ง ‘ศุภจี’ หารือมาเลฯ ปมระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์
ดร.รัชดา รายงานข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีว่า ประเทศมาเลเซียได้มีมาตรการควบคุมการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว โดยนายกฯ มีความห่วงใยเป็นอย่างมาก จึงสั่งการไปกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ให้เร่งดำเนินการเจรจากับมาเลเซียในกรณีดังกล่าว
“นายกฯ เน้นย้ำว่าต้องเร่งดำเนินการในทันทีเพราะกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออก เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และชาวประมง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีผู้เลี้ยงกุ้งจำนวนมาก ถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปจะกระทบกับราคากุ้งและราคาหน้าฟาร์ม รวมถึงมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อย” ดร.รัชดา กล่าว ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า นายกฯ มอบหมายให้ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ หารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อหาทางออกไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและไม่ทำให้เกษตรกรไทยแบกรับภาระโดยลำพัง
นอกจากนี้ นายกฯ สั่งการให้เตรียมมาตรการรองรับที่อาจเกิดขึ้น ทั้งการป้องกันไม่ให้ราคากุ้งหน้าฟาร์มตกต่ำ การดูแลผลผลิตที่อาจเข้าสู่ตลาดในประเทศมากขึ้น และการเร่งเปิดตลาดสำรองเพื่อระบายสินค้าไปยังตลาดอื่นทดแทน
“นายกฯ เน้นย้ำว่า จะต้องไม่ปล่อยให้ปัญหานี้กลายเป็นภาระของเกษตรกรฝ่ายเดียว เพราะอุตสาหกรรมกุ้งเชื่อมโยงทั้งฟาร์ม ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออกและแรงงานจำนวนมาก ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องทำงานเร็วและชัด และมีมาตรการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.รัชดา กล่าว
เร่ง ‘ศุภจี’ ปิดดีลภาษีสหรัฐฯก่อน 24 ก.ค.นี้
ดร.รัชดา รายงานว่า ที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ มีข้อสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว
ทั้งนี้ นายอนุทิน เห็นว่า ขณะนี้สหรัฐฯ ได้สรุปข้อตกลงกับหลายประเทศแล้ว ทั้งในอาเซียน และประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้ไทยมีเวลาในการต่อรองไม่มากนัก จึงมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เร่งนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการเจรจา ก่อนอัตราภาษีปัจจุบันจะสิ้นสุดลง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 24 ก.ค. นี้
ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ภาคส่งออก ผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงานไทยทั้งระบบ นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้ทำงานแบบเร่งรัด แต่ต้องรอบคอบ ยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก
สำหรับความคืบหน้าการดำเนินล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 นางศุภจีได้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้าสหรัฐอเมริกา ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนการค้าไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 เพื่อขับเคลื่อนการเจรจามาตรการภาษีกับสหรัฐฯ และปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการไทย
โดยที่ประชุมได้กำหนดทิศทางการเจรจาประเด็นที่ยังติดขัดภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ หรือ ART โดยให้ทุกหน่วยงานร่วมกันหาทางออกและข้อเสนอที่สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ และเร่งสรุปผลก่อนการประกาศผลไต่สวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 3–5 พ.ค. 2569 นางศุภจีได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงท่าทีชัดว่าต้องการให้ไทยเร่งสรุป ART และเห็นถึงความจริงใจของไทยในการปรับสมดุลทางการค้า ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เจรจาต่อเนื่องทั้งระดับนโยบายและระดับเทคนิค
“นายกฯ เน้นย้ำกับ ครม. ว่าไม่ใช่ประเด็นของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งภาคการส่งออก ผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงานของไทยทั้งระบบ ฉะนั้นท่านใดกำชับให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทำงานแบบเร่งรัด แต่รอบคอบ ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก…รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ไทยเสียจังหวะในการค้าโลก” ดร.รัชดา กล่าว
เยือนเวียดนามสานต่อหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 8-9 มิ.ย.นี้
ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ เล่าถึงการมาเยือนประเทศไทยของนายโต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม เรื่องความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ยกระดับจากพันธมิตรเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศไทย-เวียดนามว่า เป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
“นายกฯ ย้ำให้ ครม. หน่วยงานไหน กระทรวงใดที่มีความเกี่ยวข้องที่จะยกระดับความสัมพันธ์นี้จากเพียงแค่การลงนามทางเอกสาร ทุกคนต้องขับเคลื่อนให้มีผลเป็นรูปธรรม ขยายความร่วมมือทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ซึ่งวันนี้มูลค่าทางการค้าอยู่ที่ 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายว่าจะต้องขยายไปให้ถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ” ดร.รัชดา กล่าว
ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า ทั้งสองประเทศเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ แต่รัฐบาลไม่ได้มองเพียง 2 ประเทศ แต่จะยกระดับความร่วมมือขยายไประดับภูมิภาคอาเซียนด้วย ฉะนั้น ทุกหน่วยงานต้องต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศไม่หยุดแค่เพียงการหารือและลงนาม แต่ต้องขับเคลื่อนสู่แผนงานที่ชัดเจน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยของประชาชน และความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว
ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า นายกฯ พูดถึงประธานาธิบดีเวียดนามได้เชิญนายกฯ ไปเยือนกรุงฮานอย และเข้าร่วมการประชุม Asean Future Forum (AFF2026) ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 โดยนายกฯ ตอบรับคำเชิญ วัตถุประสงค์เพื่อสานต่อความร่วมมือระดับภูมิภาค รวมถึงหารือแนวทางรับมือความท้าทาย โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยและเวียดนามให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ , นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ทยอยใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯเพิ่ม 18,000 ล้าน
ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฯ) โอนเงินเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (บัญชีสะสมฯ) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม จำนวน 18,000 ล้านบาท
โดยให้กองทุนฯ ทยอยโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีสะสมฯ ตามปริมาณสภาพคล่องของกองทุนฯ ตามที่กองทุนฯ เสนอมา ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
ทั้งนี้ ครม. เคยมีมติอนุมัติให้ โอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนฯ เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF 1 และ FIDF 3 มาแล้ว รวม 27 ครั้ง (ปีงบฯ 2546 – 2569) วงเงินรวมทั้งสิ้น 279,042 ล้านบาท โดยครั้งล่าสุด ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครมมีมติ (2 ธ.ค. 68) ได้อนุมัติให้โอนเงินของกองทุนฯ เข้าบัญชีสะสมฯ เป็นเงินจำนวน 5,000 ล้านบาท ตามปริมาณสภาพคล่องของกองทุนฯ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สำหรับครั้งนี้ ชำระคืนเพิ่มเติม จำนวน 18,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินปันผลที่กองทุนฯ ได้รับจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) รวมจำนวน 17,980 ล้านบาท รวมกับสภาพคล่องส่วนเกินของกองทุนฯ อีกจำนวน 20 ล้านบาท และมียอดหนี้คงค้าง (เฉพาะเงินต้น) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 คงเหลือ 478,177 ล้านบาท
สั่งทุกหน่วยโอนงบปี’69 ส่งสำนักงบฯ 16 มิ.ย.นี้
ดร.รัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อโอนงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณที่หมดความจำเป็น หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ เป็นค่าใช้จ่ายในการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ ๆ มีดังนี้
1.รายจ่ายประจำ รายการที่นำไปจัดทำทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่าย และไม่มีข้อผูกพันชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิ.ย. 2569 โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการสัมมนา ฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ การเดินทาง ไปราชการต่างประเทศ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่อง หรือรายการที่สามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถดำเนินการได้
2. รายจ่ายลงทุน ประกอบด้วย
(1) รายการปีเดียวที่ไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวนหรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิ.ย.2569
(2) รายการผูกพันข้ามปีที่ไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวนหรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิ.ย.2569 ซึ่งหน่วยงานพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็น และสามารถยกเลิกหรือชะลอการดำเนินการได้
(3) รายการงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาว่า สามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อราชการ หรือ ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ 2569
ทั้งนี้ ไม่รวมงบประมาณรายจ่ายบุคลากร งบประมาณภายใต้แผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ค่าใช้จ่ายที่เป็นไปเพื่อการจัดสวัสดิการแห่งรัฐ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างงานของหน่วยรับงบประมาณ งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งานดำเนินการเอง รายการที่อยู่ระหว่างการเจรจาผลการซื้อหรือจ้างฯ และงบประมาณเหลือจ่ายของรายจ่ายลงทุนที่ยังมีความจำเป็นในการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลหรือภารกิจสำคัญของหน่วยงาน รวมทั้งรายการที่มีความสำคัญสูง หากไม่ดำเนินการจะเกิดความเสียหายต่อราชการหรือส่งผลกระทบต่อประชาชน
สำหรับปฏิทินการโอนงบประมาณฯ มีดังนี้
- วันที่ 5 มิ.ย.2569 หน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียดการโอนฯ เสนอผ่านรัฐมนตรีเจ้าสังกัด และส่งให้สำนักงบประมาณ วันที่ 16 มิ.ย.2569 สำนักงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณารายละเอียดการโอนฯ
- วันที่ 25 มิ.ย.2569 สภาผู้แทนฯ พิจารณาวาระ 1
- วันที่ 2 ก.ค. 69 สภาผู้แทนฯ พิจารณาวาระ 2 – 3
- วันที่ 6 ก.ค. 69 วุฒิสภาพิจารณา และ
- วันที่ 15 ก.ค. 69 นำร่าง พ.ร.บ. โอนฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ
ยืนยันงบปี’70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน แบ่งท้องถิ่น 3.9 แสนล้าน
ดร.รัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยรับงบประมาณ ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยมุ่งให้ความสำคัญกับนโยบายรัฐบาล การบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทฯ และแผนพัฒนาต่างๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน มากไปกว่านั้น ยังคำนึงถึงความจำเป็น ความพร้อม ความคุ้มค่า ขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ สถานะด้านการคลัง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1) วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
- รายจ่ายประจำ จำนวน 2,786,367.1363 ล้านบาท
- รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.0403 ล้านบาท
- รายจ่ายลงทุน จำนวน 789,171.5383 ล้านบาท
- รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท
2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท สามารถจำแนกเป็นมิติต่างๆ ประกอบด้วย
- 8 กลุ่มงบประมาณ ได้แก่ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง (จำนวน 12 รายการ) งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ งบประมาณรายจ่ายบุคลากร งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง และงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย
- 5 นโยบายรัฐบาล (จำนวน 1,503,088.7746 ล้านบาท) ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคมด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
- 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลย์และพัฒนาระบบ ประกอบด้วย การบริหารจัดการภาครัฐและรายการดำเนินการภาครัฐ
3) จัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 394,966.5942 ล้านบาท
ออกสลากการกุศล 3 โครงการ 2.1 พันล้าน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังดำเนินโครงการออกสลากการกุศล เพื่อสนับสนุนโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการพิจารณาโครงการสลากการกุศล จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 2,179.24 ล้านบาท ดังนี้
1. โครงการสนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อเสริมศักยภาพโรงพยาบาลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา วงเงิน 990.72 ล้านบาท
2. โครงการส่งเสริมและสร้างการรับรู้ทางวัฒนธรรมและภาพลักษณ์ความเป็นไทย วงเงิน 800 ล้านบาท
3. โครงการขับเคลื่อนการนำทุนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ วงเงิน 388.52 ล้านบาท
ในการนี้ ครม. ยังมอบหมายให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบการจัดพิมพ์จัดจำหน่าย จ่ายเงินรางวัล และประสานงานกับหน่วยงานเจ้าของโครงการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้ผู้รับใบอนุญาตออกสลากการกุศล เสียภาษีการพนันในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดราคาสลากที่มีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย ตามกฎกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ให้จัดทำแผนการออกสลากการกุศลและแผนการใช้เงินของแต่ละโครงการ และรายงานต่อ คกก. พิจารณาโครงการฯ เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ติดตามการดำเนินโครงการที่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
แก้ไขข้อตกลงการค้า ‘ATIGA’
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement) (ATIGA) และเอกสารแนบท้าย ซึ่งได้มีการลงนามแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 และอนุมัติให้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) นำพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA และเอกสารแนบท้ายที่ได้มีการลงนามแล้วเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ โดยมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการนำส่งสัตยาบันสารของพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA ให้แก่เลขาธิการอาเซียนเพื่อรับทราบการให้สัตยาบันพิธีสารดังกล่าว เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ มอบหมายกรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากรดำเนินการออกประกาศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA มีผลใช้บังคับภายใน 18 เดือนหลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนลงนามร่างพิธีสารดังกล่าว โดยใน 18 เดือนนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศจะต้องดำเนินกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) ได้ปรับปรุงมาจากความตกลงว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากรที่เท่ากัน (Common Effective Preferential Tariff: CEPT) ของอาเซียน หรือ ASEAN Free Trade Area-Common Effective Preferential Tariff (AFTA CEPT) ซึ่งมีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักเกณฑ์ที่แน่ชัดในด้านการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ครอบคลุม ทั้งการลดภาษีสินค้า มาตรการที่มิใช่ภาษี การอำนวยความสะดวกทางการค้า กระบวนการด้านศุลกากรและกฎระเบียบทางเทคนิคที่เป็นอุปสรรคทางการค้า
ต่อมาในปี 2568 คณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน เห็นชอบการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Upgraded ATIGA) จึงได้มีการจัดทำร่างพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) โดยประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามในพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA และเอกสารแนบท้ายครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568
ทั้งนี้ พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลง ATIGA ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ เป็นการเจรจายกระดับความตกลง ATIGA โดยการปรับปรุงความตกลง ATIGA ฉบับเดิมทั้งฉบับในบทต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสภาวการณ์การค้าในปัจจุบัน รวมทั้งมีความสอดคล้อง กับความตกลงการค้าเสรี (FTA) สมัยใหม่ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งในรูปแบบมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มีใช่ภาษี ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เนื้อหาของความตกลง จำนวน 17 บท และภาคผนวก จำนวน 2 ภาคผนวก มีการจัดทำบทบัญญัติใหม่ จำนวน 6 บท ปรับเพิ่มเนื้อหาจากเดิม จำนวน 8 บท และ 1 ภาคผนวก และคงเนื้อหาเดิม จำนวน 3 บทและ 1 ภาคผนวก เพื่อแนบเป็นเอกสารแนบท้าย (Appendix) ของความตกลงฉบับนี้ (ความตกลงฉบับนี้ไม่มีการจัดทำข้อสงวน)
สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. บทบัญญัติใหม่ จำนวน 6 บท ได้แก่ 1) บทวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม และรายย่อย เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และจัดทำแพลตฟอร์ม ข้อมูลสาธารณะเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้าถึงได้ง่าย 2) บทความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการเพื่อเพิ่มประโยชน์จากความตกลง โดยการจัดการโครงการ (Work Programme) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค และการเข้าถึงข้อมูล 3) บทการค้าในสถานการณ์วิกฤตด้านมนุษยธรรม เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงเสริมสร้างความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ทางการค้า ในช่วงสถานการณ์วิกฤต 4) บทการค้าและสิ่งแวดล้อม เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อกำกับการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการค้า 5) บทการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือในเรื่องการไหลเวียนของสินค้าและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางปฏิบัติที่ดี รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน 6) บทความโปร่งใส เป็นการเผยแพร่กฎระเบียบของประเทศสมาชิกเพื่อความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลกฎระเบียบผ่านอินเทอร์เน็ต
2.บทบัญญัติที่ปรับเพิ่ม จำนวน 8 บท และ 1 ภาคผนวก ได้แก่
1) บทการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติและการเข้าสู่ตลาด โดยใช้ความตกลง RCEP เป็นพื้นฐาน จากเดิม ที่เนื้อหามุ่งเน้นการเปิดเสรีด้านอัตราอากรศุลกากรและการแก้ไขอุปสรรคการค้าจากมาตรการที่มิใช่ภาษีเป็นหลัก เป็นการปรับปรุงให้มีเนื้อหาในประเด็น เช่น มาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าอาหารและเกษตรและสินค้าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วแต่มีการนำกลับมาปรับปรุงแปรสภาพให้มีคุณสมบัติเหมือนของใหม่ (Remanufactured Goods) (โดยข้อบทนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดเนื่องจากไม่มีการลดและยกเลิกอากรศุลกากร โดยจะผูกพันเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน และจะยังไม่ถูกบังคับใช้สำหรับ 7 รัฐ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม โดยรัฐสมาชิกกลุ่มนี้จะหารือเพื่อพิจารณาว่าจะบังคับใช้ข้อบทนี้หรือไม่ และหากจะบังคับใช้ข้อบทจะเป็นไปในลักษณะใดภายใน 5 ปี หลังจากที่ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ)
2) บทกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าจากเดิมที่มีเนื้อหาข้อผูกพันด้านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าในรูปแบบดั้งเดิม ได้มีการปรับเพิ่มเนื้อหา เช่น การเพิ่มเกณฑ์ Produced Exclusively (PE) ซึ่งเป็นหลักการใช้วัตถุดิบทั้งหมดจากภายในกลุ่มรัฐสมาชิก ภายใต้หลักการนี้สินค้าจะได้ถิ่นกำเนิด เมื่อสินค้านั้นมีการผลิตภายในรัฐสมาชิก โดยใช้วัสดุที่ได้ถิ่นกำเนิดของรัฐสมาชิกรัฐหนึ่งหรือมากกว่าในความตกลงเดียวกันทั้งหมดเท่านั้น การอนุญาตให้ผู้ส่งของออกหรือผู้ผลิตสามารถจัดทำคำรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Origin Declaration) ได้ จากเดิมที่กำหนดให้ทำได้เฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับการรับรองเท่านั้น และการกำหนดให้มีการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form D) อย่างเต็มรูปแบบ
3) บทพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า จากเดิมที่เนื้อหามุ่งเน้นไปที่พิธีการศุลกากร ได้มีการปรับโครงสร้างและเพิ่มเนื้อหาในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าและพิธีการศุลกากร ในลักษณะที่มีเนื้อหา พื้นฐานสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าภายใต้ WTO และเพิ่มเนื้อหาในประเด็น เช่น การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ และการเผยแพร่ข้อมูลอย่างโปร่งใส
4) บทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ได้มีการปรับเพิ่มเนื้อหา เช่น ความโปร่งใส ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการดำเนินมาตรการด้าน SPS ซึ่งรวมไปถึงการยอมรับใบรับรอง SPS ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เทียบเท่ากับใบรับรองกระดาษ
5) บทมาตรฐานกฎระเบียบทางเทคนิค และกระบวนการตรวจสอบและรับรอง ได้มีการปรับเพิ่มเนื้อหา เช่น สนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความโปร่งใสในการแจ้งกฎระเบียบทางเทคนิค กำหนดให้มีการหารือทางเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหาจากการปฏิบัติตามพันธกรณี
6) บทมาตรการเยียวยาทางการค้า ได้มีการเปิดโอกาสให้มีการหารือในประเด็นที่เกิดจากการไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้า และการกำหนดให้มีกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
7) บทการจัดการสถาบัน เป็นการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ความตกลง ATIGA รวมถึงการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน
8) บทการระงับข้อพิพาท จากเดิมที่มีเนื้อหามุ่งเน้นไปที่การระงับ ข้อพิพาทผ่านกลไกระงับข้อพิพาทภายใต้พิธีสารว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (พิธีสาร EDSM) ได้มีการปรับเนื้อหา โดยการเพิ่มกลไกทางเลือกในการหาข้อยุติต่อกรณีพิพาททางการค้าในลักษณะที่ดำเนินการได้ง่าย ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และลดนัยทางการเมืองเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท และภาคผนวก 1 ตารางข้อผูกพันทางภาษี มีการปรับตารางข้อผูกพันทางภาษีให้สอดคล้องกับพันธกรณีใหม่ด้านการลดและยกเลิกอากรศุลกากรเพิ่มเติม โดยรัฐสมาชิกอาเซียน 9 รัฐ (ยกเว้นสิงคโปร์ ที่มีการลดอัตราอากรเหลือร้อยละ 0 แล้วทุกรายการ) ได้มีการลดหรือยกเลิกอากรเพิ่มเติมสำหรับสินค้าบางรายการ ซึ่งเป็นไปในรูปแบบสมัครใจและเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์เช่น มาเลเซียได้ยกเว้นอากรเพิ่มเติมในสินค้าผลไม้ เวียดนามได้ยกเว้นอากรสินค้าสัตว์ปีกเลี้ยงมีชีวิต โดยในส่วนของไทยเป็นการลดอัตราอากรสินค้า 1 รายการ คือ สินค้าดอกคาร์เนชั่น (พิกัด 0603.12.00) โดยเป็นการลดอัตราอากรจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 4 (ปัจจุบันไทยมีการยกเว้นอากรสำหรับสินค้าดอกคาร์เนชั่นให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าเสรีฉบับอื่นอยู่แล้ว โดยไทยได้มีการยกเว้นอากรสำหรับสินค้าดังกล่าวภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียนจีน และไทยยังได้ผูกพัน ที่จะยกเว้นอากรสำหรับสินค้าดังกล่าวในปี 2571 ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ด้วย ดังนั้น การลดอากรสำหรับสินค้าดอกคาร์เนชั่น ภายใต้พิธีสารฉบับนี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของสินค้านำเข้าจากประเทศสมาชิกอาเซียน)
3. บทบัญญัติคงเนื้อหาเดิม จำนวน 3 บท และ 1 ภาคผนวก ได้แก่ 1) บทคำนิยามทั่วไปและบทบัญญัติเบื้องต้น 2) บทข้อยกเว้นด้านความมั่นคงและบททั่วไป 3) บทบัญญัติสุดท้าย และภาคผนวก 2 รายชื่อความตกลงที่ถูกแทนที่โดยความตกลงฉบับนี้ เช่นความตกลงว่าด้วยอัตราภาษีพิเศษที่เท่ากันสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (Common Effective Preferential Tariff: CEPT)
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การผูกพันของไทยภายใต้พิธีสารฉบับนี้จะทำให้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการช่วยลดอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการที่มิใช่ภาษี โดยสามารถเข้าถึงกฎระเบียบ/มาตรการที่ใช้ทั้งในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์วิกฤต การจัดทำกลไกการหารือระหว่างประเทศสมาชิกที่มีขั้นตอนและกำหนดเวลาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคระหว่างประเทศสมาชิก (เดิมที่เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลด้านการค้าผ่านอินเตอร์เน็ตเฉพาะในสถานการณ์ปกติ และมีกลไกการดำเนินงานด้านการลดอุปสรรคจากมาตรการที่มีใช่ภาษีที่ยังขาดความชัดเจนในขั้นตอนการดำเนินงานและแนวทาง) มีการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้ครอบคลุมการดำเนินการด้านการค้าสินค้าภายใต้อาเซียนมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพียงด้านศุลกากร รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือเกี่ยวกับการค้า และสิ่งแวดล้อมทั้งด้านนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อกำกับการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการค้า เพื่อให้นำไปสู่การส่งเสริมการใช้วัสดุได้อย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง จากเดิมที่อาเซียนไม่มีพันธกรณีเกี่ยวกับความร่วมมือในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ ในการเจรจายกระดับความตกลง ATIGA ของไทย กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมเพื่อพิจารณาจัดทำท่าทีของไทยกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนในช่วงการเจรจายกระดับความตกลง ATIGA จนได้ข้อสรุปของร่างพิธีสารฯ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมไม่มีข้อขัดข้อง อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้มีการสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงกระบวนการภายในประเทศที่ต้องดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณี
เห็นชอบร่างเจรจาทวิภาคีการค้าไทย-เอธิโอเปีย
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในสารัตถะของร่างพิธีสารว่าด้วยการเจรจาทวิภาคีด้านสินค้าและบริการระหว่างไทยกับเอธิโอเปีย (ร่างพิธีสารฯ) เพื่อการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ของเอธิโอเปีย และมอบหมายให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างพิธีสารฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างพิธีสารฯ ที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้ พณ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบในสารัตถะของร่างพิธีสารว่าด้วยการเจรจาทวิภาคีด้านสินค้าและบริการระหว่างไทยกับเอธิโอเปีย (ร่างพิธีสารฯ) เพื่อการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ของเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของ WTO ที่เปิดให้ประเทศภาคีสมาชิกเจรจาเปิดตลาดด้านสินค้าและบริการ เพื่อให้มั่นใจว่าการเข้าเป็นสมาชิกใหม่จะไม่กระทบต่อสิทธิประโยชน์เดิมที่สมาชิกปัจจุบันเคยได้รับ และเป็นการกำหนดเพดานภาษีหรือข้อผูกพันด้านบริการที่ชัดเจนก่อนรับเข้าสู่ระบบพหุภาคี โดยเอธิโอเปียอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภาคยานุวัติเป็นสมาชิก WTO ทั้งนี้ ร่างพิธีสารฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดข้อผูกพันอัตราภาษีศุลกากรด้านสินค้า และตาราง ข้อผูกพันทั่วไปและข้อผูกพันเฉพาะด้านการค้าบริการ โดยในระหว่างการเจรจาข้อเสนออัตราภาษีผูกพันสำหรับการเจรจาเปิดตลาด ไทยได้เรียกร้องให้เอธิโอเปียปรับลดอัตราภาษีผูกพันในสินค้า ศักยภาพของไทย จำนวน 261 รายการ และสามารถสรุปผลการเจรจาทวิภาคี รวมถึงการปรับแก้ถ้อยคำร่างพิธีสารฯ แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งผลการเจรจาทวิภาคีระหว่างไทยกับเอธิโอเปียในการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรให้กับสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก รวมถึงข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าและบริการของไทย จะถูกนำไปรวมกับผลการเจรจาทวิภาคีระหว่างเอธิโอเปียกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ และบรรจุไว้เป็นส่วนต่อท้าย (addendum) ของพิธีสารภาคยานุวัติ (Protocol of Accession) เข้าเป็นสมาชิก WTO ของเอธิโอเปีย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเกี่ยวกับเรื่องในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 เห็นชอบในสารัตถะของร่างพิธีสารว่าด้วยการเปิดตลาดทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับติมอร์ – เลสเต ภายใต้กระบวนการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิก WTO ของติมอร์ – เลสเต
ทั้งนี้ การเจรจาทวิภาคีเปิดตลาดสินค้าและบริการ ตามกระบวนการดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม ศักยภาพด้านการส่งออกสินค้าของไทยและเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเอธิโอเปีย ผ่านการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรให้กับสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ ในการผลิตและส่งออก ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา ไฟเบอร์บอร์ด และวงจรรวมที่ใช้ในทางอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร เช่น ปลาทูน่า แป้งทำจากมันสำปะหลัง น้ำมันปาล์มดิบ น้ำตาล ที่ได้จากอ้อย และข้าวโพดหวาน รวมถึงช่วยขยายโอกาสทางการลงทุนและตลาดบริการในสาขา ที่ไทยมีศักยภาพ เช่น สาขาบริการด้านโรงแรมและภัตตาคาร ธุรกิจนำเที่ยว นอกจากนี้ยังถือเป็นโอกาสที่ดีของไทยที่จะแสดงบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศของเอธิโอเปียในกระบวนการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันทางการค้า ที่เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และมีความโปร่งใสในตลาดการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
โดย กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างพิธีสารฯ เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งในการเจรจาเพื่อเข้าเป็นภาคีสมาชิกของ WTO กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่จำเป็นต้องจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนาม
ไฟเขียว มรภ.สุรินทร์ เปิดหลักสูตร “สาธารณสุขศาสตร์”
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ เพื่อยกระดับและรองรับการขยายตัวทางการศึกษาในสาขาวิชาที่ตอบโจทย์การพัฒนาสุขภาวะในระดับท้องถิ่นและประเทศ
โดยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้มีการเปิดสอนสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตบุคลากรด่านหน้าด้านสาธารณสุข และหลักสูตรดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และคณะกรรมการสภาการสาธารณสุขชุมชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งได้แจ้งหลักสูตรต่อสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายทุกประการ
สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เป็นการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อปริญญา อักษรย่อ และสีประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คือ กำหนดชื่อปริญญาและอักษรย่อ โดยในระดับปริญญาเอก เรียกว่า “สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ส.ด.” และ “ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ปร.ด.” ส่วนในระดับปริญญาโท เรียกว่า “สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ส.ม.” และในระดับปริญญาตรี เรียกว่า “สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ส.บ.” พร้อมทั้งกำหนดสีประจำสาขาวิชา เป็นสีชมพูอมส้ม ที่เป็นสีประจำสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การอนุมัติเพิ่มสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพป้อนสู่พื้นที่และสังคมไทยในวงกว้าง โดยหลังจากนี้ คณะรัฐมนตรีจะดำเนินการตามขั้นตอน ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
เห็นชอบลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นเริ่ม 1 เม.ย.70
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (MOC) ระหว่างกระทรวงแรงงานไทยและหน่วยงานภาครัฐของประเทศญี่ปุ่น พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงแรงงานและอธิบดีกรมการจัดหางานเป็นผู้ลงนาม ซึ่งการจัดทำ MOC ครั้งนี้ เป็นการรองรับนโยบายนำเข้าแรงงานใหม่ของญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ “ระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ” (ESD) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2570
ทั้งนี้ ร่างบันทึกความร่วมมือนี้ จะมีประโยชน์ต่อแรงงานไทยอย่างมาก โดยจะช่วยยกระดับการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้มีทักษะอาชีพเทียบเท่า “แรงงานทักษะเฉพาะ หมายเลข 1” ผ่านการทำงานในญี่ปุ่น 3 ปี และยังช่วยคุ้มครองสิทธิความท่าเทียม เพราะแรงงานไทยจะได้รับสิทธิและการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและความปลอดภัย เช่นเดียวกับลูกจ้างชาวญี่ปุ่น ไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือเอารัดเอาเปรียบ นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นขึ้น อนุญาตให้แรงงานขอย้ายงาน หรือเปลี่ยนนายจ้างได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดและจะมีมาตรการร่วมกับสถานทูตไทยดูแลให้แรงงานและครอบครัวเดินทางกลับประเทศอย่างราบรื่นเมื่อสิ้นสุดโครงการ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า MOC ฉบับนี้มีอายุบังคับใช้ 5 ปี (ต่ออายุอัตโนมัติคราวละ 5 ปี) โดยกระทรวงการต่างประเทศยืนยันไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การลงนามครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดแรงงาน ยกระดับสิทธิประโยชน์ของคนไทยในญี่ปุ่นให้ได้รับความเป็นธรรม และนำทักษะกลับมาพัฒนาประเทศ
วางเป้าหมาย-มาตรการสกัดชาวบ้านรุกพื้นที่ ‘ป่าไม้ถาวร’
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบพื้นที่เป้าหมาย และกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัย และทำกินเดิมในพื้นที่ป่าไม้ถาวรสามารถเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้องตามกฎหมาย
รองโฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการเติมเต็มช่องว่างของมาตรการเดิม เนื่องจากแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ที่ผ่านมา ยังไม่ครอบคลุม “พื้นที่ป่าไม้ถาวร” อย่างชัดเจน รัฐบาลจึงกำหนดกรอบมาตรการเฉพาะ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางดำเนินการที่เป็นระบบ ลดความสับสน ลดข้อพิพาท และสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยไม่ใช่การให้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เป็นการรับรองการอยู่อาศัยและทำกินในลักษณะแปลงรวม ภายใต้เงื่อนไขการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า
โดยสาระสำคัญของกรอบมาตรการ แบ่งตามลักษณะพื้นที่และช่วงเวลาการใช้ประโยชน์ เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3–5 ที่มีการทำประโยชน์ก่อนปี 2545 จะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายผ่านโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ส่วนพื้นที่ที่มีการทำประโยชน์ภายหลังจนถึงปี 2557 จะให้อยู่อาศัยและทำกินแบบแปลงรวม โดยมีเงื่อนไขปลูกไม้เศรษฐกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ หรือไม่น้อยกว่า 50 ต้นต่อไร่
สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1–2 ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศ จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เข้มงวด และคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยให้ใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ลดการชะล้างพังทลาย และปลูกไม้ 3 อย่างตามแนวพระราชดำริ รวมถึงกรณีที่ต้องใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1–2 ในอนาคต จะต้องเสนอขอผ่อนผันมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนควบคู่กับการรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติ กรอบมาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนที่อยู่เดิมมีความมั่นคงในการดำรงชีวิตมากขึ้น ลดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล ฟื้นฟู และป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม
“หัวใจสำคัญคือทำให้คนที่อยู่เดิมเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันต้องรักษาป่าที่เหลืออยู่ ไม่ให้มีการขยายพื้นที่หรือบุกรุกใหม่ รัฐบาลต้องการให้การแก้ปัญหาที่ดินเป็นธรรมต่อประชาชน และรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศไปพร้อมกัน” รองโฆษกฯ กล่าว
ตั้งกองทุน FRLD รับมือผลกระทบโลกร้อน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการรับมือผลกระทบจากภาวะโลกร้อน พร้อมยกระดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศสำหรับการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ให้กำหนดชื่อกองทุน Fund for responding to Loss and Damage (FRLD) เป็นภาษาไทยว่า “กองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ” หรือ “กองทุน FRLD” พร้อมแต่งตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานประสานหลักของประเทศไทย (National Authority/National Focal Point)
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้แต่งตั้งอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้มีอำนาจ (Designated Authority) ลงนามรับรองโครงการหรือคำร้องขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FRLD รวมถึงกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอื่น ๆ เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุนระหว่างประเทศ และช่วยให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้เห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเดิมเกี่ยวกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ กองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund : AF) และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) โดยเปลี่ยนผู้มีอำนาจลงนามจาก “ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” เป็น “อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกองทุนระหว่างประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
รองโฆษกฯ กล่าวว่า กองทุน FRLD เป็นกลไกทางการเงินภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และความสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยปัจจุบันมีประเทศพัฒนาแล้วร่วมระดมทุนแล้วกว่า 731 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมเปิดรับข้อเสนอโครงการรอบแรกในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 – 15 มิถุนายน 2569
สำหรับประเทศไทย การแต่งตั้งหน่วยงานประสานหลักและผู้มีอำนาจลงนามอย่างเป็นทางการ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเสนอขอรับการสนับสนุนโครงการด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ การฟื้นฟูพื้นที่ได้รับผลกระทบ การบริหารจัดการน้ำ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับประชาคมโลก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนในระยะยาวต่อไป
ตั้ง ‘นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล’ คุมบอร์ดกองทุนพัฒนาอุดมศึกษาฯ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอ แต่งตั้ง นายโกสินทร์ เจติยานนท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา) สูง] สำนักวิเคราะห์และตรวจสอบ กรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านอำนวยความปลอดภัย) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา รวม 8 คน ซึ่งเป็นการแต่งตั้งตามมาตรา 50/6 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ดังนี้
1. ศาสตราจารย์นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ประธานกรรมการ
2. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการเงินการคลัง
3. นายสัมพันธ์ ศิลปะนาฎ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านเศรษฐศาสตร์
4. นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการลงทุน
5. นายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านกฎหมาย
6. นายสุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้อง กับการใช้แรงงานบัณฑิต
7. นายชาญวุฒิ รุ่งแสงมนูญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้อง กับการใช้แรงงานบัณฑิต
8. นายเจน นำชัยศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หรือการบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบัณฑิต
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้
1. นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการ
2. นายประธาน จุฬาโรจน์มนตรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
3. นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
4. นายศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
5. นายจักรชัย บุญยะวัตร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
6. นายปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
7. นายคธาทิพย์ เอี่ยมกมลา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
8. นางพิมพ์ใจ ใจเย็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ จำนวน 3 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และถึงแก่กรรม ดังนี้
1. นายสิริฤกษ์ ทรงศิวิไล
2. นายกมลภพ วีระพละ
3. นางคณาพร สนธยานนท์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
5. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายสุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ แทน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
6. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ จำนวน 3 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก จำนวน 1 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 2 คน ดังนี้
1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สันติกร ภมรปฐมกุล
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพร ตั้งพัฒนกิจ
3. นายบุญชอบ วิเศษปรีชา (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
7. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำนวน 2 คน แทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ดังนี้
1. นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง
2. นายพิชิต หุ่นศิริ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้กรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
8. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้แทนชุมชนในเขตอำเภอบ้านแพ้วในคณะกรรมการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นางพนิตา เตละวาณิชย์ เป็นกรรมการผู้แทนชุมชนในเขตอำเภอบ้านแพ้วในคณะกรรมการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว แทน นายธีระชัย บุญอารีย์ กรรมการผู้แทนชุมชนเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นายรัฐ คลังแสง เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายธนชัย สินธุไพร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)
2. นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)]
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางสาวพลอย ธนิกุล เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
12. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้ง นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
13. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนายชัย วัชรงค์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง
14. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนายโกศล ปัทมะ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เพิ่มเติม



