แกะรอยทุนต่างชาติ ‘ห้วยขวาง’ ส่อเป็นนอมินี เข้าข่ายผิดกม. ทั้งร้านจีน-ซูเปอร์มาร์เก็ต-บริษัทปริศนาเพียบ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งทีมปราบนอมินี ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ย่านห้วยขวางตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยง 53 ราย เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินี บริษัทใช้ ‘ที่ตั้ง’ ร่วมกัน ผู้ทำบัญชีบางรายมีรายชื่ออยู่ในบัญชี HR03 ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างชาติถือหุ้น 60% ไม่พบใบอนุญาต และร้านอาหารจีนที่เจ้าของอ้างลงทุนเองทั้งหมด ก่อนขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ได้มอบหมายให้หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ย่านห้วยขวาง (ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน ร่วมตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัย ได้แก่ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานประกอบการ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการกระทำผิดใน  3 ประเด็น ดังนี้

1. พบบริษัท 4 ราย ใช้ที่ตั้งเดียวกัน โดยได้ขยายผลการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนเพิ่มเติมพบว่า ในจำนวนนี้มีบริษัท 1 ราย มีคนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างด้าว ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาทางธุรกิจและกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี และบริษัท 2 ราย มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้งหมดและเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน มีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท และบริษัท 1 ราย เป็นผู้ถือหุ้นคนไทยทั้งหมด แต่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการเพียงคนเดียว ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจากการลงพื้นที่พบเพียงคนไทยแจ้งว่าเป็นผู้ดูแลแต่ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ รวมถึงไม่พบกรรมการและผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด จากนั้นกรมฯ ได้ขยายผลตรวจสอบเชิงลึกในรายชื่อผู้ถือหุ้นคนไทยกลุ่มนี้พบว่า มีชื่อเป็นกรรมการของบริษัทแห่งหนึ่งที่จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2565 มีการเปลี่ยนชื่อทั้งหมด 5 ครั้ง และไม่ส่งงบการเงินมาแล้ว 3 ปี ระหว่างปี 2566 – 2568 แต่ยังคงมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนต่อเนื่อง ซึ่งกรมฯ ได้หารือกับผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เห็นว่ามีข้อสงสัยว่าบริษัทดังกล่าวข้างต้นมีการประกอบธุรกิจอยู่จริงหรือไม่ โดยจะร่วมกับกรมฯ เพื่อตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

2.พบบริษัทมีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 60% ประกอบธุรกิจค้าปลีก หรือร้านซูเปอร์มาร์เก็ต จากการลงพื้นที่พบว่า ร้านปิด โดย กรมฯ ตรวจพบว่า ธุรกิจรายดังกล่าวไม่พบขออนุญาตประกอบธุรกิจ ซึ่งเข้าข่ายต้องสงสัยว่าเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกรมฯ จะส่งดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนต่อไป

3. กรณีร้านอาหารที่ปรากฏข่าวว่าไม่รับชำระเงินเป็นเงินบาท จากการลงพื้นที่พบคนจีนซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท และพนักงานเป็นต่างด้าว โดยคนจีนให้ข้อมูลว่า เป็นเจ้าของร้านและได้ชวนคนไทยมาร่วมถือหุ้น โดยคนจีนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบรับชำระเงินของร้าน 5 วัน ย้อนหลัง พบว่ามีรายได้วันละประมาณ 30,000 บาท โดยบัญชีรับโอนเป็นชื่อของกรรมการบริษัทคนจีน ทั้งนี้ กรมฯ แจ้งให้ธุรกิจเร่งส่งเอกสารชี้แจงต่อกรมฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

นอกจากนี้ ยังพบการกระทำผิดในประเด็นอื่น คือ ตรวจพบคนต่างด้าวกระทำความผิดในข้อหาไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง และคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ โดยเจ้าหน้าที่จากกรมการจัดหางาน ได้ควบคุมตัวคนต่างด้าวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พร้อมดำเนินคดีตามข้อหาดังกล่าว และดำเนินคดีนายจ้าง รวมถึงตรวจพบคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 1 ราย และ ไม่แจ้งที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ 1 ราย โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้นำส่งดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางต่อไป

“การปฏิบัติการในครั้งนี้ต้องขอบคุณสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางานเป็นการบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและประชาชนผู้บริโภค จากการกระทำที่ไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจของประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากการลงพื้นที่ครั้งนี้กรมฯ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะประสานข้อมูลระหว่างกันและขยายผลการตรวจสอบ หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีอย่างเข้มข้นต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม กรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า https://www.dbd.go.th” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าว

อนึ่งเมื่อศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 นายพูนพงษ์ ให้ข้อมูลว่า “เขตห้วยขวางเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยและประกอบธุรกิจอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีการเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่องว่าอาจมีการประกอบธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเฉพาะนอมินี และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายครั้ง รวมทั้งส่งข้อมูลให้สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมสรรพากร ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่มาโดยตลอด 

รวมทั้งกรณีสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวว่ามีร้านอาหารไม่รับชำระเงินเป็นเงินบาทนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลพบว่าร้านอาหารดังกล่าวจดทะเบียนบริษัท เมื่อปี 2567 แจ้งการประกอบธุรกิจร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ร้านคาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยมีผู้ถือหุ้นคนไทย 1 ราย ร่วมถือหุ้นกับคนจีน 2 ราย ในสัดส่วน 51% ต่อ 49% โดยก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทรายนี้แล้ว พร้อมทั้งเรียกให้กรรมการและผู้ถือหุ้นชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่าทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นไม่ยอมเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับกรมฯ จึงถือเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งสารวัตรใหญ่บัญชี ขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและเรียกให้ชำระค่าปรับตามกฎหมาย พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลภาพรวมที่ผ่านมาในพื้นที่เขตห้วยขวาง พบว่ามีนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงรวม 53 ราย ที่มีการประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 1 ล้านบาท ถึง 4,999 ล้านบาท โดยข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินีพื้นที่เขตห้วยขวางที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นไม่ถึง 50% ตรวจพบอีกว่าบางรายผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัทและผู้ทำบัญชีมีรายชื่อตามที่สำนักงาน ปปง. ประกาศรายชื่อว่าเป็น HR03 กรมฯ จึงดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยกรมฯ ได้นำส่งข้อมูลนิติบุคคลให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกรรมทางการเงินไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่เหลือนำส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก พร้อมทั้งนำส่งข้อมูลให้ชุดปฏิบัติการปราบปรามพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพากร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

“สำหรับพื้นที่เขตห้วยขวาง กรมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการภายใต้คณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และช่วงบ่ายวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรมฯ จะบูรณาการความร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เขตห้วยขวางเพื่อตรวจสอบและกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจัดระเบียบพื้นที่อย่างเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง และขอย้ำว่าจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง รวมถึงร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าว