IMF จี้ทั่วโลกเร่งซ่อม “ฐานะการคลัง”

นางคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) ในการแถลงข่าวหัวข้อ Global Policy Agenda วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ระหว่างประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ที่กรุงเทพฯ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกร้องรัฐบาลทั่วโลกเร่งฟื้นฟูฐานะการคลัง ก่อนความเปราะบางจะลุกลาม หลังแรงกระแทกทางเศรษฐกิจต่อเนื่องทำให้กันชนการคลังร่อยหรอ ชี้ประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ใช้ช่วงฟื้นตัวหลังโควิด-19 สร้างกันชนขึ้นใหม่ ส่งผลให้หนี้สาธารณะสะสมเพิ่มขึ้น กดดันต้นทุนกู้ยืมของประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้ต่ำ

นางคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) ย้ำว่า ข้อเรียกร้องเร่งด่วนที่สุดต่อผู้กำหนดนโยบายในเวลานี้คือการ “ซ่อมแซมฐานะการคลังก่อนรอยร้าวขยายตัว” ผ่านการเพิ่มรายได้ ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่าย และยกระดับการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ เพื่อฟื้นความสามารถในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในอนาคต

ข้อเรียกร้องดังกล่าวมาจากคำตอบของนางคริสตาลินา ในการแถลงข่าวหัวข้อ Global Policy Agenda วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ระหว่างประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ที่กรุงเทพฯ เมื่อผู้สื่อข่าว Bloomberg ถามว่า ระหว่างการเกินดุลการค้าของจีนกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและปัญหาการคลังของประเทศพัฒนาแล้ว อะไรคือความเสี่ยงที่เร่งด่วนกว่ากัน

นางคริสตาลินา เริ่มด้วยเศรษฐกิจโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง(resilient) และฟื้นตัวได้ดีท่ามกลางแรงกระแทก (shocks)ที่เกิดถี่หลายระลอก แต่ความแข็งแกร่งนี้กำลังถึงขีดจำกัด เพราะกันชน (buffers) ด้านพลังงานและการคลังร่อยหรอลง ขณะที่เงินเฟ้อในหลายพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ผลักให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นและเพิ่มภาระชำระหนี้ในประเทศที่หนี้พอกพูนจากแรงกระแทกซ้ำ ๆ

การเติบโตถูกดึงไปสองทิศทาง ด้านหนึ่งถูกฉุดด้วยภาวะช็อกด้านอุปทานพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง อีกด้านได้รับแรงหนุนด้วยอุปสงค์จาก AI ผลคือเศรษฐกิจโลกปี 2026 เติบโตราว 3.1% เท่ากับที่คาดไว้เมื่อเดือนเมษายน แต่ต่ำกว่า 3.4% ของปีก่อน โดยแต่ละประเทศมีความแตกต่างในวงกว้าง

โดยกลุ่มประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ตลอดจนประเทศผู้ส่งออกพลังงานที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามยังคงมีการเติบโตที่ดี ขณะที่กลุ่มประเทศรายได้น้อยและประเทศเปราะบางได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยเฉพาะประเทศที่เป็นผู้นำเข้าพลังงาน และ กลุ่มที่ตกขบวนการเติบโตทางเทคโนโลยี ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นางคริสตาลินาระบุว่า พัฒนาการสำคัญนับตั้งแต่การประชุมเมื่อเดือนเมษายน คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (yields) ในประเทศพัฒนาแล้วที่ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ จากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ อุปสงค์จากนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น ความคาดหวังการเติบโตในอนาคตที่สูงขึ้นจากเอไอ และปัจจัยพื้นฐานทางการคลัง พร้อมชี้ว่าประเทศจำนวนมากไม่ได้ใช้ช่วงการฟื้นตัวหลังโควิดสร้างกันชนทางการคลังขึ้นใหม่ และเมื่อเกิดแรงกระแทกใหม่แต่ละครั้งก็ผลักระดับหนี้ให้สูงขึ้นอีก โดยครั้งนี้ประเทศพัฒนาแล้วเป็นกลุ่มที่สร้างปัญหามากที่สุด (worst offenders)

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ้างอิงที่สูงขึ้นงส่งผลกระทบสืบเนื่อง (spillover)ไปยังตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้ต่ำ สร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อต้นทุนการชำระหนี้ และปัญหานี้ยิ่งทวีคูณในประเทศที่เปราะบางอยู่เดิม แม้หลายประเทศจะปรับปรุงกรอบนโยบายและสถาบันจนเข้มแข็งขึ้น แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากราคาเชื้อเพลิงและอาหารที่แพงขึ้น ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาที่ลดลง และความกล้าเสี่ยงของนักลงทุนต่างชาติที่ซบเซา จนบางกรณีสิ่งที่ได้มาด้วยความพยายามอาจสูญเสียไป

นางคริสตาลินาระบุว่า ข้อเรียกร้องที่สำคัญของ IMF ต่อผู้กำหนดนโยบายในขณะนี้คือการเร่งซ่อม “ฐานะการคลัง” (Make urgent repairs to the fiscal house) ก่อนที่จะขยายกว้าง ด้วยการเพิ่มรายได้ ปรับการใช้จ่ายให้สมเหตุสมผล และยกระดับการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ

ขณะที่ราคาพลังงานและอาหารสูงขึ้น นางคริสตาลินาย้ำว่า รัฐบาลควรปกป้องผู้คน ไม่ใช่ราคา โดยช่วยเหลือแบบชั่วคราวและตรงเป้าหมายแก่กลุ่มเปราะบางที่สุด พร้อมรักษากลไกสัญญาณราคาไว้

ด้านนโยบายการเงิน IMF เรียกร้องให้ธนาคารกลางยึดมั่นพันธกิจด้านเสถียรภาพราคา โดยเหตุผลการคุมเข้มนโยบายการเงินจะมีความชอบธรรมที่สุดในจุดที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง และขณะนี้อาจเป็นเวลาที่ดีสำหรับการดำเนินนโยบายเข้มงวดอย่างระมัดระวัง (prudent hawkish bias) ในหลายๆ ประเทศ

นางคริสตาลิกล่าวถึง AI ว่า มีศักยภาพยกระดับผลิตภาพและความมั่งคั่ง แต่มีความเสี่ยง โดยอ้างกฎของอามารา (Amara’s Law) ว่าคนมักประเมินประโยชน์ระยะสั้นของเทคโนโลยีใหม่สูงเกินไป และต่ำเกินไปสำหรับระยะยาว ซึ่งหมายความว่าในระยะสั้นอาจเกิดความผิดหวัง และนำมาสู่ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐานอย่างไร้ระเบียบ (disorderly market correction)

นอกจากนี้เตือนว่าการโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้ AI เกิดขึ้นจริงแล้ว โดยยกตัวอย่างข่าวในฝรั่งเศสที่การโจมตีทำให้อุณหภูมิในตู้เย็นสูงขึ้นจนอาหารเน่าเสีย และระบุว่าการโจมตีเหล่านี้อาจมุ่งเป้าไปที่ระบบการเงิน กลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน ทางการจึงควรเสริมความทนทานทางไซเบอร์ และจัดการการกระจุกตัวที่มากเกินไปซึ่งเชื่อมโยงกับวัฏจักรเทคโนโลยี

ในด้านการนำ AI มาใช้และการสร้างโอกาสและการจ้างงานใหม่ นางคริสตาลินชี้ว่าภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญ ส่วนรัฐบาลควรปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เสริมการแข่งขัน ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงาน และใช้นโยบายตลาดแรงงานเชิงรุก

นางคริสตาลินายังกล่าวถึงบทบาทของ IMF ว่า โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วทำให้องค์กรต้องปรับตัวด้วย โดยปีนี้ IMF ปฏิรูปนโยบายเสร็จสิ้นหลายด้าน ทั้งการเพิ่มความสามารถในการระบุความเสี่ยงและวิเคราะห์ความไม่สมดุลในงานกำกับดูแลเศรษฐกิจ การเสริมการสนับสนุนการปฏิรูปที่ส่งผลสูงและทำได้จริง และการทำงานเฉพาะเจาะจงกับแต่ละประเทศมากขึ้น รวมถึงยกระดับเครื่องมือประเมินความยั่งยืนของหนี้และการสนับสนุนสมาชิกรายได้ต่ำ

IMF ยึดมั่นในความรับผิดชอบที่จะช่วยประเทศสมาชิกฝ่าฟันกระแสที่สวนทางกันของเศรษฐกิจโลก และเชื่อว่าจะทำได้ดีที่สุดเมื่อทุกประเทศร่วมมือกัน

จากนั้นเป็นช่วงเปิดให้สื่อมวลชนซักถาม ผู้สื่อข่าวรายหนึ่งถามว่า IMF และประเทศสมาชิกที่ร่ำรวยกว่า รวมถึงสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้วิกฤตที่ซ้อนทับกันท่วมท้นประเทศกำลังพัฒนา ควรมีการผลักดันครั้งใหม่ เช่น เพิ่มทุนให้กองทุน CCRT เพื่อรับมือวิกฤตเฉพาะเรื่องอย่างโรคอีโบลาหรือไม่ และการที่ IMF จะมีเงินไหลเข้าสุทธิในปีหน้านั้นเหมาะสมหรือไม่ ในเวลาที่หลายประเทศถูกกดดันจนใช้จ่ายด้านการศึกษาและสวัสดิการไม่ได้ พร้อมถามว่ามีความเต็มใจจะปลดหนี้หรือบรรเทาภาระหนี้หรือไม่ เมื่อประเทศร่ำรวยก็เผชิญปัญหาเช่นกัน

นางคริสตาลินาตอบว่า ความเสี่ยงที่ช่องว่างระหว่างประเทศจะถ่างกว้างอันตรายที่สุดสำหรับประเทศที่ตามหลังอยู่แล้ว จึงต้องช่วยประเทศรายได้ต่ำเสริมปัจจัยพื้นฐานให้ทนทานต่อแรงกระแทกและดึงดูดเงินลงทุน พร้อมชื่นชมว่าหนี้ของประเทศกลุ่มนี้ลดลงเล็กน้อย แต่ย้ำว่าต้นทุนชำระหนี้กลับเพิ่มจาก 6% เป็น 14% ของรายได้ภายในสิบปี เพราะดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น และการลงทุนในปัจจัยพื้นฐานของประเทศเหล่านี้ “ยังไม่เพียงพอ” ขณะที่ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาลดลง

IMF จึงปฏิรูปกองทุน PRGT ((Poverty Reduction and Growth Trust)) ให้เพิ่มการให้กู้ยืมแก่ประเทศรายได้ต่ำได้ถึงสามเท่าเมื่อจำเป็น พร้อมเรียกร้องให้สมาชิกที่มีฐานะดีกว่าเติมทุนให้กองทุน CCRT ((Catastrophe Containment and Relief Trust)) ซึ่งยังมีเงินเหลืออยู่บ้างแต่ถูกใช้บ่อยจนต้องเติมทุน สำหรับประเทศที่หนี้เกินกว่าจะแบกรับไหว IMF ช่วยปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จมาแล้วหลายกรณี และกำลังใช้บทบาทตัวกลางประสานงาน (good offices) เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ในกรณีเซเนกัลที่ขอจัดการหนี้ เพื่อให้เจ้าหนี้ทุกกลุ่มและลูกหนี้ร่วมหาทางออกอย่างรวดเร็วในบรรยากาศที่ไว้วางใจกัน

คำถามต่อมา ผู้สื่อข่าวถามว่าความไม่สมดุลใดเร่งด่วนกว่ากัน ระหว่างการเกินดุลการส่งออกของจีนกับการพุ่งสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและงบประมาณของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว

นางคริสตาลินตอบว่า IMF เตือนมาโดยตลอดว่าความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นเกินควร และในปี 2025 เพิ่มขึ้นอีกครั้งไปอยู่ที่ 0.7% ของ GDP ผู้มีส่วนสำคัญที่สุดคือจีนและสหรัฐฯ โดยยุโรปมีส่วนด้วย ดังนั้น พื้นที่เหล่านี้จึงเป็นจุดที่จำเป็นต้องมีการดำเนินการมากที่สุด

สำหรับประเทศที่ได้ดุล สิ่งที่ต้องทำคือการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งใช้กับโมเดลการเติบโตของจีนอย่างชัดเจน ปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาการส่งออกไปสู่การบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

ส่วนประเทศที่ขาดดุล ต้องออมให้มากขึ้น ลดหนี้สิน และลดการขาดดุลงบประมาณ โดยไม่คาดหวังให้ปรับตัวทันที แต่ต้องทำให้หนี้เข้าสู่แนวโน้มขาลง

และสำหรับบางประเทศในยุโรปที่การลงทุนยังคงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ต้องปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันและเร่งส่งเสริมการลงทุน

นางคริสตาลินาสรุปว่า จีนต้องใช้จ่ายให้มากขึ้น สหรัฐฯ ต้องออมให้มากขึ้น และยุโรปต้องลงทุนให้มากขึ้น China needs to spend more; the U.S. has to save more; and Europe has to invest more.  

ผู้สื่อข่าวชาวสิงคโปร์ถามว่า การที่ประเทศพัฒนาแล้วมีหนี้และออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นกำลังดันต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก ทางเลือกทางการคลังของสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วอื่นบีบพื้นที่นโยบายของอาเซียนมากเพียงใด โดยเฉพาะประเทศที่แบกภาระหนี้หนัก และยกกรณีไทยที่เผชิญหนี้ครัวเรือนสูง ว่ารัฐบาลจะสร้างความสามารถในการรับมือได้อย่างไร หากต้นทุนการกู้ยืมสูงอยู่นาน

นางคริสตาลินาตอบว่า มีความเป็นไปได้สูงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนการกู้ยืมจะอยู่ในระดับสูงนาน (higher for longer) เพราะการขยับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้มาจากการเก็งกำไร แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขพื้นฐาน โดยมีหลายปัจจัยขับเคลื่อน

ปัจจัยขับเคลื่อนมีอยู่หกประการ ซึ่งมีรูปแบบผสมผสานที่ต่างกันไปในแต่ละประเทศ

  1. ราคาพลังงานสูงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้น
  2. ผลที่ตามมาคืออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น
  3. เพราะกระแสตื่นตัวด้าน AI เป็นหลัก ความต้องการลงทุนและความต้องการเงินทุนจึงสูงขึ้น
  4. เพราะเศรษฐกิจในประเทศที่มีนัยสำคัญต่อระบบบางแห่งกำลังไปได้ดี ความคาดหวังว่าจะมีการคุมเข้มเพิ่มเติมจึงสูงขึ้น

และประการสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือความคาดหวังว่าการเติบโตจะยังคงแข็งแกร่ง เพราะ AI จะดึงการเติบโตให้สูงขึ้น และจะแข็งแกร่งต่อเนื่องไปอีกนาน

นางคริสตาลินระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่างกันในแต่ละประเทศ แต่โดยรวมกันแล้วกำลังกำหนดสภาพแวดล้อมที่ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าสำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นโดยไม่ได้เกิดจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (spread) ที่ถ่างกว้าง เพราะโดยรวมส่วนต่างยังทรงตัว แต่เป็น “พื้น” (Floor) หรือระดับฐานของผลตอบแทนที่ขยับสูงขึ้น กัดกร่อนความสำเร็จที่ตลาดเกิดใหม่เคยทำได้ด้วยการทำให้ต้นทุนชำระหนี้สูงขึ้น

นางคริสตาลินนากล่าวว่า ตลาดต่างๆ ยังคงทำงานได้ตามปกติ สภาพคล่องทางการเงินของประเทศต่างๆ ยังคงค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อเปรียบเทียบกัน

นางคริสตาลินากล่าวว่า สิ่งที่ประเทศอย่างไทยควรทำ คือ มุ่งยกระดับการเติบโต สร้างรากฐานเศรษฐกิจมหภาคให้แข็งแกร่งเพื่อที่จะไม่เปราะบางต่อแรงกระแทก และทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยชี้ว่า

อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความคล่องตัวและพลังขับเคลื่อนสูง มีความพลังเชิงบวกที่มาจากประชากรวัยเยาว์ แต่มูลค่าการค้าของอาเซียนกับภูมิภาคอื่นในโลก กลับมีมากกว่าการค้าภายในอาเซียนด้วยกันเอง การค้าภายในอาเซียนคิดเป็น 22% เทียบกับ 60% ในสหภาพยุโรป จึงมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่ประเทศไทยสามารถทำได้ เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์จากประเทศเพื่อนบ้านข

นอกจากนี้ ไทยอยู่แถวหน้าของประเทศที่ได้ประโยชน์จากกระแสลงทุนด้าน AI และเป็นหนึ่งในประเทศที่คิดถึงความเสี่ยงของกระแสนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

ผู้สื่อข่าวจาก TNN ถามว่า นางคริสตาลินใช้คำว่า “higher for longer” มาตลอดสามปีและยังเป็นจริงถึงปัจจุบัน และเพิ่งเตือนว่า “winter is coming” จึงถามว่าประชาคมโลก รวมถึงไทย จะฝ่าฤดูหนาวนี้ไปและแข็งแกร่งขึ้นร่วมกันได้อย่างไร

นางคริสตาลินาอธิบายว่า ใช้คำนี้ด้วยสองความหมาย ประการแรกคือฤดูหนาวในซีกโลกเหนือจะดันความต้องการใช้พลังงานและราคาพลังงานให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลก ประการที่สองคือเศรษฐกิจโลกทนทานต่อแรงกระแทกมามาก จึงมีความเสี่ยงที่แท้จริงว่าจะเกิดความชะล่าใจ

นางคริสตาลินาเรียกร้องให้ทุกประเทศตระหนักว่าแหล่งที่มาของความแข็งแกร่งกำลังร่อยหรอ เตรียมพร้อมรับมือหากสภาวะยากขึ้น และ “keep your house in good order” ดูแล “ฐานะทางการคลัง” ให้พร้อมเสมอ

ผู้สื่อข่าวถามถึงแคริบเบียนซึ่งเป็นภูมิภาคที่เปราะบางมาก ไม่ใช่แค่ต่อแรงกระแทกทางเศรษฐกิจโลก แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย มีข้อเสนออะไรสำหรับแคริบเบียน ในการใช้มาตรการเผชิญความท้าทายรอบด้านที่ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นมาตรการถาวรและIMF เปิดรับข้อเรียกร้องให้ทบทวนเกณฑ์ที่ใช้กำหนดสถานะรายได้หรือไม่

นางคริสตาลินาตอบว่า เศรษฐกิจเกาะขนาดเล็กเปราะบางต่อเหตุการณ์ด้านภูมิอากาศมากกว่า และมักพึ่งพาภาคส่วนเพียงไม่กี่ภาค โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ซึ่งเริ่มสะดุดเพราะค่าเดินทางที่สูงและปัญหาสาหร่ายซาร์กัสซัมบนชายหาด พร้อมให้ข้อแนะนำสามแนวทาง คือสร้างปัจจัยพื้นฐานให้แข็งแกร่งทั้งการจัดเก็บภาษีและการจัดลำดับการลงทุนด้านทุนมนุษย์ กระชับความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่นด้านความมั่นคงไซเบอร์ และใช้ประโยชน์จากสมาชิกภาพในองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีจาเมกาและบาร์เบโดสที่ใช้กองทุนเพื่อความยืดหยุ่นและความยั่งยืน (Resilience and Sustainability Trust)ของ IMF

ส่วนการทบทวนเกณฑ์สถานะรายได้ นางคริสตาลินตอบว่า เปิดรับโดยย้ำว่าไม่ควรตัดสินประเทศจากรายได้ต่อหัวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงขนาดและความเปราะบาง และเศรษฐกิจขนาดเล็กควรได้รับการสนับสนุนมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเสริมว่า IMF เป็นสถาบันแรกที่ยอมรับความเปราะบางเป็นตัวชี้วัดสำหรับการให้เงินเงื่อนไขผ่อนปรน (concessional finance) กองทุน RST เป็นเครื่องมือเงื่อนไขผ่อนปรน ที่ประเทศเปราะบางอย่างจาเมกาและบาร์เบโดสมีสิทธิ์ใช้ บาร์เบโดสตามปกติจะไม่มีสิทธิ์เพราะระดับรายได้

ผู้สื่อข่าวรายหนึ่งถามกรณี IMF คาดการณ์ว่าฝรั่งเศสจะลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 5% ของ GDP ไม่ได้ในปี 2026 และ 2027 และอังกฤษมีผลตอบแทนพันธบัตรสูงที่สุดใน G7

นางคริสตาลินตอบว่าฝรั่งเศสกำลังมุ่งจัดทำงบประมาณที่ทำให้การขาดดุลและหนี้เข้าสู่ทิศทางลดลง แต่จะใช้เวลา ผลตอบแทนที่สูงขึ้นปรากฏทั่วยูโรโซน แม้ในประเทศที่ผลตอบแทนแทบไม่ขยับ ทำให้ประเทศที่ปรับปรุงฐานะมามาก “โดยไม่ใช่ความผิดของตนเอง” ต้องรับแรงกดดันไปด้วย ตลาดยังให้เงินทุนอยู่ ปัญหาคือต้นทุนที่จะหนักขึ้นหากหนี้ไม่ลด และ “ไม่มีเวทมนตร์” แม้จะมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจการเมืองจากวงจรการเลือกตั้ง เธอยังมองในแง่บวกว่าฝรั่งเศสจะมีงบประมาณที่กำหนดทิศทางขาลง และส่งสารว่า “Fundamentals matter. Get your house in order.”

ส่วนอังกฤษ นางคริสตาลินระบุว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ลงมือลดหนี้และการขาดดุลอย่างเด็ดขาด และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก ตลาดจึงจับตาและอ่อนไหวต่อสิ่งที่รัฐบาลทำมากกว่าเมื่อเทียบกัน รัฐบาลอังกฤษจึงต้องเดินตามแนวทางเดิมและย้ำความเชื่อมั่นในทิศทางที่ไป ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสสื่อสารทั้งระหว่างการประชุมและหลังจากนั้น

สำหรับคำถามถึงตะวันออกกลางและสารถึงผู้นำซาอุดีอาระเบียและ GCC ในช่วงที่ผู้สื่อข่าวอ้างว่ามีการโจมตีสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงสถานที่ด้านน้ำมัน

นางคริสตาลินาแสดงความเห็นใจต่อประชาชนและทางการซาอุดีอาระเบียสำหรับการสูญเสียชีวิต และเตือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลลบต่อทุกคนในทุกที่ พร้อมชื่นชมประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ปฏิรูปเชิงโครงสร้างและจัดบ้านการคลังมาหลายปี เช่น การที่ซาอุดีอาระเบียเริ่มใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงโควิด และการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจจนภาคนอกน้ำมันเติบโตเกินภาคน้ำมัน ซึ่งสร้างกันชนที่ให้ผลอย่างงามในยามนี้ พร้อมสนับสนุนให้ “เดินหน้าตามแนวทางเดิม” และประทับใจความจริงจังของ GCC ในการยึดความรอบคอบด้านการคลังและการเงินที่บาห์เรน

ส่วนคำถามว่าสหรัฐฯ ต้องใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่ นางคริสตาลินอ้างถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ว่า ทางการสหรัฐฯ ตระหนักว่าการขาดดุลและระดับหนี้สูงเกินไป และพึ่งพาการเติบโตที่แข็งแกร่งเป็นหลัก ขณะที่ IMF เห็นว่าการเติบโตช่วยได้แต่ไม่พอ จึงต้องมีมาตรการบางอย่าง