คลังแจง “โซลาร์ภาคประชาชน” บ้านไหนติดแล้ว คุ้ม-ไม่คุ้ม!

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

คลังแจง “โซลาร์ภาคประชาชน” บ้านไหนติดแล้ว คุ้ม-ไม่คุ้ม! พร้อมเคลียร์ปม ‘Vendor’ วางแบงก์การันตี ประกันคุณภาพ – ป้องกันผู้รับเหมาไม่ทิ้งงาน – 10 หลังแรกฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ร่วมกันชี้แจงความคืบหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน หลังจากที่เปิดตัวโครงการมาจนถึงวันนี้มีประชาชนลงทะเบียนเข้านร่วมโครงการยังไม่ถึง 1 แสนคน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีของรัฐบาล นอกจากจะช่วยประชาชนประหยัดค่าไฟแล้ว ยังนำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายสนับสนุนประชาชนให้ติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปจำนวน 1 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลครัวเรือนละ 50,000 บาท นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว ประชาชนยังสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศได้ด้วย นี่คือเจตนารมณ์ของรัฐบาล

“วันนี้มีคนมาลงทะเบียนยังไม่ถึง 1 แสนคน เป็นยอดออร์แกนิกจริง ๆ ไม่ได้ไปเกณฑ์มา หรือ บังคับใครมาลงทะเบียน และไม่ใช่ว่าทุกบ้านจะต้องติดตั้งโซลาร์รูฟ ท็อป เพราะถ้าใช่ไฟฟ้าไม่ถึง 2,000 บาท/เดือน อย่าติดตั้งเลย ไม่คุ้ม ใช้เวลาคืนทุนนาน แต่ถ้าค่าไฟเกิน 3,000 บาท/เดือนขึ้นไป แบบนี้ติดตั้งได้ โดยนำค่าไฟรายเดือนที่ต้องจ่ายอยู่แล้วแบ่งส่วนหนึ่งมีติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือที่เรียกว่า Self – Financing และยังช่วยประหยัดค่าไฟลงได้อีก ส่วนรายละเอียดของการติดตั้ง คุ้ม หรือ ไม่คุ้ม เป็นภาระต่อ SMEs ผู้ให้บริการติดตั้งหรือไม่ ผมจะให้ธนาคารออมสิน และ ธอส.ช่วยอธิบาย” นายลวรณ กล่าว

คำถามแรก ใครควรติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปบ้าง? นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ชี้แจงว่า ถ้าตอนกลางวันไม่อยู่บ้าน แทบจะไม่มีการใช้ไฟเลย กรณีนี้ไม่ควรติด เพราะไม่คุ้ม  สมมุติ ทำงานที่บ้านตอนกลางวันมีการใช้ไฟไม่ต่ำกว่า 40% ก่อนติดตั้งโซลาร์เซลล์จ่ายค่าไฟเดือนละ 4,000 บาท หลังจากที่ติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป ขนาด 5 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟใช้ได้เองในช่วงกลางวัน ไม่ต้องไปซื้อไฟจากการไฟฟ้ายูนิตละ 4.90 บาท มาใช้ ตรงนี้จะช่วยประหยัดค่าไฟไปได้ 1,176 บาท นอกจากนี้ยังมีไฟส่วนเกินที่ผลิตได้ในช่วงกลางวัน สามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้ายูนิตละ 2.20 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 792 บาท ซึ่งโครงการนี้การไฟฟ้าจะรับซื้อไฟจากประชาชนเป็นเวลา 20 ปี และเมื่อรวมเงินในส่วนที่เราผลิตไฟใช้เองตอนกลางวัน 1,176 บาท กับส่วนที่ขายคืนการไฟฟ้า 792 บาท นำไปจ่ายค่างวดให้กับธนาคาร 7 ปี จำนวน 1,169 บาทแล้ว (ค่าติดตั้ง 140,000 บาท รัฐบาลช่วยออก 50,000 บาท ประชาชนกู้จริงแค่ 90,000 บาท) ยังมีเงินเหลือไปช่วยประหยัดค่าไฟได้อีก จากที่เคยจ่ายเดือนละ 4,000 บาท ลดลงเหลือ 3,201 บาท ประหยัดไปเดือนละ 799 บาท

นายทรงพล กล่าวต่อว่า สำหรับปี 1 ถึงปีที่ 7 ในช่วงที่ผ่อนชำระหนี้กับธนาคารจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าไฟไปได้เดือนละ 799 บาท หลังจากผ่อนชำระหนี้ธนาคารเสร็จสิ้น ตั้งแต่ปีที่ 8 ไปถึงปีที่ 20 ซึ่งยังมีรายได้จากการขายไฟอยู่ช่วงนี้จะช่วยประชาชนประหยัดค่าไฟเดือนละ 1,968 บาท จากเดิมก่อนติดตั้งเคยจ่ายค่าไฟ 4,000 บาท เหลือแค่ 2,000 บาท และหลังหมดสัญญาขายไฟปีที่ 21 ถึงปีที่ 25 ก็จะช่วยเซฟค่าไฟได้อีกเดือนละ 1,176 บาท หากใช้ไฟแบบนี้อย่างต่อเนื่อง ตลอด 25 ปี คาดว่าจะช่วยประชาชนประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 445,000 บาท

“สรุปตั้งแต่วันแรกที่เราเดินเข้าไปติดต่อการไฟฟ้า เพื่อขอติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป เราไม่ต้องจ่ายเงินเลย แต่ใช่ว่าทุกครัวเรือนจะติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปได้ ต้องดูว่าหลังคาบ้านแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักแผงโซลาร์เซลล์ได้หรือไม่ และยังต้องดูทิศทางของหลังคา ถ้าหันหรือเอียงไปทางทิศตะวันออก หรือ ทิศเหนือก็ติดตั้งไม่ได้ ทิศที่ดีที่สุดคือ ทิศใต้กับทิศตะวันตก ต้องดูโครงสร้างหลังคาบ้าน และทิศทางว่าเหมาะสมหรือไม่” นายทรงพล กล่าว

นายทรงพล กล่าวต่อว่า ที่เหมาะสมที่สุดคือบ้านที่มีผู้สูงอายุอยู่บ้านทั้งวัน หรือ คนทำงานที่บ้าน บ้านกึ่งร้านค้า  ร้านค้าชุมชน ที่เปิดแอร์ ตู้เย็น ใช้ไฟทั้งวันยิ่งดี  หรือ เกษตรกรที่ใช้ปั๊มน้ำ เพราะถ้าทำงานอยู่ที่บ้านใช้ไฟไม่ถึง 40% อย่างนี้ไม่ควรติด เพราะติดแล้วมีรายได้จากการขายไฟให้การไฟฟ้าหน่วยละ 2.20 บาท แต่ตอนกลางคืนต้องไปจ่ายค่าไฟหน่วยละ 4.90 บาท อย่างนี้ไม่คุ้ม

ส่วนกรณีที่ผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือ “Vendor” นำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร (Bank Guarantee: BG) วงเงิน: 50,000 บาท ต่อ 1 งาน (ต่อหลังคาเรือน)เป็นเวลา 6 เดือน  นายทรงพล ชี้แจงว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่เหมือนตู้เย็น หรือ อุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆนำมาวางเสร็จแล้วก็ใช้งานได้ แต่ผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป ต้องมีความรู้ความชำนาญในการติดตั้ง ผ่านการอบรม และขึ้นทะเบียน ตามเงื่อนไขที่การไฟฟ้ากำหนด เพราะประชาชนไม่รู้ว่าผู้ให้บริการแต่ละรายมีคุณภาพการติดตั้ง การเชื่อมต่อสายไฟ อุปกรณ์การติดตั้งมีมาตรฐานเป็นอย่างไร ซึ่งในส่วนนี้การไฟฟ้าจะคอยกำกับดูแลและตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน และบริการหลังการขาย ปกติการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้รับประกัน หรือ ดูแลแผงโซลาร์เซลล์ตลอดระยะเวลาการกู้เงิน ส่วนใหญ่หลังติดตั้งเสร็จผู้ให้บริการจะดูแลแผงโซลาร์แค่ 2 ปี จากนั้นเจ้าของบ้านต้องไปหา Vendor มาล้างแผงโซลาร์เอง   

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานการติดตั้ง  และการบำรุงรักษา ทั้งการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าภูมิภาคจึงกำหนดให้ Vendor ต้องนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นหลักประกันผลงาน 2 ส่วน คือ ส่วนแรก หนังสือค้ำประกันจากแบงก์วงเงิน 50,000 บาท/งาน ประกันผลงานเป็น 6 เดือน กับ ส่วนที่ 2 หนังสือค้ำประกันจากแบงก์วงเงิน 10,000 บาท ประกันเรื่องของการ Maintenance เป็นเวลา 7 ปี

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

“เหตุที่ต้องวางหลักประกันส่วนแรก 50,000 บาท ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า หาก Vendor จะรับงานไปทำแล้ว ทำไม่เสร็จตามกำหนด คนที่เสียประโยชน์จะไม่ใช่ Vendor แต่เป็นประชาชน ทางการไฟฟ้า จึงกำหนดให้ Vendor ต้องวางหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร ประกันว่าไม่ทิ้งงาน และก็เร่งติดตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ละรายคาดว่าจะใช้เวลาในการติดตั้งรวมปรับปรุงแก้ไขงานแล้วไม่น่าเกิน 3 วัน/งาน เสร็จงานนี้ก็จะได้ทำให้กับลูกค้ารายถัดไป โดยใช้หนังสือค้ำประกันฉบับเดิม มันก็จะหมุนไปเรื่อย ๆ  ตัว 50,000 บาทแรก ก็เป็นการดำเนินงานตามสัญญาที่ทำไว้กับ เจ้าของบ้าน หลังติดตั้งเสร็จเริ่มจ่ายไฟให้กับการไฟฟ้า ก็จะมีหนังสือค้ำประกันอีก 10,000 บาท เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ามีการบำรุงรักษาตัวแผงโซลาร์เซลล์ ไม่ใช่ติดตั้งเสร็จแล้วปิดกิจการหนีไปเลย การไฟฟ้าก็จะเอาเงินประกันส่วนนี้ไปจ้าง Vendor รายอื่นๆ มาบำรุงรักษาให้ลูกค้า” นายทรงพลกล่าว

นายทรงพล กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการขอให้แบงก์ออกทำหนังสือค้ำประกัน เพื่อนำมาใช้ในการรับงานทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ แต่ละธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน สำหรับธนาคารออมสินจะคิดค่าธรรมเนียมถูกกว่า ถ้าเป็น Vendor ที่ไม่มีหลักประกันคิดค่าธรรมเนียม 1% แต่ถ้ามีหลักประกันคิด 0.5% ของวงเงินค้ำประกัน หากวงเงิน 50,000 บาท เสียค่าธรรมเนียม 250 บาทต่อปี ก้อนแรกนี้หลังจากติดตั้งเสร็จจ่ายไฟเข้าระบบก็ได้คืน ส่วนก้อนที่ 2 วงเงิน 10,000 บาท เสียค่าธรรมเนียม 50 บาท เป็นเวลา 7 ปี คิดเป็นเงิน 350 บาท สำหรับบ้าน 10 หลังแรก ธนาคารออมสินไม่คิดค่าธรรมเนียม จะคิด 0.5% ของวงเงินค้ำประกัน ตั้งแต่บ้านหลังที่ 11 เป็นต้นไป เป็นเรื่องของการทำธุรกิจตามปกติ