
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- เคาะลดภาษี E20 5.6 บาท-B20 5.5 บาทต่อลิตร
- แจ้งสภาฯ รัฐบาลพร้อมอภิปราย 6 ธ.ค.เป็นต้นไป
- ยังไม่ตัดสินใจเดินหน้า-ถอน กม.ยกเลิก ‘Ear Marked Tax’
- แจงเงินเยียวยาจ่ายช้า เหตุติดขั้นตอนตรวจสิทธิ์
- เล็งใช้สิทธิฟ้อง ‘รักชนก’ ปมแชร์ค่าน้ำชา 7 ล้าน
- เผยรัฐบาลถูกโจมตี เหตุผลงานเยอะ
- กำชับ รมต. เตรียมพร้อมศึกซักฟอก
- ครม.เปิดตัว “โซลาร์ภาคประชาชน” 1 ล้านสิทธิ์ อุดหนุนหลังละ 5 หมื่น
- รับเงินธนาคารโลก 115 ล้าน ศึกษาคลองชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย
- รับเงินจีน 3.7 แสนเหรียญ รีไซเคิลแบตฯ–โซลาร์เซลล์–ขยะอิเล็กทรอนิกส์
- ตั้งบอร์ดสรรหากรรมการ กกพ.
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ
เคาะลดภาษี E20 5.6 บาท-B20 5.5 บาทต่อลิตร
นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบในการลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมัน E20 และไบโอดีเซล B20 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ที่ประกอบธุรกิจขนส่ง รวมถึงประชาชนทั่วไป
“อยากจะให้ทุกท่านได้หันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้งสองประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น ถ้าใช้น้ำมันสองประเภทนี้ได้มากขึ้น มันเป็นการเพิ่มอุปสงค์ในเรื่องของสินค้าเกษตร ช่วยกันพยุงราคาขึ้นมา และทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง” นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากลดภาษีสรรพสามิตแล้ว ราคาหน้าปั๊มจะอยู่ที่เท่าไร นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวทางกระทรวงพลังงานจะไปประชุมบ่ายนี้ วันนี้กระทรวงพลังงานได้รับยอดของภาษีสรรพสามิตที่ ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมันทั้งสองประเภทเรียบร้อย”
“E20 ลดภาษีสรรพสามิต 5.60 บาทต่อลิตร และ B20 ลดไป 5.50 บาทต่อลิตร เพราะฉะนั้นมันก็ต่างกันเกือบๆ 10 บาท อันนี้ก็ได้บอกนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ไปดำเนินการ” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่า ดำเนินการกี่เดือนและจะประกาศเมื่อไร นายอนุทิน ตอบว่า “เรื่องลดภาษี ณ เบื้องต้นก็ 3 เดือน”
ผู้สื่อข่าวพูดต่อว่า แล้วค่อยว่ากันอีกทีใช่หรือไม่ ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “ครับ” และกล่าวต่อว่า “อย่าไปพาดหัวบอกลดหมดทั้งแผงนะ เฉพาะ E20 กับ B20”
เมื่อถามย้ำว่า ประกาศคืนนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ก็เดี๋ยวบ่าย…ผู้สื่อข่าวเลิกถามหรือยัง จะได้ไปประชุมต่อ”
แจ้งสภาฯ รัฐบาลพร้อมอภิปราย 6 ธ.ค.เป็นต้นไป
เมื่อถามเรื่องการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน ตอบว่า “วันนี้ได้รับหนังสือจากทางประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เราก็หารือในคณะรัฐมนตรีแล้ว ได้จะตอบกลับไปว่าวันที่สะดวกที่สุดสำหรับคณะรัฐมนตรีคือวันที่ 6 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป”
ถามต่อว่า กรอบเวลากี่วัน นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวให้ทางวิปไปหารือกัน”
ถามต่อว่า ถ้าฝ่ายค้านตั้งเงื่อนไขว่าขอเวลาอภิปราย 5 วันเหมือนเดิม ครม. จะให้หรือไม่ โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ก็ให้วิปไปหารือกัน แต่ฝ่ายค้านเขาก็บอกว่าเขาต้องการ 5 วัน เฉพาะสัปดาห์นี้ ส่วนที่เหลือจะ 4 วันก็ไม่มีปัญหา”
“จริงๆ วันนี้เราควรจะไปอยู่กันในสภา และรับฟังการอภิปรายแล้ว แต่ในเมื่อทางฝ่ายค้านเขาไม่ยอม เราก็ต้องหาวันที่เหมาะสมที่ทุกฝ่าย และรัฐมนตรีทุกคนปลอดภารกิจ” นายอนุทิน ตอบ
เมื่อถามว่า นายกฯ อยากให้เป็นกี่วัน นายอนุทิน ตอบว่า “ผมยังไงก็ได้”
ยังไม่ตัดสินใจเดินหน้า-ถอน พ.ร.บ.ยกเลิก ‘Ear Marked Tax’
ผู้สื่อข่าวถามถึงการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ (ร่างพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ร่างพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย, ร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และร่างพ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย) ว่าได้มีการเซ็นหรือยัง โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ยังๆ ยังพิจารณาอยู่”
เมื่อถามว่า ปัจจุบันถึงขั้นตอนไหน นายอนุทิน ตอบว่า “พิจารณาอยู่”
ถามต่อว่า พิจารณาโดยหน่วยงานหรือตัวนายกฯ นายอนุทิน ตอบว่า “ก็เป็นขั้นตอน”
ถามอีกว่า แนวโน้มเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “พิจารณาอยู่”
เมื่อถามว่า ต้องดำเนินการตามที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “พิจารณาอยู่”
ถามย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ต้องเร่งรัดใช่หรือไม่ นายอนุทิน ยังคงตอบว่า “พิจารณาอยู่”
โต้เงินเยียวยาไม่พอ ย้ำหน้าที่รัฐต้องช่วย ปชช.
เมื่อถามถึงเรื่องเงินเยียวยาน้ำท่วม โดยกรุงเทพมหานครฯ ระบุว่างบประมาณไม่เพียงพอ และเมื่อวาน (26 ตุลาคม) ได้หารือกับนายกฯ ด้วย ทำให้นายอนุทิน ถามกลับว่า “ใครบอกเงินไม่พอ”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า กทม. บอกเงินไม่ค่อยพอ จากนั้นนายอนุทิน ตอบว่า “เวลาจะไปขอเงินใคร ไม่เห็นมีใครบอกเงินพอสักคนเลย แต่ในภาพรวมรัฐบาลต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว เราก็พยายามที่จะทำตามระเบียบ กฎเกณฑ์”
“กฎเกณฑ์คือ ถ้าเกิดเหตุประสบภัยขึ้นในท้องถิ่น เขาก็ให้ท้องถิ่นพยายามที่จะเยียวยาพี่น้องประชาชนเสียก่อน แล้วถ้าไม่พอ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องสมทบ ซึ่งเราก็ได้ดำเนินการเรียบร้อย” นายอนุทิน ตอบ
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า “ในกรณีนี้ได้มีการหารือกับทางผู้ว่าฯ กทม. และปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธาณณภัย ซึ่งน่าจะใช้เงินประมาณเกือบ 4,000 ล้าน กทม.จะสมทบ 500 ล้าน อีก 3,500 ก็งบกลางที่เราได้กันไว้เรียบร้อย”
“มันไม่น่าจะมีอีกแล้ว เพราะถ้าเกิดมันเกิดเหตุในนี้ แพ็คเกจประกันภัยก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะฉะนั้น เรื่องเงินไม่พออย่าไปพูด เงินไม่พอ หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบภาพรวมอยู่แล้ว” นายอนุทิน กล่าว
แจงเงินเยียวยาจ่ายช้า เหตุติดขั้นตอนตรวจสิทธิ์
ถามต่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่บอกว่าเงินมันค้าง รอกันมาเป็นสัปดาห์แล้วยังไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน นายอนุทิน ตอบว่า “อยู่ที่การตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติ” และกล่าวต่อว่า “มันมีคนพยายามจะใช้ trick หนึ่งครัวเรือน แยกออกไปเป็น 5 ครัวเรือนหรือ 10 ครัวเรือน เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เราต้องให้ความยุติธรรมทั่วทั้งประเทศ เรื่องมาตรการการช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น คือครัวเรือนหรือครอบครัวละ 9,000 บาท มันจะแตกหน่อแตกอะไรก็แล้วแต่ มันก็ต้องเป็นครอบครัวละ 9,000 บาท”
“ที่มันมีปัญหา เราต้องตรวจสอบ เห็นไหม มีกรณีนี้เกิดขึ้น พอจ่ายไปแล้วเกิดมันไม่ตรงเกณฑ์ แล้วจะไปเรียกคืน ใครเขาจะคืน มันก็ได้แต่ทำเป็นหนังสือไปทวงคืนอะไรต่างๆ นานา แล้วมันก็เสียความรู้สึก ต้องไปนั่งไล่ทวงคืนตามระเบียบราชการด้วย” นายอนุทิน กล่าว
“ที่ผ่านมา เราต้องรอสถานการณ์เรียบร้อยก่อนแล้วเราค่อยจ่าย นี่เราก็เร่งจ่ายเพื่อต้องการให้พี่น้องประชาชนได้ ได้มีความสะดวกเพิ่มมากยิ่งขึ้น แต่การตรวจสอบเราก็ยังคงต้องเข้มงวด” นายอนุทิน กล่าว
เล็งใช้สิทธิฟ้อง ‘รักชนก’ ปมแชร์ค่าน้ำชา 7 ล้าน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายกฯ จะใช้สิทธิ์ฟ้องร้อง นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน จากการแชร์โพสต์ประเด็นค่าน้ำชา 7 ล้านบาท โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ก็สิทธิ์ของผม เดี๋ยวก็รู้เอง”
ถามต่อว่า นายกฯ ยืนยันจะสงวนใช้สิทธิ์ฟ้องร้องหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มันไม่ต้องสงวนอะไรนิ สิทธิ์ของผม”
ถามต่อว่า นายชัยรัตน์ เจ้าของเพจ Godd Dam ต้นเรื่องที่เป็นคนโพสต์ยังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เห็นว่าเขาหนีไปอยู่แถวชลบุรี”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า ฝ่ายค้านอยากให้การตรวจสอบกรณีอื่นๆ รวดเร็วเหมือนกรณีนี้ ทำให้นายอนุทิน บอกว่า “ผมก็บอกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเจ้าพนักงานทุกคน ในกรณีที่เกิดเหตุหรือคดีอะไรต่างๆ ต้องเร่งรัดทุกอย่างให้เร็วที่สุด”
“กรณีนี้หลักฐานชัดเจน พอหลักฐานชัดเจนก็จับเลย ลบไม่ทันไง ลบแล้วก็ยังทิ้งร่องรอยอยู่ พอมันขึ้นปุ๊บ คนก็แคปกันไปทั่วไป ลบยังไงก็ลบไม่ทัน แต่ถ้าเกิดหลักฐานไม่ชัดเจน ไปฟังคนนี้ที คนนั้นที เขาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ มันจับไม่ได้หรอก ก็ต้องสอบสวนสืบสวนกันไปจนกว่าจะพบหลักฐานที่จะไปดำเนินคดีได้ เมื่อพบหลักฐานก็ดำเนินคดีทันที ไม่เคยละเว้น” นายอนุทิน กล่าว
ถามต่อว่า นายกฯ จะใช้สิทธิ์ดำเนินการถึงขั้นไหน นายอนุทิน ตอบว่า “ก็สิทธิ์ของผม ตรงนี้มันไม่เกี่ยวข้องกันเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน มันสิทธิ์ของผม ผมเป็นผู้ที่ถูกหมิ่น ถ้าผมจะดำเนินการ ‘ผมคงไม่ได้ทำไปเพื่อวันหลังอย่าทำอีกนะ แค่นี้เดี๋ยวเค้าเตือนไว้ก่อนนะ’…ไม่ เพราะถ้าทำไป มันก็ต้องไปเต็ม”
ถามต่อว่า ตำรวจได้รายงานหรือไม่ว่ามีคดี 112 หรือเรื่องอื่นด้วย นายอนุทิน ตอบว่า “ผมไม่ได้ลงรายละเอียด ผมเอาเฉพาะเรื่องของผม”
เผยโดนโจมตี เพราะรัฐบาลผลงานเยอะ
ถามต่อว่า นายกฯ คิดอย่างไรที่โดนจ้องโจมตีในช่วงนี้ นายอนุทิน ตอบว่า “ผลงานรัฐบาลเยอะ มีปัจจัยที่เป็นบวก เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และประชาชน”
ถามต่อว่า รัฐบาลมีผลงานอะไรโดดเด่นบ้าง นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวถามได้ทุกท่านเลย (รัฐมนตรี)”
ผู้สื่อข่าวยังขอให้กล่าวถึงผลงานที่นายกฯ มองเห็นเอง นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกอย่าง”
ถามต่อว่า นายกฯ จะให้ใครออกมาชี้แจงผลงานหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ชี้แจงใน ช่วงอภิปรายเลย จะได้ครบถ้วนครบทุกกระบวนความ”
เมื่อถามว่า ผลงานเยอะเพราะถูกใจหรือแก้ปัญหาให้ประชาชน นายอนุทิน ตอบว่า “รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อประชาชนอยู่แล้ว ไม่สามารถทำอะไรเพื่อ ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องได้”
เร่งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ SMEs
ด้านนายเอกภพ รายงานว่า นายกฯ มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
กำชับ รมต. เตรียมพร้อมศึกซักฟอก
นายเอกภพ กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า นายกฯ มอบหมายให้วิปรัฐบาลประสานหารือกับวิปของแต่ละฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับวันและระยะเวลาการอภิปราย โดยเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะกำหนดการอภิปรายในช่วงต้นเดือนธันวาคม
ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้น หากจัดการอภิปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม สามารถพิจารณาใช้กรอบเวลา 4 วันได้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังให้คณะรัฐมนตรีตรวจสอบตารางการปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับกำหนดการ โดยวันและระยะเวลาที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับการหารือและข้อตกลงร่วมกันระหว่างวิปของแต่ละฝ่าย
เตรียมลงพื้นที่ จ.อุดรธานี แก้ปัญหาเกษตรกร
นายเอกภพ กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 2–3 พฤศจิกายน 2569 จะจัดขึ้นในช่วงเดียวกับงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 โดยจะมีการลงพื้นที่และมอบนโยบาย
ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการดูแลปัญหาของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงเกษตรกรในภูมิภาคอื่นๆ
เปิดตัวเพลง “รอยยิ้มของแม่” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
นอกจากนี้ ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวบทเพลง “รอยยิ้มของแม่” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เข้าร่วมงาน
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและผู้ร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนรับชมบทเพลง “รอยยิ้มของแม่” จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนกล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดทำบทเพลง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดทำบทเพลง “รอยยิ้มของแม่” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เนื่องในโอกาสที่มีการประกาศหมายกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 15–19 ธันวาคม 2569 คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้จัดทำบทเพลงดังกล่าวขึ้น เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจ ถ่ายทอดเรื่องราวพระราชจริยวัตรอันงดงาม พระเมตตาที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนพระราชปณิธานที่ทรงยึดมั่นตลอดพระชนม์ชีพ
บทเพลง “รอยยิ้มของแม่” ได้รับเกียรติจากนายธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ขับร้อง ประพันธ์เนื้อร้อง โดยนายนิติพงษ์ ห่อนาค และประพันธ์ทำนองพร้อมเรียบเรียงเสียงประสาน โดยนายสุวัธชัย สุทธิรัตน์ ซึ่งการจัดทำบทเพลงครั้งนี้มุ่งหวังให้เป็นอีกหนึ่งสื่อแห่งความทรงจำ ถ่ายทอดเรื่องราวสู่คนรุ่นหลัง และเป็นเสียงสะท้อนแห่งความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณจากหัวใจของพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธานอันทรงคุณค่าให้คงอยู่สืบไป
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณคณะผู้สร้างสรรค์ผลงาน ศิลปิน นักดนตรี และทีมงานทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจกลั่นกรองถ้อยคำและท่วงทำนองจนเกิดเป็นบทเพลงอันทรงคุณค่าและเปี่ยมความหมาย พร้อมขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะเผยแพร่และประชาสัมพันธ์บทเพลง “รอยยิ้มของแม่” ผ่านสื่อและช่องทางการสื่อสารอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนทุกภูมิภาคมีโอกาสรับฟังและร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมน้อมนำแนวพระราชปณิธานและพระราชจริยวัตรอันงดงามมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต การพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกแขนงร่วมเผยแพร่และประชาสัมพันธ์บทเพลง “รอยยิ้มของแม่” เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในบรรยากาศแห่งการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อประชาชนชาวไทยทุกคน
ภายหลังการแถลงข่าว นายกรัฐมนตรีถ่ายภาพร่วมกับคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการ “รอยยิ้มของแม่” ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
มติ ครม.มีดังนี้
เปิดตัว “โซลาร์ภาคประชาชน” 1 ล้านสิทธิ์ อุดหนุน 5 หมื่นบาท/หลัง
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” โดยมีคณะรัฐมนตรี และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า การส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเป็นแนวทางที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยโครงการโซลาร์ภาคประชาชนไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แต่เป็นการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้เป็นโอกาสของประชาชน เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งผลิตพลังงาน เปลี่ยนภาระค่าไฟฟ้าเป็นเงินออมของครอบครัว และเปลี่ยนบทบาทของผู้ใช้พลังงานให้มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานของประเทศ
รัฐบาลตั้งเป้าหมายสนับสนุนประชาชนจำนวน 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วยตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนวงเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน
นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว ประชาชนยังสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่ครัวเรือน ทำให้โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นมาตรการด้านเศรษฐกิจและสังคมที่จะช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย สร้างเงินออม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
จากการประเมินเบื้องต้น โครงการมีศักยภาพในการช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนรวมกันได้มากกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวจะหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนทั่วประเทศ
การดำเนินโครงการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงแรงงาน เพื่อผลักดันให้โครงการบรรลุเป้าหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพิ่มความรวดเร็วและความโปร่งใสในการให้บริการ พร้อมรักษามาตรฐานความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์และได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการ
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความร่วมมือตามกติกาใหม่ของโลก ช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งผู้ซื้ออาจกำหนดเงื่อนไขให้สินค้าต้องผลิตจากพลังงานหมุนเวียน พลังงานสีเขียว หรือพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ประเทศไทย ลดข้อจำกัดในการส่งออก และช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างคาร์บอนเครดิต
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิก โดยหากประเทศไทยสามารถดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ อีกมากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศ
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันโครงการ พร้อมย้ำถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน
ภายหลังกล่าวเปิดงาน นายกรัฐมนตรีได้ร่วมพิธีเปิดโครงการกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง โดยนำแบบจำลองแผงโซลาร์เซลล์วางลงบนหลังคาบ้านจำลอง ณ แท่นประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ
รับเงินธนาคารโลก 115 ล้าน ศึกษาคลองชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเตรียมความพร้อมโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) จากธนาคารโลก วงเงิน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 115.5 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการศึกษา ออกแบบ และเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินโครงการขนาดใหญ่ พร้อมกำหนดให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย หรือโครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (แผน 2) เป็นหนึ่งใน 9 แผนงานหลักเพื่อบรรเทาอุทกภัยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีกรอบวงเงินลงทุนรวม 165,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก วงเงิน 40,860 ล้านบาท และโครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก–อ่าวไทย วงเงิน 124,140 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2570–2577
โครงการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการปรับปรุงคลองเดิมและการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อเพิ่มช่องทางระบายน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักลงสู่อ่าวไทย ช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการแล้วเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569
สำหรับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลกจำนวน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะนำมาใช้สนับสนุนกิจกรรมเตรียมความพร้อมที่จำเป็น อาทิ การทบทวนแบบทางวิศวกรรมและประมาณการค่าก่อสร้าง การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน การเตรียมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเพิ่มเติม การทบทวนกรอบการเวนคืนที่ดิน ตลอดจนการจำลองสถานการณ์น้ำหลากและประสิทธิภาพของโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม เพื่อให้การดำเนินโครงการมีข้อมูลที่รอบด้านและลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้าง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โครงการ โดยการเตรียมความพร้อมจะครอบคลุมการตรวจสอบจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ การสำรวจที่ดินและทรัพย์สิน การกำหนดค่าทดแทนที่ถูกต้องและเป็นธรรม การจัดทำแผนโยกย้ายประชาชน ตลอดจนการเปิดช่องทางรับข้อร้องเรียนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้ประสานกับธนาคารโลกและกรมชลประทานในการเตรียมร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า โดยธนาคารโลกกำหนดให้ลงนามภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 และกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินกิจกรรมและเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือนนับจากวันที่ลงนาม โดยจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย
นางสาวลลิดาเน้นย้ำว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวเป็นเงินให้เปล่าสำหรับการเตรียมความพร้อมโครงการ ไม่ใช่เงินกู้เพื่อก่อสร้างคลองระบายน้ำทั้งโครงการ และไม่ถือเป็นข้อผูกพันว่าธนาคารโลกจะต้องให้เงินกู้สำหรับการก่อสร้างในอนาคต โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนสำหรับระยะต่อไปควบคู่กัน รวมถึงส่งเสริมการใช้สินค้าและวัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุนขนาดใหญ่เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทย
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการรับมือเมื่อเกิดอุทกภัยเท่านั้น แต่ต้องเตรียมระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือกับธนาคารโลกในครั้งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเตรียมโครงการ ทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าในการลงทุน และการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่สามารถเดินหน้าได้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดากล่าว
รับเงินจีน 1.6 แสนเหรียญ หนุนการค้าผ่านรถไฟความเร็วสูง
นางสาวลลิดา เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจเกษตรกรรม สามารถเข้าถึงตลาดจีนได้มากขึ้น โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong–Lancang Cooperation Special Fund) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตร เพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง–ล้านช้าง มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทยผ่านเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งระหว่างไทย สปป.ลาว และจีน ควบคู่กับการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการส่งออกและขยายตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับโครงการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยงานดำเนินงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรกรรม รวม 150 ราย เข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพด้านการค้า การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน (Joint Action Plan) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจเกษตรกรรมและขยายโอกาสทางการค้าในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้าง
นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า จุดสำคัญของโครงการคือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์และสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโอกาสทางการค้า กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับผู้ประกอบการในภูมิภาค
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายจีนจะจัดสรรเงินสนับสนุนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการภายในระยะเวลา 3 ปี โดยตามร่างความตกลงกำหนดให้ฝ่ายจีนจัดสรรงบประมาณภายใน 20 วันทำการหลังจากลงนาม และฝ่ายไทยต้องแจ้งยืนยันการได้รับเงินอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ ทั้งนี้ วันที่ลงนามในความตกลงจะถือเป็นวันเริ่มต้นโครงการ พร้อมกำหนดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และจัดทำรายงานผลการดำเนินโครงการ เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) เป็นกลไกสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย โดยจีนได้ประกาศจัดตั้งกองทุนดังกล่าวในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2559 เพื่อสนับสนุนโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ในปี 2568 มีโครงการของประเทศไทยได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณรวม 19 โครงการ โดยเป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์ 1 โครงการ คือโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง–ล้านช้าง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำเงินสนับสนุนจากต่างประเทศมาใช้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยไม่สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณของรัฐบาล และร่างความตกลงไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการจะอยู่ภายใต้การกำกับติดตามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจเกษตรกรรมอย่างแท้จริง
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพในการส่งออก ความร่วมมือกับจีนภายใต้กองทุนแม่โขง–ล้านช้าง จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้และเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจ พร้อมใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
นางสาวลลิดา ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีนและประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรไทย สร้างความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
รับเงินจีน 3.7 แสนเหรียญ รีไซเคิลแบตฯ–โซลาร์เซลล์–ขยะอิเล็กทรอนิกส์
นางสาวลลิดา รายงานว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนรวม 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จำนวน 2 โครงการ
นางสาวลลิดากล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาค โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับ 2 โครงการสำคัญ ได้แก่
- โครงการแรก การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและอุตสาหกรรมสีเขียวในกลุ่มประเทศแม่โขง–ล้านช้างและจีน (Capacity Building for Recycle Industry to Support Circular Economy and Green Industry among Mekong-Lancang and China) ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 132,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 983,500 หยวน มีเป้าหมายเพื่อสำรวจและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้างในการจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพัฒนากรอบการกำกับดูแลและแนวทางเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลในภูมิภาค
- โครงการที่สอง เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์: เสริมศักยภาพอุตสาหกรรม CLMVT เพื่ออนาคตคาร์บอนต่ำ (Pathway to Net Zero: Empowering CLMVT Industries for a Low-Carbon Future) ดำเนินการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 243,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,798,200 หยวน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศ CLMVT ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ให้มีความรู้ เครื่องมือ และทรัพยากรที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ตลอดจนส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน การพัฒนากรอบนโยบาย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมในการรับมือกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า ทั้งสองโครงการจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการรีไซเคิลและระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ลดปริมาณของเสีย และสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่ Net Zero จะช่วยให้หน่วยงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ร่างความตกลงดังกล่าว ฝ่ายจีนจะจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้แก่ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการนับจากวันที่ลงนามในความตกลง และฝ่ายไทยจะต้องแจ้งยืนยันการได้รับเงินอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ โดยกำหนดให้วันที่ลงนามเป็นวันเริ่มต้นโครงการ พร้อมมีระบบกำกับติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนด ทั้งนี้ การดำเนินโครงการทั้งสองจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันต่องบประมาณแผ่นดิน
นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Economy Model ของประเทศไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยกับจีน โดยมุ่งส่งเสริมการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลและการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กองทุนแม่โขง–ล้านช้างครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดการพัฒนาศักยภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว
นางสาวลลิดา ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านอุตสาหกรรมสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เศรษฐกิจ และประชาชนในระยะยาว
หนุนตั้งศูนย์เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอาเซียน
นางสาวลลิดา รายงานว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันต่อความตกลงการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Agreement on the Establishment of the ASEAN Centre for Climate Change) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศสมาชิก พร้อมเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงความร่วมมือและแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นางสาวลลิดากล่าวว่า ศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นข้อริเริ่มของประเทศบรูไนดารุสซาลาม ในฐานะประธานอาเซียนเมื่อปี 2564 โดยกำหนดให้จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวที่ประเทศบรูไน เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาค ทั้งการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การประสานงานโครงการด้านสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถนำข้อมูลและองค์ความรู้ไปใช้กำหนดแนวทางรับมือกับปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับภารกิจสำคัญของศูนย์ฯ ประกอบด้วย การพัฒนาฐานข้อมูลและระบบติดตามผลการดำเนินโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำรายงานสถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศของภูมิภาค การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและศูนย์อาเซียนสาขาต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นระบบ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เห็นชอบร่างความตกลงดังกล่าว และประเทศไทยได้ลงนามในความตกลงแล้ว อย่างไรก็ตาม การลงนามเพียงอย่างเดียวยังไม่ทำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นรัฐภาคี จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้สัตยาบันตามกระบวนการ โดยมติ ครม. ครั้งนี้เป็นการเห็นชอบให้ประเทศไทยดำเนินการให้สัตยาบัน และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำสัตยาบันสารเพื่อนำส่งสำนักเลขาธิการอาเซียน ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 49 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ตามกรอบเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ ความตกลงกำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อครบ 60 วัน หลังจากมีประเทศสมาชิกอาเซียนยื่นสัตยาบันสารแล้วอย่างน้อย 6 ประเทศ โดยข้อมูลประกอบการเสนอ ครม. ระบุว่ามีประเทศที่ยื่นสัตยาบันสารแล้ว 3 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม เวียดนาม และสิงคโปร์ การดำเนินการของประเทศไทยจึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนให้ความตกลงดังกล่าวสามารถมีผลใช้บังคับ และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการเงิน ความตกลงกำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ โดยประเทศสมาชิกสามารถพิจารณาสมทบเงินเข้ากองทุนได้ตามความสมัครใจ ไม่ได้กำหนดให้ทุกประเทศต้องสมทบเงินเป็นภาระผูกพันโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ หากมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องดำเนินการภายใต้กรอบงบประมาณและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ
สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลทางวิชาการ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือด้านเงินทุนระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการรับมือกับภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ภาคเกษตรกรรม และเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ ความร่วมมือภายใต้ศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 โดยจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และขีดความสามารถของประเทศในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง เพราะปัญหาโลกร้อนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของทั้งภูมิภาค การเข้าร่วมศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือด้านเงินทุน เพื่อนำมาต่อยอดการพัฒนานโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ ลดความเสี่ยงจากผลกระทบของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และสร้างความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชนในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว
นางสาวลลิดา ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสด้านเงินทุน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 อย่างยั่งยืน
ไฟเขียวไทยเป็นประธานอาเซียนปี’71
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้การเป็นประธานอาเซียนเป็นวาระแห่งชาติระหว่างปี 2570 – 2571 และมอบหมายให้คณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติม โดยให้กำกับดูแลภาพรวมการเตรียมการและการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ประโยชน์การเป็นประธานอาเซียนของไทย มีดังนี้
1) การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสริมบทบาทนำของไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และผลักดันวาระที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนชาวไทย โดยไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการต่อยอดจุดแข็งและข้อริเริ่มของไทยในด้านต่าง ๆ ให้เป็นวาระร่วมของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคและบทบาทของไทยในฐานะประเทศสมาชิกที่มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการกำหนดทิศทางในอนาคตของอาเซียนต่อไป
2) การทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยมิได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติที่ต้องอาศัยการบูรณาการและระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน โดยไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและกิจกรรมในระดับต่าง ๆ มากกว่าหนึ่งร้อยรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณ บุคลากร และการประสานงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มและก่อตั้งอาเซียน ตลอดจนสามารถใช้โอกาสจากการเป็นประธานในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทย เสริมสร้างบทบาทและความน่าเชื่อถือของไทยในภูมิภาค และขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของอาเซียนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
เปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ‘มอลตา’ จ.ภูเก็ต
นางสาวพลอยทะเล เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2534 (เรื่อง การเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำกรุงเทพมหานคร) และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2567 (เรื่อง การสิ้นสุดหน้าที่ของกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำประเทศไทย และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำประเทศไทยในฐานะหัวหน้าสถานทำการทางกงสุล) เฉพาะในส่วนการกำหนดเขตกงสุล จากเดิมที่มีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทย เป็นมีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทย ยกเว้นจังหวัดภูเก็ต
พร้อมทั้ง เห็นชอบการเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้ง นายธนิต ตันติวิท ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ผ่านร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อม สส.สระแก้ว เขต 3
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. …. ด้วยสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 ของนายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 101 (2) ในวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เนื่องด้วยตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 ว่างลงซึ่งมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่าง เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
เคาะร่าง MOU สาธารณสุขไทย-ภูฏาน
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
พร้อมทั้ง อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน
สาระสำคัญของเรื่อง ดังนี้
(1) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน มีสาระสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาต่างๆ ได้แก่
- หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
- การป้องกันและควบคุมโรค
- ความร่วมมือด้านการรักษาพยาบาลเฉพาะทาง รวมถึงโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับหัตถการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อน และการให้การสนับสนุนทางวิชาการในการจัดตั้งศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โดยสอดคล้องกับความจำเป็นด้านสุขภาพที่สำคัญของภูฏาน ภาระโรค ความชุกของโรค และการจัดลำดับความสำคัญของการให้บริการ
- ความร่วมมือด้านสุขภาพดิจิทัล รวมถึงการแพทย์ทางไกล การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและแผนที่ข้อมูลสุขภาพปัญญาประดิษฐ์ และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพดิจิทัล รวมทั้งโครงการที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้กองทุนภูมิอากาศสีเขียว
- ทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพ
- การแพทย์แผนดั้งเดิม
- การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการ
- การศึกษาและการวิจัยทางการแพทย์
- ความร่วมมือในการส่งต่อผู้ป่วยชาวภูฏานเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลข้ามพรมแดน ไปยังโรงพยาบาลภาครัฐตติยภูมิที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงการร่วมกันพัฒนาแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยและการจัดการด้านการดำเนินงาน โดยเป็นไปตามระบบบบริการสุขภาพและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของคู่ภาคี
- การให้บริการตรวจสอบความปลอดภัยอาหารและการทดสอบคุณภาพยา
- การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ
- ระบบกำกับดูแลแห่งชาติ
- การทูตด้านสุขภาพโลก
- การเสริมสร้างความร่วมมือใต้ – ใต้
- การพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อยกระดับสุขภาพด้านศัลยกรรมกระดูกและระบบกล้ามเนื้อ
- สาขาความร่วมมืออื่นๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
(2) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 4 (7) ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
“ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีความเหมาะสมสอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของไทย สามารถปฏิบัติได้ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยร่างบันทึกความเข้าใจฯ จะเป็นกลไกส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างสองประเทศให้มีความเข้มแข็งและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนการพัฒนาการดูแลสุขภาพและการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
เห็นชอบ MOU แม่โขง–ล้านช้าง 3 โครงการ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี 2568 และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับงบประมาณสนับสนุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18.5 ล้านบาท สำหรับดำเนิน 3 โครงการสำคัญ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับ 3 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย
- ยกระดับชา ทุเรียน และกาแฟ เพิ่มคุณภาพ–เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร วงเงินประมาณ 3.26 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมวิชาการเกษตร มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป และมาตรฐานคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกระดับคุณภาพผลผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการตลาด
- ส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยหลังนา เพิ่มรายได้–ลดเสี่ยงภัยแล้ง วงเงินประมาณ 6.08 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแพร่ ส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือก เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด ถั่วลิสง และข้าวโพดหวาน เพื่อให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้หลังฤดูทำนา
- ลดการเผาเศษวัสดุเกษตร เปลี่ยนของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ วงเงินประมาณ 9.16 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ประโยชน์แทนการเผา เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาฝุ่นควัน พร้อมเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าจากเศษวัสดุทางการเกษตร
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ทั้ง 3 โครงการมีระยะเวลาดำเนินการโครงการละ 36 เดือน โดยฝ่ายจีนจะโอนงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนให้แก่ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการหลังลงนามในความตกลง ซึ่งมีกำหนดลงนามภายในเดือนตุลาคม 2569 ทั้งนี้ หน่วยงานของไทยจะเป็นผู้ดำเนินโครงการภายใต้กลไกการบริหารจัดการ การติดตามผล และการตรวจสอบตามความตกลง โดยกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างความตกลงดังกล่าวไม่มีถ้อยคำที่มุ่งก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
“เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยให้เกษตรกรไทยผลิตสินค้าได้มีคุณภาพมากขึ้น ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า มีทางเลือกในการสร้างรายได้ และลดการเผาในพื้นที่เกษตร เพราะการพัฒนาภาคเกษตรที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิต แต่ต้องช่วยให้เกษตรกรลดความเสี่ยง เพิ่มมูลค่าสินค้า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
รับทราบรายงานความรุนแรงในครอบครัวปี’67
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2567 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งจัดทำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัญหาและใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ
รายงานรวบรวมข้อมูลจาก 15 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ปี 2567 มีผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวรวม 29,684 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 24,485 ราย เพศชาย 5,155 ราย และเพศอื่น ๆ 44 ราย แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่เด็กและเยาวชนยังเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลและคุ้มครองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความรุนแรงในครอบครัวอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและพัฒนาการในระยะยาว
เมื่อพิจารณาข้อมูลจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม พบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคดีความรุนแรงในครอบครัว 168 คดี แบ่งเป็นการร้องทุกข์ 162 คดี และไม่ร้องทุกข์ 6 คดี ส่วนสำนักงานอัยการสูงสุดมีคดีที่เข้าสู่กระบวนการชั้นพนักงานอัยการ 284 คดี และศาลยุติธรรมมีคดีฟ้องต่อศาลโดยตรง 257 คดี ทั้งนี้ ข้อมูลแต่ละหน่วยงานสะท้อนการดำเนินงานตามภารกิจและกระบวนการที่แตกต่างกัน
รายงานยังระบุว่า ความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นการกระทำทางร่างกาย โดยปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว การดื่มสุรา และการใช้สารเสพติด ขณะที่สถานที่เกิดเหตุที่พบมาก ได้แก่ ที่พักอาศัยส่วนบุคคล เช่น บ้านพัก บ้านเช่า และคอนโดมิเนียม สะท้อนความจำเป็นในการเฝ้าระวังและสร้างช่องทางขอความช่วยเหลือที่เข้าถึงได้ แม้เหตุจะเกิดขึ้นภายในบ้านก็ตาม
เพื่อยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหา พม. เสนอแนวทางเชิงนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่
- พัฒนาฐานข้อมูลกลาง : เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดรูปแบบการรายงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และใช้กำหนดมาตรการป้องกันได้ตรงกับสถานการณ์
- บูรณาการการช่วยเหลือระหว่างหน่วยงาน : กำหนดบทบาทและแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน ตั้งแต่การประสานความช่วยเหลือ การจัดการรายกรณี บริการทางกฎหมาย การส่งต่อ และการติดตามผล
- สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังระดับชุมชน : พัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครและกลไกชุมชนให้สามารถเฝ้าระวัง แจ้งเหตุ และส่งต่อผู้ประสบปัญหาได้อย่างถูกต้อง พร้อมสื่อสารความรู้และช่องทางขอความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
- ยกระดับบริการคุ้มครองและฟื้นฟู : สนับสนุนการประเมินความเสี่ยง จัดบริการสวัสดิการ ที่พักปลอดภัย การดำรงชีวิต และการให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองทางสังคม
- พัฒนาความรู้ กฎหมาย และมาตรฐานบุคลากร : สนับสนุนการวิจัยและประเมินผล ทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมพัฒนาความรู้และทักษะเฉพาะด้านของบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รายงานฉบับนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การป้องกันความรุนแรงในครอบครัวครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการคุ้มครองและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ โดยภายหลัง ครม. รับทราบรายงานแล้ว จะนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบต่อไปตามที่กฎหมายกำหนด
เห็นชอบ “ปฏิญญากรุงเทพ” ใช้เทคโลยีดาวเทียมรับมือภัยพิบัติ
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Bangkok Ministerial Declaration on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific) ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ พร้อมเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมรับรองปฏิญญาดังกล่าวในการประชุมระดับรัฐมนตรีฯ สมัยที่ 5 ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ร่างปฏิญญากรุงเทพมุ่งยกระดับความร่วมมือของประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ในการนำเทคโนโลยีอวกาศ ข้อมูลดาวเทียม และภูมิสารสนเทศ ผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data เพื่อสนับสนุนการรับมือภัยพิบัติ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การวางแผนการเกษตร และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“เทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรามีข้อมูลสำหรับเฝ้าระวังน้ำท่วม ติดตามภัยแล้ง วางแผนการเพาะปลูก และบริหารจัดการทรัพยากรได้แม่นยำยิ่งขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริงของประชาชน”
นอกจากนี้ ร่างปฏิญญายังให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้และต่อยอดการใช้เทคโนโลยีอวกาศสนับสนุนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ร่างปฏิญญากรุงเทพเป็นการแสดงเจตนารมณ์และความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างประเทศ มิใช่สนธิสัญญาหรือข้อตกลงที่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ตั้งบอร์ดสรรหา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการ ประจำวันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569 ดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นายพิทักษ์ โสตถยาคม ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสื่อและการเรียนรู้ (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ) สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเสนอแต่งตั้ง นางสาววรวรรณ นรสุชา ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง [ผู้อำนวยการสูง] กองส่งเสริมการลงทุน 2 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการลงทุน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
3. เรื่อง การรับโอนข้าราชการพลเรือนสามัญมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน นายศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
4. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ประธานกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ จำนวน 6 คน ดังนี้
- รองศาสตราจารย์ชโยดม สรรพศรี (ด้านการตรวจสอบและประเมินผลและด้านเศรษฐศาสตร์)
- นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา (ด้านกฎหมาย)
- นายศรพล ตุลยะเสถียร (ด้านการบริหารและการจัดการ)
- นายปรเมธี วิมลศิริ (ด้านการวางแผน)
- นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ)
- นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ (ด้านสิ่งแวดล้อม)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
5. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแต่งตั้ง นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการท่องเที่ยว) ในคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปและให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)
6. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน จำนวน 8 คน ดังนี้
- นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน
- นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง
- นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง
- นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- นายถาวร ชลัษเฐียร ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นผู้ประกอบกิจการพลังงาน
- นายกิตติพงษ์ วีระโพธิ์ประสิทธิ์ ผู้แทนสภาวิศวกร
- ศาสตราจารย์วิเลิศ ภูริวัชร ผู้แทนของอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
- นายวิจารย์ สิมาฉายา ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เพิ่มเติม



