
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯ ยัน รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์
- เผยผลหารือ ไทย–อินโดฯ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2.3 หมื่นล้านเหรียญ
- ไฟเขียว “คกก.นโยบายดาต้าเซ็นเตอร์” กำกับ พลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม
- ตั้งคณะทำงานจัดการคุณภาพน้ำไทย-เมียนมา
- อนุมัติ 16 ล้าน ปราบเครือข่ายยาเสพติด พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ
- เห็นชอบ 1.47 หมื่นล้าน ปรับปรุง–ขุดคลองสายใหม่ ลงอ่าวไทย จ.เพชรบุรี
- ทุ่ม 7.2 พันล้าน พัฒนาอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด รับการใช้น้ำ EEC
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ
นายกฯ ยัน รบ. มีเสถียรภาพ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า จากที่สื่อมวลชนและสังคมตั้งคำถามถึงเสถียรภาพของรัฐบาล โดยนายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลนี้มีเสถียรภาพและความร่วมมือในการทำงาน
“นายกฯ กล่าวถึงประเด็นนี้ใน ครม. ว่า แม้จะมีความพยายามจะปล่อยข่าวความขัดแย้ง แย่งงานกัน ทำงานไม่เป็นหนึ่งเดียว…นายกฯ ไม่หนักใจ เพราะเห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์ รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลฝ่ายไหน ทำงานตามประชาชนที่ได้แถลงต่อสภา มั่นใจกับ ครม. ทุกคน ไม่มีความกังวลใดๆ ขอให้รัฐมนตรีทุกท่านไม่ต้องหวั่นไหวกับคำถามที่ยุยง” นางสาวรัชดา กล่าว
สั่ง คทช. รับรองสิทธิ ‘โฉนดชุมชน’ ภายใน 1 เดือน
นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกฯ ห่วงใยความเดือดร้อนของประชาชน ที่มีการชุมนุมของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ได้หยิบยกปัญหาเกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชน หลังจากที่ได้ปรับการบริหารจัดการที่ดินมาอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (พ.ร.บ. คทช.) ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินของรัฐให้เป็นเอกภาพ มีมาตรฐานเดียวกัน และลดความซ้ำซ้อน
นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า แม้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เร่งดำเนินการรับรองสถานะทางกฎหมายของโฉนดชุมชนเดิม แต่ผลการดำเนินงานของ คทช.ที่ผ่านมา ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร จึงส่งผลให้เกิดความไม่ชัดเจนด้านสิทธิของประชาชน และส่งผลกระทบต่อผู้ที่อาศัยหรือทำกินในบางพื้นที่ จนนำไปสู่การชุมนุมเรียกร้อง
ดังนั้น ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ สั่งการให้ คทช. เร่งพิจารณารับรองสิทธิและสถานะของโฉนดชุมชนเดิมให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน พร้อมรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรี โดยให้กำหนดขั้นตอน ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่อง
อีกทั้ง ให้ คทช. ร่วมกับหน่วยงานเจ้าของที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประชาชนที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์หรือรับรองสิทธิ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขับไล่ การรื้อถอน หรือการดำเนินการที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควรในช่วงเปลี่ยนผ่าน
“ทุกมาตรการจะต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เป็นการรับรองสิทธิแก่ผู้บุกรุกรายใหม่ หรือเปิดช่องให้มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติม แต่เป็นการคุ้มครองประชาชนที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาของรัฐมาแต่เดิม” นางสาวรัชดา กล่าว
ผลหารือ ไทย-อินโดฯ ตั้งเป้าเพิ่มการค้าเป็น 2.3 หมื่นล้านเหรียญ
นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในการประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ รายงานผลการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยสรุปว่า การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ การขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง และการผลักดันบทบาทของไทยในอาเซียน
“การเยือนครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากรัฐบาลอินโดนีเซีย โดยประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ให้เกียรติเดินทางมาส่งนายกรัฐมนตรีถึงสนามบินด้วยตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวรัชดา กล่าว
นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันจากเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนแผนปฏิบัติการ 5 ปี และมีการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างภาคเอกชน 4 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ นายกฯ ยังใช้โอกาสจากงาน Indonesia–Thailand Business Forum พบปะภาคธุรกิจอินโดนีเซีย เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเปิดโอกาสให้สินค้า บริการ และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงตลาดอินโดนีเซียได้มากขึ้น ซึ่งมีประชากร 280 ล้านคน รวมถึงสนับสนุนให้มองไกลถึงโอกาสแห่งอนาคตที่สดใสภายนอกภูมิภาคร่วมกัน เพราะทั้งสองประเทศรวมกันมีศักยภาพระดับโลก ประชากรรวมกัน 350 ล้านคน มีหลายสิ่งอย่างที่ส่งเสริมกันและกัน ทั้งเรื่องการเกษตร ฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว และดิจิทัล connectivity
นางสาวรัชดา ยังกล่าวถึงด้านความมั่นคงว่า ไทยและอินโดนีเซียจะยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศโดยตรง
จี้ทุกหน่วยงาน เร่งขับเคลื่อน ‘ฉันทามติอาเซียน’
นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกฯ ได้หารือกับเลขาธิการอาเซียนและแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน โดยเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การรักษาเอกภาพของอาเซียน การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของภูมิภาค และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา พร้อมยืนยันการสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน
นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกฯ มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและขับเคลื่อนผลการหารือและข้อตกลงต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อเปลี่ยนความร่วมมือที่ได้จากการเยือนครั้งนี้ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
มติ ครม. มีดังนี้

ไฟเขียว “คกก.นโยบายดาต้าเซ็นเตอร์”
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสำคัญมุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยจากเศรษฐกิจดิจิทัล จึงปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ หรือธุรกิจศูนย์ข้อมูล ที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การประกอบกิจการนี้ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และไม่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและการใช้ทรัพยากร (น้ำ ไฟฟ้า ที่ดิน สิ่งแวดล้อม) ของประเทศและประชาชน รวมถึงความมั่นคงด้านข้อมูลของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีนโยบายและแนวทางเกี่ยวกับการประกอบกิจการนี้ให้ชัดเจน
ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. …. ตามที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอ โดยสาระสำคัญของร่างระเบียบดังกล่าว คือการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้
- รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง ประธานกรรมการ
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน รองประธานกรรมการคนที่ 1 คนที่ 2 และคนที่ 3 ตามลำดับ
- กรรมการโดยตำแหน่ง (12 คน) อาทิ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน ไม่เกิน 3 คน
นางสาวรัชดากล่าวต่อว่า คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่และอำนาจในการเสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางในการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต หรือให้บริการต่างๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักร รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยมุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การรักษาข้อมูลด้านข้อมูลของประเทศ การป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ รวมทั้งการวางระบบและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ
เคาะแถลงการณ์นายกฯ ไทย-เมียนมา
นางสาวรัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
โดยร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย-สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ครอบคลุมทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย-สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน อีกทั้งยังเป็น การส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก รวมทั้งให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ กับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
“ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคี ไทย – สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน” นางสาวรัชดา กล่าว
ตั้งคณะทำงานจัดการคุณภาพน้ำไทย-เมียนมา
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ หรือ TOR ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานร่วมดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มขับเคลื่อนความร่วมมือและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น การจัดตั้งคณะทำงานร่วมจะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ การประสานมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนการหารือแนวทางรับมือกรณีเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ
“ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง การมีกลไกทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมาจะช่วยให้การติดตามข้อมูล การแจ้งเตือน และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีทิศทางเดียวกัน และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่งพรมแดน” นางสาวลลิดา กล่าว
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับแก้ถ้อยคำใน TOR ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือผลประโยชน์ของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้การจัดตั้งและขับเคลื่อนคณะทำงานร่วมเป็นไปอย่างคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์
อนุมัติ 16 ล้าน ปราบเครือข่ายยาเสพติด พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 16 ล้านบาท ตามที่กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือสำนักงาน ป.ป.ส. เสนอ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับเมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม ในการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ รวมทั้งปราบปรามเครือข่ายการค้ายาเสพติดข้ามชาติตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง ก่อนลักลอบเข้าสู่ชายแดนและพื้นที่ตอนในของประเทศไทย
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำยังอยู่ในระดับน่ากังวล โดยพื้นที่ดังกล่าวได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ขนาดใหญ่ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และมีความพยายามใช้ประเทศไทยเป็นทั้งจุดผ่านและจุดหมายปลายทาง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างแนวสกัดกั้นนอกประเทศ ควบคู่กับการปราบปรามภายในประเทศ เพื่อลดปริมาณยาเสพติดที่อาจหลุดรอดเข้าสู่ชุมชน
“การสกัดกั้นยาเสพติดให้ได้ผล ไม่สามารถรอให้ยาเสพติดเดินทางมาถึงชายแดนไทยแล้วจึงเริ่มดำเนินการ แต่ต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง ทั้งการตัดวงจรสารตั้งต้น การตรวจยึดระหว่างเส้นทาง และการทำลายเครือข่ายการค้า” นางสาวลลิดา กล่าว
กรอบการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่
- การสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด
- สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ โดยเพิ่มประสิทธิภาพด่าน จุดตรวจ และจุดสกัดตามเส้นทางคมนาคมและแนวชายแดน การป้องกันและบำบัดรักษา โดยเสริมความเข้มแข็งให้หมู่บ้านและชุมชนตามแนวชายแดนมีส่วนร่วมเฝ้าระวังยาเสพติด
- การพัฒนาศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย ให้เป็นกลไกกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานปฏิบัติการร่วมกัน
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า งบประมาณดังกล่าวจะนำไปสนับสนุนภารกิจที่จำเป็นของแต่ละประเทศ อาทิ การปฏิบัติการร่วมในพื้นที่เสี่ยง การสนับสนุนชุดปฏิบัติการสกัดกั้น ค่าน้ำมัน อุปกรณ์ตรวจสารเคมี ชุดตรวจยาเสพติด การพัฒนาระบบตรวจพิสูจน์ และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับและหยุดยั้งยาเสพติดก่อนเข้าสู่ประเทศไทย
ในส่วนของเมียนมา จะสนับสนุนการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดแบบทวิภาคีและปฏิบัติการร่วมในพื้นที่สำคัญ เช่น มัณฑะเลย์ พะโค ย่างกุ้ง และรัฐฉานตะวันออก รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ตรวจสารเคมีและการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยในการจัดการสารเคมี
ขณะที่ สปป.ลาว จะเน้นการสนับสนุนชุดปฏิบัติการสกัดกั้นตามแนวชายแดนและการดำเนินโครงการหมู่บ้านคู่ขนานหรือหมู่บ้านสีขาว ส่วนเวียดนามจะมุ่งพัฒนาการควบคุมสารตั้งต้น การตรวจพิสูจน์ยาเสพติด และศักยภาพของเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังอนุมัติให้เลขาธิการ ป.ป.ส. มีอำนาจพิจารณาอนุมัติโครงการ แผนงาน และกิจกรรมภายใต้กรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวและสอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมอนุมัติแนวทางการโอนเงินสนับสนุนเมียนมาผ่านกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ในกรณีที่การโอนเงินโดยตรงเกิดข้อขัดข้อง โดยต้องดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ทางการเงินอย่างเคร่งครัด
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ดำเนินโครงการความร่วมมือในลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 เนื่องจากเห็นผลชัดเจนว่าการสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านให้มีศักยภาพในการปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติด ช่วยลดความเสี่ยงต่อประเทศไทยโดยตรง อีกทั้งยังช่วยรักษาบทบาทนำของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
เห็นชอบแผนจัดการทรัพยากรทะเล-ชายฝั่ง ปี’ 66-70
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อเป็นกรอบบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน พร้อมรับมือปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง มลพิษทางทะเล และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า แผนดังกล่าวกำหนดวิสัยทัศน์ให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทยมีความอุดมสมบูรณ์ สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ทางทะเลประเทศไทย การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนที่คงสภาพและมีความสมบูรณ์ การกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งให้ครอบคลุม 40 ระบบหาด และยกระดับดัชนีคุณภาพมหาสมุทรของประเทศไทยให้ไม่น้อยกว่า 75 คะแนน
แนวทางดำเนินงานประกอบด้วยแผนย่อย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2) การส่งเสริมเศรษฐกิจสีน้ำเงินบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล (3) การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือและกลไกการบริหารจัดการแบบบูรณาการ (4) การป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และ (5) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล
ในด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟู จะเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและเฝ้าระวัง ฟื้นฟูป่าชายเลน แนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเล สนับสนุนกิจกรรมธนาคารสัตว์น้ำ และผลักดันพื้นที่คุ้มครองหรือมาตรการอนุรักษ์เชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ
ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน จะส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่งอย่างรับผิดชอบ พัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการประมงอย่างยั่งยืน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะทะเลและมลพิษ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น การนำขยะทะเลคืนฝั่งโดยเรือประมง ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยคุณภาพน้ำทะเล ตลอดจนการบริหารจัดการของเสียจากกิจกรรมท่องเที่ยวไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว ปะการัง และป่าชายเลน
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า แผนยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ ทั้งการก่อสร้างและซ่อมแซมโครงสร้างป้องกัน การเสริมทรายและดักตะกอนทราย การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากแหล่งทรายธรรมชาติ รวมถึงการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติในพื้นที่ชายฝั่ง
ขณะเดียวกัน จะเสริมบทบาทคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดใน 24 จังหวัดชายทะเล สนับสนุนชุมชนชายฝั่งและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลและระบบติดตามประเมินผล เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของแผนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งประสานแผนและการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ พร้อมเร่งจัดทำนโยบายและแผนฉบับต่อไปให้แล้วเสร็จก่อนแผนปัจจุบันสิ้นสุด เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศมีความต่อเนื่องและเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
พน. ชงตั้งเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 (Gastech 2026) สำหรับการจัดงานประชุม Gastech ถือเป็นงานประชุมเชิงวิชาการและงานแสดงนิทรรศการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานที่ใหญ่ระดับโลกงานหนึ่งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเป็นเวทีสำคัญในการหารือและแลกเปลี่ยนนโยบายระหว่างผู้นำทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมพลังงานและนักลงทุนจากทั่วโลก ในหัวข้อการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลวเชื้อเพลิงไฮโดรเจน พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech ล้วนเป็นประเทศที่มีศักยภาพและเป็นผู้นำด้านพลังงาน เช่น สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งการจัดงาน Gastech ครั้งล่าสุดได้จัดขึ้นที่ประเทศอิตาลีเมื่อปี 2025 โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คน จาก 150 ประเทศ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ได้ยื่นเอกสารประมูลสิทธิและเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 โดยประเทศไทยได้รับการตอบรับให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 และ พน. จะเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ในการจัดงานดังกล่าว โดยมีกำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากต่างประเทศและผู้นำองค์กรระหว่างประเทศประมาณ 50 คน รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมพลังงาน และนักลงทุนจาก 150 ประเทศทั่วโลก เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงานดังกล่าวประมาณ 50,000 คน
ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเตรียมการสำหรับการเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 พน. จึงเห็นควรเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติฯ ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการอำนวยการประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านพิธีการและอำนวยการ ด้านประชาสัมพันธ์ และด้านการรักษาความปลอดภัยและการจราจร โดยคณะกรรมการระดับชาติฯ จะประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นรองประธานกรรมการ เป็นต้น
เปิดทาง จ.สงขลา พัฒนารถไฟฟ้า Monorail
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจังหวัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไป และให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจังหวัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เป็นการกำหนดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลาเพิ่มเติม จากเดิมที่มีการดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดพิษณุโลก เพื่อดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยระบบราง (Monorail) โดยมี ระยะทางรวม 12.54 กิโลเมตร 12 สถานี มีโรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ และจุดเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง 3 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ สถานีคอหงส์ และสถานีรถตู้รูปแบบสถานี มีลักษณะสถานีเป็น 3 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่คร่อมเกาะกลางถนน จัดให้มีพื้นที่รองรับความต้องการเดินทางและเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งจากยานพาหนะประเภทต่าง ๆ รวมถึงรองรับปริมาณผู้โดยสารจากพื้นที่โดยรอบเมืองหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง โดยได้ออกแบบ จุดเชื่อมต่อการเดินทาง สำหรับพื้นที่สำหรับจอดและรับ – ส่ง และพื้นที่สำหรับจอดแล้วจร รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่โรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ไว้ 1 แห่ง บริเวณสถานีคลองหวะ ทั้งนี้ คณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว และเป็นไปตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก
เห็นชอบ 1.47 หมื่นล้าน ปรับปรุง-ขุดคลองสายใหม่ ลงอ่าวไทย เพชรบุรี
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน “โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี” กรอบวงเงินงบประมาณรวม 14,700 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2579) พร้อมอนุมัติผ่อนผันยกเว้นมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อเปิดทางให้ดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย
โครงการนี้เป็นการปรับปรุงและขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ รวมระยะทาง 38.92 กิโลเมตร ตั้งแต่เหนือเขื่อนเพชร อ.ท่ายาง จนถึงจุดระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยที่ อ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย และช่วยเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน อีกทั้งยังช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 33,690 ไร่
อย่างไรก็ดี เนื่องจากจุดระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยต้องผ่านพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 162 ไร่ ที่ประชุม ครม. จึงอนุมัติยกเว้นมติ ครม. เดิมที่ห้ามใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลน โดยมีเงื่อนไขให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและติดตามเรื่องผลกระทบของระบบนิเวศอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ครม. ได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดกระบวนการจัดหาที่ดิน การจ่ายค่าทดแทนอย่างเป็นธรรม และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
รับทราบข้อสังเกต CEDAW
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบข้อสังเกตโดยสรุปจากคณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ของสหประชาชาติ พร้อมอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนข้อเสนอแนะเร่งด่วน เพื่อรายงานผลกลับไปยัง UN ภายในเดือนมิถุนายน 2570
สำหรับข้อเสนอแนะที่ไทยจะดำเนินการตามข้อสังเกต คือ การปรับแก้กฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ กำหนดนิยามการเลือกปฏิบัติต่อสตรีให้ครอบคลุมทั้งทางตรง ทางอ้อม, การเพิ่มบทบาทสตรีในกระบวนการเจรจาสันติภาพและการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้, เร่งรัดยกเลิกความผิดทางอาญาต่อสตรีที่ค้าประเวณี เพื่อคุ้มครองจากการถูกตีตรา พร้อมจัดมาตรการรองรับสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ, ปราบปรามการคุกคามทางเพศ ทั้งในชีวิตจริงและโลกออนไลน์ และส่งเสริมสตรีในฐานะผู้นำเศรษฐกิจนวัตกรรม
ทุ่ม 7.2 พันล้าน พัฒนาอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด รับการใช้น้ำ EEC
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กรอบวงเงินงบประมาณ 7,200 ล้านบาท กำหนดแผนดำเนินงาน 7 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2576) เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของภาคตะวันออก รองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นของภาคประชาชน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ ช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดจันทบุรี ตลอดจนเสริมศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกในระยะยาว โดยโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งใน 38 โครงการสำคัญ ตามแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการพัฒนา EEC
โดย ครม. กำชับให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติให้ถูกต้องก่อนดำเนินการก่อสร้าง รวมทั้งให้ใช้พื้นที่เท่าที่จำเป็น และปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำดำเนินควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบในหลักการให้กรมชลประทานร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงชนบท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ พร้อมให้กรมชลประทานจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ปรับปรุง MOU ความร่วมมือแรงงาน ไทย-เมียนมา
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และ บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ลงนามในเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อปรับปรุงกรอบความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างสองประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และรองรับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้เป็นไปตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ไทยและเมียนมามีความร่วมมือด้านแรงงานมาตั้งแต่ปี 2559 โดยใช้บันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงเป็นกลไกในการจัดส่งแรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องให้ปรับปรุงเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และทำให้การบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ได้กำหนดให้กระทรวงแรงงานของทั้งสองประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน พร้อมขยายความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดแรงงาน การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการป้องกันการจ้างงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมและการประชุมติดตามความคืบหน้าเป็นประจำ เพื่อให้การดำเนินงานของทั้งสองฝ่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน กำหนดหลักเกณฑ์การจ้างงานที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดส่งแรงงาน การทำสัญญาจ้าง การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง การออกใบอนุญาตทำงาน การคุ้มครองสิทธิแรงงานตามกฎหมายของประเทศผู้รับ การระงับข้อพิพาท และการส่งแรงงานกลับประเทศเมื่อครบกำหนดสัญญา รวมทั้งกำหนดแนวทางความร่วมมือในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และการจ้างงานผิดกฎหมาย เพื่อให้แรงงานได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม และนายจ้างสามารถจ้างแรงงานผ่านระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การปรับปรุงบันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ จะช่วยให้การจัดส่งและการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างไทยกับเมียนมาเป็นระบบมากยิ่งขึ้น แรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและสิทธิที่พึงมี ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแรงงานผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การจ้างงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่ยังมีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่แรงงาน นายจ้าง และทั้งสองประเทศในระยะยาว
รับทราบผลศึกษาการคุ้มครอง LGBT-เด็ก-ผู้พิการ-ผู้สูงอายุ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาสและความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ หลังรวบรวมผลการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนานโยบายและการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศต่อไป
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า รายงานดังกล่าวสะท้อนการขับเคลื่อนของหน่วยงานภาครัฐในหลายมิติ ทั้งการพัฒนากฎหมาย การส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณะ การศึกษา การสาธารณสุข การจ้างงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเสมอภาค รายละเอียด ดังนี้
ด้านกฎหมาย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดทำคู่มือและแบบรายการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศสภาพ พร้อมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ขณะที่ กระทรวงยุติธรรม ได้ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม และอยู่ระหว่างทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น
ด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศไว้ในหลักสูตรแกนกลาง ดำเนินมาตรการ “สถานศึกษาปลอดภัย 3 ป.” พัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1579 และจัดให้มีครูแนะแนวและนักจิตวิทยาในสถานศึกษา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเคารพความแตกต่างของผู้เรียนทุกคน ขณะที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านความเท่าเทียมทางเพศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการศึกษาและการทำงานที่เปิดกว้างและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาคู่มือ “สุขภาพดีไม่มีเพศ” จัดบริการให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ข้ามเพศและบริการด้านฮอร์โมน ขณะที่ กรุงเทพมหานคร ได้จัดตั้ง BKK Pride Clinic จำนวน 31 แห่ง ให้บริการสุขภาพที่เป็นมิตรกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมพัฒนาห้องสุขาสำหรับทุกคน (Restroom for All) และจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างต่อเนื่อง
ด้านแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ส่งเสริมการจ้างงานที่ไม่เลือกปฏิบัติ พัฒนาสถานประกอบการต้นแบบที่เคารพความหลากหลายทางเพศ และผลักดันการปรับปรุงสวัสดิการแรงงานให้ครอบคลุมผู้มีความหลากหลายทางเพศมากยิ่งขึ้น ส่วน กระทรวงวัฒนธรรม และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้สนับสนุนการจัดกิจกรรม Pride และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ตั้ง ‘พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์’ ปลัดกระทรวงพาณิชย์
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 5 สิงหาคม 2569 ดังนี้
1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง ตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
- นายธานี แสงรัตน์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
- นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที ตำแหน่ง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
- นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ คูเวต รัฐคูเวต ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสมสนธิสัญญาและกฎหมาย
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภททบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
- นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
- นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
- นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการจัดหางาน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงาน ป.ย.ป.)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. (นักบริหารระดับสูง) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
4. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพาณิชย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้ง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
5. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ จำนวน 2 ราย ดังนี้
นายยงยุทธ นาควิโรจน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรธรณี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ)
นายชิดชนก สุขมงคล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
6. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ดังนี้
- นายเบญจพล นาคประเสริฐ ประธานกรรมการ
- นายศันสนะ สุริยะโยธิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง)
- รองศาสตราจารย์วรสันฑ์ บูรณากาญจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง)
- นายชุติวัต ชัยดรุณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง)
- นายนพชัย ภู่จิรเกษม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง)
- นางรุ้งพร ภักดีพันดอน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง)
- นายนวนิตย์ พลเคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนผู้ประกอบกิจการยางซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการค้า)
- รองศาสตราจารย์วีริศ อัมระปาล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้แทนผู้ประกอบกิจการยางซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอุตสาหกรรมยาง)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป



