ASEAN Roundup เวียดนาม-รัสเซีย ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ชูพลังงาน “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ความร่วมมือยุคใหม่

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 6-12 กันยายน 2569

  • เวียดนาม-รัสเซีย ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ชูพลังงานเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ความร่วมมือยุคใหม่
  • เวียดนามตั้งเป้าส่งออกออนไลน์ หนุน E-Commerce ข้ามพรมแดน
  • เวียดนามพิจารณาคุมเข้มกฎระเบียบภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ
  • เวียดนามตั้งเป้าจัดทำแผนที่ดิจิทัลครอบคลุมพื้นที่วัตถุดิบ 70% ภายในปี 2030
  • ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก
  • มาเลเซียเตรียมกระชับสัมพันธ์ด้านพลังงานหมุนเวียน- การเชื่อมโยงกับอินโดนีเซียและไทย
  • อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ประกาศแผนแม่บท IMT-GT ปี 2027-2031 หลัง GDP ต่อหัว-FDI ทะลุเป้า
  • ลาวเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อระบบสารสนเทศตลาดแรงงานสมัยใหม่
  • เซ็นทร็ล รีเทลขยาย Modern Retail ยึดเมืองหลักเมืองรองในเวียดนาม

เวียดนาม-รัสเซีย ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ชูพลังงานเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ความร่วมมือยุคใหม่

ที่มาภาพ: https://english.vov.vn/en/politics/vietnam-russia-issue-joint-statement-on-major-orientations-for-comprehensive-strategic-partnership-in-new-period-post1198695.vov

เวียดนามและรัสเซียได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ในยุคใหม่ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เนื่องในโอกาสที่นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เดินทางเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐ

โดยแถลงการณ์ระบุว่า การรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีถือเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวและเป็นความสำคัญลำดับต้นๆด้านนโยบายต่างประเทศของทั้งสองประเทศ

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านในยุคใหม่  บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมืองและยุทธศาสตร์ในระดับสูง ควบคู่กับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่สมดุลและยั่งยืน

โดยกำหนดให้ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงเป็น “เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์” ความร่วมมือด้านพลังงานและน้ำมัน-ก๊าซเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญเชิงยุทธศาสตร์” ส่วนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในอนาคต

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังเน้นย้ำบทบาทของวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนในฐานะสะพานเชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมยืนยันความสำคัญของการสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่ประชาชน ท้องถิ่น และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองของทั้งสองประเทศ และเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือด้านรัฐสภาต่อไป พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงระหว่างกันไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศที่สาม และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์

ทั้งสองฝ่ายมีแผนที่จะยกระดับความร่วมมือเชิงเนื้อหาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงการผลักดันข้อริเริ่มจัดตั้งศูนย์ป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์แห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Center for Cybercrime Prevention) พร้อมทั้งแสดงความพร้อมที่จะขยายความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ รวมถึงอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ในด้านเศรษฐกิจ เวียดนามเชิญชวนให้รัสเซียเข้ามาลงทุนในโครงการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงซึ่งเชื่อมโยงกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรม และการฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์ ขณะที่ฝ่ายรัสเซียจะสำรวจศักยภาพในการขยายการลงทุนในเวียดนามในหลายสาขา ได้แก่ พลังงาน การผลิตและแปรรูป เศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรมไฮเทค เภสัชกรรม การดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม

ทั้งสองฝ่ายระบุว่าความร่วมมือด้านเชื้อเพลิงและพลังงานเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญเชิงยุทธศาสตร์” ของความสัมพันธ์เวียดนาม-รัสเซีย บนพื้นฐานดังกล่าว ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน และเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซในทั้งสองประเทศต่อไป โดยจะเร่งความร่วมมือด้านการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากรัสเซีย รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการรับ แปรรูป และจัดเก็บผลิตภัณฑ์ไฮโดรคาร์บอนในเวียดนาม

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะยังคงประเมินความเป็นไปได้ที่หน่วยงานของรัสเซียจะเข้าร่วมในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมในเวียดนามให้ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในเวียดนามต่อไป ซึ่งถือเป็นข้อริเริ่มร่วมที่สำคัญเพื่อการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ

เวียดนามและรัสเซียยืนยันความสนใจที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ ครอบคลุมการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าใต้ดินในเวียดนาม การปรับปรุงระบบรถไฟให้ทันสมัย และการขยายการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (multimodal transport) ระหว่างเวียดนาม จีน และรัสเซีย ทั้งทางรางและทางทะเล พร้อมทั้งจะสำรวจโอกาสในการเข้าร่วมข้อริเริ่มระเบียงขนส่งระหว่างประเทศเหนือ-ใต้ (International North-South Transport Corridor) และความร่วมมือด้านการใช้เส้นทางทะเลเหนือ (Northern Sea Route)

แถลงการณ์ร่วมยังยืนยันพันธกิจของทั้งสองฝ่ายในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรม แรงงาน และการท่องเที่ยว

ในประเด็นระหว่างประเทศ เวียดนามและรัสเซียแสดงการสนับสนุนการพัฒนาระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ (multipolar world order) ที่มีความเป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น

รัสเซียและเวียดนามลงนามในข้อตกลงกรอบความร่วมมือว่าด้วยการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์

ขณเดียวกันสำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท ซารูเบซเนฟต์ (Zarubezhneft) บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัฐบาลรัสเซีย ได้ลงนามในข้อตกลงกรอบความร่วมมือกับ เปโตรเวียดนาม (Petrovietnam) บริษัทพลังงานแห่งชาติของเวียดนาม เพื่อความร่วมมือในโครงการจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศเวียดนาม

การลงนามในข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นในระหว่างการเยือนประเทศรัสเซียอย่างเป็นทางการของ นายโต เลิม ผู้นำเวียดนาม

ทั้งสองบริษัทไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาของโครงการหรือขนาดของคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงไม่ได้มีการเปิดเผยเงื่อนไขทางการเงินของข้อตกลงดังกล่าวต่อสาธารณชน

“ฝ่ายรัสเซียได้เสนอให้พันธมิตรพิจารณาแนวคิดในการร่วมกันจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในเวียดนาม” ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวหลังการหารือ

ความร่วมมือด้านพลังงานถือเป็นประเด็นเน้นย้ำหลักในความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกและฮานอย

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มินห์ จิ๋งห์ ของเวียดนาม ได้เรียกร้องให้บริษัทซารูเบซเนฟต์เพิ่มการลงทุนในเวียดนาม และสนับสนุนการจัดส่งน้ำมันดิบระยะยาวให้แก่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ ตามรายงานของรัฐบาลเวียดนาม

ต่อมาในเดือนมิถุนายน นายอเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า มอสโกพร้อมที่จะสนับสนุนเวียดนามในการสร้างคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์

เวียดนามตั้งเป้าส่งออกออนไลน หนุน E-Commerce ข้ามพรมแดน

ที่มาภาพ:https://moit.gov.vn/en/news/vietnam-e-commerce-and-digital-economy-agency-and-tiktok-shop-launch-beyond-vietnam-vietnamese-products-take-flight-init.html

เวียดนาม และ TikTok Shop เปิดตัวข้อริเริ่ม “Beyond Vietnam – สินค้าเวียดนามทะยานสู่โลก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนสถานประกอบการเวียดนามในการสร้างและเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการส่งออกทางดิจิทัล และเข้าถึงผู้บริโภคระหว่างประเทศโดยตรงผ่านรูปแบบอีคอมเมิร์ซแบบค้นพบ (Discovery e-commerce)

สำนักงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัลเวียดนาม (iDEA) สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (MoIT) ร่วมกับ TikTok Shop และกรมพัฒนาตลาดต่างประเทศ ได้เปิดตัวข้อริเริ่ม “Beyond Vietnam – สินค้าเวียดนามทะยานสู่โลก” (Beyond Vietnam – Vietnamese Products Take Flight) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026

การดำเนินการข้อริเริ่มนี้มีขึ้นในขณะที่เวียดนามกำลังเร่งพัฒนาอีคอมเมิร์ซตามทิศทางและแผนพัฒนาอีคอมเมิร์ซแห่งชาติสำหรับช่วงปี 2026 – 2030 ที่จัดทำโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า วัตถุประสงค์ระยะยาวคือการช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศเข้าไปมีส่วนร่วมในอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่างลึกยิ่งขึ้น ใช้ประโยชน์จากวิธีการค้าแบบใหม่เพื่อขยายตลาด ลดการพึ่งพาช่องทางการกระจายสินค้าแบบเดิม และยกระดับความสามารถในการบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์และสินค้าเวียดนามสู่สายตาชาวโลก

คุณลักษณะโดดเด่นของข้อริเริ่ม “Beyond Vietnam – สินค้าเวียดนามทะยานสู่โลก” คือ การประยุกต์ใช้อีคอมเมิร์ซแบบค้นพบ หรือ Discovery e-commerce (ผู้บริโภคสามารถค้นพบสินค้าได้ผ่านคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ และคอมมูนิตี้ จนเกิดความต้องการที่จะตัดสินใจซื้อทันทีจากที่ไม่ได้ตัั้งใจซื้อ) แทนที่จะให้ผู้บริโภคต้องตั้งหน้าตั้งตาค้นหาสินค้าที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว สินค้าและแบรนด์ของเวียดนามสามารถปรากฏสู่สายตาโดยตรงในเส้นทางการค้นหาของผู้บริโภคผ่านวิดีโอขนาดสั้น การไลฟ์สตรีม ผู้สร้างคอนเทนต์ และชุมชนผู้ใช้ในท้องถิ่น

ในพิธีเปิดตัว นางเล ฮว่าง อันห์(Le Hoang Oanh) ผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัลเวียดนาม เน้นย้ำว่า ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกกำลังสร้างความท้าทายมากมายต่อการส่งออก ตั้งแต่ความผันผวนของความต้องการและต้นทุนที่สูงขึ้น ไปจนถึงข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานสีเขียว ความท้าทายเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อ (SMEs) สหกรณ์ และโรงงานผลิตที่มีทรัพยากรจำกัด

“เวียดนามมีสินค้าคุณภาพสูงจำนวนมากที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาหาร และหัตถกรรม ไปจนถึงสินค้าจากหมู่บ้านหัตถกรรมดั้งเดิมและของดีประจำภูมิภาค สิ่งที่สินค้าเหล่านี้จำนวนมากยังขาด ไม่ใช่มูลค่าของตัวสินค้า แต่เป็นขีดความสามารถในการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมูลค่านั้นให้โลกได้รับรู้” นางเล ฮว่าง อันห์กล่าว

ในระยะเริ่มต้น ข้อริเริ่มนี้จะสนับสนุนสถานประกอบการในการขยายกิจกรรมทางธุรกิจในตลาดที่ได้รับเลือก ซึ่งมีภาคส่วนอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ ระบบนิเวศการชอปปิงที่พัฒนาแล้ว และมีศักยภาพสูงในการเข้าถึงผู้บริโภค จากนั้นจะค่อยๆ ขยายโปรแกรมนี้ไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลก โดยพิจารณาจากความพร้อมของสถานประกอบการ สภาพการดำเนินงานในท้องถิ่น และรูปแบบเชิงพาณิชย์ที่ทำได้จริงในแต่ละตลาด

หมวดหมู่สินค้าเวียดนามที่มีจุดแข็งด้านการส่งออกอยู่แล้ว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาหารทะเล อาหารแปรรูป สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย รองเท้า และงานหัตถกรรม ถูกมองว่ามีศักยภาพสูงสำหรับอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน หากได้รับการสนับสนุนผ่านโซลูชันแบบครบวงจร ทั้งการสร้างคอนเทนต์ ความร่วมมือกับผู้สร้างคอนเทนต์ การบริหารจัดการหน้าร้าน โลจิสติกส์ และการสร้างแบรนด์ในตลาดท้องถิ่น

นางเจิ่น ถิ ตัน(Tran Thi Tan) ผู้อำนวยการฝ่ายความรับผิดชอบต่อสังคมและพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของ TikTok Shop และผู้อำนวยการโครงการ “Beyond Vietnam – สินค้าเวียดนามทะยานสู่โลก” กล่าวว่า วิถีทางที่แบรนด์จะก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงไป อีคอมเมิร์ซโดยทั่วไปได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการส่งออกแบบเดิมไปแล้วส่วนหนึ่ง ขณะที่อีคอมเมิร์ซแบบค้นพบกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงอีกระลอก ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซแบบค้นพบในเวียดนาม ผู้ประกอบการเวียดนามจำนวนมากได้สะสมขีดความสามารถใหม่ๆ ในการสร้างคอนเทนต์ การไลฟ์สตรีม และการร่วมมือกับผู้สร้างคอนเทนต์ ซึ่งช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วมของผู้บริโภคมากขึ้นและกระตุ้นยอดขาย

‘Beyond Vietnam – สินค้าเวียดนามทะยานสู่โลก’ มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนขีดความสามารถเหล่านี้ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเมื่อธุรกิจเวียดนามขยายตัวสู่ตลาดต่างประเทศ”

ในปี 2026 ข้อริเริ่มนี้ตั้งเป้าที่จะฝึกอบรมและเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการส่งออกทางดิจิทัลให้แก่สถานประกอบการเวียดนามประมาณ 500 แห่ง ให้คำปรึกษาเชิงลึกและการสนับสนุนแบบตัวต่อตัวแก่สถานประกอบการ 50 แห่งที่มีความพร้อมสูงด้านการส่งออก และช่วยเหลือสถานประกอบการอย่างน้อย 10 แห่งในการบรรลุเป้าหมาย 1,000 คำสั่งซื้อแรกผ่านอีคอมเมิร์ซแบบค้นพบในตลาดต่างประเทศ

ภายในปี 2028 โครงการคาดว่าจะขยายขนาดการฝึกอบรมเป็น 2,000 สถานประกอบการ พร้อมทั้งบ่มเพาะกลุ่มธุรกิจเวียดนามที่มีขีดความสามารถในการดำเนินกิจกรรมอีคอมเมิร์ซแบบค้นพบในต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน และเชี่ยวชาญขีดความสามารถด้านการสร้างคอนเทนต์ การร่วมมือกับผู้สร้างคอนเทนต์ การดำเนินงาน และการสร้างแบรนด์ในตลาดท้องถิ่น

“Beyond Vietnam – สินค้าเวียดนามทะยานสู่โลก” ถือเป็นก้าวที่เป็นรูปธรรมในการเชื่อมโยงนโยบายพัฒนาอีคอมเมิร์ซเข้ากับภารกิจการขยายและเพิ่มความหลากหลายของตลาดส่งออก ข้อริเริ่มนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การช่วยให้สถานประกอบการเปิดร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างขีดความสามารถระยะยาวในการเล่าเรื่องราวของสินค้า การร่วมมือกับระบบนิเวศสร้างสรรค์ในท้องถิ่น การดำเนินงานข้ามพรมแดน และการเสริมสร้างการปรากฏตัวของแบรนด์เวียดนามในตลาดต่างประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะยังคงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคธุรกิจ เพื่อดำเนินกิจกรรมฝึกอบรม ให้คำปรึกษา และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเวียดนามเข้าถึงผู้บริโภคระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

เวียดนามพิจารณาคุมเข้มกฎระเบียบภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ

ที่มาภาพ: https://vietnamnews.vn/economy/1690178/viet-nam-to-impose-vat-on-express-imported-goods-under-40.html

กระทรวงการคลังของเวียดนามกำลังพิจารณาลดเกณฑ์การยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำลงอย่างมาก เหลือมูลค่าทางศุลกากรไม่เกิน 100,000 ด่อง (ประมาณ 3.8 ดอลลาร์สหรัฐ) ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

กรมศุลกากรระบุเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ว่า ข้อกำหนดนี้บรรจุอยู่ในร่างกฎหมายชี้แจงการบังคับใช้กฎหมายภาษีอากรส่งออกและนำเข้า ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเวียนขอความคิดเห็นจากกระทรวง หน่วยงาน และสมาคมภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

ภายใต้กฎระเบียบในปัจจุบัน สินค้าที่นำเข้าผ่านบริการไปรษณีย์และขนส่งด่วนจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า หากมูลค่าทางศุลกากรไม่เกิน 1 ล้านด่อง (38 ดอลลาร์สหรัฐ) หรือมีภาษีที่ต้องชำระไม่เกิน 100,000 ด่อง (3.8 ดอลลาร์สหรัฐ)

สำหรับช่องทางการนำเข้าอื่นๆ การยกเว้นจะใช้กับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 500,000 ด่อง (19 ดอลลาร์สหรัฐ) หรือมีภาษีที่ต้องชำระไม่เกิน 50,000 ด่อง (1.9 ดอลลาร์สหรัฐ)

ขณะนี้กระทรวงกำลังพิจารณาใช้เกณฑ์เดียวกันในทุกวิธีการนำเข้า ภายใต้ข้อเสนอนี้ สินค้าจะได้รับการยกเว้นภาษีหากมีมูลค่าทางศุลกากรไม่เกิน 100,000 ด่อง (3.8 ดอลลาร์สหรัฐ) หรือมีภาษีที่ต้องชำระไม่เกิน 10,000 ด่อง (0.38 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อการจัดส่งหนึ่งครั้ง

กฎระเบียบที่เสนอใหม่นี้จะไม่ครอบคลุมถึงของขวัญ หรือสินค้าที่ซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนโดยผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ชายแดน

กรมศุลกากรระบุว่า เกณฑ์การยกเว้นที่มีอยู่ในปัจจุบันเดิมทีถูกนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนทางธุรการและอำนวยความสะดวกทางการค้า

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนส่งผลให้พัสดุนำเข้ามูลค่าต่ำมีจำนวนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเผยให้เห็นถึงข้อบกพร่องของนโยบายในปัจจุบัน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การยกเว้นภาษีอาจทำให้สินค้านำเข้าได้เปรียบสินค้าภายในประเทศ จูงใจให้ผู้ขายแยกคำสั่งซื้อออกเป็นพัสดุย่อยหลายชิ้นเพื่อให้เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และทำให้การบริหารจัดการทางศุลกากรทำได้ยากยิ่งขึ้น

กรมศุลกากรกล่าวว่า เกณฑ์ 100,000 ด่อง (3.8 ดอลลาร์สหรัฐ) ที่เสนอนี้ สอดคล้องกับข้อผูกพันระหว่างประเทศของเวียดนาม

เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกของอนุสัญญาเกียวโตฉบับแก้ไขปรับปรุง (Revised Kyoto Convention) ตั้งแต่ปี 2008 โดยอนุสัญญายินยอมให้ประเทศต่างๆ สามารถกำหนดมูลค่าทางศุลกากรขั้นต่ำหรือจำนวนภาษีขั้นต่ำที่จะไม่มีการจัดเก็บได้ หากต้นทุนทางธุรการในการจัดเก็บภาษีนั้นสูงกว่ารายได้จากภาษีที่จะได้รับ

แต่ละประเทศสามารถกำหนดเกณฑ์ของตนเองได้ตามสภาวะภายในประเทศและแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการศุลกากร

ด้วยอัตราภาษีศุลกากรขาเข้าที่ได้รับสิทธิพิเศษเฉลี่ยของเวียดนามซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 ภาษีจำนวน 10,000 ด่อง (0.38 ดอลลาร์สหรัฐ) จึงสอดคล้องกับสินค้าที่มีมูลค่าทางศุลกากรราว 100,000 ด่อง (3.8 ดอลลาร์สหรัฐ) กรมศุลกากรระบุ

เกณฑ์ดังกล่าวออกมากเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการจัดเก็บภาษียังคงคุ้มค่าทั้งในแง่ของการกำกับดูแลและรายได้ ในขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้ต้นทุนทางธุรการสูงเกินกว่ายอดภาษีที่จัดเก็บได้

กรมศุลกากรระบุเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอนี้ยังสอดคล้องกับแนวโน้มในระดับสากลที่กว้างขึ้นในการกวดขันการยกเว้นภาษีขั้นต่ำ (de minimis) สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเนื่องจากการชอปปิงออนไลน์ข้ามพรมแดนเติบโตขึ้น

สหรัฐอเมริกาได้ระงับการยกเว้นภาษี de minimis สำหรับพัสดุที่มีมูลค่า 800 ดอลลาร์สหรัฐหรือน้อยกว่าจากทุกประเทศตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2025

ทางด้านสหภาพยุโรปก็ได้ยกระดับกฎระเบียบให้เข้มงวดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 โดยยกเลิกการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร

ส่งผลให้พัสดุดังกล่าวต้องเสียภาษีในอัตราคงที่ 3 ยูโรต่อหนึ่งประเภทสินค้าตามระบบพิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่บรรจุภายในพัสดุ มาตรการชั่วคราวนี้จะบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2028 หลังจากนั้นจะกลับมาใช้อัตราภาษีศุลกากรมาตรฐาน

เวียดนามตั้งเป้าจัดทำแผนที่ดิจิทัลครอบคลุมพื้นที่วัตถุดิบ 70% ภายในปี 2030

สวนทุเรียน ในเวียดนาม ที่มาภาพ: https://dongnai.gov.vn/en/news/Socio-Economic-information/dong-nai-make-the-export-growing-area-code-5672.html

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมจัดทำโครงการสำหรับปี 2026-2030 โดยมุ่งที่จะจัดทำพื้นที่วัตถุดิบที่บริหารจัดการผ่านข้อมูลที่เป็นเอกภาพ ทั้งในด้านเนื้อที่ ผู้ผลิต ฤดูกาล ผลผลิต คุณภาพ รหัสพื้นที่ปลูก และการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตกับการบริโภค

คาดว่าการทำแผนที่ดิจิทัลครอบคลุมพื้นที่วัตถุดิบภาคการเกษตร ป่าไม้ และการประมงที่ได้รับความช่วยเหลือมากกว่าร้อยละ 70 และการปรับมาตรฐานข้อมูลพื้นฐานจะเสร็จสิ้นภายในปี 2030

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลถูกกำหนดว่าเป็นเสาหลักสำคัญ ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการจัดระเบียบการผลิต โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะจัดทำพื้นที่วัตถุดิบที่บริหารจัดการผ่านข้อมูลที่เป็นเอกภาพในเรื่องเนื้อที่ ผู้ผลิต ฤดูกาล ผลผลิต คุณภาพ รหัสพื้นที่ปลูก และการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตกับการบริโภค

คาดว่าพื้นที่ที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างน้อยร้อยละ 60 จะใช้สมุดบันทึกการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการบริหารจัดการรหัสพื้นที่ และระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่ปรับให้เหมาะกับข้อกำหนดของแต่ละรายสาขาและแต่ละตลาด

โครงการนี้เน้นย้ำว่า การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลไม่ใช่เพียงแค่การนำข้อมูลการผลิตขึ้นสู่ระบบออนไลน์เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการพื้นที่วัตถุดิบ ข้อมูลจะต้องได้รับการปรับให้เป็นมาตรฐาน มีการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ และเชื่อมโยงเข้ากับแพลตฟอร์มส่วนรวม โดยหลีกเลี่ยงระบบที่กระจัดกระจายซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างเป็นอิสระโดยหน่วยงานท้องถิ่น ธุรกิจ หรือสหกรณ์ต่างคนต่างทำ

ระบบนี้คาดว่าจะช่วยให้สหกรณ์ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานกำกับดูแลสามารถปรับปรุงการวางแผนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อมูลที่ได้รับการอัปเดตจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน และจัดระเบียบการเก็บเกี่ยว การรวบรวม การแปรรูป และการกระจายสินค้า ในขณะเดียวกันก็ตอบสนองข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน โครงการนี้กำหนดให้การพัฒนาพื้นที่วัตถุดิบต้องเชื่อมโยงกับข้อมูล มาตรฐาน และการตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่เริ่มต้น

สหกรณ์และกลุ่มสหกรณ์ที่เข้าร่วมในพื้นที่ที่ได้รับความช่วยเหลือมากกว่าร้อยละ 80 จะต้องได้รับการฝึกอบรมด้านธรรมาภิบาล การวางแผนการผลิต การบริหารจัดการคุณภาพ สัญญา และการจัดการข้อมูล พื้นที่ที่ได้รับความช่วยเหลือราวร้อยละ 70 ต้องให้สหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดระเบียบการผลิต และมีสถานประกอบการ หรือองค์กรด้านการแปรรูป การรวบรวม การกระจายสินค้า หรือการบริโภคอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่มีสัญญาเชื่อมโยงหรือข้อตกลงความร่วมมือที่มีผลบังคับใช้

สหกรณ์จะทำหน้าที่จัดระเบียบผู้ผลิตและบริหารจัดการพื้นที่วัตถุดิบ ข้อมูล และคุณภาพ ในขณะที่ภาคธุรกิจจะเป็นผู้นำตลาด กำหนดมาตรฐาน ลงทุนในการแปรรูป และส่งเสริมการขายและการส่งออก

โครงการนี้ยังมุ่งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่า ภาครัฐจะให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่เชื่อมโยงพื้นที่วัตถุดิบเข้ากับโรงงานรวบรวม แปรรูป จัดเก็บ และตลาด ภายในปี 2030 มีเป้าหมายที่จะลดต้นทุนการขนส่งลงอย่างน้อยร้อยละ 10 ลดเวลารวบรวมสินค้าลงร้อยละ 10-15 และลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวลงร้อยละ 8-10

การเลือกพื้นที่วัตถุดิบจะพิจารณาจากอุปสงค์ของตลาด ศักยภาพการแปรรูป และศักยภาพในการบริโภค มากกว่าการพิจารณาจากเนื้อที่เพียงอย่างเดียว พื้นที่ที่มีศักยภาพประมาณ 250-300 แห่งทั่วประเทศจะได้รับการพิจารณาตรวจทานโดยอิงจากการวางผัง อุปสงค์ของตลาด การจัดระเบียบการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน ความพร้อมด้านดิจิทัล และความยั่งยืน

โครงการนี้ตั้งเป้าให้ผลผลิตอย่างน้อยร้อยละ 60 ถูกจำหน่ายภายใต้สัญญา ขณะที่รายได้ของสหกรณ์และรายได้ของผู้ผลิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 10

เป้าหมายเหล่านี้ต่อยอดมาจากโครงการนำร่องปี 2022-2025 ที่ดำเนินการใน 5 พื้นที่ครอบคลุม 11 จังหวัด โดย ณ สิ้นปี 2025 พื้นที่เหล่านี้ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 169,800 เฮกตาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ขณะที่เนื้อที่ที่เชื่อมโยงกับสถานประกอบการบรรลุเกือบ 121,000 เฮกตาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 71.2 เพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 17,000 เฮกตาร์ มีการจัดตั้งหรือเสริมความแข็งแกร่งให้แก่สหกรณ์มากกว่า 123 แห่ง ส่งผลให้ยอดรวมเพิ่มเป็น 393 แห่ง ในขณะที่ผู้บริหารและสมาชิกมากกว่า 5,500 คนได้รับการฝึกอบรม และมีการจัดตั้งห่วงโซ่การเชื่อมโยงเกิดขึ้นมากกว่า 90 ห่วงโซ่

ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก

สภาที่ปรึกษาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ (SEIAC) ภายใต้การนำของประธานและเลขานุการบริหาร นายราล์ฟ เรกโต (แถวหน้า ตรงกลาง) ได้เปิดตัว Roadmap สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ของฟิลิปปินส์ (PSEI) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่มาภาพ: https://manilastandard.net/business/314787388/ph-unveils-new-semiconductor-hub-roadmap.html

รัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังตั้งเป้าคว้าส่วนแบ่งที่ใหญ่ขึ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก โดยมุ่งหวังที่จะดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้นและสร้างงานที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นสำหรับชาวฟิลิปปินส์ผ่านแผนที่เดินทาง (Roadmap) ฉบับใหม่ของอุตสาหกรรม

โรดแมปอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ของฟิลิปปินส์ มุ่งที่จะผลักดันประเทศให้ก้าวข้ามบทบาทเดิมในด้านการประกอบและการผลิต ไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การออกแบบชิป วิศวกรรม การวิจัย และนวัตกรรม นายราล์ฟ เรกโต เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกล่าวในพิธีเปิดตัวแผนที่เดินทางเมื่อวันพุธ

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การได้เห็นคำว่า ผลิตในฟิลิปปินส์ (Made in the Philippines) บนตัวสินค้าเท่านั้น” นายเรกโตกล่าว ตามเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 2 กันยายน

“สิ่งที่เราต้องการคือ ออกแบบในฟิลิปปินส์ (Designed in the Philippines) วางระบบวิศวกรรมในฟิลิปปินส์ (Engineered in the Philippines) และสร้างนวัตกรรมในฟิลิปปินส์ (Innovated in the Philippines)”

โรดแมปฉบับนี้ตั้งเป้าส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ต่อปีไว้ที่ 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 โดยรัฐบาลแสวงหาการเพิ่มส่วนแบ่งของฟิลิปปินส์ในตลาดการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์โลก จากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 7

นอกจากนี้ยังมุ่งหวังที่จะครองส่วนแบ่งร้อยละ 4 ของตลาดบริการรับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก และพัฒนาภาคการออกแบบวงจรรวม (IC) ที่สามารถสร้างยอดส่งออกต่อปีได้ 2 พันล้าน ถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับแรงงานชาวฟิลิปปินส์ นายเรกโตกล่าวว่า การขยายตัวนี้หมายถึงโอกาสที่มากขึ้น ไม่เพียงแต่ในโรงงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานด้านวิศวกรรม การวิจัย การออกแบบ และสายงานอื่นๆ ที่ต้องใช้ทักษะสูง

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของฟิลิปปินส์อยู่แล้ว โดยสร้างรายได้มากกว่า 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้กลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ

นายเรกโตกล่าวว่า อุตสาหกรรมนี้จะเป็นฟันเฟืองหลักของระเบียงเศรษฐกิจลูซอน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของประเทศในเทคโนโลยีระดับโลกและห่วงโซ่อุปทาน

“ไม่ว่าเราจะลงมือทำหรือไม่ อุตสาหกรรมนี้ก็จะขยายตัวต่อไป และเราต้องเติบโตไปพร้อมกับมัน นั่นคือทิศทางที่ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้กำหนดไว้ให้แก่เรา” นายเรกโตกล่าว

ในฐานะประธานสภาที่ปรึกษาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ (SEIAC) นายเรกโตกล่าวว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การขจัดอุปสรรคที่อาจลดทอนแรงจูงใจของบริษัทต่างๆ ในการลงทุนหรือขยายกิจการในฟิลิปปินส์ ซึ่งรวมถึงการขาดแคลนวิศวกรและแรงงานฝีมือ โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำประปา และโลจิสติกส์ที่ไม่เพียงพอ กระบวนการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า และข้อจำกัดทางกฎหมาย

โรดแมปยังรวมถึงมาตรการในการพัฒนาบุคลากรที่อุตสาหกรรมต้องการ และการขับเคลื่อนประเทศให้ไต่ระดับขึ้นไปตามห่วงโซ่มูลค่า จากบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงและการออกแบบ IC ไปสู่กิจกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น แผนงานก่อนหน้านี้ยังรวมถึงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการแห่งชาติเฉพาะทางเพื่อสนับสนุนการวิจัย การผลิต และการพัฒนาบุคลากร

นายเรกโตระบุว่าโรดแมปจะต้องแปลงไปสู่การลงทุนจริง การจ้างงาน และการเติบโตของอุตสาหกรรม มากกว่าที่จะเป็นเพียงเอกสารของรัฐบาล

“โรดแมปจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีการนำไปปฏิบัติจริง เรามีแผนงานดีๆ มากพอแล้วในรัฐบาล สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการจากเราในตอนนี้คือผลลัพธ์” นายเรกโตกล่าว

มาเลเซียเตรียมกระชับสัมพันธ์ด้านพลังงานหมุนเวียน- การเชื่อมโยงกับอินโดนีเซียและไทย

นายอัคมัล นัสรุลเลาะห์ โมฮัมหมัด นาซีร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ที่มาภาพ:https://www.malaymail.com/news/malaysia/2026/09/12/economy-minister-says-malaysia-to-deepen-renewable-energy-connectivity-ties-with-indonesia-thailand/234916

รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจระบุ มาเลเซียเตรียมกระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงานหมุนเวียนและการเชื่อมโยงกับอินโดนีเซียและไทย

นายอักมัล นัสรุลเลาะห์ โมฮัมหมัด นาซีร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ กล่าวว่า มาเลเซียมีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคด้านพลังงานหมุนเวียนและการเชื่อมโยง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาคอาเซียน

นายอักมัล นัสรุลเลาะห์ กล่าวว่าแนวทางระดับอนุภูมิภาคอย่างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) สามารถเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกได้ผ่านการดำเนินแผนงานที่มีโครงสร้างชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“ในระดับของมาเลเซีย เรายอมรับการดำเนินงานตามแผนงานที่ได้ทำมาจนถึงปี 2026 และในขณะนี้ เรากำลังวางแผนงานฉบับถัดไปสำหรับปี 2027 ถึง 2031 ก่อนที่จะมุ่งสู่วิสัยทัศน์ IMT-GT Vision 2036” นายอักมัล นัสรุลเลาะห์กล่าวในการแถลงข่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 ณ เมืองเมดาน ประเทศอินโดนีเซีย

การประชุมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน โดยมี นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานกระทรวงเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เป็นประธาน และมี นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทย เข้าร่วมด้วย

นายอักมัล นัสรุลเลาะห์ ระบุว่า หนึ่งในประเด็นเน้นย้ำหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคพลังงานหมุนเวียนผ่านข้อริเริ่มต่างๆ เช่น โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (Asean Power Grid) ตลอดจนการยกระดับการเชื่อมโยงทางกายภาพระหว่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย

นายอักมัล นัสรุลเลาะห์กล่าวว่า ต้องนำความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ระหว่างกัวลาลัมเปอร์และเมดานมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่เพื่อเร่งการบูรณาการทางเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกัน นายอักมัล นัสรุลเลาะห์ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของวาระด้านความยั่งยืนและดิจิทัลในฐานะเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ รวมถึงการขยายโอกาสในเศรษฐกิจสีเขียวภายในอนุภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังได้แสดงความพร้อมของมาเลเซียในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMT-GT ในเดือนกันยายน ปี 2027 ที่เกาะลังกาวี

อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ประกาศแผนแม่บท IMT-GT ปี 2027-2031 หลังGDP ต่อหัว FDI ทะลุเป้า

ที่มาภาพ:เพจFacebook : Centre for IMTGT – CIMT

รัฐมนตรีจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ประชุมระดับรัฐมนตรีแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT) ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ เมืองเมดัน จังหวัดสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายอักมัล นัสรุลเลาะห์ บิน โมฮัมหมัด นาซีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย และนายธนทิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทย เข้าร่วมประชุม ก่อนออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันทิศทางความร่วมมือของอนุภูมิภาคในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ที่ประชุมย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ IMT-GT ปี 2036 สู่การเป็นอนุภูมิภาคที่บูรณาการ สร้างสรรค์ ครอบคลุม และยั่งยืน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มการแตกตัวของระบบการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น รัฐมนตรีทั้งสามประเทศเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและขีดความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก พร้อมยอมรับบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับตัวสู่ดิจิทัลในฐานะปัจจัยขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ต่อผลิตภาพ นวัตกรรม และขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยยังคงเดินหน้าความร่วมมือใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร การท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก 5 สาขาเสริม นอกจากนี้ยังขอให้เจ้าหน้าที่อาวุโสของ IMT-GT ให้ความสำคัญกับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังแรงงานและผลิตภาพในอนาคตของอนุภูมิภาค

ผลงาน 5 ปีที่ผ่านมา ทะลุเป้าหมายหลายด้าน

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า แผนแม่บทการดำเนินงาน (Implementation Blueprint: IB) ปี 2022-2026 ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายในหลายตัวชี้วัดสำคัญ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย GDP ต่อหัวของอนุภูมิภาคเพิ่มขึ้นจาก 21,646 ดอลลาร์สหรัฐ (คำนวณตามความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ หรือ PPP) ในปี 2567 เป็น 23,290 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ขณะที่มูลค่าการค้าสินค้ารวมเพิ่มขึ้นจาก 708,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 810,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าเพิ่มขึ้นจาก 27,520 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 28,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอัตราการว่างงานลดลงจาก 3.8% เหลือ 3.7% สะท้อนความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาค

จากผลงาน ที่ประชุมเห็นชอบให้แผนแม่บทฉบับใหม่ ปี 2027-2031 วางอยู่บนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้าน คือ ความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience) เครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการ (Integrated Networks) และความมั่งคั่งที่ทั่วถึง (Shared Prosperity) โดยจะได้รับการสนับสนุนจากการประสานงานเชิงสถาบันที่เข้มแข็งขึ้น การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และระบบติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์ปี 2036

เกษตร ท่องเที่ยว ฮาลาล สามเสาหลักที่ยังเดินหน้า

ในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง (WGAA) มีความคืบหน้าในการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตร กลุ่มเกษตรกร โครงการ Superfruit Initiative และโครงการเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ ที่ประชุมสนับสนุนให้เร่งนำเทคโนโลยีที่ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาใช้ เพิ่มผลิตภาพและมูลค่าเพิ่ม สร้างห่วงโซ่คุณค่าข้ามพรมแดนที่ยืดหยุ่น และส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยและเยาวชน พร้อมทั้งต้อนรับบันทึกความเข้าใจ (MoU) ด้านความร่วมมือปาล์มน้ำมัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน และเรียกร้องให้จัดทำแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมต่อไป

ด้านการท่องเที่ยว ที่ประชุมชื่นชมความสำเร็จของแคมเปญ Visit IMT-GT Year 2023-2025 และเส้นทาง/แพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามพรมแดนแบบบูรณาการ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในอนุภูมิภาคในปี 2568 สูงถึง 68.01 ล้านคน พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสร้างแบรนด์การท่องเที่ยว IMT-GT ที่เป็นหนึ่งเดียว มุ่งสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ยั่งยืน และแข่งขันได้ รวมถึงความร่วมมือด้านอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks) ภายใต้แผนแม่บทฉบับใหม่

ส่วนภาคฮาลาล ที่ประชุมชื่นชมความคืบหน้าด้านการพัฒนาศักยภาพและบุคลากรทางเทคนิคด้านฮาลาล พร้อมสนับสนุนให้เพิ่มความร่วมมือด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการฮาลาลข้ามพรมแดน ช่วยเหลือ SME ฮาลาลผ่านการรับรองและเสริมศักยภาพ กระชับความเชื่อมโยงในห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลข้ามพรมแดน ตลอดจนผลักดันบทบาทของคณะทำงานความร่วมมืออุตสาหกรรมฮาลาลเชิงยุทธศาสตร์ (SHICTF) และขยายเศรษฐกิจฮาลาลไปสู่ยา เครื่องสำอาง แฟชั่น และการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมฮาลาล

เชื่อมโยงคมนาคม การค้า การลงทุน และสิ่งแวดล้อม

ด้านความเชื่อมโยงด้านคมนาคม ที่ประชุมยอมรับบทบาทสำคัญของการขนส่งในการอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายผู้คนและสินค้า พร้อมชื่นชมความคืบหน้าของโครงการเชื่อมโยงทางกายภาพ (Physical Connectivity Projects) การผลักดันกรอบความตกลง AFAFIST และ ASEAN CBTP ตลอดจนการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางอากาศและทางทะเล โดยยืนยันจะให้ความสำคัญกับโครงการเชื่อมโยงและระเบียงเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างเครือข่ายคมนาคมที่พร้อมรับมือกับอนาคตและมีความยืดหยุ่นสูง

ในด้านการค้าและการลงทุน คณะทำงานด้านนี้ (WGTI) มีความคืบหน้าในการขยายระยะเวลาโครงการความร่วมมือเมืองยางพาราและอุตสาหกรรมยาง (PIT RCRIC) ออกไปถึงปี 2030 และอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนผ่านคณะกรรมการประสานงานด่านศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกักกันโรค (CIQ) ระดับประเทศ พร้อมความคืบหน้าด้านการจัดทำมาตรฐานข้อมูลภายใต้กลุ่มย่อยฐานข้อมูลการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว (ITITD SWG) โดยจะเดินหน้าผลักดันดิจิทัลและการเชื่อมต่อระบบการค้า ลดขั้นตอนข้ามพรมแดน และพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป

ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ประชุมชื่นชมความร่วมมือด้านการจัดการคราบน้ำมันรั่วไหลในทะเลและก้อนน้ำมันดิน (tarball) ตลอดจนการดำเนินกรอบการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนผ่านสภานายกเทศมนตรีเมืองสีเขียว (Green Cities Mayors’ Council) และยืนยันจะเดินหน้ารับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ควบคู่กับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจสีเขียว สีน้ำเงิน และหมุนเวียน โดยได้รับการสนับสนุนด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านภูมิอากาศที่ดีขึ้น

พัฒนาคน ดิจิทัล และเครือข่ายวิชาการ-ธุรกิจ

ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยชื่นชมผลงานด้านการฝึกทักษะ การยกระดับทักษะ และการฝึกอบรมสายอาชีพ (TVET) พร้อมสนับสนุนแนวทางที่ขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรมและอิงโครงการมากขึ้น ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน สถาบันการศึกษา รัฐบาลท้องถิ่น และหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา รวมถึงเรียกร้องให้เครือข่ายมหาวิทยาลัย IMT-GT (UNINET) และสภาธุรกิจร่วม IMT-GT (JBC) มีบทบาทมากขึ้นในงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมสนับสนุนการรับรองทักษะ ข้อมูลตลาดแรงงาน และสมรรถนะแห่งอนาคตด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล และอุตสาหกรรมสีเขียว

ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ที่ประชุมชื่นชมความคืบหน้าด้านการเสริมศักยภาพอีคอมเมิร์ซและความเชื่อมโยงดิจิทัล พร้อมสนับสนุนให้เร่งขยายการเชื่อมต่อในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ที่เข้าถึงบริการได้จำกัด เสริมทักษะดิจิทัล และผลักดันเทคโนโลยีขั้นสูงรวมถึง AI ตลอดจนความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัลข้ามพรมแดน ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ธรรมาภิบาลข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันได้

สำหรับ UNINET ที่ประชุมยืนยันบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการ และสนับสนุนการปรับทิศทางสู่งานวิจัยประยุกต์และความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมที่แน่นแฟ้นขึ้น พร้อมต้อนรับการจัดตั้งสำนักเลขาธิการถาวรของ UNINET และรอคอยแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ของ UNINET (USAP) ปี 2027-2031 ขณะที่ JBC ได้รับการเรียกร้องให้ทำงานใกล้ชิดกับคณะทำงานต่างๆ มากขึ้น เพื่อแปลงเป้าหมายของ IMT-GT ให้เป็นโครงการที่นักลงทุนสนใจได้จริง

เชื่อมโยงกับอาเซียนและพันธมิตรพัฒนา

แถลงการณ์ระบุว่า IMT-GT จะเดินหน้าปรับแผนงานและโครงการให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของอาเซียน เพื่อเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยตอบรับแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Plan of Action: JPOA) ระหว่างอาเซียน BIMP-EAGA อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และ IMT-GT ปี 2026-2030 พร้อมชื่นชมที่มีการบรรจุภาคเกษตรกรรมเป็นสาขาสำคัญควบคู่กับการท่องเที่ยว

ที่ประชุมยังขอบคุณธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่สนับสนุน IMT-GT อย่างต่อเนื่องทั้งด้านการเงิน เทคนิค และองค์ความรู้ รวมถึงโครงการ BIMP-EAGA, IMT-GT และ GMS (B-I-G Program) และยินดีที่ ADB จะสนับสนุนแผนแม่บทฉบับใหม่ 2027-2031 ในประเด็นเศรษฐกิจสีน้ำเงิน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พลังงานยั่งยืน และการขนส่งทางทะเลสีเขียว นอกจากนี้ยังขอบคุณอินเดียสำหรับการสนับสนุนด้านการเสริมศักยภาพภายใต้แผนปฏิบัติการปี 2022-2026 และสถาบัน IGES และ UNESCAP สำหรับความช่วยเหลือทางเทคนิคด้านการจัดการขยะมูลฝอยและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง

ในช่วงท้าย ที่ประชุมมีมติให้จัดการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 33 และการประชุมที่เกี่ยวข้องขึ้นที่ประเทศมาเลเซียในปี 2027 พร้อมทั้งขอบคุณรัฐบาลอินโดนีเซียในฐานะประธานการประชุมครั้งนี้สำหรับการต้อนรับและการจัดงานที่ยอดเยี่ยม

ลาวเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อระบบสารสนเทศตลาดแรงงานสมัยใหม่

เจ้าหน้าที่ภาครัฐและหุ้นส่วนด้านการพัฒนาร่วมเปิดตัววิสัยทัศน์ระบบข้อมูลตลาดแรงงานสู่ปี ค.ศ. 2055 และยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่ปี ค.ศ. 2035 ที่มาภาพ:https://www.vientianetimes.org.la/sub-new/Previous_173_y26/freefreenews/freecontent_173_Laoslaunches_y26.php

รัฐบาลลาวได้เปิดตัววิสัยทัศน์ระบบสารสนเทศตลาดแรงงานแห่งชาติ (LMIS) สู่ปี 2055 และยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่ปี 2035 เพื่อสร้างแผนที่เดินทางระยะยาวในการเสริมสร้างบริการจัดหางาน ยกระดับการวางแผนกำลังคน และเชื่อมโยงแรงงาน นายจ้าง รวมถึงสถาบันการศึกษาและการฝึกอบรมเข้าด้วยกันให้ดียิ่งขึ้น

ข้อริเริ่มดังกล่าวเปิดตัวผ่านกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม โดยได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคและการเงินจากโครงการทักษะเพื่อการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และการป่าไม้ (STAF) ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว 6 ปี (ปี 2023-2028) ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา ร่วมกับ LuxDev ซึ่งเป็นสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งลักเซมเบิร์ก ด้วยงบประมาณรวม 26.18 ล้านยูโร โดยได้รับทุนสนับสนุนร่วมจากแกรนด์ดัชชีลักเซมเบิร์ก สวิตเซอร์แลนด์ สหภาพยุโรป และรัฐบาลลาว

ข้อริเริ่มนี้มุ่งแก้ไขปัญหาท้าทายในตลาดแรงงานที่เรื้อรัง รวมถึงการขาดแคลนทักษะ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของแรงงาน และการเข้าถึงข้อมูลตลาดแรงงานที่น่าเชื่อถืออย่างจำกัด พร้อมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่มาใช้สำหรับการวางแผนตลาดแรงงานและบริการจัดหางาน

การเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดทำกรอบการทำงานที่ได้รับการรับรองระดับชาติสำหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศตลาดแรงงานระยะยาวในลาว

กรอบการทำงานนี้ได้กำหนดลำดับความสำคัญสำหรับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการประสานงาน การขยายความพร้อมและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสารสนเทศตลาดแรงงาน การปรับปรุงการบูรณาการข้ามสถาบันและแหล่งข้อมูล และการรับประกันความยั่งยืนระยะยาวของระบบ

องค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์คือ การพัฒนาแพลตฟอร์มระบบสารสนเทศตลาดแรงงานแห่งชาติที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนบริการจัดหางาน การวิเคราะห์ตลาดแรงงาน และการตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์

แพลตฟอร์มนี้จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการแรงงาน คุณลักษณะของกำลังคน และความต้องการด้านทักษะ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานรัฐบาล สถาบันการศึกษาและการฝึกอบรม นายจ้าง และผู้หางานสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น และตอบสนองต่อแนวโน้มของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นางอนุสอน คำสิงสะหวัด อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้กล่าวถึง 5 เสาหลักของยุทธศาสตร์ ได้แก่ การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการประสานงาน, การพัฒนาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์ม LMIS แห่งชาติที่สมัยใหม่, การขยายครอบคลุมและการบูรณาการข้อมูล, การพัฒนามาตรฐานการจัดจำแนกทักษะแห่งชาติ และการรับประกันความยั่งยืนระยะยาวของระบบ

“เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ภาคเอกชนใน สปป.ลาว ได้ตั้งคำถามง่ายๆ ที่เราไม่สามารถตอบได้อย่างมั่นใจว่า แรงงานอยู่ที่ไหน และพวกเขามีทักษะอะไรบ้าง วันนี้เราได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเด็ดขาดเพื่อตอบคำถามนั้น” นายทะนงสิน กันละญา รองประธานบริหารสภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว (LNCCI) กล่าว

นายทะนงสินยินดีต่อการเปิดตัวครั้งนี้ในฐานะที่เป็นการตอบสนองโดยตรงต่อความกังวลที่มีมาอย่างยาวนานของภาคเอกชน โดยเสริมว่าสิ่งนี้เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่มีค่าสำหรับการจัดการกับช่องว่างในตลาดแรงงานในลักษณะที่มีการประสานงานและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.สายสะหมอน งามสี รองอธิบดีกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการและกีฬา เน้นย้ำถึงความสำคัญของความเชื่อมโยงระหว่างระบบสารสนเทศตลาดแรงงานและภาคการศึกษา

“ความพร้อมของข้อมูลสารสนเทศตลาดแรงงานที่ครอบคลุมและทันท่วงทีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรับประกันว่าการวางแผนการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษาจะตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งมอบผู้สำเร็จการศึกษาที่มีชุดทักษะที่เกี่ยวข้อง” ดร.สายสะหมอนกล่าว

ดร.สายสะหมอน กล่าวเสริมว่า กรมอาชีวศึกษากำลังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเพื่อบูรณาการข้อมูลการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา ข้อมูลผู้สำเร็จการศึกษา และหลักสูตรการฝึกอบรมเข้าสู่ระบบสารสนเทศตลาดแรงงาน

นางเฟียร์เลอ สเมต (Veerle Smet) ตัวแทนจาก Team Europe ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่กว้างขึ้นของระบบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดโดยกล่าวว่า “ระบบสารสนเทศตลาดแรงงานที่สมัยใหม่เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มดิจิทัล มันช่วยเชื่อมโยงทักษะ งาน และโอกาสต่างๆ เข้าด้วยกัน สนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้นของผู้กำหนดนโยบาย นายจ้าง สถาบันการศึกษาและการฝึกอบรม รวมถึงผู้หางานด้วยเช่นกัน”

โครงการนี้ช่วยให้ลาวมีทิศทางระดับชาติที่ชัดเจน และความสำเร็จต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำที่ต่อเนื่องและความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ นางสเมตกล่าว

นายพงไซสัก อินทะลาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กล่าวว่า “สารสนเทศตลาดแรงงานทำหน้าที่เป็นเข็มทิศ คอยชี้นำนโยบายการพัฒนากำลังคนและรับประกันว่าการฝึกอบรมทักษะและการศึกษายังคงตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาด”

ครม. เห็นชอบพิธีสารเปิดเสรีบริการการเงินอาเซียน ฉบับที่ 9

ครม. เห็นชอบพิธีสารเปิดเสรีบริการการเงินอาเซียน ฉบับที่ 9 เตรียมเสนอรัฐสภา เปิดทางธุรกิจการเงินไทยขยายตลาดอาเซียน โดยไม่กระทบระดับการเปิดเสรีของไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ:https://www.thaigov.go.th/th/news/168646

วันที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 9 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน หรือ ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS พร้อมตารางข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 9 เพื่อเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพันต่อประเทศไทยต่อไป

สาระสำคัญของพิธีสารดังกล่าว มุ่งขยายความร่วมมือด้านการค้าบริการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยลดหรือยกเลิกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการภายใต้กรอบอาเซียน และสนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการธนาคารและบริการทางการเงิน

สำหรับประเทศไทย ตารางข้อผูกพันฉบับนี้มีการปรับปรุงในสาขาการธนาคาร โดยเฉพาะบริการชำระเงินและการส่งเงิน สำหรับธุรกิจตัวแทนโอนเงินระหว่างประเทศ หรือ Cross-border Money Transfer Services โดยกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติได้สูงสุดร้อยละ 49 ขณะที่กฎหมายไทยในปัจจุบันอนุญาตให้ถือหุ้นต่างชาติได้สูงสุดถึงร้อยละ 75 จึงไม่ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดเสรีเพิ่มเติมจากที่กฎหมายภายในอนุญาตอยู่ และไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือ การเข้าร่วมพิธีสารครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ไทยต้องลดระดับการกำกับดูแลภาคการเงิน แต่เป็นการใช้กรอบอาเซียนเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจบริการทางการเงิน สามารถขยายการค้าและการลงทุนไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นได้สะดวกขึ้น ภายใต้กติกาที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานร่วมกัน

พิธีสารดังกล่าวมีการลงนามโดยประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2565 และเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามครบถ้วน โดยประเทศสมาชิกจะต้องดำเนินกระบวนการภายในของแต่ละประเทศเพื่อให้สัตยาบันหรือยอมรับพิธีสาร ก่อนให้สิทธิและพันธกรณีมีผลผูกพัน

สำหรับประเทศไทย เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการจัดทำสัตยาบันสารและส่งมอบแก่สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อแสดงเจตนาให้ประเทศไทยมีผลผูกพันตามพิธีสารต่อไป

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความตกลงดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางของ OECD ในการลดข้อจำกัดต่อการให้บริการทางการเงินระหว่างประเทศและส่งเสริมการเข้าถึงตลาดของผู้ให้บริการจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนความคืบหน้าของประเทศไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD

“การดำเนินการครั้งนี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจการเงินของไทยเข้าถึงตลาดอาเซียนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงรักษาระดับการกำกับดูแลและเงื่อนไขตามกฎหมายภายในของไทยไว้ ไม่ได้เป็นการเปิดเสรีเกินกว่าที่ประเทศไทยอนุญาตอยู่ในปัจจุบัน” นางสาวลลิดา กล่าว

เซ็นทรีล รีเทลขยาย Modern Retail ยึดเมืองหลักเมืองรองในเวียดนาม 

เซ็นทรัล รีเทล กางยุทธศาสตร์เติบโตในเวียดนาม ต่อยอดเครือข่ายกว่า 300 สาขา ใน 26 จังหวัด เร่งขยาย Modern Retail สู่เมืองหลัก-เมืองรอง ครอบคลุมทั่วประเทศเวียดนาม

นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีของการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม เซ็นทรัล รีเทล ได้เติบโตและขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยเราเชื่อมั่นในศักยภาพของเวียดนามในฐานะหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของเซ็นทรัล รีเทล ด้วยปัจจัยสนับสนุนทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมือง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น สะท้อนจาก GDP ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่เติบโต 8.18% และไตรมาส 2 ขยายตัว 8.39% ขณะที่ยอดขายค้าปลีกและ Consumer Service เติบโต 12.9% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ Domestic Consumption ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนาม

จากวันแรกจนถึงวันนี้ เซ็นทรัล รีเทล ได้ทุ่มเงินลงทุนในการพัฒนาธุรกิจไปแล้วรวมมากกว่า 49,000 ล้านบาท ขยายจากธุรกิจค้าปลีกสู่ Ecosystem ที่ครบวงจร และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ด้วยเครือข่ายศูนย์การค้าและร้านค้ากว่า 300 แห่ง ครอบคลุม 26 จังหวัด รวมพื้นที่ค้าปลีกกว่า 1.3 ล้านตารางเมตร รองรับผู้บริโภคเฉลี่ยราว 500,000 คนต่อวัน และมีพนักงานประมาณ 13,000 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนพนักงานชาวเวียดนามถึง 99.5% โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มฟู้ด ได้แก่ GO! Hypermarket, Tops Market, mini go! และ Lan Chi Mart กลุ่มน็อนฟู้ด และร้านค้าแบรนด์ไลฟ์สไตล์ สปอร์ต และแฟชั่น ได้แก่ Supersports, Kubo, Dyson, Columbia, Crocs, Hoka, Speedo และ Under Armour รวมถึงกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้อย่าง GO! Mall ซึ่งเชื่อมโยงแบรนด์ต่างประเทศกว่า 200 แบรนด์ และร้านค้าเช่าที่เป็นผู้ประกอบการเวียดนามอีกกว่า 400 ราย

เซ็นทรัล รีเทล ยังคงเดินหน้าขยาย Modern Retail สู่พื้นที่ศักยภาพใหม่ ๆ ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนทั่วประเทศ ผ่านกลยุทธ์ Right Format, Right Location และ Right Proposition เพื่อให้แต่ละธุรกิจสามารถตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งของ Customer Ecosystem ผ่าน The 1 Vietnam ที่ขยายครอบคลุมทั้งธุรกิจฟู้ด-น็อนฟู้ด และมีสมาชิกมากกว่า 7.4 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี สะท้อนศักยภาพในการเชื่อมโยงฐานลูกค้าเข้ากับธุรกิจและบริการที่หลากหลาย พร้อมต่อยอดการพัฒนา Loyalty Program และประสบการณ์ Omnichannel ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น”

นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด กล่าวเสริมว่า “กลุ่มฟู้ดถือเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเซ็นทรัล รีเทล ในเวียดนาม โดยเรามุ่งสู่การเป็น ‘Pantry of Vietnam’ จุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ผู้บริโภคไว้วางใจ ด้วยการส่งมอบสินค้าที่สดใหม่ หลากหลาย มีคุณภาพ ปลอดภัย และคุ้มค่า ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งให้สะดวกสบายและตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมใช้จุดแข็งของการมี Store Format ที่หลากหลาย ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต ในการขยายให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละทำเลและกลุ่มผู้บริโภค ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ CRC สามารถขยายธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

โดยเดินหน้ายกระดับธุรกิจเรือธงอย่าง GO! Hypermarket ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยการชูจุดเด่นของการเป็น Fresh Food Destination ควบคู่กับการคัดสรรสินค้าและนวัตกรรมใหม่ ๆ พร้อมพัฒนาประสบการณ์ด้านอาหารผ่านคอนเซ็ปต์ Bakery และ Eatery เพื่อให้ GO! เป็นมากกว่าจุดหมายสำหรับการช้อปปิ้ง แต่เป็นพื้นที่ที่ครอบครัวสามารถมาช้อป รับประทานอาหาร และใช้เวลาร่วมกัน ขณะเดียวกัน เรายังเดินหน้าขยาย mini go! Supermarket ในตลาดต่างจังหวัดและพื้นที่เมืองรองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนา Tops Market ในเขตเมืองหลักให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” 

“เซ็นทรัล รีเทล ยังคงมุ่งมั่นสร้างการเติบโตในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของประเทศ โดยในปี 2569 มีการเปิด mini go! สาขา Cu Chi ในเดือนมกราคม และล่าสุดเปิด GO! Hypermarket สาขา Dan Phuong เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมวางแผนภายในปี 2571 ที่จะขยายเครือข่ายธุรกิจหลักในกลุ่มฟู้ดเพิ่มเติม โดยเปิด GO! Hypermarket อีก 10-12 สาขา และ mini go! Supermarket อีก 23-25 สาขา ในพื้นที่ศักยภาพใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจกลุ่มน็อนฟู้ดและร้านค้าแบรนด์ไลฟ์สไตล์ เพื่อรองรับศักยภาพกำลังซื้อของกลุ่มชนชั้นกลางที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น และเพิ่มความครอบคลุมของเครือข่ายเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ให้ครอบคลุมในเมืองหลักและเมืองรองทั่วประเทศ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเติบโตของเราไม่ได้มุ่งเพียงการขยายธุรกิจ แต่เน้นสร้างโอกาสและ Economic Impact ให้กับเศรษฐกิจและชุมชนท้องถิ่นตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่การสร้างงาน สร้างโอกาสให้เกษตรกรและ SMEs มุ่งเน้นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สะท้อนจากการที่มากกว่า 90% ของสินค้าที่จำหน่ายที่ห้างร้านในเครือมาจากแหล่งผลิตในประเทศเวียดนาม และมีการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมากกว่า 2,000 ราย เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่ช่องทางจัดจำหน่ายที่ทันสมัย ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ และพันธมิตรต่าง ๆ ในการผลักดันสินค้าเวียดนามให้เข้าถึงตลาดและเครือข่ายในระดับสากล เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมค้าปลีก-ค้าส่งของเวียดนามให้เติบโตอย่างยั่งยืนทั้งระบบ ตามวิสัยทัศน์ Better for Vietnam” นายสุทธิสาร กล่าวสรุป

ทั้งนี้ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างไทยและเวียดนาม คือ Vietnamese Week in Thailand 2026 ซึ่งเซ็นทรัล รีเทล จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงผู้ประกอบการเวียดนามกับผู้บริโภคชาวไทย เปิดโอกาสในการขยายตลาด พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Discover the Charm of Vietnam” นำเสนอเสน่ห์จาก 5 เมืองและจังหวัดสำคัญของเวียดนามให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสใจกลางกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 17–20 กันยายน 2569 ณ โซน Eden ชั้น 1 และชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,834 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel  โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่  ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต  มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ  ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส และเมพ (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น  โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด