ASEAN Roundup เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาส 1 โต 7.83% สูงสุดรอบ 16 ปี

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 28 มีนาคม-4 เมษายน 2569

  • เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาส 1 โต 7.83% สูงสุดรอบ 16 ปี
  • เวียดนามยืนยันมีน้ำมันเพียงพอถึงสิ้นเมษายน
  • เวียดนามวางแผนสร้างคลังสำรองน้ำมันดิบเพิ่มเสริมความมั่นคงพลังงาน
  • สิงคโปร์เปิด 3 มาตรการรับมือวิกฤติพลังงานโลก กระจายแหล่งพลังงาน–ลดภาระค่าครองชีพ–รวมพลังประเทศ
  • อินโดนีเซียจำกัดการเติมน้ำมันไม่เกิน 50 ลิตรต่อวันต่อรถ 1 คัน
  • มาเลเซียให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้านได้ 15 เม.ย.นี้
  • เปโตรนาสยันมาเลเซียมีอุปทานน้ำมันดิบเพียงพอ เกือบ 40% ของการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • ฟิลิปปินส์มีสำรองน้ำมันเพิ่มเป็นเกือบ 51 วัน
  • วิกฤติน้ำมันดันเงินเฟ้อลาวพุ่ง 9.7% สูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี
  • คมนาคมลาวขอประชาชนลดใช้น้ำมัน หนุนใช้รถเมล์ รถไฟฟ้ารับวิกฤติเชื้อเพลิง

ตลาดพลังงานโลกเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) พุ่งสูงขึ้นถึง 59% เนื่องจากปริมาณไหลเวียนของน้ำมันที่ชะงักงัน นับตั้งแต่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของเส้นทางขนส่งพลังงานโลก เพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล และขู่ว่าจะโจมตีเรือที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

โดยปกติแล้ว ปริมาณการจัดหาน้ำมันและก๊าซทั่วโลกจะขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือที่แคบแห่งนี้ประมาณ 1 ใน 5 ของ แต่ในปัจจุบันการขนส่งส่วนใหญ่ต้องหยุดชะงักลง และจากความขัดแย้งที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดโลกตึงเครียดหนักขึ้น โดยเฉพาะการที่อิหร่านโจมตีนิคมก๊าซราสลัฟฟาน (Ras Laffan) ในกาตาร์ส่งผลให้ขีดความสามารถในการส่งออก LNG ของประเทศหายไปถึง 17% และอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 5 ปี

การหยุดชะงักอย่างยืดเยื้อของช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้น้ำมันหายไปจากตลาดโลกถึง 13–14 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านอาจ “รุนแรงกว่ามาก” เมื่อเทียบกับวิกฤตการณ์น้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเคยสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก

รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมุ่งไปที่การการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า “พลังงาน” และพยายามปรับเปลี่ยนแปลงนโยบายในการจัดการกับพลังงาน การค้า และความมั่นคงในระยะยาว ขณะที่ผลกระทบเริ่มทวีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤติ และกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและการปันส่วนพลังงาน

ในที่สุดจะลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งด้านอาหารและอุตสาหกรรม ขณะที่ความขัดแย้งยังไม่มีสัญญานจะยุติ ซึ่งบางประเทศเริ่มเห็นผลกระทบบ้างแล้วสะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาส 1 โต 7.83% สูงสุดรอบ 16 ปี

นครโฮ จิมินห์ ที่มาภาพ:https://en.wikipedia.org/

เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 7.83% ในไตรมาสแรกของปี 2569 เร่งขึ้นจาก 7.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภาคการผลิตที่ยังคงมีความยืดหยุ่น แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจในไตรมาสแรกขยายตัว 7.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 16 ปี แต่ชะลอลงจาก 8.46% ในไตรมาส 4 ปี 2568

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในช่วง 3 เดือนแรกของปี ปรับเพิ่มขึ้น 3.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 โดยเดือนมีนาคมมีระดับ CPI สูงที่สุดสำหรับช่วงเวลาเดียวกันในรอบ 5 ปี

สำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนามระบุในแถลงการณ์ว่า “ภาวะเศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกของปี 2569 ยังคงมีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยาก โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ได้ผลักดันให้ราคาพลังงานผันผวน เกิดการหยุดชะงักของอุปทาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น”

นางเหงียน ถิ ฮวง (Nguyen Thị Huong) ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยในงานแถลงข่าวที่กรุงฮานอยเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ว่า การเติบโตที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นปีถือเป็นฐานสำคัญในการบรรลุเป้าหมายทั้งปี แม้ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

การขยายตัวกระจายตัวในวงกว้างในทุกภาคส่วนหลัก โดยภาคบริการเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ เติบโต 8.18% และมีสัดส่วนถึง 50.32% ของการเติบโตโดยรวม ได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายช่วงเทศกาลตรุษจีน และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ ภาคค้าส่ง–ค้าปลีก ขยายตัว 9.62% ภาคขนส่งและคลังสินค้าเติบโต 8.95% ภาคการเงินและบริการข้อมูล เติบโตต่อเนื่อง

ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างขยายตัว 8.92% คิดเป็น 44.08% ของการเติบโตทั้งหมด โดยภาคการผลิตและแปรรูปยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ด้วยอัตราการเติบโต 9.73% ขณะที่ภาคก่อสร้างเติบโต 8.36% จากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ แม้ยังต่ำกว่าศักยภาพที่คาดหวังในเป้าหมายปี 2569

ด้านภาคเกษตร ป่าไม้ และประมง เติบโต 3.58% อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ขยายตัวดี จากการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้มากขึ้น

ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคบริการมีสัดส่วน 43.45% ของ GDP รองลงมาคืออุตสาหกรรมและการก่อสร้าง 37.15% และภาคเกษตร ป่าไม้ และประมง 10.89%

ขณะเดียวกัน การบริโภคขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 8.45% และการสะสมทุน ขยายตัว 7.18%

การค้าระหว่างประเทศของเวียดนามขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยการส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 19.85% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 24.27% สะท้อนความต้องการวัตถุดิบที่สูงขึ้นเพื่อรองรับรอบการผลิตใหม่

มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 19.1% แตะ 122.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นแรง 27% อยู่ที่ 126.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตลาดสหรัฐยังคงเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของสินค้าจากเวียดนาม มูลค่า 39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จีนเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม มูลค่ากว่า 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าเวียดนามรวมประมาณ 15.20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 42.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการเบิกจ่ายเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 9.1% อยู่ที่ 5.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางเหงียน ถิ ฮวง ระบุว่า ตัวเลขเชิงบวกดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่ทันท่วงที แต่ยังแสดงถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติแห่งชาติ เตือนว่า แรงกดดันต่อการเติบโตอาจเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้น ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและการผลิต ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีมาตรการที่ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยลบของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

เวียดนามตั้งเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ไว้ที่ 10% และตั้งเป้าเพดานเงินเฟ้อไว้ที่ 4.5% ในปีนี้

สำนักงานสถิติระบุว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลักในปีนี้ เวียดนามจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมดุลยภาพทางเศรษฐกิจหลักให้สมดุล ดูแลอุปทานสินค้าให้เพียงพอ และควบคุมระดับราคาและตลาดให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม

ขณะเดียวกันนางเหงียน ถิ ฮวง เน้นย้ำว่า ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องปรับปรุงและอัปเดตสมมติฐานการเติบโตและเงินเฟ้ออย่างทันท่วงที รวมถึงเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางเหงียน ถิ ฮวงกล่าวเพิ่มเติมว่า “ต้องมีการบริหารจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างยืดหยุ่น ผ่านเครื่องมือด้านภาษี ค่าธรรมเนียม และกองทุนน้ำมัน เพื่อจำกัดการปรับขึ้นของราคาภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ควรทบทวนแผนการปรับราคาสินค้าและบริการที่ภาครัฐกำกับดูแล เช่น ค่าไฟฟ้า ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน และบริการสาธารณะ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นพร้อมกัน”

นอกจากนี้ยังระบุว่า หน่วยงานภาครัฐควรใช้มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ ได้แก่ ภาคขนส่ง ประมง เกษตรกรรม และโลจิสติกส์

ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความยากลำบาก ภาครัฐควรช่วยเหลือภาคธุรกิจผ่านมาตรการผ่อนผัน เช่น การเลื่อนหรือขยายเวลาชำระภาษี รวมถึงการลดภาษีและค่าธรรมเนียมบางรายการ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพการผลิตและการจ้างงาน

เวียดนามยืนยันมีน้ำมันเพียงพอถึงสิ้นเมษายน

ที่มาภาพ: https://e.vnexpress.net/news/business/markets/vietnam-mulls-making-e10-the-only-fuel-for-gas-vehicles-starting-2026-4931065.html

เวียดนามยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศยังเพียงพอต่อความต้องการไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 โดยมีการเปิดเผยในงานแถลงข่าวประจำของรัฐบาลเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ท่ามกลางความกังวลด้านพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นายเหงียน ซิน ญั๊ต ตัน (Nguyen Sinh Nhat Tan) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ระบุว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออยู่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันและก๊าซทั่วโลก โดยมีผลกระทบรุนแรงและกว้างขวางกว่าวิกฤติราคาน้ำมันในอดีต

เพื่อรับมือต่อสถานการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการกรมการเมือง รัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนสำรองด้านน้ำมันตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม โดยแบ่งออกเป็น 2 ฉากทัศน์ ได้แก่ ระยะสั้นประมาณ 4 สัปดาห์ และระยะยาว ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการตามแผนระยะยาวอยู่

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามได้ดำเนินงานตามแนวนโยบายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีความมั่นคงด้านพลังงาน รักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมันภายในประเทศ และสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภค

มาตรการสำคัญประกอบด้วย การติดตามความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก การปรับราคาภายในประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และการประเมินผลกระทบต่อภาคการผลิต กิจกรรมทางธุรกิจ และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน

เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการตลาดน้ำมัน กระทรวงฯยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลออกคำสั่งหลายฉบับเกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านพลังงาน พร้อมทั้งประสานงานกับกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอให้มีการสำรองงบประมาณล่วงหน้าเป็นการชั่วคราวสำหรับกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน

นอกจากนี้ ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงได้นำเข้าน้ำมันประมาณ 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตรในเดือนมีนาคม เมื่อรวมกับปริมาณสำรองปัจจุบันราว 1.6–1.8 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศจนถึงสิ้นเดือนเมษายน ตามการให้ข้อมูลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า

ในระยะต่อไป กระทรวงฯจะเดินหน้ามาตรการเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกำลังการผลิตภายในประเทศ กระจายแหล่งพลังงาน เพิ่มการใช้พลังงานทางเลือก เช่น น้ำมันชีวภาพ E10 และพัฒนาศักยภาพด้านการจัดเก็บน้ำมันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในด้านการจัดหาพลังงานไฟฟ้านายตันยืนยันจุดยืนของรัฐบาลว่าจะไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ทั้งนี้ แผนการบริหารระบบไฟฟ้าแห่งชาติสำหรับปี 2569 ได้รับการอนุมัติแล้ว พร้อมมาตรการสำรองรองรับช่วงความต้องการสูง

ความต้องการใช้ไฟฟ้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 14% ในช่วงเดือนพีค ขณะที่เฉพาะเดือนเมษายน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 6.07% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 350,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 7.9% จากปี 2568

แม้จะเผชิญความท้าทายจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน และแรงกดดันด้านเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้า แต่ทางการยังคงมั่นใจว่าจะสามารถรักษาความมั่นคงด้านพลังงานได้ ผ่านการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การบำรุงรักษาระบบ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

ขณะเดียวกัน กระทรวงยังได้เรียกร้องให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพและความยั่งยืนของระบบพลังงานในประเทศ

เวียดนามวางแผนสร้างคลังสำรองน้ำมันดิบเพิ่มเสริมความมั่นคงทางพลังงาน

โรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีหงิเซิน ที่มาภาพ:https://english.thesaigontimes.vn/pm-urges-immediate-construction-of-nghi-son-crude-oil-storage-facility/

สำนักข่าว Vietnam News Agency รายงานว่า นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋ง (Pham Minh Chinh) ของเวียดนาม ได้ผลักดันแผนการขยายขีดความสามารถในการกักเก็บน้ำมันดิบของประเทศ โดยเร่งให้มีการก่อสร้างคลังสำรองระดับชาติในพื้นที่ หงิเซิน (Nghi Son) จังหวัดทัญฮว้า และโครงการอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

นายกรัฐมนตรี จิ๋ง ได้ออกคำสั่งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569  ) ให้ดำเนินการก่อสร้างคลังจัดเก็บน้ำมันดิบในพื้นที่ หงิเซิน ในทันที เพื่อ 2 วัตถุประสงค์หลัก คือ ป้อนวัตถุดิบให้โรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีหงิเซิน  และเป็นคลังสำรองระดับชาติ (National Reserve)

Petrovietnam (PVN) หรือกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรม-พลังงานแห่งชาติเวียดนาม ได้รับมอบหมายให้เป็น “หัวหอก” ในการดำเนินโครงการนี้ โดยต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางการจังหวัดทัญฮว้า

นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก โดยได้ลงพื้นที่สำรวจสถานที่ก่อสร้างที่เสนอไว้ด้วยตนเองเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ก่อนที่จะออกคำสั่งเร่งด่วนในที่ประชุมเมื่อวันพุธ

ประเด็นสำคัญจากการประชุมของคณะรัฐมนตรีเวียดนาม มีดังนี้:

โครงการนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานสำรองและจัดหาก๊าซและน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งชาติ ปี 2021-2030 (มองไกลไปถึงปี 2050) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้เชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เร่งด่วนสำหรับพลังงานเท่านั้น แต่ยังถือเป็น ยุทธศาสตร์สำคัญ” ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของชาติอีกด้วย

ด้วยปริมาณการบริโภคเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการที่เวียดนามยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลกในสัดส่วนที่สูง การสร้างคลังสำรองน้ำมันดิบในเชิงรุก (Proactively Stockpiling) มีคลังสำรองน้ำมันดิบของตนเองจะช่วยให้เวียดนามสามารถ ลดความเสี่ยง” จากความผันผวนของอุปทานที่ไม่อาจคาดเดาได้ในอนาคต สามารถรับมือกับความผันผวนของราคาและปริมาณน้ำมันในตลาดโลกได้ดีขึ้น

คลังสำรองที่หงิเซินจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ โรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีหงิเซิน ช่วยบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้เหมาะสมที่สุด และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าโครงการนี้เป็นการดำเนินตามคำสั่งโดยตรงจากคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) และเลขาธิการพรรค โต เลิม ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดของอำนาจการตัดสินใจในเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าโครงการนี้มีรากฐานที่มั่นคงทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ

ที่ประชุมได้กำหนดภารกิจเร่งด่วนและแผนระยะยาว โดยรวมถึงรูปแบบการลงทุนที่มอบหมายให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ดูแลคลังสำรอง พร้อมทั้งปรับปรุงนโยบายเพื่อดึงดูดนักลงทุนที่ไม่ใช่ภาครัฐ

Petrovietnam ได้รับมอบหมายให้เร่งจัดทำโครงการ เสนอขออนุมัติต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ และดำเนินการตามแผน ขณะที่คณะกรรมการประชาชนจังหวัดทัญฮว้า จะรับผิดชอบการเวนคืนที่ดิน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้กฎระเบียบสำหรับโครงการก่อสร้างฉุกเฉิน ขณะที่กระทรวงการคลังจะจัดทำกฎกระทรวงเพื่อรองรับกฎหมายคลังสำรองแห่งชาติให้แล้วเสร็จ รวมถึงหลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยนสินค้าคงคลังโดยตรง และมาตรฐานทางเศรษฐกิจ-เทคนิค

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะยังคงกำกับดูแลการวิจัยและก่อสร้างคลังสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ ดุงกว๊าต (จังหวัดกว๋างหงาย) ลองเซิน (นครโฮจิมินห์) และพื้นที่อื่น ๆ

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรับประกันความมั่นคงและความปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการรักษาประสิทธิภาพของโครงการ

Petrovietnam ยังจะขยายความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ ผ่านข้อตกลงระดับผู้นำ เพื่อพัฒนาโครงสร้างคลังสำรองที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ 10% ขึ้นไป การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

โครงการนี้คาดว่าจะยกระดับให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางพลังงานในระดับภูมิภาค เสริมสร้างบทบาทและสถานะของประเทศในเวทีนานาชาติ

สิงคโปร์เปิด 3 มาตรการรับมือวิกฤติพลังงานโลก กระจายแหล่งพลังงาน–ลดภาระค่าครองชีพ–รวมพลังประเทศ

ที่มาภาพ: https://www.straitstimes.com/singapore/electricity-retailers-brace-for-impact-as-iran-war-escalates-costs-analysts

นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ แถลงการณ์ผ่านวิดีโอเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยชี้ว่าผลกระทบที่ตามมานั้นร้ายแรงมาก ไม่ใช่เพียงแค่สำหรับภูมิภาคนี้เท่านั้น แต่รวมถึงคนทั้งโลกด้วย

ผู้นำสิงคโปร์ระบุว่า ความขัดแย้งกำลังแผ่ขยายออกไปในหลายมิติ ทั้งการโจมตีทางทหารที่มา ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก การแย่งชิงการควบคุมเส้นทางขนส่งสำคัญ โดยเฉพาะ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่อิหร่านได้สร้างอุปสรรคอย่างมีนัยสำคัญต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งโดยรวมลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผ่านช่องแคบต่างถูกตัดลดลงอย่างหนัก

นอกจากนี้ สินค้าจำเป็นอื่นๆ รวมถึง ปุ๋ยและก๊าซฮีเลียม ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างรวมไปถึงความเสี่ยงต่อการผลิตอาหารโลกด้วย

ผลกระทบเหล่านี้เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนแล้ว โดยราคาน้ำมัน พุ่งสูงขึ้นกว่า 60% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ห่วงโซ่อุปทาน ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด และประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ภูมิภาคเอเชียมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากพลังงานจำนวนมหาศาลที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นมีจุดหมายปลายทางมายังภูมิภาคนี้ รวมถึง สิงคโปร์ ด้วย

แม้มีความพยายามทางการทูต แต่ช่องว่างระหว่างคู่ขัดแย้งยังคงกว้างมาก สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่ามีแผนที่จะยุติสงครามในเร็วๆ นี้ แม้ว่าจะยังไม่มีการตกลงยอมรับเงื่อนไขอย่างเป็นทางการก็ตาม และหากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะยกระดับการโจมตีทางทหารอย่างรุนแรงก่อนที่จะค่อยๆ ลดระดับปฏิบัติการลง

นายหว่องกล่าวว่า หวังว่าการเจรจาเหล่านี้จะประสบความสำเร็จ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น และมีการประกาศหยุดยิงในวันพรุ่งนี้ สิงคโปร์ก็ต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบของความขัดแย้งที่จะยังคงยืดเยื้อต่อไป เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและการกระจายพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับมาดำเนินการได้เต็มกำลัง ดังนั้น ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการยกระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการโจมตีเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงที่กลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน จะเข้าร่วมวงสู้รบ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปิดแนวรบใหม่และขยายวงกว้างของความขัดแย้งออกไป

ในภาพรวมที่ลึกไปกว่านั้น แม้ในที่สุดสหรัฐฯ จะยุติปฏิบัติการทางทหารลง แต่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบในทางลบอย่างถาวร “เรากำลังเข้าสู่ระยะที่มีความไม่แน่นอนและไร้เสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความมั่นคงในภูมิภาคและการไหลเวียนของพลังงานโลก ในสภาวะแวดล้อมเช่นนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิดการหยุดชะงักย่อมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความเป็นไปได้ที่ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเส้นทางเดินเรือสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างทะเลแดง จะถูกปิดตายอย่างยืดเยื้อ”

ทั่วโลกในขณะนี้ ภาคอุตสาหกรรมต่างเริ่มนำเชื้อเพลิงจากคลังสำรองออกมาใช้และหันไปหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ แต่นี่เป็นเพียง กันชนชั่วคราว” เท่านั้น ซึ่งไม่สามารถทดแทนการขาดแคลนในระยะยาวได้อย่างเต็มที่

หากแหล่งพลังงานและเส้นทางขนส่งที่สำคัญในตะวันออกกลางยังคงถูกจำกัดต่อไปเป็นเวลานาน ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมหาศาล มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของราคาสินค้าที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่”เราอาจต้องเผชิญกับ ภาวะวิกฤตพลังงานโลก” (Global Energy Crunch) ที่จะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันและกิจกรรมการผลิตหยุดชะงัก พร้อมทั้งสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบเศรษฐกิจทั่วทุกแห่งหน ผลผลิตมวลรวมจะลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ราคาสินค้ายังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“สภาวะเช่นนี้คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ” (Stagflation) ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วจะสร้างความเสียหายอย่างลึก และยากที่จะควบคุมให้กลับมาเป็นปกติ

รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติด้านวิกฤต (Homefront Crisis Ministerial Committee) เพื่อประสานการรับมือ โดยมีรัฐมนตรีความมั่นคงเป็นประธาน พร้อมได้ปรับแผนสำรองและมาตรการใหม่รองรับสถานการณ์ที่อาจะคาดไม่ถึง

ประการแรก รัฐบาลกำลังดำเนินขั้นตอนเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของความสามารถในการปรับตัวด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ในขณะนี้ ยังสามารถจัดการกับการหยุดชะงักในระยะสั้นได้ โดยโรงกลั่นและบริษัทเคมีภัณฑ์กำลังปรับตัว ทั้งการลดกำลังการผลิตลง และการจัดหาน้ำมันดิบและวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางอย่างเร่งด่วน ส่วนผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็กำลังเร่งจัดหาแหล่งอุปทานทางเลือกจากผู้ผลิตทั่วโลก

เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวให้ดียิ่งขึ้น รัฐบาลกำลังร่วมมือกับพันธมิตรที่วางใจได้ โดยเฉพาะ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายหลักของสิงคโปร์ ในสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณการจัดหาทั้งหมด และจะยกระดับความร่วมมือนี้ให้ลึกยิ่งขึ้น ส่วนกับ นิวซีแลนด์ กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางการขนส่งสินค้าจำเป็นและอาหารจะยังคงเปิดอยู่เสมอในช่วงวิกฤติพันธมิตรเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงในระยะยาวของสิงคโปร์ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเพื่อกระชับการประสานงานและรับประกันว่าข้อตกลงเหล่านี้จะยังคงมีความเข้มแข็ง

ประการที่สอง รัฐบาลจะช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นที่จะเกิดขึ้นกับภาคครัวเรือนและธุรกิจ โดยมาตรการช่วยเหลือที่ประกาศไว้ในงบประมาณปีนี้กำลังเริ่มดำเนินการ ซึ่งรวมถึงการให้คืนเงินค่าสาธารณูปโภค (U-Save) เพิ่มเติม เพื่อช่วยให้ครัวเรือนรับมือกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้

เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและแนวโน้มที่ยังไม่แน่นอน รัฐบาลจะดำเนินการให้มากขึ้น โดยจะยกระดับมาตรการที่มีอยู่ให้เข้มข้นขึ้น และจะเลื่อนกำหนดการใช้บางมาตรการให้เร็วขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนได้ทันท่วงที นอกจากนี้ จะจัดสรรความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า ซึ่งบรรดารัฐมนตรีจะร่วมกันชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมในรัฐสภาสัปดาห์หน้า

“ประการที่สามและสำคัญที่สุด คือเราต้องยืนหยัดร่วมกัน ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความแข็งแกร่งของเราอยู่ที่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การสนับสนุนจากภาครัฐนั้นสำคัญก็จริง แต่ความมุ่งมั่นตั้งใจของประชาชนก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งในการดูแลเอาใจซึ่งกันและกัน การปฏิบัติตนอย่างรับผิดชอบ และการผนึกกำลังกันเป็นสังคมเดียว” นายกรัฐมนตรีย้ำ

“ความมั่นคงของชาตินั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเราทุกคน ดังนั้น ผมจึงขอเรียกร้องให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนร่วมกันดำเนินมาตรการที่ทำได้จริง คือการประหยัดพลังงาน และลดการบริโภคหรือการสร้างขยะที่ไม่จำเป็น สำหรับภาคธุรกิจคือ การทบทวนกระบวนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่วนในภาคครัวเรือน หมายถึงการใส่ใจกับการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นก้าวเล็กๆ แต่เมื่อรวมกันแล้วจะสร้างความแตกต่างที่เกิดขึ้นจริง รัฐบาลพร้อมจะสนับสนุน แต่การรับมือในภาพรวมของพวกเราจะแข็งแกร่งกว่ามาก หากแต่ละคนร่วมกันทำหน้าที่ของตนเองด้วย” นายหว่องกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การให้ข้อมูลทั้งหมดนี้เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า สถานการณ์ในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูงมาก และไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างไร แต่ความเสี่ยงนั้นมีมหาศาล และช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอาจจะยังมาไม่ถึง

“สิงคโปร์ไม่สามารถเลี่ยงจากการหยุดชะงักของโลกเช่นนี้ได้ ไม่มีประเทศใดทำได้ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ อย่างสิเรา แต่ผมขอให้ความมั่นใจกับคุณว่า เรามีแผนการ มีขีดความสามารถ และมีความยืดหยุ่น ที่จะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปด้วยกัน เราเคยทำสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินเอเชีย (ต้มยำกุ้ง), วิกฤติซาร์ส (SARS), วิกฤตการเงินโลก และล่าสุดคือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกครั้งที่เราผ่านมาได้ เป็นเพราะพวกเรายืนหยัดร่วมกันอย่างมั่นคง เด็ดเดี่ยว และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” นายหว่องกล่าว

“เราได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งไว้แล้ว ทั้งสถานะทางการเงินที่มั่นคง ห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย ความร่วมมือไตรภาคี (รัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง) ที่เข้มแข็ง และสังคมที่มีความสมัครสมานสามัคคี สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จุดแข็งที่จับต้องไม่ได้ แต่มันคือสิ่งที่จะนำพาเราให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ดังนั้น ขอให้เรามีวินัยและจดจ่ออยู่กับเป้าหมาย และรักษาความเชื่อมั่นที่มีให้แก่กันและกันไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า เราจะเผชิญหน้ากับมันในฐานะประชาชนหนึ่งเดียว ชาติหนึ่งเดียว และเราจะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปด้วยกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

อินโดนีเซียจำกัดการเติมน้ำมันไม่เกิน 50 ลิตรต่อวันต่อรถ 1 คัน

ที่มาภาพ: https://en.tempo.co/read/2095673/indonesia-caps-fuel-purchases-at-50-liters-per-day-per-vehicle

นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย (Bahlil Lahadalia) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย เรียกร้องให้ประชาชนใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างประหยัด โดยระบุว่า การเติมน้ำมันสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลควรจำกัดอยู่ที่ประมาณ 50 ลิตรต่อวัน

นายบาห์ลิลกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในระหว่างการประกาศนโยบายของรัฐบาลอินโดนีเซีย เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งถ่ายทอดจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

“จากมุมมองของผม ในฐานะอดีตคนขับรถมินิบัสสาธารณะ ถือว่าเหมาะสมและสมเหตุสมผล หากรถยนต์เติมน้ำมัน 50 ลิตร ก็เพียงพอให้ถังเต็มสำหรับการใช้งานในหนึ่งวัน เราจะส่งเสริมแนวทางนี้” นายบาห์ลิลกล่าว ตามวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านช่อง YouTube ของสำนักเลขาธิการประธานาธิบดี เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569

ประธานพรรค Golkar Party ระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤติโลกได้เพียงลำพัง จึงขอความร่วมมือและการสนับสนุนจากประชาชน โดยนายบาห์ลิลกล่าวว่า “ในเรื่องที่ไม่จำเป็นมาก เราขอให้ประชาชนใช้อย่างมีเหตุผลและระมัดระวัง”

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการหลายประการเพื่อบรรเทาและรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ

ในโอกาสเดียวกันนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต  รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องให้ประชาชนปรับพฤติกรรม เพื่อรักษาความสงบและความสามารถในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลอินโดนีเซียยังเรียกร้องให้ประชาชนใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีเหตุผลและประหยัดในชีวิตประจำวัน เพื่อให้การกระจายเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างเป็นธรรมและมีเสถียรภาพ

เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้น้ำมันอยู่ในระดับที่เหมาะสม รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการจำกัดการซื้อน้ำมันผ่านระบบบาร์โค้ดของ MyPertamina โดยกำหนดให้รถยนต์แต่ละคันสามารถเติมน้ำมันได้ไม่เกิน 50 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวไม่ครอบคลุมรถบรรทุกและระบบขนส่งสาธารณะ

“เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างทั่วถึง รัฐบาลจะกำกับการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง” นายแอร์ลังกา กล่าว

ขณะเดียวกัน ในความพยายามเพื่อบรรลุความมั่นคงด้านพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รัฐบาลอินโดนีเซียเตรียมดำเนินโครงการ B50 ซึ่งกำหนดให้ผสมน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มดิบ 50% กับน้ำมันดีเซลอีก 50% โดยนโยบายนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 และคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลได้หลายล้านกิโลลิตร

ด้าน Pertamina มีความพร้อมในการดำเนินการผสมน้ำมันดังกล่าว ซึ่งมีศักยภาพในการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ถึง 4 ล้านกิโลลิตร

“ภายใน 6 เดือน จะสามารถประหยัดงบอุดหนุนจากการใช้ไบโอดีเซลได้ประมาณ 48 ล้านล้านรูเปียะฮ์” นายแอร์ลังกา กล่าว

มาเลเซียให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้านได้ 15 เม.ย.นี้

การประชุมพิเศษระหว่างนายกรัฐมนตรีและมุขมนตรีในวันที่ 2 เม.ย.2569 เพื่อประเมินวิกฤติพลังงานโลก ที่มาภาพ:เพจ Facebook Anwar Ibrahim

กรมบริการสาธารณะของมาเลเซีย (Public Service Department Malaysia) ประกาศมาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home: WFH) เป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2569 สำหรับข้าราชการที่อาศัยอยู่ห่างจากสถานที่ทำงานมากกว่า 8 กิโลเมตร

ตามหนังสือเวียนที่ลงนามโดย วัน อาห์หมัด ดะห์ลัน อับดุล อาซิซ (Wan Ahmad Dahlan Abdul Aziz) อธิบดีกรมฯ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวครอบคลุมข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสำนักงานที่ตั้งอยู่ในปุตราจายา กรุงกัวลาลัมเปอร์ รัฐสลังงอร์ และเมืองหลวงของแต่ละรัฐ

ทั้งนี้ ข้าราชการในภาคความมั่นคงและกลาโหม ภาคสาธารณสุข และภาคการศึกษา จะไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมมาตรการดังกล่าว

วัน อาห์หมัด ดะห์ลันระบุว่า การจัดรูปแบบทำงานจากที่บ้าน (WFH) จะแตกต่างกันตามวันหยุดประจำสัปดาห์ของแต่ละรัฐ โดย

  • รัฐที่หยุดเสาร์–อาทิตย์ จะทำงานจากที่บ้านในช่วงวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี
  • ส่วนรัฐที่หยุดวันศุกร์ (ได้แก่ เคดะห์ กลันตัน และตรังกานู) จะทำงานจากที่บ้าน ในช่วงวันจันทร์ถึงวันพุธ

นอกจากนี้ ข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจากที่บ้าน จะต้องเข้าสู่ระบบติดตามออนไลน์ทุกชั่วโมง เพื่อบันทึกเวลาการทำงาน โดยใช้ฟังก์ชันระบุตำแหน่ง (geolocation) ผ่านอุปกรณ์ของตนเองที่บ้าน

พร้อมกันนี้ หัวหน้าหน่วยงานต้องกำหนดผลลัพธ์ของงาน (output) ที่คาดหวังจากเจ้าหน้าที่แต่ละคนที่ทำงานจากที่บ้าน รวมถึงต้องมีการติดตาม ตรวจสอบ และยืนยันเป้าหมายและผลลัพธ์ของงานอย่างสม่ำเสมอ

หนังสือเวียนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศเมื่อวันพุธ ( 1 เมษายน)ว่า จะมีการใช้มาตรการทำงานจากที่บ้านสำหรับหน่วยงานรัฐ กระทรวง องค์กรตามกฎหมาย และรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานโลก

ในการบรรยายสรุปพิเศษ นายกรัฐมนตรีระบุว่า แนวทางปฏิบัติรายละเอียดจะประกาศเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้ พร้อมย้ำว่ามาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในภาพรวม เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และปกป้องประชาชนจากแรงกระแทกราคาพลังงานที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายอันวาร์ยังเตือนด้วยว่าสถานการณ์โลกมีแนวโน้มเลวร้ายลง และการฟื้นตัวอาจใช้เวลายาวนานกว่าที่คาด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการรองรับแล้ว อาทิ การกำหนดโควตาการใช้น้ำมัน RON95 ภายใต้โครงการ “Budi Madani” ที่ 200 ลิตรต่อเดือน และการบังคับใช้มาตรการควบคุมน้ำมันดีเซลที่ได้รับการอุดหนุนอย่างเต็มรูปแบบในรัฐซาบาห์ ซาราวัก และลาบวน

เปโตรนาสยันมาเลเซียมีอุปทานน้ำมันดิบเพียงพอ เกือบ 40% ของการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มาภาพ: https://www.motorist.my/article/5590/middle-east-conflict-impact-on-malaysia-petrol-prices

บริษัทน้ำมันและก๊าซแห่งชาติของมาเลเซีย (Petroliam Nasional Bhd :Petronas) ระบุว่า มาเลเซียมีอุปทานน้ำมันดิบค่อนข้างเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน

เต็งกู มูฮัมหมัด เตาฟิก อาซิซ (Tengku Muhammad Taufik Tengku Aziz) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท กล่าวว่า เกือบ 40% ของการนำเข้าน้ำมันดิบของมาเลเซียต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่น ๆ ที่พึ่งพาเส้นทางดังกล่าวมีสัดส่วนสูงเกือบ 90%

“มาเลเซียในฐานะตลาดผู้บริโภค ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ปี 2557-2558 เป็นต้นมา มีการยอมรับกันแล้วว่ามาเลเซียได้กลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศอย่างเป็นทางการ”

จากศักยภาพการผลิตพลังงานของประเทศ และสถานะในฐานะผู้ส่งออกพลังงานสุทธิในบางช่วง ทำให้มีความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งว่า อุปทานพลังงานของมาเลเซียยังคงมีความมั่นคงมากกว่าประเทศอาเซียนอื่น ๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าสูงกว่า 90% ในขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ราว 40%

“อย่างไรก็ตาม ในฐานะตลาดผู้บริโภค ไม่มีทางที่เราจะป้องกันผลกระทบจากราคาน้ำมันได้อย่างสมบูรณ์” เขากล่าวในรายการของ Radio Televisyen Malaysiaหัวข้อ “Addressing Challenges due to the Global Energy Crisis” ในวันที่ 3 เมษายน 2569

เต็งกู มูฮัมหมัด เตาฟิก กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศของมาเลเซียมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแหล่งผลิตหลักเข้าสู่ระยะเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ

ในช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 มาเลเซียเคยผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่า 700,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ปัจจุบันคาดว่าการผลิตลดลงเหลือประมาณ 350,000 บาร์เรลต่อวัน

ขณะเดียวกัน ระบบโรงกลั่นของ Petronas ต้องการน้ำมันดิบประมาณ 700,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า

เกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการดังกล่าวต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนสำคัญที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

“ไม่ใช่ว่าเปโตรนาสไม่ตระหนักถึงการลดลงของการผลิตน้ำมันดิบ ยังคงมีความพยายามในการสำรวจต่อไปกับพันธมิตรและนักลงทุน แต่สิ่งที่พบส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติ”

“ส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติ และมาเลเซียถือเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรก๊าซเป็นหลัก” เต็งกู มูฮัมหมัด เตาฟิก กล่าว

ฟิลิปปินส์มีสำรองน้ำมันเพิ่มเป็นเกือบ 51 วัน

ที่มาภาพ: https://www.philstar.com/headlines/2026/03/31/2518087/philippines-fuel-supply-extended-nearly-51-days

ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเกือบ 6 วัน ช่วยให้รัฐบาลมี “กันชน” มากขึ้นในการรับมือกับความผันผวนของตลาดน้ำมันโลก ชารอน การิน (Sharon Garin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569

ข้อมูลจากสำนักบริหารอุตสาหกรรมน้ำมัน (Oil Industry Management Bureau) ในสังกัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ณ วันที่ 27 มีนาคม ปริมาณสำรองน้ำมันสามารถรองรับการใช้งานได้เฉลี่ย 50.94 วัน เพิ่มขึ้นจาก 45.10 วัน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม

“เราสามารถเพิ่มปริมาณสำรองได้อีก 6 วัน ทั้งที่ยังมีการใช้น้ำมันอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ เราใช้ไปด้วยและเติมเพิ่มไปด้วย” การิน กล่าวและว่า “สะท้อนอย่างชัดเจนว่า เรามีอุปทานเพียงพอ”

รายละเอียดปริมาณสำรองเชื้อเพลิงแยกตามประเภท

  • น้ำมันเบนซิน: 59.78 วัน
  • น้ำมันดีเซล: 46.93 วัน
  • น้ำมันก๊าด (เคโรซีน): 107.88 วัน
  • น้ำมันอากาศยาน (Jet fuel): 62.69 วัน
  • น้ำมันเตา (Fuel oil): 57.27 วัน
  • ก๊าซหุงต้ม (LPG): 34.02 วัน

การิน ระบุว่า ระดับสำรองน้ำมันดังกล่าวช่วยให้รัฐบาลมีเวลาในการเติมสต็อกเพิ่มเติม ขณะที่ยังมีการบริโภคต่อเนื่อง

“ปริมาณสำรองของเราช่วยสร้างความมั่นใจในระดับหนึ่ง เนื่องจากเรายังมีช่วงเวลา (lead time) ในการสั่งซื้อน้ำมันเพิ่มเติม ระหว่างที่ยังมีการใช้งานต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายน” การินกล่าว

ทั้งนี้ ความต้องการใช้น้ำมันรายวันยังคงอยู่ในระดับสูง โดยการใช้น้ำมันดีเซลมากกว่า 32 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันเบนซินมากกว่า 23 ล้านลิตรต่อวัน

การเพิ่มขึ้นของปริมาณสำรองครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลเร่งจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

Philippine National Oil Company และ PNOC Exploration Corporation ได้จัดหาน้ำมันดีเซลแล้วจำนวน 1.042 ล้านบาร์เรล หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายทั้งหมดที่ 2 ล้านบาร์เรล

การส่งมอบน้ำมันจะทยอยดำเนินการเป็นระยะ ดังนี้

  • 142,000 บาร์เรลจากญี่ปุ่นได้ส่งถึงพื้นที่ ลาอูนยอน(La Union) และ บาตังกัส (Batangas) ในเกาะลูซอนแล้ว
  • 300,000 บาร์เรลจาก มาเลเซียและ สิวคโปร์ มีกำหนดส่งต้นเดือนเมษายน
  • 300,000 บาร์เรลจาก India คาดว่าจะถึงกลางเดือนเมษายน
  • 300,000 บาร์เรลจากโอมานผ่าน สิงคโปร์ คาดว่าจะถึงปลายเดือนเมษายน

การินกล่าวว่า “เราได้ตั้งระบบนี้ขึ้นตั้งแต่ 3 สัปดาห์ก่อน ตามคำสั่งของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เพื่อรักษาเสถียรภาพและให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอทั่วประเทศ”

“การจัดส่งถูกวางแผนเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าภายในประเทศจะมีอุปทานต่อเนื่อง ในช่วงที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง” การินกล่าวเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีมร์กอส ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของประเทศสามารถรองรับการใช้งานได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน

ขณะเดียวกัน Petron Corporation เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียจำนวน 2.48 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอรองรับอุปทานได้จนถึงเดือนมิถุนายน

การินอธิบายว่า “ตัวเลข 59 วันสำหรับน้ำมันเบนซิน หมายความว่า เรามีเวลาประมาณเกือบ 60 วันในการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม” และกล่าวเพิ่มเติมว่า การขนส่งน้ำมันจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้ภายใน 1–10 วัน

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงาน ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กำลังเดินหน้าหาพันธมิตรแหล่งพลังงานใหม่ โดยพิจารณาความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ได้แก่ อาร์เจนตินา , ออสเตรเบีย, บรูไน, แคนาดาและโคลอมเบีย

ฟิลิปปินส์นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 98% โดยส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อความปั่นป่วนของอุปทาน เช่น กรณีอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะเดียวกัน รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ กำลังเร่งจัดหาปริมาณสำรองเพิ่มเติม ทั้งน้ำมันอากาศยานและก๊าซหุงต้ม (LPG)

อเลสซานโดตร ซาเลส(Alessandro Sales) ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า Petron Corporation ได้จัดสรรน้ำมันดิบประมาณ 19% ของปริมาณที่มี เพื่อใช้ในการผลิตก๊าซ LPG

แม้ระดับอุปทานจะปรับตัวดีขึ้น แต่รัฐมนตรีพลังงาน ยังเรียกร้องให้ประชาชนใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้ง

“เราต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าสงครามจะดำเนินไปในทิศทางใด” เธอกล่าว

“ในฐานะประเทศ นี่คือสิ่งที่เราอยากขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวฟิลิปปินส์ ให้ช่วยกันและสนับสนุนกันในช่วงเวลานี้”

วิกฤติน้ำมันดันเงินเฟ้อลาวพุ่ง 9.7% สูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี

ผู้ขับขี่นำรถจักรยานยนต์มาจอดต่อคิว รอเติมน้ำมัน แล้วไปหลบแดดจากอากาศร้อนจัดยามเที่ยงของนครเวียงจันทน์ วันที่ 21 มีนาคม 2569 ที่มาภาพ:เพจ Facebook The Laotian Times

เงินเฟ้อของสปป.ลาว พุ่งขึ้นแตะ 9.7% ในเดือนมีนาคม จากแรงกดดันของวิกฤติราคาน้ำมันโลกที่ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ค่าครองชีพทั่วประเทศปรับตัวขึ้น

ข้อมูลจากธนาคารกลางสปป.ลาว ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อเดือนมีนาคมถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ 8.3% และยังสะท้อนการเร่งตัวอย่างรวดเร็วจาก 6.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ และ 5.1% ในเดือนมกราคม โดยเฉลี่ยไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 7.0%

แรงกดดันเงินเฟ้อครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทั้งราคาน้ำมันดิบ Brent และ West Texas Intermediate ปรับตัวเพิ่มขึ้น 31–49% ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในสิงคโปร์พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว โดยราคาดีเซลเพิ่มขึ้นมากกว่า 161% ตามข้อมูลของสำนักานสถิติแห่งชาติลาว

รายงานของสำนักงานสถิติฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ระบุว่า ผลกระทบจากราคาพลังงานโลกถูกส่งผ่านมายังเศรษฐกิจลาวอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันในประเทศมีการปรับขึ้นถึง 7 ครั้งภายในเดือนเดียว สะท้อนต้นทุนการนำเข้าที่ผันผวน โดยราคาดีเซลเพิ่มขึ้น 110.6% และเบนซินเพิ่มขึ้น 80.2% เมื่อเทียบกับสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้ผลักดันให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นในวงกว้าง โดยหมวดขนส่งและการสื่อสารเพิ่มขึ้น 18.1% หมวดที่อยู่อาศัย น้ำ และไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 17.2% ขณะที่หมวดสินค้าเบ็ดเตล็ดเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 39.8% จากราคาทองคำที่พุ่งขึ้นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน บริการด้านอาหาร สุขภาพ และการศึกษา ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน

เมื่อเทียบรายเดือน (month-on-month) เงินเฟ้อเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 3.2% โดยราคาพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่ปรับขึ้นแรงที่สุด เช่น ค่าโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้น 32.9% ค่าขนส่งอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 29.4% และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นถึง 99.7% ภายในเดือนเดียว

สินค้าและบริการจำเป็นอื่น ๆ ก็มีราคาสูงขึ้นเช่นกัน ทั้งค่ายา วัสดุก่อสร้าง และเสื้อผ้า สะท้อนต้นทุนการผลิตและขนส่งที่เพิ่มขึ้น

ในช่วงไตรมาสแรก ค่าสาธารณูปโภคปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 115% ค่าน้ำเพิ่มขึ้น 43.7% รวมถึงค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียนระดับอนุบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น สร้างภาระเพิ่มเติมต่อครัวเรือน

ผลกระทบดังกล่าวเห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าโดยสารรถนอนระยะไกลเพิ่มจาก 370,000 กีบ เป็น 500,000 กีบ ขณะที่ตั๋วเครื่องบินภายในประเทศเพิ่มขึ้นราว 300,000 กีบต่อเที่ยว และราคาน้ำดื่มบรรจุขวดก็ปรับขึ้นตามต้นทุนพลังงานและการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินกีบยังคงมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 21,400 กีบต่อดอลลาร์สหรัฐ และ 680 กีบต่อบาทไทยในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา โดยผันผวนเพียงเล็กน้อย

เสถียรภาพของค่าเงินช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคานำเข้า และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดไม่ให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงกว่านี้ ท่ามกลางแรงกระแทกจากวิกฤติราคาน้ำมันโลก

คมนาคมลาวขอประชาชนลดใช้น้ำมัน หนุนใช้รถเมล์ รถไฟฟ้ารับวิกฤติเชื้อเพลิง

รถ BRT ในนครเวียงจันทน์ ที่มาภาพ:https://kpl.gov.la/en/detail.aspx/detail.aspx?id=97304

กระทรวงโยธาธิการและขนส่งของ สปป.ลาว ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง หลังลาวเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก

การเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ภายหลังการออกคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่มุ่งบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และรักษาปริมาณสำรองท่ามกลางภาวะขาดแคลนที่ทวีความรุนแรง

กระทรวงฯระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้กระทบห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั่วโลก ส่งผลต่อทั้งปริมาณและต้นทุน รวมถึงในลาวด้วย จึงขอให้หน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ กองกำลังความมั่นคง และประชาชนทั่วไป ดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วน

แนวทางสำคัญ ได้แก่ การหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น โดยเฉพาะรถโดยสารประจำทางและระบบรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) รวมถึงการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในช่วงที่ปริมาณสำรองมีจำกัด

กระทรวงฯ ระบุว่า ความร่วมมือในการประหยัดพลังงานจะช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และทำให้การใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดมีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงเวลาวิกฤตินี้

ด้านทางการนครเวียงจันทน์ ได้ออกมาตรการชั่วคราว กำหนดค่าโดยสารรถเมล์ไฟฟ้าในอัตราเดียว เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น

กระทรวงโยธาธิการและขนส่งได้กำหนดค่าโดยสารรถเมล์ไฟฟ้าปรับอากาศในอัตรา 10,000 กีบต่อเที่ยว มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ถึง 30 พฤษภาคม

ในระยะแรกให้บริการในหลายเส้นทาง เช่น สาย 48 (สีเกิดถึง ตลาดเช้า), สาย 23 (ท่าง่อน ถึงสถานี BRT สะพังเมือง) และสาย 40 (วงเวียนหนองไฮ ถึงสถานี BRT โพนคำ ผ่าน Lao ITECC)

ต่อมาได้เพิ่มเส้นทางใหม่เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ได้แก่ สาย 28 เชื่อมสถานีรถไฟ Laos-China Railway กับสถานี BRT สะพังเมือง และสาย 20 เชื่อมแยก Lao Brewery Company ไปยังตลาดเช้า ผ่านจุดสำคัญอย่างพระธาตุหลวง และประตูไซย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม สำนักงานโยธาธิการและขนส่งแขวงจำปาสักได้เปิดให้บริการรถโดยสารสาธารณะ “ฟรี” อย่างเป็นทางการ ภายในเขตเทศบาลปากเซ เพื่อรับมือโดยตรงต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง

นายสิดทิพอน บุตทิวง (Sitthiphone Bouttivong) ผู้อำนวยการสำนักงานโยธาธิการและขนส่ง ปิดเผยว่า ในระยะแรกของการให้บริการฟรี จะมุ่งเน้นเส้นทางสายหลักภายในเขตตัวเมือง และเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อไปยังพื้นที่ชานเมือง โดยทางหน่วยงานได้วางแผนและกำหนดเส้นทางอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้สูงสุด โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางระหว่างปากเซและอำเภอใกล้เคียง

มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามข้อสั่งการของผู้ว่าราชการแขวงจำปาสัก และสอดคล้องกับคำสั่งนายกรัฐมนตรีเลขที่ 40/PM ซึ่งออกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่กำหนดให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติเชื้อเพลิงที่กำลังดำเนินอยู่

ฝ่ายปกครองของแขวงจะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดย นายสุกสะหวัน วไลวง (Souksavanh Vilayvong) ประธานคณะกรรมการบริหารแขวงจำปาสักกล่าวว่า เป้าหมายหลักของมาตรการนี้คือการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

“นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาภาระด้านการเดินทางให้กับข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงและเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง” เขากล่าว

“การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ยังเป็นการร่วมกันประหยัดพลังงาน และลดการพึ่งพายานพาหนะส่วนบุคคล”

ทางการแขวงยืนยันว่า นโยบายให้บริการโดยสารฟรีจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป จนกว่าสถานการณ์ตลาดเชื้อเพลิงจะกลับเข้าสู่ภาวะมีเสถียรภาพ และปริมาณอุปทานกลับมาอยู่ในระดับปกติ