เมลิซา รุสลี: จากดีลซื้อ Permata Bank สู่ภารกิจ “เชื่อม” ธุรกิจไทย–อินโดนีเซีย

เมลิซา รุสลี (Meliza Rusli) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพอร์มาตา (Permata Bank)

ท่ามกลางความท้าทายและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประเทศอินโดนีเซียยังคงโดดเด่นในฐานะหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 16 ของโลก และจำนวนประชากรกว่า 284 ล้านคน ธนาคารเพอร์มาตา (Permata Bank) ในเครือธนาคารกรุงเทพ ในฐานะธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของอินโดนีเซีย จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเชื่อมโยงการลงทุนในระดับภูมิภาค

เมลิซา รุสลี (Meliza Rusli) กรรมการผู้จัดการ (President Director) ของธนาคารเพอร์มาตา (Permata Bank) หนึ่งในธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของอินโดนีเซียในเครือธนาคารกรุงเทพ ฉายภาพโอกาสทางธุรกิจของธนาคาร และบทบาทของสถาบันการเงินในการสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดแห่งนี้ ผ่านการเขียนตอบคำถามของไทยพับลิก้า

จากนักการเงิน Investment Banking สู่การนำทัพ Permata Bank

เมื่อกว่า 6 ปีก่อนย้อนกลับไปก่อนที่จะมารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของ Permata Bank เมลิซา รุสลี (Meliza Rusli) อยู่ “อีกฝั่ง” ของโต๊ะเจรจา และเป็นหนึ่งในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการขายหุ้นของธนาคาร หลังผู้ถือหุ้นเดิมตัดสินใจถอนการลงทุนในปี 2563

เมลิซาสั่งสมประสบการณ์มานานถึง 15 ปี จากสายงานวาณิชธนกิจ (investment banking) ครอบคลุมทั้ง Corporate Banking, ตลาดทุน (Capital Market) รวมถึงการควบรวมและซื้อขายกิจการ (M&A) ก่อนจะขยับมารับตำแหน่งสุดท้ายในสายอาชีพนั้นในฐานะหัวหน้าฝ่ายขายภาครัฐ (head of government sales) ในอินโดนีเซีย

เว็บไซต์ธนาคารกรุงเทพให้ข้อมูลว่า เมลิซา เป็นผู้มีประสบการณ์อย่างกว้างขวางในวงการอุตสาหกรรมการเงินของประเทศอินโดนีเซีย เคยดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูงในบริษัทการเงินชั้นนำซึ่งรวมถึง Goldman Sachs และ Accenture รวมถึงตำแหน่ง Chief of Group Digital Strategy ที่ PT Astra International Tbk และกรรมการผู้จัดการของ Astra Pay นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์การทำงานด้านกลยุทธ์ดิจิทัล และการทำงานในภาคการเงินทั้งในอินโดนีเซียและภูมิภาค

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเมลิซาเข้าร่วมงานกับแอสตร้า (PT Astra International Tbk) กลุ่มบริษัทข้ามธุรกิจรายใหญ่ของอินโดนีเซียที่มีการลงทุนหลากหลายมีบริษัทในเครือกว่า 200 แห่ง ตั้งแต่ปี 2559 โดยหนึ่งในภารกิจของเธอคือการดูแลควบคุมการดำเนินงานของบริษัทหลายแหล่งในเครือ รวมทั้งเปอร์มาตา แบงก์ในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้น ซึ่งขณะนั้นแอสตร้าถือหุ้นอยู่ 45% เท่า ๆ กับสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered) ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีกราย รวมกันคิดเป็นประมาณ 89.01% ของหุ้นทั้งหมด

เมลิซายังมีส่วนในการดำเนินการเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นในปี 2559 และ 2560 ทำให้รู้จัก Permata Bank มาก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนมือครั้งสำคัญ เธอไม่ได้เข้ามาบริหารธนาคารหลังการซื้อกิจการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคนที่มองเห็น PermataBank ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น

เมื่อธนาคารกรุงเทพเข้าซื้อกิจการ Permata Bank ในเดือนพฤษภาคม 2563 ด้วยการรับโอนหุ้นจากแอสตร้าและสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดรวม 89% เมลิซ่าอยู่ในทีมฝั่งผู้ขายที่เจรจา กับผู้เสนอซื้อทุกราย ซึ่งรวมถึงนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เมลิซาได้รู้จัก นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงเทพ

กระบวนการเจรจาทั้งหมดใช้เวลาราวหนึ่งปีก่อนดีลจะปิดลง และตามกฎระเบียบของอินโดนีเซียที่กำหนดให้ผู้ซื้อกิจการซึ่งเข้าครองอำนาจควบคุมต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นภาคบังคับ (mandatory tender offer) จากผู้ถือหุ้นรายย่อยที่เหลือ ธนาคารกรุงเทพจึงเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 98%

“กระบวนการเจรจาทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1 ปี แต่การทำงานร่วมกับธนาคารกรุงเทพนั้นยอดเยี่ยมมาก” เมลิซาย้อนความทรงจำ

เมลิซาได้รับการคำเชิญจากผู้บริหารธนาคารกรุงเทพให้มารับตำแหน่งผู้นำของ Permata Bank ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2565

“ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับดิฉันที่ได้รับเชิญให้มานำทัพ Permata Bank ดิฉันรู้จัก Permata Bank มานานตั้งสมัยที่อยู่แอสตรา และเห็นว่าธนาคารกรุงเทพจะข้ามาสร้าง Synergy (ผนึกกำลัง) ให้กับ Permata Bank อย่างมาก จากความเชี่ยวชาญและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ธนาคารกรุงเทพมีต่อกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ในอินโดนีเซียมาตั้งแต่ดำเนินธุรกิจในปี 1968 คือคุณค่าที่แท้จริงที่ช่วยให้เราต่อยอดธุรกิจร่วมกันได้อย่างลงตัว” เมลิซากล่าว

จากนั้นธนาคารกรุงเทพทยอยขายหุ้นคืนสู่ตลาดราว 10% ในช่วงปลายปี 2567 เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ free float หน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซีย ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพจึงถือหุ้น Permata Bank อยู่ 89%

เมลิซากล่าวถึงการทำงานกับธนาคารกรุงเทพว่า “ตอนนี้พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน วัฒนธรรมก็คล้ายกันมาก ค่านิยมองค์กรหลักของธนาคารกรุงเทพและ Permata Bank วัฒนธรรมของไทยและอินโดนีเซีย สอดคล้องกันดีมาก”

รู้จัก Permata Bank ธนาคารท็อป 10 ของอินโดนีเซีย

Permata Bank ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2497 ภายใต้ชื่อ Bank Bali ในย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงจาการ์ตา ใกล้กับไชน่าทาวน์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกับธนาคารกรุงเทพที่เริ่มต้นธุรกิจในย่านเยาวราช กรุงเทพฯ เช่นกัน

ภายหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียปี 2540 ธนาคาร Bank Bali ได้ควบรวมกิจการกับธนาคารอื่นอีก 4 แห่งที่ประสบปัญหาทางการเงิน (ได้แก่ Bank Universal, Bank Prima Express, Bank Artamedia และ Bank Patriot) ในปี 2545 เพื่อจัดตั้งเป็น PT Bank Permata Tbk

การเข้าซื้อหุ้น Permata Bank ในปี 2563 ของธนาคารกรุงเทพ และการควบรวมสาขาธนาคารกรุงเทพในอินโดนีเซียเข้ากับ Permata Bank ภายในปลายปีเดียวกัน ส่งผลให้ฐานเงินกองทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ Permata Bank ขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของประเทศ

ในระบบธนาคารอินโดนีเซีย Permata Bank (PT Bank Permata Tbk) เป็นหนึ่งใน 10 ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียเมื่อพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์ โดยมีสินทรัพย์รวม 268.3 ล้านล้านรูเปียะฮ์ ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2568 เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบรายปี 

สำหรับ 6 เดือนแรกปี 2569 จากรายงานประกอบการ Permata Bank’s Good Performance in the First Half of 2026 ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ ธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 4.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเติบโตของรายได้จากการดำเนินงาน 3.3% ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบระยะเดียวกันของปีก่อน

เมลิซากล่าวว่า การเติบโตของ Permata Bank ได้รับการสนับสนุนจากฐานลูกค้าที่มีความหลากหลาย ซึ่งสะท้อนถึงตำแหน่งของ Permata Bank ในฐานะธนาคารที่ให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร (Universal Bank)

เมลิซากล่าวว่า สายงานลูกค้าองค์กร (Corporate Banking) ยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ที่สำคัญ โดยเฉพาะผ่านบริการธนาคารเพื่อการทำธุรกรรม (Transaction Banking), สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และระหว่างประเทศ (Trade Finance) รวมถึงการบริหารเงินสด (Cash Management) ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มเห็นแรงส่งที่น่พอใจจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Commercial and SME) ตามความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของลูกค้ารายย่อย (Consumer Banking) เมลิซากล่าวว่า กลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง (Affluent) และการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ยังคงเป็นพื้นที่เชิงกลยุทธ์สำหรับ Permata Bank จุดมุ่งหมายของ Permata Bank คือ การเดินหน้าสนับสนุนลูกค้าในทุก ๆ ช่วงเวลาของเส้นทางการเงิน ตั้งแต่การจัดการธุรกรรมประจำวัน ไปจนถึงการปกป้องและสร้างการเติบโตให้กับความมั่งคั่งในระยะยาว

ในครึ่งแรกของปี 2569 สินเชื่อเติบโต 5.3% เมื่อเทียบระยะเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 171.2 ล้านล้านรูเปียะฮ์ โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการเพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบระยะเดียวกันของปีก่อนของสินเชื่อองค์กร สู่ระดับ 106.4 ล้านล้านรูเปียะฮ์ ร่วมกับการเติบโต 5.7% เมื่อเทียบระยะเดียวกันของปีก่อน ของสินเชื่อพาณิชยกรรม สู่ระดับ 21.9 ล้านล้านรูเปียะฮ์ ในส่วนของกลุ่มผู้บริโภค สินเชื่อ SME ซึ่งแตะระดับ 7 ล้านล้านรูเปียะฮ์ เพิ่มขึ้น 11.8% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2568

คุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง อัตราส่วน NPL ขั้นต้น (Gross NPL) และสินเชื่อที่มีความเสี่ยง (LAR) อยู่ที่ 2.1% และ 5.9% ตามลำดับ ซึ่งค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับ 2.1% และ 7.0% ในครึ่งแรกของปี 2568 ธนาคารยังคงตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง โดยมีอัตราส่วน NPL Coverage และ LAR Coverage อยู่ที่ 367.5% และ 128.8% ตามลำดับ สะท้อนถึงแนวทางการตั้งสำรองแบบป้องกันไว้ก่อนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเครดิตที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารยังคงดำเนินมาตรการที่เป็นโครงสร้างอย่างสม่ำเสมอเพื่อแก้ไขสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การดำเนินคดี และการขายสินทรัพย์

จาก FY 2025 Performance Presentation ที่นำเสนอเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา วันนี้ Permata Bank ให้บริการตั้งแต่ Corporate Banking, Consumer Banking ไปจนถึง Commercial Banking โดยมีลูกค้ามากกว่า 6 ล้านราย ผ่านเครือข่ายสาขา 232 แห่งใน 81 เมืองทั่วประเทศ พร้อมตู้ ATM จำนวน 834 ตู้ และจุดบริการผ่านร้าน Indomaret (มินิมาร์ทรายใหญ่คล้าย 7-Eleven ในไทย) อีกกว่า 20,000 จุด มีพนักงานกว่า 6.800 คน

Permata Bank เป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมทางการเงินและดิจิทัลแบงก์กิ้งของอินโดนีเซีย โดยมีแอปพลิเคชัน “PermataMe” สำหรับลูกค้ารายย่อย ที่รองรับการเปิดบัญชีออนไลน์ (รวมถึงการเปิดบัญชีสำหรับชาวต่างชาติ) การทำธุรกรรมหลายสกุลเงินด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่แข่งขันได้ ซึ่งโดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญอย่าง บาหลี Permata Bank ถือเป็นผู้นำตลาดในการให้บริการลูกค้าต่างชาติ ส่วนลูกค้านิติบุคคล ธนาคารได้พัฒนาพอร์ทัล “New Permata e-Business” เพื่อยกระดับการทำธุรกรรมแบบไร้พรมแดน

นอกจากนี้ Permata Bank ยังพลิกโฉมประสบการณ์การใช้บริการสาขา (Modernized Branches) ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ ไร้กระดาษ (Paperless) และนำเทคโนโลยี Q-Matic รวมถึงการแจ้งเตือนคิวผ่าน WhatsApp มาใช้ ที่น่าสนใจคือ ในแต่ละสาขาจะมีการตกแต่งด้วยภาพโปสเตอร์ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) ของแต่ละภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นชวา บาหลี หรือกาลิมันตัน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน

ธนาคารท้องถิ่น วิสัยทัศน์ระดับภูมิภาค และเครือข่ายระดับโลก

ในเวลาเพียงไม่กี่ปี Permata Bank ไม่ได้เปลี่ยนเพียงโครงสร้างผู้ถือหุ้น แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากธนาคารท้องถิ่น ไปสู่ “Local bank with regional vision and global network” ธนาคารท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์ระดับภูมิภาคและเครือข่ายระดับโลก

ในโอกาสครบรอบ 22 ปีของ Permata Bank ในวันที่ 27 กันยายน 2567 Permata Bank ได้ปรับปรุงอัตลักษณ์ทางภาพ (Visual Identity) ซึ่งครอบคลุมถึงแนวคิดหลัก โลโก้ และสีประจำธนาคาร ให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของธนาคารกรุงเทพ เพื่อรองรับกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจที่สอดประสานกันโดยเปลี่ยนสัญลักษณ์จากรูป ‘เพชร’ เป็นรูป ‘ดอกบัว’ การปรับรูปแบบการเขียนชื่อธนาคารจาก “PermataBank” เป็น Permata Bank และการปรับเปลี่ยนสีหลักของธนาคารให้เป็นสีน้ำเงินที่สื่อถึงความกระฉับกระเฉง (Active Blue)

การปรับแบรนด์ครั้งสำคัญนี้เพื่อสะท้อนการวางยุทธศาสตร์ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็น ธนาคารท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์ระดับภูมิภาคและเครือข่ายระดับโลก และในปี 2568 Permata Bank ได้เปิดตัวแบรนด์ดิ้งและโลโก้ใหม่ภายใต้แนวคิด “Local Bank with Regional Vision and Global Network” สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญ แข็งแกร่ง และพร้อมเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า

“ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังคงเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตของภาคธนาคาร แม้จะมีความไม่แน่นอนในระดับโลกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เรายังคงเห็นกิจกรรมทางธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศ การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการค้าข้ามพรมแดนที่เติบโตขึ้นภายในภูมิภาคอาเซียน” เมลิซากล่าว

สำหรับ Permata Bank สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผ่านบริการธนาคารเพื่อการทำธุรกรรม (Transaction Banking) การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และโซลูชันด้านการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างฐานเงินฝากและความมั่งคั่ง การเป็นธนาคารหลักเพื่อการทำธุรกรรมของลูกค้า ตลอดจนการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

เมลิซากล่าวว่า ในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่มธนาคารกรุงเทพ Permata Bank ยังคงยึดมั่นในความมุ่งมั่นแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” (Growing Together) ผ่านการสนับสนุนธุรกิจอินโดนีเซียที่กำลังขยายตัวไปยังต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการช่วยให้บริษัทข้ามชาติสามารถเข้ามาสร้างและเติบโตในประเทศอินโดนีเซียได้อย่างมั่นคง

“ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของอินโดนีเซียยังคงช่วยหนุนความต้องการด้านสินเชื่อในอุตสาหกรรมหลักอย่างต่อเนื่อง โดยเรามองเห็นโอกาสในหลายภาคส่วน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ, อาหาร, พลังงาน, โครงสร้างพื้นฐาน, โลจิสติกส์ และโทรคมนาคม” เมลิซากล่าว

ภาคส่วนเหล่านี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อุปสงค์ภายในประเทศ และการเชื่อมโยงระบบคมนาคมสื่อสารของอินโดนีเซีย ซึ่งเชื่อว่าจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้

“สำหรับ Permata Bank สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการสนับสนุนโอกาสเหล่านี้ด้วยความระมัดระวังและยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี” เมลิซากล่าว

ธนาคารมีบทบาทสำคัญที่เกินกว่าการสนับสนุนด้านเงินทุน โดยสำหรับบริษัทข้ามชาติที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ธนาคารมีส่วนช่วยให้เข้าใจบริบทของตลาดท้องถิ่น จัดการการทำธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการดำเนินงานในชีวิตประจำวัน

บริการเหล่านี้ครอบคลุมถึง สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และระหว่างประเทศ (Trade Finance), การบริหารเงินทุนและสภาพคล่อง (Treasury), การบริหารเงินสด (Cash Management), อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange), ระบบจ่ายเงินเดือนพนักงาน (Payroll) ตลอดจนโซลูชันการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน ซึ่งบริการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทต่างๆ ในขณะที่กำลังเริ่มต้นสร้างรากฐานและขยายขนาดธุรกิจในตลาดแห่งใหม่

“Permata Bank มีความเข้าใจตลาดในประเทศอินโดนีเซียอย่างลึก ขณะที่กลุ่มธนาคารกรุงเทพมีเครือข่ายเชื่อมโยงระดับภูมิภาคทั่วอาเซียน ด้วยความร่วมมือนี้ เรามุ่งสนับสนุนบริษัทต่างๆ ไม่เพียงแต่ในช่วงที่เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ตลอดเส้นทางการเติบโตในตลาดนี้ด้วย” เมลิซากล่าว

“เชื่อมโยง” โอกาสธุรกิจการลงทุนบริษัทไทยสู่ตลาดอินโดนีเซีย

ในการกล่าวเปิดงานสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026”  ปีที่ 2 ซึ่งธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารเพอร์มาตา ในเครือธนาคารกรุงเทพ ร่วมจัดขึ้นวันที่ 2 กรกฎาคม 2569  เมลิซาได้วางกรอบความคิดสำคัญอย่างชัดเจนว่า อินโดนีเซียยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่น่าดึงดูดที่สุดของภูมิภาค ด้วยตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ชนชั้นกลางที่ขยายตัวต่อเนื่อง และปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจระยะยาวที่แข็งแกร่ง แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกจะยังผันผวน แต่ธุรกิจที่พร้อมลงทุนด้วยมุมมองระยะยาวยังมีโอกาสมหาศาลรออยู่

เมลิซากล่าวว่า ทุกวันนี้ ภาคธุรกิจทั่วภูมิภาคต่างดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา เทคโนโลยีใหม่ ความคาดหวังของลูกค้าที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา และการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคที่ลึกมากขึ้น กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจ

ขณะเดียวกัน หลายธุรกิจต่างมองหาโอกาสนอกเหนือจากตลาดในประเทศของตนเอง ไม่ใช่เพียงเพื่อกระจายความเสี่ยงเท่านั้น แต่เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและคว้าโอกาสระยะยาวด้วย ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การเติบโตอย่างยั่งยืนต้องการมากกว่าเงินทุนและการเข้าถึงตลาด สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความสามารถในการสร้างนวัตกรรม การปรับตัว และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมโยงที่มีความหมาย

“เราเห็นสิ่งนี้ทุกวันผ่านเส้นทางของลูกค้าเรา เรามักพูดกันว่าถ้าเราต้องการการเติบโต เราต้องการนวัตกรรม แต่ถ้าเราต้องการการเติบโตแบบก้าวกระโดด เราต้องการความเชื่อมโยง นวัตกรรมทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ ส่วนความเชื่อมโยงเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ พันธมิตรที่แข็งแกร่งขึ้น และโอกาสที่มากขึ้น ทั้งสองสิ่งนี้รวมกันคือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน” เมลิซากล่าว

นวัตกรรมช่วยให้ธุรกิจยังคงแข่งขันได้ ส่วนการเชื่อมโยงเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ ความร่วมมือที่เข้มแข็ง และโอกาสที่กว้างขึ้น และเมื่อทั้งสองสิ่งนี้ทำงานร่วมกัน จะเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน

เมลิซากล่าวว่า ในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่มธนาคารกรุงเทพ ก็มีโอกาสได้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างไทยและอินโดนีเซียสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจในทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดของภูมิภาค ด้วยตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ชนชั้นกลางที่เติบโตขึ้น และปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจระยะยาวที่เข้มแข็ง แม้สภาพแวดล้อมโลกจะยังคงไม่แน่นอน แต่ยังคงเห็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจที่พร้อมลงทุนในมุมมองระยะยาว

“ความเชื่อมั่นสร้างความไว้วางใจ และความไว้วางใจคือรากฐานของความร่วมมือที่ยั่งยืนและการเติบโตที่มั่นคง” เมลิซากล่าวและว่า เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป ผ่านนวัตกรรมที่เพิ่มขึ้น การทำงานร่วมกันที่ลึก และความเชื่อมโยงที่เข้มแข็ง “เราสามารถปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ ได้ ไม่ใช่เพียงเพื่อธุรกิจของเรา แต่เพื่อประชาคม และคนรุ่นถัดไปด้วย”