
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานครแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์ เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- ครม.ไฟเขียว พ.ร.บ.สตาร์ตอัพ ปลดล็อกการระดมทุน
- “ยศชนัน” วางโครงสร้างพื้นฐาน “SMR” 4 ด้าน สั่ง ปส.ยกร่าง กม.นิวเคลียร์
- เปิดตัว “หมอเอก” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ เน้นข้อเท็จจริง-ไม่โต้วาที
- แก้ กม. 5 ฉบับ สกัดทุจริตสอบ ขรก.-คุมเข้มปืน
- ปล่อยกู้ สปป. ลาว 1,784 ล้าน สร้าง สะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง
- ‘AOTGA’ ชนะประมูลงานคลังสินค้า-ลานจอด สนามบินสุวรรณภูมิ
- เพิ่มโทษ ขรก.โกงสอบ-จับได้ไล่ออก- เปลี่ยนสอบภาค ก. เป็น ‘e-Exam’
- เพิ่มงบเยียวยาชายแดนไทย–กัมพูชาอีก 241 ล้าน
- เปิดเสรีการเงินอาเซียน ฉบับที่ 9 หนุนธุรกิจการเงินไทยขยายตลาด
- โยก “ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดอุตฯนั่งที่ปรึกษานายกฯ
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานครแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์ เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
ไฟเขียว พ.ร.บ.สตาร์ตอัพ ปลดล็อกการระดมทุน
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า วันนี้กระทรวง อว. ได้นำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ (STARTUP ACT) นำเสนอให้ ครม. เห็นชอบ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรม เร่งปลดล็อคข้อจำกัดด้านกฎหมาย ติดปีกให้สตาร์ตอัพไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และจะพิจารณาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
การเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพครั้งนี้ ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สศก.) ซึ่งได้ยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญ คือ การแก้ไขข้อจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) เดิมที่ไม่เอื้อต่อรูปแบบการทำธุรกิจของสตาร์ตอัพ เพื่อลดอุปสรรคทางกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อการระดมทุนมาอย่างยาวนาน ให้สอดรับกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่ภาคเอกชนเคยชี้ให้เห็นถึง ช่องว่างทางการเงิน และแนวโน้มการหลั่งไหลของเงินทุนไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ และได้กำหนดให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Center) ทั้งในด้านการรับรอง การสนับสนุน และการประสานงาน และจะมีคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ และแผนในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพ รวมถึงระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ตอัพให้สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ให้มั่นใจว่าหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ จะทำงานร่วมกันได้อย่างสอดประสาน เพื่อลดอุปสรรคทางระบบราชการ และเพิ่มช่องทางสนับสนุนการเติบโตสำหรับสตาร์ตอัพและนักลงทุน โดยสตาร์ตอัพที่ได้รับการรับรองจะได้รับสิทธิและประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี และสำหรับกลุ่มที่จัดอยู่ในประเภทเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) คณะกรรมการอาจขยายระยะเวลาให้รวมแล้วสูงสุดถึง 10 ปี
ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวถึงความพร้อมเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ เตรียมปักหมุดยกระดับภารกิจการเป็นหน่วยงานหลักดูแลการบูรณาการ และเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพกับหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีบทบาทในการพัฒนาและส่งเสริมสตาร์ตอัพ เป็นศูนย์กลางให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและแหล่งเงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัพ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นหน่วยรับ ตรวจสอบการยื่นคำรับรอง และประกาศรายชื่อเป็นธุรกิจสตาร์ตอัพให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นับเป็นอีกความท้าท้ายครั้งสำคัญเมื่อสตาร์ตอัพไทยจะมีข้อมูลกลางในเรื่องโครงการสนับสนุนและข้อมูลเงินทุน ช่วยสร้างโอกาสกระตุ้นการลงทุนให้สตาร์ตอัพไทยเติบโตได้มากยิ่งขึ้น ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์น และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
อีกประเด็นสำคัญคือ ความสะดวกในการประกอบธุรกิจกำลังจะก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะมุ่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรองรับการออกหุ้นกู้ที่สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือระดมทุนยอดนิยมของสตาร์ตอัพระดับโลก การอนุญาตให้บริษัทจำกัดสามารถถือหุ้นของตนเอง (Treasury Stock) เพื่อนำมาจัดสรรเป็นหุ้นจูงใจให้กับพนักงานหรือกรรมการ ช่วยดึงดูด Talent เข้ามาร่วมงาน รวมทั้งการรองรับการเปลี่ยนหนี้สินให้กลายเป็นทุนจดทะเบียน เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงิน
ตลอดจน จะมีการเร่งส่งเสริมมาตรการจากภาครัฐให้สตาร์ตอัพเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การให้สิทธิลดหย่อนภาษีและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ออกแบบมา เพื่อสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ตอัพ การเสริมสร้างกำลังคนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ และบุคลากรที่มีทักษะสูงภายใต้กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการเข้าถึงตลาดภาครัฐและสิทธิประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เป็นต้น

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
“ยศชนัน” วางโครงสร้างพื้นฐาน “SMR” สั่ง ปส.ยกร่าง กม.นิวเคลียร์
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า วันนี้ตนได้ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส.) ครั้งที่ 2/2569 ร่วมกับ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อร่วมกันพิจารณากำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ประชุม พนส. ได้หารือถึงการวางรากฐานพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก ส่งผลให้ประเทศยังขาด “อธิปไตยทางพลังงาน” อย่างแท้จริง ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการกำกับดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศล่วงหน้าให้สอดรับกับแนวทางของร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2024)
ทั้งนี้ จากรายงานผลการประเมินความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์ ตามแนวทางของ IAEA ทั้ง 19 ประเด็น พบว่าประเทศไทยมีความพร้อมแล้ว 10 ประเด็น ขณะที่มี 6 ประเด็นที่อยู่ในเกณฑ์ต้องพัฒนาเพิ่มเติม และมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การกำหนดนโยบายระดับชาติ, การจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการขับเคลื่อนโครงการ (Nuclear Energy Programme Implementing Organization: NEPIO) และการวางแผนจัดหาเงินลงทุน เพื่อให้การเตรียมการมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม ที่ประชุม พนส. จึงได้มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน 4 มิติหลัก ประกอบด้วย
- ด้านกฎหมาย – มอบหมายให้ ปส. เร่งยกร่างและเสนอร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อสร้างระบบประกันภัย หลักประกันทางการเงิน และการจัดตั้งกองทุนของรัฐที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล
- ด้านการพัฒนากำลังคน – มอบหมายให้กระทรวง อว., กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน จัดทำหลักสูตรการศึกษาและแผนพัฒนากำลังคนระยะยาว ทั้งในด้านเทคโนโลยี SMR และการกำกับดูแลความปลอดภัย
- ด้านการจัดการกากกัมมันตรังสี – เห็นชอบให้ ปส. จัดทำกรอบนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการจัดการกากนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วแบบครบวงจรตลอดวงจรชีวิต โดยยึดหลักความรับผิดชอบสูงสุดเพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป
- ด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) – มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมมือกับ ปส. และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง วางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงและผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของ SMR
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวย้ำอีกว่า การประชุมในวันนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยได้ตัดสินใจแล้วว่า จะสร้างโรงไฟฟ้า SMR ที่ใด หรือเลือกใช้เทคโนโลยีใด แต่เป็นการ “เตรียมความพร้อมล่วงหน้า” ทั้งในด้านกฎหมาย การพัฒนาคน และระบบการกำกับดูแล เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลและศักยภาพเพียงพอก่อนที่จะมีการตัดสินใจเชิงนโยบาย ที่สำคัญคือ ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามการเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” (Technology Buyer) ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างคุณค่าทางเทคโนโลยี” (Technology Value Creator)
“ภายใต้ระบบนิเวศของ SMR นั้น แฝงไปด้วยห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และเทคโนโลยีขั้นสูงหลากหลายแขนง ซึ่งเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนประกอบรอบเตาปฏิกรณ์ เช่น ปั๊ม (Pump) และวาล์ว (Valve) สมรรถนะสูง, อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างขั้นสูงอย่างปูนหรือเหล็กที่สามารถทนทานต่อรังสี ไปจนถึงเทคโนโลยีการจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Integration) และระบบจำลองอัจฉริยะ (AI Digital Twin) ซึ่งการจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาต่อยอด และบูรณาการเข้ากับภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล จำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมการอย่างจริงจัง มีความละเอียด รอบคอบ และถูกต้องในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เราจึงไม่สามารถรอให้เทคโนโลยีมาถึงก่อนแล้วค่อยเตรียมตัว แต่ต้องเริ่มลงมือสร้างฐานตั้งแต่วันนี้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเสริมว่า กระทรวง อว. มีความพร้อมที่จะระดมสรรพกำลังจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนา พัฒนาหลักสูตรเฉพาะทาง และสร้างบุคลากรสมรรถนะสูง ทั้งวิศวกรนิวเคลียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ไปจนถึงนักกฎหมายเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่อย่างครบวงจร
ขณะที่ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. กล่าวย้ำว่า ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ ปส. จะยึดมั่นในหลักความปลอดภัย 3 S คือ ความปลอดภัย (Safety), ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และการพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards) เป็นหัวใจสำคัญสูงสุด โดย ปส. กำลังเร่งพัฒนากรอบระเบียบ ข้อบังคับ และแผนเตรียมพร้อมตอบสนองเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีให้เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับพื้นที่ พร้อมเปิดกว้างให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ พนส. จำนวน 6 ราย เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจอย่างรอบด้าน ได้แก่ รศ. นพ.สรนิต ศิลธรรม และ รศ.สมยศ ศรีสถิตย์ (สาขาวิทยาศาสตร์), รศ. ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ (สาขาวิศวกรรมศาสตร์), ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ (สาขาเกษตรศาสตร์), รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง (สาขานิติศาสตร์) และ ผศ. พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ (สาขาแพทยศาสตร์) ซึ่งถือเป็นการบูรณาการความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อวางรากฐานระบบนิเวศนิวเคลียร์ของไทยให้มีความพร้อม ปลอดภัย และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงในอนาคต
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี
เปิดตัว “หมอเอก” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ เน้นข้อเท็จจริง-ไม่โต้วาที
หลังจากที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้ง นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่างเป็นทางการ นพ.เอกภพ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทำงานว่า “สิ่งหนึ่งที่คนคาดการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ โฆษกรัฐบาลจะมีมิติใหม่ มีความเข้มข้น และการตอบโต้ทางการเมืองมากขึ้นหรือไม่…สิ่งที่ผมและทีมรองอยากสื่อสารคือ เราจะมีความเข้มข้นเรื่องข้อมูล ความรวดเร็วฉับไว และการให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงถึงประชาชน และเป็นประโยชน์จริงๆ เราจะไม่เน้นการโต้วาที ไม่เน้นการใส่อารมณ์ทางการเมือง เน้นการใส่ข้อมูลเท็จด้วยข้อมูลจริง”
“ครม. ทำงานกันอย่างตั้งใจและเต็มที่ ทุกคนทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเลือกพรรคใด ไม่ว่าจะเชียร์คนไหนก็ตาม ทีมโฆษกฯ จะไม่ทำหน้าที่ในการใส่ไฟในการเติมไฟทางการเมือง เพื่อแยกประชาชนออกเป็นกลุ่ม เป็นสี หรือเป็นคณะใดๆ” นพ.เอกภพ กล่าว
นพ.เอกภพ ย้ำว่า ทีมโฆษกฯ จะทำเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ ด้วยข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้
“มีเรื่องที่อยากชวนคนในแวดวงการเมืองมาช่วยกัน แทนที่จะตอบโต้ทางการเมืองที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เรามาช่วยกันปักธงทางความคิด ช่วยสร้างสิ่งใหม่ๆว่าอยากให้อะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย อยากพาประเทศไทยไปจุดไหน มีอะไรที่ประเทศไทยสู้กับประเทศอื่นในโลกได้ มีอะไรที่ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจดีขึ้น มาแข่งกันปักธงความคิด” นพ.เอกภพ กล่าว
“อันไหนเป็นเรื่องดี ผมเชื่อว่าทุกคนใน ครม. จะนำเรื่องนั้นไปปฏิบัติและไปใช้ แต่ถ้าเรื่องไหนก็ตามที่ ครม. ทำได้ดีแล้ว ทีมโฆษกฯ จะนำเรื่องนั้นมาสื่อสารถึงประชาชน” นพ.เอกภพ กล่าว
มอบกฤษฎีกาตรวจ พ.ร.บ.สตาร์ตอัพ-DBD แก้ กม.แพ่ง
นพ.เอกภพ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ พ.ศ. …. และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป พร้อมมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดำเนินการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ว่าด้วยบริษัทจำกัด และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจและการระดมทุนสมัยใหม่
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมาย และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดลักษณะบริษัทสตาร์ตอัพที่สามารถเข้าสู่ระบบ ได้แก่ เป็นบริษัทจำกัดที่จัดตั้งมาไม่เกิน 10 ปี มีรายได้เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีไม่เกิน 300 ล้านบาท ไม่เคยจ่ายเงินปันผล และไม่มีบริษัทอื่นเข้ามาควบคุมกิจการ ทั้งนี้ สามารถยื่นแบบรับรองตนเองผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่อสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA
สาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือ การปลดล็อกข้อจำกัดด้านการระดมทุนและการบริหารโครงสร้างหุ้น โดยให้สิทธิและประโยชน์แก่บริษัทสตาร์ตอัพเป็นเวลา 5 ปี อาทิ การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนและออกหุ้นกู้ การแปลงหนี้เป็นทุน การแปลงหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญ การทยอยให้หุ้น (Vesting) รวมถึงการถือหุ้นของตนเองเพื่อจัดสรรให้กรรมการ พนักงาน หรือนักลงทุนตามโครงการ ESOP และข้อตกลงการลงทุน ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด
นอกจากนี้ NIA สามารถสนับสนุนเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการให้กู้ยืม การถือหุ้นหรือร่วมลงทุน รวมถึงทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางแบบ One-Stop Service เพื่อประสานสิทธิประโยชน์ด้านการเข้าเมืองและการทำงานของคนต่างด้าว ทรัพย์สินทางปัญญา ภาษี การจัดซื้อจัดจ้าง และด้านอื่น ๆ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสตาร์ตอัพที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านเกษตร หรือสาขาที่กำหนด อาจได้รับสิทธิประโยชน์นานกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายเป็นมาตรการทางเลือก (Optional Legal Framework) ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้สิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายได้ตามความเหมาะสม ไม่ได้บังคับให้สตาร์ตอัพทุกรายต้องเข้าสู่ระบบ พร้อมกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพ
การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนและองค์ความรู้ ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม และพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัพไทย ให้มีศักยภาพเติบโตและแข่งขันในระดับสากล พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
แก้ กม. 5 ฉบับ สกัดทุจริตสอบ ขรก.-คุมเข้มปืน
นพ.เอกภพ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการตามที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอร่างกฎหมายสำคัญ 5 ฉบับ ได้แก่ 1) ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. …. 2) ร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 พ.ศ. …. 3) ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 4) ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และ 5) ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
สาระสำคัญของร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ
1. กฎหมายความรับผิดในการสอบบรรจุฯ กำหนดกฎหมายเฉพาะเพื่อป้องกันและแก้ไขการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ พร้อมกำหนดกลไกและหน่วยงานที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนโดยเฉพาะ
2. กฎหมายควบคุมอาวุธปืน เพิ่มความเข้มงวดในการครอบครองและใช้อาวุธปืน โดยผู้ขอใบอนุญาตต้องผ่านการอบรม ทดสอบ และตรวจสุขภาพจิต ปรับลดอายุใบอนุญาต ยกเลิกใบอนุญาตตลอดชีพ และเพิ่มโทษผู้กระทำผิด พร้อมเปิดทางให้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ไม่มีใบอนุญาตมอบต่อนายทะเบียนภายใน 90 วัน โดยไม่ต้องรับโทษ
3. กฎหมายการประกอบกิจการพลังงาน ให้นำเงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามาใช้เป็นค่าไฟฟ้าสาธารณะสำหรับแสงสว่างในพื้นที่หรือทางสาธารณะ พร้อมปรับหน้าที่และคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับ กกพ. ให้ชัดเจน และกำหนดให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว หาก กกพ. เหลือกรรมการปฏิบัติหน้าที่น้อยกว่า 4 คน
4. กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ปรับหลักเกณฑ์คัดเลือกคู่สัญญา โดยให้ความสำคัญกับประโยชน์ของราชการ วัตถุประสงค์การใช้งาน และความสามารถในการปฏิบัติตามสัญญา มากกว่าข้อเสนอด้านราคา พร้อมเพิ่มเหตุบอกเลิกสัญญาและขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานในกรณีทำงานบกพร่อง หรือผิดพลาดอย่างร้ายแรง และเพิ่มอำนาจหัวหน้าหน่วยงานของรัฐในการสั่งเป็นผู้ทิ้งงาน รวมถึงกำหนดให้วางหลักประกันการอุทธรณ์
5. กฎหมายป่าชุมชน กำหนดให้รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของป่าชุมชนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน โดยให้จัดสรรแก่สมาชิกป่าชุมชนที่เข้าร่วมกิจกรรมตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากคาร์บอนเครดิต
ร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับมุ่งปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เศรษฐกิจ และสังคม แก้ไขข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการและการให้บริการสาธารณะ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ปล่อยกู้ สปป. ลาว 1,784 ล้าน สร้าง สะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน – หลวงพระบาง สปป. ลาว (โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ดำเนินการตามขอบเขตของโครงการ แหล่งที่มาของเงินทุน รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขทางการเงินสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ จำนวน 1,783,671,500 บาท
2. อนุมัติให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณเป็นรายปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 – 2574 รวมระยะเวลา 4 ปี ในอัตราร้อยละ 50 ในส่วนของเงินกู้ จำนวน 891,835,750 บาท
3. เห็นชอบแนวทางการกู้เงินของ สพพ. จากสถาบันการเงินภายในประเทศ จำนวน 891,835,750 บาท ตามรูปแบบและเงื่อนไขที่กำหนด
4. กรณี สปป. ลาว ผิดนัดชำระหนี้ สพพ. จะพิจารณาใช้เงินสะสมของ สพพ. เพื่อชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากเงินกู้จากสถาบันการเงินภายในประเทศไปก่อน ทั้งนี้ หาก สพพ. เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องจะขอรับจัดสรรเงินงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อเสริมสภาพคล่อง และเมื่อ สพพ. สามารถเรียกเก็บหนี้ได้จะนำเงินดังกล่าวส่งคืนคลังต่อไป
5. มอบหมายให้ผู้อำนวยการ สพพ. ลงนามในสัญญาการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในโครงการดังกล่าวแก่ สปป. ลาว แล้ว
สำหรับประโยชน์ทึ่จะได้รับมีดังนี้
1. การก่อสร้างสะพานเชียงแมน – หลวงพระบาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ซึ่งจะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
2. ผลประโยชน์ด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป. ลาว สามารถขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง เนื่องจากลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30 – 45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างกัน ทำได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยจากการ ข้ามแม่น้ำ
3. จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากนักท่องเที่ยวในจังหวัดน่านเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมานักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางผ่านจังหวัดน่านโดยใช้เส้นทางเมืองหงสา – เมืองจอมเพชร – บ้านเชียงแมน และใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการแทนการใช้แพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขงระยะเวลาท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน โดยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวของไทยคนละ 4,500บาท ซึ่งในระยะเวลา 5 ปีแรก คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเยือนจังหวัดน่านเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ80,000 คน มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท
4. เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค
‘AOTGA’ ชนะประมูลงานคลังสินค้า-ลานจอด สนามบินสุวรรณภูมิ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 (โครงการคลังสินค้าฯ) ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ตามที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 อนุมัติให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ดำเนินโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 (โครงการคลังสินค้าฯ) โดยให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost และจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ภาครัฐเป็นรายปีตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าว ทอท. และคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (คณะกรรมการคัดเลือกฯ) ได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนและจัดทำเงื่อนไขสัญญา ร่วมลงทุนโครงการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามนัยมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 5.1)โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
1. ผลการคัดเลือกเอกชน : คณะกรรมการคัดเลือกฯ ในคราวประชุมครั้งที่ 24/2568 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) เป็นผู้ผ่านการประเมินสูงสุด
2. เงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุน : ทอท.ได้จัดทำเงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุนโครงการคลังสินค้าฯ ซึ่งสอดคล้องตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง เงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 โดยมีสาระสำคัญ เช่น
1) วัตถุประสงค์และขอบเขตโครงการ : เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้สามารถรองรับการเติบโตของท่าอากาศยาน และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการคลังสินค้าให้มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพ และประสิทธิภาพการให้บริการมากยิ่งขึ้นโดยโครงการมีขอบเขตการให้บริการ ประกอบด้วย (1) คลังสินค้าขาเข้า (Import)
(2) คลังสินค้าขาออก (Export)
(3) คลังสินค้าถ่ายลำ (Transit)
(4) สินค้าเน่าเสียง่าย และ
(5) สินค้าเร่งด่วนและสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E – Commerce)
2) รูปแบบการร่วมลงทุน : ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP Net Cost โดยแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินโครงการคลังสินค้าฯ
ทั้งนี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการคลังสินค้าฯ ตามที่เสนอในครั้งนี้จะทำให้ ทอท. สามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท AOTGA เพื่อเริ่มดำเนินโครงการ ดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการคลังสินค้า เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในทุกปี ช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 (โครงการให้บริการลานจอดฯ) ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ตามที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 อนุมัติให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ดำเนินโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 (โครงการให้บริการลานจอดฯ) โดยให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost และจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ภาครัฐเป็นรายปีตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าว ทอท. และคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (คณะกรรมการคัดเลือกฯ) ได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนและจัดทำเงื่อนไขสัญญา ร่วมลงทุนโครงการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามนัยมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 5.1) โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
1. ผลการคัดเลือกเอกชน : คณะกรรมการคัดเลือกฯ ในคราวประชุมครั้งที่25/2568 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) เป็นผู้ผ่านการประเมินสูงสุด
2. เงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุน : ทอท. ได้จัดทำเงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุนโครงการคลังสินค้าฯ ซึ่งสอดคล้องตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง เงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 โดยมีสาระสำคัญ เช่น
- วัตถุประสงค์และขอบเขตโครงการ : เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้สามารถรองรับการเติบโตของท่าอากาศยาน และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการการแต่ละรายให้มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพการให้บริการมากยิ่งขึ้น โดยโครงการ มีขอบเขตการให้บริการ แบ่งออกเป็น (1) กลุ่มบริการหลัก เช่น กลุ่มบริการอุปกรณ์สนับสนุนอากาศยาน กลุ่มบริการขนถ่ายและเคลื่อนย้ายกระเป๋า สัมภาระ สินค้า และไปรษณียภัณฑ์เป็นต้น และ (2) กลุ่มบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การให้บริการการจัดการทั่วไปด้านภาคพื้นการให้บริการด้านการบิน พิธีการบิน และลูกเรือ เป็นต้น
- รูปแบบการร่วมลงทุน : ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP Net Cost โดยแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินโครงการให้บริการลานจอดฯ
ทั้งนี้ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการให้บริการลานจอดฯตามที่เสนอในครั้งนี้จะทำให้ ทอท. สามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท AOTGA เพื่อเริ่มดำเนินโครงการ ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศและยกระดับการให้บริการ (Level of Service : LOS) รวมถึงสนับสนุนให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาคต่อไป
MOU ไทย-ศรีลังกา แก้แรงงานขาด-จ้างเพิ่มอีก 1 หมื่นคน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย เพื่อวางกรอบความร่วมมือและจัดระบบการส่ง–รับแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินหน้ารับแรงงานศรีลังกาครั้งนี้เกิดจาก ประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานในบางภาคส่วน และได้รับข้อเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรม และนายจ้างที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลจึงเร่งหาแนวทางเพิ่มช่องทางจัดหาแรงงานต่างชาติที่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง โดยศรีลังกาเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายแรก ๆ และกำหนดเป้าหมายเบื้องต้น 1 หมื่นคน เพื่อช่วยเติมเต็มกำลังแรงงานในส่วนที่ขาดแคลน
ทั้งนี้ การดำเนินการระหว่างไทยกับศรีลังกาไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ มีการหารือและประสานความร่วมมือด้านแรงงานมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถจัดทำรายละเอียดและบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในครั้งนี้ โดยข้อตกลงจะช่วยให้การจ้างแรงงานเป็นไปตามกติกาเดียวกันและตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
สำหรับ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน จะครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมายและนโยบายด้านแรงงาน ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงการพัฒนาทักษะฝีมือและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการสรรหาแรงงานโดยผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์
ส่วน บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานชาวศรีลังกาในประเทศไทย จะกำหนดขั้นตอนการจ้างงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสรรหาและคัดเลือก การกำหนดข้อมูลนายจ้าง จำนวนและคุณสมบัติแรงงาน รวมถึงเงื่อนไขการจ้างและค่าตอบแทน โดยแรงงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับสัญญาจ้างก่อนเดินทางเข้าประเทศ และสัญญาจ้างต้องทำโดยตรงระหว่างแรงงานกับนายจ้าง
ด้านการคุ้มครองสิทธิ แรงงานศรีลังกาจะได้รับ การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกับแรงงานท้องถิ่นบนหลักการไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงได้รับสิทธิและประโยชน์ตามสัญญาจ้างและกฎหมายแรงงานไทย และสามารถเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้เมื่อเกิดข้อพิพาทจากการจ้างงาน
ขณะเดียวกัน แรงงานต้องเข้าประเทศและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องได้รับใบอนุญาตทำงาน และทำงานเฉพาะกับนายจ้างและในอาชีพที่ได้รับอนุญาต รวมถึงต้องผ่านการตรวจสุขภาพและมีหลักฐานประกันสุขภาพตามที่กำหนดก่อนเริ่มงาน
ข้อตกลงยังกำหนดระยะเวลาสัญญาจ้าง 2 ปี และสามารถขยายได้อีก 2 ปี เมื่อสิ้นสุดสัญญา แรงงานต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง และหากทำงานครบตามสัญญา นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งกลับทั้งหมด
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่เป็นการจัดระบบให้แรงงานที่เข้ามาทำงานในส่วนที่ตลาดแรงงานไทยยังขาดแคลน เข้าสู่กระบวนการที่ถูกกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันแรงงานได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีสัญญาจ้างที่ชัดเจน และมีช่องทางแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาท พร้อมลดความเสี่ยงจากการสรรหาแรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ , นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกฯคนใหม่, นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ไฟเขียว มร.ชม.เปิดสอนหลักสูตรใหม่อีก 3 สาขา
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว เป็นการรองรับการเปิดสอนหลักสูตรเพิ่มเติมของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 3 สาขาวิชา โดยมีการกำหนดชั้นปริญญา อักษรย่อ และสีประจำสาขาวิชาอย่างเป็นทางการ ดังนี้
1. สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีสีประจำสาขาวิชา คือ สีเขียวน้ำเงิน โดยปริญญาเอก เรียกว่าการแพทย์แผนไทยดุษฎีบัณฑิต อักษรย่อ พท.ด. และ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต อักษรย่อ ปร.ด. / ปริญญาโท เรียกว่า การแพทย์แผนไทยมหาบัณฑิต อักษรย่อ พท.ม. และ ปริญญาตรี เรียกว่าการแพทย์แผนไทยบัณฑิต อักษรย่อ พท.บ.
2. สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มีสีประจำสาขาวิชา คือ สีแดงทับทิม/รูบี้ โดยปริญญาเอก เรียกว่า พยาบาลศาสตรดุษฎีบัณฑิต อักษรย่อ พย.ด. และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต อักษรย่อ ปร.ด. / ปริญญาโท เรียกว่า พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต อักษรย่อ พย.ม. และ ปริญญาตรี เรียกว่า พยาบาลศาสตรบัณฑิต อักษรย่อ พย.บ.
3. สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สีมีประจำสาขาวิชา คือ สีแดงเลือดหมู โดยปริญญาเอก เรียกว่า วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต อักษรย่อ วศ.ด. และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต อักษรย่อ ปร.ด. / ปริญญาโท เรียกว่า วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต อักษรย่อ วศ.ม. และปริญญาตรี เรียกว่า วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต อักษรย่อ วศ.บ.
ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาเรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ครม. ได้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนนำไปประกาศใช้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
เห็นชอบสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเปิดสอน “ศิลปะศาสตร์”
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ
มติในครั้งนี้ เป็นการรองรับการเปิดสอนใน “สาขาวิชาศิลปศาสตร์” เพิ่มขึ้นของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยมีการกำหนดชื่อปริญญาและอักษรย่อประจำสาขาวิชาทั้ง 3 ชั้นปริญญา คือ ปริญญาเอก เรียกว่า ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต อักษรย่อ ศศ.ด. และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต อักษรย่อ ปร.ด. / ปริญญาโท เรียกว่า ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต อักษรย่อ ศศ.ม. และปริญญาตรี เรียกว่า ศิลปศาสตรบัณฑิต อักษรย่อ ศศ.บ. ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสภาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และได้แจ้งต่อสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เรียบร้อยแล้วตามขั้นตอน โดย ครม. ได้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกานี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนนำเสนอตามขั้นตอนเพื่อประกาศใช้ต่อไป
ผ่านร่างปฏิญญาฯ ‘ไทย-เยอรมนี’ ยกระดับอาชีวศึกษา-หลักสูตรระยะสั้น
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษา การเรียนการสอน และการฝึกอบรมวิชาชีพของทั้งสองประเทศ โดยอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ซึ่งมีกำหนดลงนามในวันที่ 14 กันยายน 2569 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี
สำหรับ 5 ด้านความร่วมมือ ประกอบด้วย
1. พัฒนาระบบอาชีวศึกษา แลกเปลี่ยนและวิเคราะห์เปรียบเทียบระบบและโครงสร้างด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมของทั้งสองประเทศ รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูล กระบวนการ และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาของไทย
2. พัฒนาการเรียนรู้ให้ตรงกับตลาดแรงงาน ส่งเสริมการให้คำปรึกษาเชิงวิชาชีพและการแนะแนวอาชีพ พร้อมพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการและลำดับความสำคัญของตลาดแรงงาน เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของภาคการทำงาน
3. เร่ง Reskill และ Upskill ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาทักษะอาชีพ พร้อมปรับชุดทักษะให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้เรียนและแรงงานสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน
4. ยกระดับครูและบุคลากรทางการศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมถึงพัฒนาทักษะการสอนในสายอาชีพ เพื่อเพิ่มศักยภาพครูและบุคลากรในการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา
5. เตรียมพร้อมรับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของโลกงาน แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากนวัตกรรมแบบพลิกโฉม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไปสู่รูปแบบดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ความร่วมมือจะดำเนินผ่านการ แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติ การเยี่ยมชมและประชุมระหว่างผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ไทยนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากเยอรมนีมาประยุกต์ใช้ในการ พัฒนาหลักสูตรให้ทันตลาดแรงงาน เพิ่มทักษะใหม่ให้ผู้เรียนและแรงงาน ยกระดับครูและบุคลากร และเตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา องค์กร หอการค้า และภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ
“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้อาชีวศึกษาเชื่อมโยงกับโลกการทำงานมากขึ้น ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด การพัฒนาทักษะใหม่และทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงการยกระดับครูและการเตรียมคนให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนและแรงงานไทยมีทักษะที่สอดคล้องกับงานในอนาคต” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาร่วมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม เพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับนโยบาย ระบบ และมาตรการของทั้งสองประเทศ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการ และแนวปฏิบัติที่ดีด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม
เพิ่มโทษ ขรก.โกงสอบ-จับได้ไล่ออก- เปลี่ยนสอบภาค ก. เป็น ‘e-Exam’
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้เข้มข้น และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ หลังสำนักงาน ก.พ. ตรวจพบการทุจริตในการสอบภาค ก. ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน รวม 114 กรณี โดยเฉพาะการสวมตัวสอบ ซึ่งบางกรณีมีผู้เข้าสอบแทนบุคคลอื่นหลายราย และพบว่าช่องว่างของระบบเดิมยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยทุจริตในหน่วยงานหนึ่งสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นได้
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการสำคัญ ทั้งการกำหนดมาตรฐานทางวินัย การจัดทำฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือ Blacklist รวมถึงแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบเดิมและป้องกันไม่ให้ผู้ทุจริตสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้อีก
นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการสำคัญคือการกำหนดให้ข้าราชการที่ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการภายหลังได้รับการบรรจุแล้ว ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกำหนดโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน ขณะที่หากตรวจพบว่าการทุจริตเกิดขึ้นก่อนการบรรจุ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุดำเนินการให้ออกจากราชการโดยพลัน
พร้อมกันนี้ จะให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของแต่ละประเภทจัดทำบัญชีผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามกฎหมายของตน และส่งรายชื่อให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบลักษณะต้องห้ามก่อนรับบุคคลเข้ารับราชการ ปิดช่องโหว่ที่ผู้เคยทุจริตจากหน่วยงานหนึ่งสามารถย้ายไปสมัครสอบในอีกหน่วยงานหนึ่งได้
สำนักงาน ก.พ. ยังได้กำหนดให้ผู้ที่ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ และมีอำนาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. โดยปัจจุบันได้มีการกำหนดผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามแล้ว 24 ราย ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569
นางสาวลลิดา กล่าวว่า นอกจากมาตรการทางวินัยและฐานข้อมูลกลางแล้ว ยังมีแผนปรับระบบสอบใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ภายใน 1 ปี จัดทำหลักเกณฑ์และมาตรฐานทางวินัยให้ชัดเจน ระยะกลาง ภายใน 3 ปี เตรียมปรับการสอบภาค ก. จากระบบ Paper & Pencil ควบคู่กับ e-Exam ไปสู่การสอบแบบ e-Exam เพียงรูปแบบเดียว เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริตและยกระดับการตรวจสอบ และระยะยาว ภายใน 5 ปี เตรียมผลักดันกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยกำหนดโทษทางอาญาที่เข้มงวดและครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ
ในระยะยาว ยังมีแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นจากผู้ที่ทุจริตในการสอบแล้วได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้เต็มจำนวน ซึ่งเดิมกฎหมายกำหนดเพียงให้ออกจากราชการโดยพลัน โดยไม่กระทบต่อเงินเดือนหรือผลประโยชน์ที่ได้รับไปก่อนมีคำสั่งให้ออกจากราชการ
“รัฐบาลต้องการปิดช่องว่างตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้คนที่โกงสอบสามารถเข้ามาอยู่ในระบบราชการ และหากตรวจพบภายหลัง ก็ต้องมีมาตรฐานลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง รวมถึงต้องมีฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานตรวจสอบร่วมกันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยทุจริตสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นอีก” นางสาวลลิดา กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. ได้ปรับปรุงกระบวนการสอบภาค ก. โดยเพิ่มการตรวจสอบรูปถ่ายของผู้สมัคร และพิมพ์รูปผู้สมัครสอบลงบนกระดาษคำตอบ เพื่อป้องกันการสวมตัวสอบ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีทางอาญากับผู้ที่ตรวจพบการทุจริต และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการทางปกครองและทางวินัยต่อไป
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการลงโทษผู้ทุจริต ป้องกันการหมุนเวียนผู้กระทำผิดเข้าสู่หน่วยงานรัฐอื่น และยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบสอบเข้ารับราชการให้โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้มากขึ้น
เพิ่มงบเยียวยาชายแดนไทย–กัมพูชาอีก 241 ล้าน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมเพิ่มกรอบวงเงินเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาอีก 240.75 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และสอดคล้องกับสิทธิที่พึงได้รับ
กรอบวงเงินเพิ่มเติมดังกล่าวจะใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยแบ่งให้กระทรวงมหาดไทย 65 ล้านบาท กระทรวงกลาโหม 166.25 ล้านบาท และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.5 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การจัดสรรครั้งนี้เป็นการต่อเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ซึ่งได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และกรอบวงเงินเยียวยาเดิมจำนวน 577.3 ล้านบาท สำหรับผู้ได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 3 สิงหาคม – 25 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดว่า หากมีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมและวงเงินเดิมไม่เพียงพอ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขอรับการจัดสรรเพิ่มเติมตามขั้นตอน
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติในฐานะหน่วยงานกลางได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบ ข้อมูลการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และวงเงินที่ขอรับการจัดสรรให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนและให้ความช่วยเหลือตรงถึงผู้มีสิทธิ
สำหรับการพิจารณาสิทธิกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ จะยึดตามหลักเกณฑ์การให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ฉบับปรับปรุง หากภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงผลการวินิจฉัย เช่น ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสต่อมาเสียชีวิต หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องปรับปรุงข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้ได้รับสิทธิการเยียวยาที่ถูกต้อง
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเห็นว่าอัตราค่าใช้จ่ายในการเยียวยาเพิ่มเติมที่เสนอมีความเหมาะสม ขณะที่สำนักงบประมาณเห็นสมควรให้จัดสรรวงเงินเพิ่มเติม 240.75 ล้านบาท พร้อมกำชับให้การใช้จ่ายเป็นไปตามหลักเกณฑ์และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่ขัดข้อง และเสนอให้เร่งรัดการจัดสรรและเบิกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มกรอบวงเงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และไม่ตกหล่น พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบข้อมูลและเบิกจ่ายให้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว” นางสาวลลิดา กล่าว
เปิดเสรีการเงินอาเซียน ฉบับที่ 9 หนุนธุรกิจการเงินไทยขยายตลาด
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 9 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน หรือ ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS พร้อมตารางข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 9 เพื่อเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพันต่อประเทศไทยต่อไป
สาระสำคัญของพิธีสารดังกล่าว มุ่งขยายความร่วมมือด้านการค้าบริการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยลดหรือยกเลิกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการภายใต้กรอบอาเซียน และสนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการธนาคารและบริการทางการเงิน
สำหรับประเทศไทย ตารางข้อผูกพันฉบับนี้มีการปรับปรุงในสาขาการธนาคาร โดยเฉพาะบริการชำระเงินและการส่งเงิน สำหรับธุรกิจตัวแทนโอนเงินระหว่างประเทศ หรือ Cross-border Money Transfer Services โดยกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติได้สูงสุดร้อยละ 49 ขณะที่กฎหมายไทยในปัจจุบันอนุญาตให้ถือหุ้นต่างชาติได้สูงสุดถึงร้อยละ 75 จึงไม่ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดเสรีเพิ่มเติมจากที่กฎหมายภายในอนุญาตอยู่ และไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือ การเข้าร่วมพิธีสารครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ไทยต้องลดระดับการกำกับดูแลภาคการเงิน แต่เป็นการใช้กรอบอาเซียนเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจบริการทางการเงิน สามารถขยายการค้าและการลงทุนไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นได้สะดวกขึ้น ภายใต้กติกาที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานร่วมกัน
พิธีสารดังกล่าวมีการลงนามโดยประเทศไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2565 และเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามครบถ้วน โดยประเทศสมาชิกจะต้องดำเนินกระบวนการภายในของแต่ละประเทศเพื่อให้สัตยาบันหรือยอมรับพิธีสาร ก่อนให้สิทธิและพันธกรณีมีผลผูกพัน
สำหรับประเทศไทย เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการจัดทำสัตยาบันสารและส่งมอบแก่สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อแสดงเจตนาให้ประเทศไทยมีผลผูกพันตามพิธีสารต่อไป
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความตกลงดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางของ OECD ในการลดข้อจำกัดต่อการให้บริการทางการเงินระหว่างประเทศและส่งเสริมการเข้าถึงตลาดของผู้ให้บริการจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนความคืบหน้าของประเทศไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD
“การดำเนินการครั้งนี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจการเงินของไทยเข้าถึงตลาดอาเซียนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงรักษาระดับการกำกับดูแลและเงื่อนไขตามกฎหมายภายในของไทยไว้ ไม่ได้เป็นการเปิดเสรีเกินกว่าที่ประเทศไทยอนุญาตอยู่ในปัจจุบัน” นางสาวลลิดา กล่าว
โยก “ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดอุตฯนั่งที่ปรึกษานายกฯ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ แทนตำแหน่งที่ว่าง (กระทรวงกลาโหม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอแต่งตั้ง นางอารดา เฟื่องทอง เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการลงทุน การพาณิชย์ หรือการค้าระหว่างประเทศ) ในคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
2. เรื่อง การแต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 4 (5) (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้ง นายสมเกียรติ แสงระวี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 แทน นางธิดา ศรีไพพรรณ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่น ในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กระทรวงมหาดไทย)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 3 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากขอลาออก จำนวน 2 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1 คน ดังนี้
1. นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง แทน นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์
2. นางณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์ แทน นายเจษฎ์ โทณะวณิก
3. นางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไปและผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งแทนตามข้อ 1 และ 2อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพาณิชย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ และเพื่อเป็นการสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการ จำนวน 9 ราย ดังนี้
1. นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
3. นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4. นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวง
5. นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสำนักงานปลัดกระทรวง
6. นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
7. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
8. นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการค้าภายใน
9. นางสาวจิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการและเพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง
1. นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
2. นางสาวจีระภา บุญรัตน์ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
8. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง ดร.รัชดา ธนาดิเรก เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศ
9. เรื่อง การแต่งตั้งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแต่งตั้ง นางโปรดปราน สมานมิตร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2572 ตามมติคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 8 กันยายน 2569 เพิ่มเติม



