ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ UN ทรัมป์ประกาศท่าที ‘การทูตเรือปืน’ ส่วนมาร์ก คาร์นีย์ ประกาศตั้งกลุ่ม ‘หุ้นส่วนเพื่อพหุภาคี’

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่มาภาพ : Canadian Cattlemen

นายกรัฐมนตรีแคนาดาไม่ค่อยเป็นข่าวในสื่อมวลชนทั่วโลก แต่เมื่อเดือนมกราคม 2026 มาร์ก คาร์นีย์ กลายเป็นข่าวไปทั่วโลก จากคำปราศรัยต่อที่ประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สาระของคำปราศรัยเป็นเรื่องเข้าใจง่ายแต่มีพลังมาก โดยกล่าวว่า สิ่งที่เรียกว่า “ระเบียบโลกบนพื้นฐานหลักเกณฑ์” ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกานั้น คือนิยายสนุกสนานที่ไม่เป็นความจริงอีกแล้ว

ระเบียบดังกล่าวควรจะปกป้องสิทธิ์และผลประโยชน์ของทุกประเทศ ทั้งเล็กและใหญ่ สร้างหลักประกันสันติภาพ และส่งเสริมบูรณาการโลกที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น มาร์ก คาร์นีย์ กล่าวต่อไปว่า ความเป็นจริงก็คือ ประเทศมหาอำนาจของโลกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทำลายผลประโยชน์ และค่านิยมของชาติที่มีอำนาจน้อยกว่า เพื่อความได้เปรียบของตัวเอง

คนที่ยังเชื่อในเรื่อง “ระเบียบโลกบนพื้นฐานหลักเกณฑ์” คือการมีชีวิตอยู่ในสิ่งที่เป็นการโกหกหลอกลวง

UN กลายเป็นเวทีประกาศการทำลายล้าง

เมื่อวันอังคาร 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ผู้นำประเทศต่างๆ ของโลก แสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกัน เพื่อยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กลับกล่าวปราศรัยว่า ตัวเองสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน หรือไม่ก็ทำลายประเทศนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน ทรัมป์เคยขู่อิหร่านผ่านโซเชียลมีเดียมาแล้วว่า “อารยธรรมทั้งหมดจะตายลงคืนนี้” ทรัมป์ไม่ได้ทำตามที่ขู่ ส่วนนักกฎหมายกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวคืออาชญากรรมสงคราม แม้ทรัมป์จะเป็นคนที่ชอบพูดจาแบบก้าวร้าว แต่เป็นเรื่องน่าตกใจที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประกาศคุกคามประเทศหนึ่ง โดยใช้เวทีการประชุมสหประชาชาติ องค์กรโลกที่ตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อมาหาทางแก้ไขความขัดแย้งแบบสันติวิธี

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ที่มาภาพ : euronews.com

ทรัมป์ประกาศ ผู้ชนะคือคนที่ได้ทั้งหมด

บทวิเคราะห์ของ New York Times ชื่อ At the UN, Trump Lays Out a Winner-Takes-All Vision of US Power กล่าวว่า แท่นการปราศรัยของสหประชาชาติ กลายเป็นสิ่งผิดปกติไป เมื่อผู้นำมหาอำนาจโลก ประกาศคุกคามที่จะทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และยังกล่าวอีกว่า ในความขัดแย้ง “คนชนะคือคนเป็นเจ้าของทรัพย์สินของคนแพ้” (to the victor belong the spoils)

ทรัมป์แสดงตัวมาตลอดว่า ไม่ต้องการใช้งานสหประชาชาติในการแก้ปัญหาของโลก เพราะมองว่าสถาบันที่ตั้งมาหลังสงครามล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพ แต่คำปราศรัยที่สหประชาชาติครั้งนี้ มีความหมายเป็นการปฏิเสธต่อแนวคิดที่เป็นวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสหประชาชาติขึ้นมา คือ “การรักษาคนรุ่นหลังต่อมาจากความเสียหายของสงคราม” และ “การเปลี่ยนดาบให้กลายเป็นคันไถ”

สหรัฐฯ เป็นฝ่ายที่เขียนกฎบัตรสหประชาชาติขึ้นมาเป็นส่วนใหญ่ โดยห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกคุกคาม หรือใช้กำลังต่อบูรณภาพเหนือดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง ยกเว้นในกรณีการป้องกันตัวเอง หรือได้รับอนุมัติจากสหประชาชาติ

การกลับมาของ ‘การทูตเรือปืน’

การคุกคามไม่ใช่เรื่องสงครามอย่างเดียว ทรัมป์ยังประกาศว่า ในไม่ช้านี้ รัฐบาลคิวบาจะพังลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คำว่า “ผู้ชนะได้สินทรัพย์สงครามทั้งหมด” เป็นคำพูดที่มาจากยุค “การทูตแบบเรือปืน”  (gunboat diplomacy) ในสมัยโบราณ ที่ชาติแข็งแรงกว่าใช้กำลังทหารคุกคามชาติเล็กกว่า คำพูดนี้ไม่ได้สร้างความกังวลหรือปัญหาอะไรแก่ทรัมป์เลย

ทรัมป์กล่าวชัดเจนว่า ยินดีที่จะใช้อำนาจทางทหารของสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ทรัพยากรสำคัญ เช่น น้ำมันของเวเนซุเอลา และรวมถึงการแสวงหากำไรจากทรัพยากรที่ยึดครองมาด้วย

คำปราศรัยของทรัมป์สะท้อนสิ่งที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 คือ สหรัฐฯ จะใช้ทั้งอำนาจทางทหารและอำนาจเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และนำมาสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าที่จะอาศัยช่องทางการทูตมาบรรลุข้อตกลง หรือการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ

แคนาดาเสนอความร่วมมือแบบใหม่

ในช่วงการประชุมสหประชาชาติครั้งนี้ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้เสนอแนวคิดใหม่เรื่องความร่วมมือนานาชาติเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน อันเนื่องมาจากความแตกร้าวของระเบียบโลกที่เกิดจากสหรัฐฯ และจีน

มาร์ก คาร์รีย์ กล่าวว่า ช่วงเวลานี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หรือสองครั้งในรอบระยะเวลา 100 ปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นในข้างหน้า ไม่ใช่ระบบพหุภาคีแบบที่เราเคยต้องการ ที่คิดแค่จะปกป้องสภาพแบบเดิมเท่านั้น หรือสภาพการเมืองบนพื้นฐานการใช้อำนาจ ที่มุ่งล้มล้างระบบเดิมที่เป็นอยู่ ทางเลือกที่แคนาดาและหลายประเทศพยายามดำเนินการอยู่คือ การยอมรับสภาพความเป็นจริง ที่มีพื้นฐานของหลักการค่านิยม (value-based realism) เป็นแนวทางใหม่มีลักษณะการยึดหลักการ และการพิจารณาทางภาคปฏิบัติ

ในคำปราศรัยที่ World Economic Forum ที่ได้รับการชื่นชมอย่างมาก มาร์ก คาร์นีย์ เสนอให้ประเทศอำนาจระดับกลางรวมตัวกัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเองจากการเสื่อมถอยของระเบียบโลกบนพื้นฐานหลักเกณฑ์ แต่ในเวลานั้น เขายังไม่ได้เสนอรายละเอียดว่า แนวคิดนี้จะมีรูปร่างอย่างไร

แต่ในช่วงการประชุมสหประชาชาติ แคนาดา สหภาพยุโรป และผู้นำจาก 5 ประเทศ คืออินเดีย บราซิล ออสเตรเลีย เคนยา และบาร์บาดอส ได้เปิดตัวการริเริ่มที่เรียกว่า “หุ้นส่วนเพื่อพหุภาตี” (Partners for Multilateralism) หรือ P4M นายกฯ แคนาดากล่าวว่า สิ่งนี้ไม่ใช่การรวมกลุ่มหรือการสร้างองค์กรใหม่ แต่เป็นเวทีใหม่ (new forum) ของกลุ่มพันธมิตรที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์เป็นจริง ความสามารถที่จะดำเนินงาน และการลงมือทำ ที่อยู่ภายนอกกรอบรัฐบาล

กลุ่ม P4M มีเป้าหมายสนับสนุนการปฏิบัติงาน กับการปฏิรูปสหประชาชาติและองค์กรพหุภาคีอื่นๆ เพื่อเพิ่มลักษณะการเป็นตัวแทน ความชอบธรรม ประสิทธิภาพ และความเชื่อมั่นไว้วางใจ ระเบียบโลกบนพื้นฐานหลักเกณฑ์พังลง เพราะมหาอำนาจใช้ภาษี ระบบการเงิน และห่วงโซ่อุปทาน มาเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดัน ตัวอย่างความสำเร็จของหุ้นส่วนพหุภาคีคือ ข้อตกลงมอนทรีออลปี 1987 เรื่องการปกป้องชั้นบรรยากาศก๊าซโอโซน

ผู้นำประเทศที่ริเริ่มกลุ่ม P4M กล่าวว่า การทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศดีขึ้น ไม่ใช่การกระทำที่มาจากอุดมคติ แต่มาจากความจำเป็นในทางปฏิบัติ ที่โลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ ภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขโลก และปัญหาการเงินโลกที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามเรื่องทรัมป์กล่าวปราศรัยคุกคามที่จะทำลายอิหร่าน มาร์ก คาร์นีย์ ตอบเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “สงครามกำลังดำเนินอยู่ และเขากำลังพูดในภาษาสงคราม”

เอกสารประกอบ

At the UN, Trump Lays Out a Winner-Takes-All Vision of US Power, SEP 22, 22026, nytimes.com

At UN, Carney Lays Out a Broad Plan for a Divided World, SEP 22, 22026, nytimes.com