
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯทุ่ม 1.06 แสนล้าน ทำรถไฟทางคู่ เฟส 2 เชื่อม ‘ปาดังเบซาร์’
- รับฟังปัญหา ปชช.ผ่าน ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 จัดที่อุดรฯ
- จัดงบกว่า 1.5 หมื่นล้าน/ปี หนุน 30 ล้านครัวเรือน ทำประกันภัยพิบัติ
- ‘พิพัฒน์’ ชูถนน ‘M82’ ตอบโจทย์ชาวใต้ 14 จังหวัด
- ‘เอกนิติ’ เล็งจัด ‘Soft Loan’ เสริมสภาพคล่องธุรกิจ – ขจัดอุปสรรคค้าชายแดน
- สีหศักดิ์’ จับมือมาเลเซีย สร้างสันติสุขภาคใต้
- ‘จุลพันธ์’ เผย ครม.อนุมัติ 250 ล้าน พัฒนา รพ.หาดใหญ่
- มติ ครม.หนุน 30 ล้านครัวเรือน ทำประกันฯบ้านพัง 1 แสน-เสียชีวิต 2 ล้าน
- เร่ง 44 โครงการ1,269 ล้าน ลง 5 จว.ชายแดนใต้
- ไฟเขียว 5 ยุทธศาสตร์ระบบรางปี’71-75 กว่า 8.6 พันล้าน
- ย้ายที่จัดงาน “พืชสวนโลก” จาก อ.คงไป อ.ปากช่อง
- เว้นค่าธรรมเนียมโรงงานชายแดนใต้ต่ออีก 5 ปี
- เพิ่มใบอนุญาตใช้ประโยชน์ที่ป่าจาก 10 เป็น 16 ประเภท
- ตั้ง ‘พล อ.ชัยพฤกษ์’ เลขา สมช. ‘กรณินทร์ กาญจโนมัย’ ผอ.สำนักงบฯ
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังการประชุมนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ , ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม.
ชู ‘Quick Win’ หนุนเศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ จว.ชายแดนใต้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ครั้งแรก (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา โดย ครม. ได้ลงในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้เห็นทั้งศักยภาพของพื้นที่ และปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข วันนี้จึงกำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
(1) เศรษฐกิจ โดย นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำและผู้สนับสนุน
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ อาทิ ให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจ (Soft Loan) และค่าธรรมเนียมบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา เพื่อทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค
(2) สังคมและคุณภาพชีวิต โดย นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ
ในที่ประชุม ครม. วันนี้ จึงสั่งการให้เร่งดำเนินการด้านการออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 โดยมีกรอบวงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท อีกทั้งรัฐบาลจะเร่งหารือกับประเทศมาเลเซียเพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ
(3) ความมั่นคง โดย นายอนุทิน อธิบายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา โดยมีหัวใจสำคัญคือ รัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกจากประชาชน เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง AI มาใช้ในการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน
“เป้าหมายคือการสร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง” นายอนุทิน กล่าว
(4) การป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ และของเทศบาลเมืองควนลัง จังหวัดสงขลา
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. วันนี้ ได้เห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และจากการรอรับเงินเยียวยาสู่ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยที่รวดเร็วกว่าเดิม ครอบคลุมภัยพิบัติ 3 ด้าน ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว เพื่อให้ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ทั้งนี้เป็นนโยบายที่ให้การครอบคลุมทั่วประเทศ
“นี่คือการเปลี่ยนจากการรอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การเตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” นายอนุทิน กล่าว
ทุ่ม 1.06 แสนล้าน ทำรถไฟทางคู่ เฟส 2 เชื่อม ‘ปาดังเบซาร์’
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว โดยที่ประชุม ครม. วันนี้ ได้อนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่ง ในรูปแบบของรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท (มีเส้นทางสายใต้ 3 ช่วง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และ ชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์)
.
นายอนุทิน เสริมว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ ตนขอให้สภาพัฒน์ฯ ได้พิจารณาเร่งทำการศึกษาเรื่องการเชื่อมต่อ จากชุมทางหาดใหญ่ ไปยังอำเภอสุไหงโก-ลก เพื่อทำให้ระบบการขนส่ง คมนาคมและระบบราง เป็นไปด้วยความสมบูรณ์ เชื่อม Missing Link ตามเจตนารมณ์ที่รัฐบาลได้มีนโยบายไว้
นายอนุทิน ย้ำว่า “โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การเดินทางและการขนส่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภาคใต้ กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย”
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลก็ยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา เพื่อเป็นสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่จากจังหวัดกระบี่ ไปเกาะลันตาน้อยและลันตาใหญ่
“จากนี้ไป ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สามารถเดินทางโดยรถยนต์ กระทั่งขับขี่จักรยานไปเที่ยว จากกระบี่ ไปเกาะลันตาน้อยได้ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเดินทาง ที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยเรือเพียงอย่างเดียว” นายอนุทิน กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ทำให้เกิดการเชื่อมต่อจังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง จากเดิมใช้เวลาเดินทางกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง เหลือ 20 นาที เป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิต ต้นทุนในการขนส่งสินค้า ต้นทุนในการจับจ่ายใช้สอย และ ต้นทุนในการเดินทางลดลง
“เป็นการยกระดับเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าของเศรษฐกิจในพื้นที่ และทำให้การท่องเที่ยวขยายตัวขึ้น” นายอนุทิน กล่าว
รับฟังปัญหา ปชช.ผ่าน ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 จัดที่อุดรฯ
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การประชุม ครม. สัญจร เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง และรัฐบาลจะรับฟังแล้วลงมือทำ
“สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือ การสนับสนุนศักยภาพพื้นที่ และเร่งแก้ไขข้อจำกัด ที่ทำให้ไม่สามารถใช้ศักยภาพในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะทำงานโดยยึดพี่น้องประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเป็นเป้าหมายให้เศรษฐกิจดีขึ้น ความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น โอกาสเพิ่มขึ้น และคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน ยังกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่มาร่วมสะท้อนปัญหาในพื้นที่ และกล่าวต่อว่า ครม. พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และทำให้ประชาชนเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้ ข้าราชการที่จะมีการสับเปลี่ยนหน้าที่ในปีงบประมาณ 2570 และผู้ที่ได้รับการกำหนดให้มาดำรงตำแหน่งใหม่ เพื่อมารับช่วงต่อในการทำงาน ไม่ให้เกิดช่องว่างเพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่
“การประชุม ครม. นอกสถานที่ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ผมคิดว่า ต้องมีรูปแบบของการประชุม ครม. นอกสถานที่ตามพื้นที่ต่าง ๆทั่วประเทศ…ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งต่อไป คงจะขึ้นไปภาคอีสาน เริ่มจาก ศูนย์กลางธุรกิจและศูนย์กลางเศรษฐกิจในภาคอีสานคือ จังหวัด ‘อุดรธานี’ และจะพยายามครอบคลุมทุกพื้นที่ให้มากที่สุด”
จัดงบกว่า 1.5 หมื่นล้าน/ปี หนุน 30 ล้านครัวเรือน ทำประกันภัยพิบัติ
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ยังได้เห็นชอบโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า แบ่งออกเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัย และคุ้มครองชีวิต รายละเอียด ดังนี้
1. คุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
2. ภัยที่ให้ความคุ้มครอง 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
3. ความคุ้มครอง แบ่งออกเป็น (1) ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย วงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครัวเรือนต่อครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี (2) กรณีเสียชีวิต จ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และความช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน
ทั้งนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองอยู่ที่ 75,000 ล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมา รัฐใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและเยียวยาประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในการเยียวยา ค่าพยาบาล ถุงยังชีพ และการจัดตั้งศูนย์พักพิงเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ถือว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่า

‘พิพัฒน์’ ชูถนน ‘M82’ ตอบโจทย์ชาวใต้ 14 จังหวัด
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงรถทางคู่จากหาดใหญ่ไปสุไหงโกลกว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยจะออกแบบเสร็จในเดือนมกราคม 2570 หลังจากนั้นจะจัดทำ EIA
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ตอบโจทย์ประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ คือ การเปิดถนนสาย M82 ให้บริการเป็นที่เรียบร้อย จากบางขุนเทียนไปถึงบ้านแพ้ว เป็นการเชื่อมโยงพื้นที่และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่สัญจรลงมาทางภาคใต้ หรือการขนส่งต่างๆ
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า อีกโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคือ สาย M8 ซึ่งเป็นถนนคู่ขนานกับถนนสายเพชรเกษม หรือสายใต้เดิม โดยสาย M8 จะเป็นสายจากนครปฐมไปที่เขาย้อย เข้าสู่แก่งกระจานและปราณบุรี
‘เอกนิติ’ เล็งจัด ‘Soft Loan’ เพิ่มสภาพคล่องธุรกิจ–ขจัดอุปสรรคค้าชายแดน
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวาน (31 สิงหาคม 2569) มีการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจ มีผู้แทนทั้งหน่วยงานส่วนกลางพื้นที่ เอกชน และภาคประชาสังคม ได้ระดมความคิดเห็น ทำให้รัฐบาลเห็นปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส
“เราต้องการที่จะแก้ไขปัญหา สู่การปฏิบัติจริงในการเพิ่มรายได้ กระจายโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนใน 5 จังหวัด ให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่…วันนี้ได้สรุปออกมาเป็นข้อเสนอที่สามารถขับเคลื่อนได้ทันที หรือเรียกว่า Quick Win และจะเสนอเข้า ครม. ต่อไป” ดร.เอกนิติ กล่าว
ตัวอย่างเช่น ความต้องการสินเชื่อสภาพคล่องและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการสนับสนุนเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุนในระยะยาว สำหรับผู้ประกอบการ ธนาคารออมสินก็จะปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการในระยะยาวเลย 5 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อปี ตลอดระยะเวลาโครงการ นอกจากนี้ยังมีความต้องการในพื้นที่เรื่องการขุดลอกร่องน้ำของทะเลสาบสงขลาและปัตตานีให้ลึกขึ้น 9-10 เมตร เพื่อให้รองรับสินค้าขนาดใหญ่ และระบายน้ำในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลทำได้ทันที อาทิ
- ความต้องการในเรื่องของการค้าชายแดนที่ยังมีอุปสรรคต่างๆ โดยจะยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านแดนชายแดน และปรับรูปแบบของการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และทำให้เชื่อมโยงกับระบบศุลกากรรูปแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งกระทรวงมหาดไทยจะเร่งปรับผังเมือง ให้สอดคล้องกับการลงทุนและการพัฒนาในพื้นที่ ตลอดจนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะทำแพ็กเกจการท่องเที่ยว ส่งเสริมอาหารพื้นถิ่นต่างๆ
- การส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยรัฐบาลมีแผนจะต่ออายุเพิ่มไปอีก 3 ปี เพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงจับมือกับสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมการลงทุนสมัยใหม่
‘สีหศักดิ์’ จับมือมาเลเซีย สร้างสันติสุขภาคใต้
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า วันนี้นายกฯ ได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานการประชุมด้านความมั่นคง และมีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ทำให้รัฐบาลเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ให้เข้มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของนายกฯ คือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นของภาคเอกชน
“รัฐบาลเน้นเรื่องการทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องของการข่าวและข่าวกรอง เป็นการทำงานระหว่างทุกหน่วยงาน เป็นทีมประเทศไทย และเป็นไปด้วยความแม่นยำและก็ทันท่วงที…งานมวลชน ที่เราต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ความเข้าใจ การเข้าถึงมวลชน การสร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่” นายสีหศักดิ์ กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ร่วมมือกับประเทศมาเลเซีย เรื่องความมั่นคงชายแดน การติดตามสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนกระบวนการพูดคุยที่นำไปสู่สันติสุขในภาคใต้
‘จุลพันธ์’ เผย ครม.อนุมัติ 250 ล้าน พัฒนา รพ.หาดใหญ่
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงโรงพยาบาลหาดใหญ่ว่า เป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ สามารถรองรับความต้องการของประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น ในที่ประชุม ครม. จึงเสนอโครงการในการเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลหาดใหญ่ กรอบวงเงินกว่า 9,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติวงเงินด้านการศึกษาและการออกแบบ 250 ล้านบาทแล้ว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า พื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับประเทศมาเลเซีย โดยมีทั้งแรงงานที่นำเข้า และแรงงานคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ อีกทั้งมีข้อเรียกร้องจากภาคเอกชน จากภาคประชาชน และภาครัฐ ดังนั้น กระทรวงแรงงานได้รับเรื่องในการไปเร่งดำเนินการพัฒนา MOU ระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนแรงงานมิติต่างๆ รวมถึงทบทวนระเบียบและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่
นายจุลพันธ์ กล่าวถึงการยกระดับทักษะแรงงานว่า กระทรวงแรงงานจะบูรณาการความช่วยเหลือ และพัฒนาหลักสูตรร่วมกับระหว่างวิทยาลัยชุมชน และมหาวิทยาลัยภายในพื้นที่ ผ่านทาง Journey Map
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้รับข้อเสนอเรื่องการลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ(สพฐ.) กับโรงเรียนตาดีกา จึงผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนงบประมาณ ตลอดจนเร่งขับเคลื่อนโครงการ Zero Dropout เพื่อดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบให้กลับเข้าสู่การศึกษา
นายจุลพันธ์ ทิ้งท้ายเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐว่า ภาครัฐได้เข้าถึงข้อมูลคนกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้ติดยาเสพติด เด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา ฯลฯ ดังนั้น ควรจะต้องมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน และมีกระบวนกลไกในการบูรณาการ ช่วยเหลือเพื่อการแก้ไขที่เป็นเอกภาพ
นายกฯสวมชุด “ผ้าลายราชวัตร” ชมนิทรรศการ จ.สงขลา
ดร. รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 โดยนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีสวมชุด “ผ้าลายราชวัตร” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดสงขลา พร้อมส่งเสริมการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็น Soft Power ของพื้นที่ และในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการของจังหวัดสงขลา ดังนี้
1. “Hat Yai Flood Resilient City: Hat Yai Model Plus” โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำเสนอแนวทางยกระดับหาดใหญ่สู่เมืองที่มีความพร้อมและสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประยุกต์ใช้ AI และข้อมูลแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้า แผนรับมือภัยพิบัติเฉพาะพื้นที่ ตลอดจน Smart Shelter Management Platform สำหรับบริหารจัดการศูนย์พักพิงและทรัพยากรอย่างเป็นระบบ
2. “สงขลาไมซ์ซิตี้ (Songkhla MICE City)” นำเสนอแผนความร่วมมือกับนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อผลักดันจังหวัดสงขลาสู่การเป็นเมืองแห่งเทศกาลและอีเวนต์ระดับโลก พร้อมต่อยอดอุตสาหกรรมไมซ์และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่พื้นที่
3. “สงขลาสู่มรดกโลก” นำเสนอศักยภาพด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และแหล่งมรดกสำคัญของจังหวัดสงขลา เพื่อผลักดันสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
4. “One Mind” นำเสนอศักยภาพด้านอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ของจังหวัดสงขลา พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์เด่น อาทิ ยางไม้และอาหารทะเลแปรรูป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่
5. “Songkhla Seamless Soul” นำเสนอสวัสดิการอัจฉริยะไร้รอยต่อ เพื่อสร้างความเท่าเทียมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม
6. “คลินิกการเงินและตลาดสีเขียว” นำเสนอการให้คำปรึกษาด้านการเงินแก่ประชาชนและเกษตรกร ควบคู่กับการส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเกษตรกรเข้าสู่ตลาดสีเขียว สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
7. นิทรรศการ “เสน่ห์ไทย เสน่ห์สงขลา” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเสนอเสน่ห์ อัตลักษณ์ และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา เพื่อส่งเสริมการรับรู้และต่อยอดการท่องเที่ยวของพื้นที่
จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพร่วมกับคณะรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา เพื่อเป็นที่ระลึก
นอกจากนี้ จังหวัดสงขลาได้มอบ “กระเป๋าเอกสารจากเชือกกล้วย” ผลิตโดยกลุ่มกอร์ตานี OTOP อำเภอหาดใหญ่ เป็นของที่ระลึกแก่คณะรัฐมนตรี สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืน
มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ , ดร. รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ, นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
หนุน 30 ล้านครัวเรือน ทำประกันฯบ้านพัง 1 แสน-เสียชีวิต 2 ล้านบาท
ดร. รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักการในการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และ ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่รอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงดำเนินการเยียวยา มาเป็น “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า“ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน
ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็ว และมีวงเงินช่วยเหลือมากกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า
- กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
- กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
- กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท
ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม
ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ถือเป็นการปรับแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐในเชิงรุก จากการ “รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา” สู่การ “เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ครม.สัญจรเร่ง 44 โครงการ 1,269 ล้าน ลง 5 จว.ชายแดนใต้
ดร. รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ
โดยที่ประชุม ครม. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาข้อเสนอโครงการสำหรับ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบฯ ตามขั้นตอนต่อไป ดังนี้
1. โครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน (พร้อมดำเนินการได้ทันที) รวมทั้งสิ้น 44 โครงการ งบประมาณ 1,269.02 ล้านบาท
2. ข้อเสนอเชิงนโยบายของพื้นที่ที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน รวมทั้งสิ้น 59 โครงการ งบประมาณ 62,336.44 ล้านบาท
นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบในหลักการข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อน (Quick win) และข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ด้านเศรษฐกิจ เช่น ปรับปรุงเงื่อนไข Soft Loan ลดขั้นตอนด่าน ตม. ศุลกากร พัฒนาระบบออนไลน์ และตั้ง One Stop Service การประกอบธุรกิจ
2. ด้านสังคม เช่น ออกแบบโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 และทำ MOU แรงงาน ไทย – มาเลเซีย
3. ด้านความมั่นคง เช่น ยกระดับ ชรบ. เป็นเครือข่ายความปลอดภัย และติดตั้ง CCTV ให้ครอบคลุม
4. ด้านภัยพิบัติ เช่น เพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ สร้างศูนย์พักพิง ผู้ประสบภัย จ.ปัตตานี และเร่งฟื้นฟูถนนเสียหาย
ดร. รัชดากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ 5 จังหวัดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว สำหรับโครงการที่เห็นควรขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินรวม 67 ล้านบาท ประกอบด้วย
1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ (เทศบาลนครหาดใหญ่) งบประมาณ 25.90 ล้านบาท
2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ (เทศบาลเมืองควนลัง) งบประมาณ 21.10 ล้านบาท
3. โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้ประสบภัย จังหวัดปัตตานี งบประมาณ 20 ล้านบาท
รวมทั้ง มอบหมายหน่วยงานพิจารณาขอรับการจัดสรรงบฯ โดยเร่งด่วน ประกอบด้วย
1. กระทรวงคมนาคม : ขุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกประมาณ 9 – 10 เมตร เพื่อให้สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และรองรับการระบายน้ำในพื้นที่ โดยให้สำนักงบฯ พิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสม
2. กระทรวงสาธารณสุข : เร่งรัดการออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 วงเงิน 250 ล้านบาท โดยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบฯ ทั้งนี้ หากไม่เพียงพอให้ ดำเนินการเสนอขอใช้งบกลางตามระเบียบขั้นตอนต่อไป 3. โครงการตามแผนความต้องการฟื้นฟูทางหลวงของกรมทางหลวง จำนวน 45 โครงการ กรอบวงเงิน 835.8 ล้านบาท เพื่อเร่งซ่อมแซมถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยพิบัติ ตั้งแต่ปี 2568 ทั้งนี้ ให้ กระทรวงคมนาคม รับไปพิจารณาความพร้อมและความเหมาะสมของโครงการ เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบฯ ตามขั้นตอนต่อไป
ไฟเขียว 5 ยุทธศาสตร์ระบบรางปี’71-75 กว่า 8.6 พันล้าน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 – 2575 ของสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สถาบันฯ) ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สถาบันฯ) เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการงานวิจัยพัฒนานวัตกรรมด้านการขนส่งและถ่ายทอดเทคโนโลยีในการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางของไทย ส่งเสริมให้โครงการลงทุนด้านการขนส่งทางราง ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากของประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาวิจัย ซึ่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2564 มาตรา 7 (1) ได้บัญญัติให้สถาบันฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571- 2575 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 5 ด้าน จำนวน 35 โครงการ วงเงินรวมจำนวน 8,677 ล้านบาท ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง โดยมุ่งเน้นการวิจัยนวัตกรรมขั้นสูง และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อนำไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการซ่อมบำรุง รวมถึงส่งเสริมให้พัฒนาชิ่นส่วนที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศและได้มาตรฐานสากล
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาบุคลากรในระบบราง โดยมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นระบบ วิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานของแรงงาน การสร้างฐานข้อมูลกลาง การบูรณาการหลักสูตร จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบบุคลากร รวมทั้งสร้างมาตรฐานวิชาชีพ และระบบรับรองสมรรถนะ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การวิจัยและพัฒนามาตรฐานการขนส่งทางรางและระบบการทดสอบโดยมุ่งเน้นจัดทำเกณฑ์และเทคนิคที่ครอบคลุมทุกองค์ประกอบของระบบราง และยกระดับศูนย์ทดสอบให้สามารถทดสอบและรับรองคุณภาพชิ้นส่วน รวมถึงเผยแพร่มาตรฐานการจัดทำฐานข้อมูลศูนย์ทดสอบ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การรับและถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นการจัดทำแผนที่นำทาง เพื่อระบุเป้าหมายและกำหนดหลักเกณฑ์การถ่ายทอดเทคโนโลยีในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลกลางเพื่อใช้จัดเก็บองค์ความรู้ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองของประเทศในระยะยาว
ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ โดยมุ่งเน้นการผลักดันนโยบายและมาตรการส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศอย่างครบวงจร และให้สิทธิประโยชน์การใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศ
ทุ่ม 1.06 แสนล้าน ทำ ‘รถไฟทางคู่’ เฟส 2 สายใต้ 3 โครงการ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวนรวม 6 โครงการ โดยแบ่งเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ทั้ง 3 โครงการที่ได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้าง ประกอบไปด้วย โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท ถัดมาคือ โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท และโครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท
ส่วนสาระสำคัญและเหตุผลที่มีการปรับเพิ่มวงเงินโครงการจากเดิมนั้น กระทรวงคมนาคมรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการสายใต้ใหม่ทั้ง 3 โครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการปรับปรุงราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนค่าวัสดุและค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงมีการปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และค่าชดเชยพืชผลต้นไม้ให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังขอปรับเพิ่มวงเงินค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากเดิมร้อยละ 2.25 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 2.75 ของค่าก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ การปรับปรุงรายละเอียดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 โดยโครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มีวงเงินเดิม 30,422.53 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 36,892.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท ขณะที่โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มีวงเงินเดิม 7,772.90 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 8,371.45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท ส่วนโครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา เดิมมีวงเงินรวม 66,270.51 ล้านบาท ซึ่งวงเงินใหม่ได้ปรับเพิ่มเป็น 77,556.97 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 11,186.46 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กรอบวงเงินสูงเกินไปจนกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้างในภาพรวม การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรก่อสร้างเฉพาะช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ วงเงิน 61,534.55 ล้านบาทไปก่อน และตัดสินใจชะลอการก่อสร้างช่วงชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 15,922.42 ล้านบาทออกไปในภายหลัง จนกว่าจะสามารถดำเนินการผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ซึ่งประกอบไปด้วย โครงการช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย โครงการช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ และโครงการช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจอย่างรัดกุมตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าข้อมูลประมาณการผู้โดยสารและสินค้าอาจยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป
ย้ายที่จัดงาน “พืชสวนโลก” จาก อ.คงไป อ.ปากช่อง
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 และวันที่ 4 มกราคม 2565 ในส่วนของสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 โดยปรับพื้นที่จัดงานจากป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตามข้อเสนอของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังดำเนินการสรุปผลการศึกษาความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่จัดงาน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการพิจารณาของ สศช. คำนึงถึงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน ทั้งด้านการเดินทาง สาธารณูปโภค ที่พัก สถานพยาบาล และการรองรับผู้เข้าชม รวมถึงความพร้อมของพื้นที่ในการจัดงาน โดยพื้นที่ปากช่องเป็นพื้นที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงไม่ต้องจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม และช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐในระยะยาว
โดย ครม. เห็นชอบให้เร่งจัดทำ ผังแม่บท (Master Plan) และแผนบริหารจัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่ภายหลังการจัดงาน (Legacy Plan) เพื่อให้การเตรียมพื้นที่เป็นไปอย่างเหมาะสม คุ้มค่า และสามารถใช้ประโยชน์ต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการจัดงาน
ด้านงบประมาณ กรอบการจัดงานยังคงเดิม 4,281 ล้านบาท ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 ขณะที่งบกลาง 88.33 ล้านบาท สำหรับจ้างออกแบบผังแม่บทและรายละเอียดการจัดสร้างพื้นที่จัดงาน และ 6 ล้านบาท สำหรับการทบทวนความพร้อมและจัดทำเอกสารเสนอพื้นที่ใหม่ เป็นงบประมาณสำหรับรองรับการดำเนินงานตามการปรับพื้นที่
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนพื้นที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามกรอบเวลาการรับรองการจัดงาน โดยประเทศไทยต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ แสดงความพร้อมของพื้นที่แห่งใหม่ต่อสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (International Association of Horticultural Producers: AIPH) ภายในวันที่ 4 กันยายน 2569 และดำเนินการขอความเห็นชอบจาก องค์การนิทรรศการนานาชาติ (Bureau International des Expositions: BIE) ในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ตามขั้นตอน ขณะที่งานมีกำหนดเปิดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2572 จึงต้องเร่งเตรียมพื้นที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานและกรอบเวลาที่กำหนด
นอกจากนี้ ครม. รับทราบการปรับชื่ออย่างเป็นทางการของงานตามข้อกำหนดของ BIE จากเดิม “Nakhon Ratchasima International Horticultural Expo 2029” หรือ “Korat Expo 2029” เป็น “International Horticultural Expo 2029 Korat Thailand” หรือ “Expo 2029 Korat Thailand” เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและเอกสารทางการในกระบวนการรับรองการจัดงานระหว่างประเทศ
สำหรับพื้นที่อำเภอคง สศช. เสนอให้จังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ได้ดำเนินการเตรียมไว้แล้ว โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่มีส่วนร่วมกำหนดแนวทาง เพื่อให้พื้นที่สามารถนำไปต่อยอดการพัฒนา สร้างความมั่นคงด้านอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
เว้นค่าธรรมเนียมโรงงานชายแดนใต้ต่ออีก 5 ปี
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดต้นทุนการประกอบกิจการ รักษาฐานการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และโรงงานจำพวกที่ 3 ทุกขนาดในพื้นที่ที่กำหนด โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ทั้งค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ค่าธรรมเนียมการอนุญาตให้ขยายโรงงาน ค่าธรรมเนียมใบแทนใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมการโอนใบอนุญาต รวมถึงค่าธรรมเนียมการแจ้งกรณีได้รับยกเว้นการขยายโรงงาน การลดหรือเพิ่มเครื่องจักรที่ไม่เข้าข่ายขยายโรงงาน การเพิ่มเนื้อที่อาคารหรือก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มขึ้น ตลอดจนค่าธรรมเนียมรายปีที่เกี่ยวข้อง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยกเว้นครั้งนี้เป็นการดำเนินมาตรการต่อเนื่องจากกฎกระทรวงฉบับเดิมที่สิ้นผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 จึงกำหนดให้ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เพื่อไม่ให้เกิดช่วงว่างของมาตรการ โดยนับเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ดังกล่าวเป็นครั้งที่ 4
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่และช่วยลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ โดยร่างกฎกระทรวงฉบับนี้มุ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถรักษากิจการไว้ในพื้นที่ ลดแรงจูงใจในการย้ายฐานการผลิต และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและการขยายกิจการเพิ่มเติม
จากข้อมูลการใช้มาตรการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโรงงานจำพวกที่ 3 จำนวน 666 โรงงาน และโรงงานจำพวกที่ 2 จำนวน 17 โรงงาน รวม 683 โรงงาน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมประเมินว่าการยกเว้นค่าธรรมเนียมจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 13.28 ล้านบาท แต่คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการรักษาฐานการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน
“มาตรการนี้ไม่ได้มองเพียงเรื่องค่าธรรมเนียม แต่ต้องการช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ มีต้นทุนลดลง และมีความมั่นใจที่จะรักษาหรือขยายการลงทุนในพื้นที่ ซึ่งหมายถึงการรักษางานและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ควบคู่กันไป” นางสาวลลิดา กล่าว
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ที่มีความเปราะบางเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยรัฐบาลต้องการให้ภาคการผลิตยังคงเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ และช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนยังคงลงทุนและประกอบธุรกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ก่อนมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมไว้ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
เพิ่มใบอนุญาตใช้ประโยชน์ที่ป่าจาก 10 เป็น 16 ประเภท
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาต และการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎกระทรวงที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2558 ให้สอดคล้องกับการใช้พื้นที่และกิจกรรมในปัจจุบัน พร้อมปรับขั้นตอนการขออนุญาตและการตรวจสภาพป่าให้สะดวกและชัดเจนขึ้น โดยเปิดให้ยื่นคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กฎกระทรวงเดิมกำหนดวัตถุประสงค์ในการขออนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่าไว้ 10 ประเภท ซึ่งไม่ครอบคลุมกิจกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงบางกิจกรรมที่เคยได้รับอนุญาตในอดีตและมีความจำเป็นต้องขอต่ออายุ ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ จึงเพิ่มวัตถุประสงค์เป็น 16 ประเภท โดยเพิ่ม 6 ประเภท ได้แก่ กิจการพลังงานทดแทน กิจการโทรคมนาคม กิจการสาธารณูปโภค การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการขยะ การจัดสวัสดิการกรมป่าไม้ และการเข้าทำประโยชน์อื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคง
สำหรับวัตถุประสงค์ทั้ง 16 ประเภท ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและทำเหมืองแร่ การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม การขุดหรือเก็บทราย ลูกรัง หรือดิน กิจการพลังงานทดแทน กิจการโทรคมนาคม การอยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม การปลูกสร้างสวนป่าหรือปลูกไม้ยืนต้น การจัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจเชิงอนุรักษ์ การเพาะเลี้ยงหรือขยายพันธุ์สัตว์ป่าและสวนสัตว์ การสร้างศาสนสถาน การศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการ ประโยชน์ในทางราชการ กิจการสาธารณูปโภค การจัดการขยะ การจัดสวัสดิการกรมป่าไม้ และการใช้ประโยชน์อื่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคง
อีกสาระสำคัญคือการอำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอ โดยผู้ขออนุญาตสามารถดำเนินการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ขณะเดียวกัน สำหรับคำขอของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่ได้รับการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 วันที่ 11 พฤษภาคม 2564 และวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 หน่วยตรวจสภาพป่าสามารถพิจารณาสภาพพื้นที่จากข้อมูลและเอกสารที่ยื่นมา หรือจะลงตรวจสถานที่จริงก็ได้ เพื่อช่วยลดขั้นตอนและเร่งรัดการพิจารณา โดยปัจจุบันมีคำขอในกลุ่มดังกล่าวรวม 187,521 คำขอ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงยังปรับระยะเวลาการอนุญาตบางกิจกรรมให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ประโยชน์จริง เช่น การอยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากเดิมไม่เกิน 10 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี การจัดพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจเชิงอนุรักษ์ จากไม่เกิน 10 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี การเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์สัตว์ป่า หรือสวนสัตว์ จากไม่เกิน 10 ปี เป็นไม่เกิน 30 ปี ขณะที่กิจการใหม่ เช่น พลังงานทดแทน โทรคมนาคม สาธารณูปโภค และการจัดการขยะ กำหนดอายุการอนุญาตไม่เกิน 30 ปี
ขณะเดียวกัน ได้ปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพื้นที่ที่จะอนุญาตให้ชัดเจนขึ้น โดยพื้นที่ที่จะนำมาพิจารณาต้องไม่เป็นพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดห้ามใช้ประโยชน์ไว้เป็นการเฉพาะ ไม่เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไม่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์หรือพื้นที่ป่าชุมชน และหากเป็นโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะพิจารณาอนุญาตได้เมื่อได้รับทราบผลการพิจารณารายงานดังกล่าวแล้ว
นอกจากนี้ ผู้ได้รับอนุญาตจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านการอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด เช่น ใช้พื้นที่เฉพาะตามที่ได้รับอนุญาตและตามวัตถุประสงค์ที่ขอ ต้องไม่กระทำการที่ทำให้สภาพป่าไม้หรือพื้นที่ป่านอกเขตที่ได้รับอนุญาตได้รับความเสียหาย และอธิบดีสามารถกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้ในใบอนุญาตได้
“การปรับกฎกระทรวงครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการเปิดพื้นที่ป่าให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่มีข้อจำกัด แต่เป็นการปรับระบบการอนุญาตให้รองรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง มีหลักเกณฑ์ชัดเจนขึ้น และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกันยังคงมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และเงื่อนไขด้านการอนุรักษ์ เพื่อให้การใช้ประโยชน์และการดูแลทรัพยากรป่าสามารถดำเนินไปควบคู่กันได้” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎกระทรวงยังยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบพิมพ์คำขอ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมการโอนใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมใบแทนใบอนุญาต เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและไม่คุ้มค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บ อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับอนุญาตยังต้องชำระค่าใช้จ่ายสำหรับการบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่าตามอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดและตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายแล้ว โดยผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วย คิดเป็นร้อยละ 84.78 และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เห็นชอบปฏิญญา ‘กำลังคนสุขภาพ’ กระจายแพทย์เฉพาะทางสู่ชนบท
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีว่าด้วยกำลังคนด้านสุขภาพ : ความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพเฉพาะทาง (Dili Declaration on Human Resources for Health: Equity in Specialized Care) เพื่อร่วมผลักดันการกระจายบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับพื้นที่ชนบทและห่างไกล พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระโรคที่ซับซ้อนขึ้น การขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงการกระจายตัวของบุคลากรที่ไม่เท่าเทียมระหว่างเมืองกับชนบท จึงจำเป็นต้องพัฒนากำลังคนและระบบบริการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการเฉพาะทางได้อย่างเสมอภาคมากขึ้น
สาระสำคัญของปฏิญญาฯ มุ่งให้ประเทศสมาชิกวางแผนกำลังคนทางการแพทย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชากร พร้อมสร้างแรงจูงใจทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรเฉพาะทางให้อยู่ในระบบสาธารณสุขภาครัฐและพื้นที่ห่างไกล รวมถึงพัฒนารูปแบบบริการ เช่น การทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ การกระจายและมอบหมายภารกิจ การจัดหน่วยแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่ และการหมุนเวียนบุคลากรลงพื้นที่
อีกแนวทางสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพมาใช้มากขึ้น ทั้งโทรเวชกรรม หรือ Telemedicine ระบบตรวจวินิจฉัยระยะไกล ระบบส่งต่อผู้ป่วยอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทและห่างไกลเข้าถึงบริการเฉพาะทางได้สะดวกขึ้น
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงกับบริการปฐมภูมิ และเพิ่มความเข้มแข็งในการดูแลโรคเฉพาะทางที่มีความสำคัญ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บ รวมถึงการดูแลแม่และเด็ก ตลอดจนบูรณาการการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care เข้ากับบริการทุกระดับ
“เป้าหมายสำคัญคือทำให้สถานที่อยู่อาศัยไม่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทาง ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลควรมีโอกาสได้รับบริการที่มีคุณภาพเช่นเดียวกับประชาชนในเมือง ทั้งการกระจายบุคลากร การหมุนเวียนแพทย์เฉพาะทาง และการใช้ Telemedicine หรือเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างด้านบริการสุขภาพ” นางสาวลลิดา กล่าว
ปฏิญญาดังกล่าวมีกำหนดเสนอเพื่อการรับรองในการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 79 (RC79) ซึ่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเตเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 7–10 กันยายน 2569 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้รับรองร่างปฏิญญาฯ ทั้งนี้ ปฏิญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพเฉพาะทางอย่างเท่าเทียม และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกรอบดังกล่าวจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากำลังคน ระบบบริการสุขภาพ และมาตรการรักษาบุคลากรเฉพาะทางให้อยู่ในระบบภาครัฐและพื้นที่ขาดแคลน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยต่อไป
ตั้ง ‘พล อ.ชัยพฤกษ์’ เลขา สมช. ‘กรณินทร์ กาญจโนมัย’ ผอ.สำนักงบฯ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ/อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารรัดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นางพจมาน ท่าจีน ข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่ง รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอแต่งตั้ง นายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง) ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กองทัพบก ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2569
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. นายวิสุทธิ์ ฉัตรานุฉัตร ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ กระทรวง) ตำแหน่งเลขที่ 8 สำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
2. นายสมชาย คนตรง ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ กระทรวง) ตำแหน่งเลขที่ 15 สำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
3. นายฐิตินันท์ สิงหา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ตำแหน่งเลขที่ 20สำนักงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 1 กันยายน 2569 เพิ่มเติม



