นายกฯเคาะ 1.6 แสนล้าน สร้างคลอง “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” แก้น้ำท่วมภาคกลาง-กระจายอำนาจให้ อปท.ทำกิจการขนส่ง

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯจัดงบกลาง 4 พันล้าน เยียวยาน้ำท่วม
  • เคาะ 1.6 แสนล้าน สร้างคลอง “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” แก้น้ำท่วมภาคกลาง
  • หารือว่าที่ปลัด กทม.เตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด
  • สั่ง ‘บิ๊กดุลย์’ ส่งทหารช่วยผู้ประสบอุทกภัยใน กทม.
  • มติ ครม.ไฟเขียวสร้างคลอง ‘ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย’ เริ่มปี’70
  • กระจายอำนาจ ให้ อปท.ประกอบกิจการขนส่ง
  • ตั้งงบผูกจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ททท.ในต่างประเทศ 110 ล้าน
  • ขยายเวลาแจกไร่ละ 1,000 บาท ชาวสวนลำไย 8 จว.ถึงสิ้นปีนี้
  • เพิ่ม 1.5 พันล้าน แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท 2 แสนครัวเรือน ถึงสิ้นปีนี้
  • จัดงบ 1,206 ล้าน เสริมสภาพคล่อง กยศ.จ่ายค่าเทอมนักศึกษา
  • กำหนดให้แผงโซลาร์เซลล์ ชนิดผลึกซิลิคอน ต้องผ่าน มอก.
  • ผ่านร่าง กม.โรงแรมฉบับใหม่ หนุน “Hostel-Homestay”

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

จัดงบกลาง 4 พันล้าน เยียวยาน้ำท่วม

นายอนุทิน ตอบคำถามเรื่องมาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วมว่า “(ที่ประชุม ครม.) เคาะแล้ว…วันนี้ใช้งบกลางที่เหลือมาตั้งสำรองสำหรับการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ประมาณ 4,000 ล้านบาท น่าจะเพียงพอในการเยียวยาและปฏิบัติการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศในครั้งนี้”

ผู้สื่อข่าวถามว่า เฉลี่ยครัวเรือน 9,000 บาทต่อครัวเรือน ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มันมีเกณฑ์ซึ่งทางพื้นที่หน่วยงานต้องนำเสนอขึ้นมาและมีคณะกรรมการ…ในการบริหารสถานการณ์อุทกภัยหรือภัยธรรมชาติ ยืนยันอีกครั้งว่า รองนายกรัฐมนตรีดูแลแต่ละภาค และวันนี้แต่งตั้งเพิ่มเติมให้ พล.ท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทนดูพื้นที่ กทม.”

“วันนี้มีตัวแทนของ ครม. คอยกำกับสั่งการ ประสานงาน และดำเนินการแก้ไขปัญหาในนามของนายกรัฐมนตรีในแต่ละภาค แต่ละพื้นที่ด้วยความชัดเจน สั่งการได้ทุกหน่วยงาน” นายอนุทิน กล่าว

เคาะ 1.6 แสนล้าน สร้างคลอง “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” แก้น้ำท่วมภาคกลาง

เมื่อถามถึงโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย นายอนุทิน ตอบว่า “ผ่านแล้ว งบประมาณกว่า 165,000 ล้าน ใช้เวลา 8 ปี ถ้าทำโครงการนี้เรียบร้อยจะทำให้การป้องกันน้ำท่วม ทั้งเขตภาคกลาง กทม. ปริมณฑล เกิดประสิทธิภาพขึ้นมาอีกเยอะ ที่สำคัญสามารถกักเก็บน้ำเป็นแก้มลิงโดยธรรมชาติ”

“วันนี้จะมีการเรียกประชุม นายทรงศักดิ์ ทองศรี (รองนายกฯ) กำกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในการปรับเกณฑ์ให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการสร้างแก้มลิงในการกักเก็บน้ำ ผันน้ำ และใช้น้ำได้ในช่วงหน้าแล้ง บางทีน้ำมาก็ทำความเสียหายบ้าง เราก็ต้องสร้างประโยชน์ในวันที่เราต้องการในช่วงแล้ง” นายอนุทิน กล่าว

ถามต่อว่า ใช้งบประมาณส่วนไหน กู้ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มันมีเงินกู้ด้วยอะไรด้วย ทางกระทรวงเกษตรฯ สภาพัฒน์ สำนักงบฯ กระทรวงการคลัง จะหารือกัน”

เมื่อถามว่า โครงการนี้ทำให้น้ำท่วมภาคกลาง หรือกรุงเทพฯ น้อยลงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เมื่อกี้ตอบไปแล้ว”

หารือว่าที่ปลัด กทม.เตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด

ผู้สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่มีกู้ภัยขู่และอ้างว่าตำรวจไม่ให้เข้าพื้นที่ไปแจกอาหาร ต้องรอให้นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ก่อน โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ไม่มีนโยบายนี้ แอบอ้างมั่วซั่ว ทุกอย่างมีระบบของมันอยู่แล้ว”

“เรื่องการดูแลประชาชน รัฐบาลก็ขอบคุณเอกชน อาสาสมัคร กู้ภัยต่างๆ แต่การจัดข้าวสาร อาหารแห้ง ถุงยังชีพ รัฐบาลก็ระดมทั้งการสั่งซื้อ ตั้งโรงครัว การจัดรถประกอบอาหารเข้าไปในพื้นที่ เมื่อวานถ้าเข้าไปดูพื้นที่น้ำคลังก็มีการระดมอาหารของจำเป็นทั้งหลายในพื้นที่” นายอนุทิน เสริม

“วันนี้เรานึกถึงเรื่องฟื้นฟูแล้ว เมื่อกี้ประชุมเชิญว่าที่ปลัด กทม. (ไทวุฒิ ขันแก้ว) ที่จะรับตำแหน่งพรุ่งนี้ และอธิบดีกรมชลประทานมานั่งวางแผนกันว่าจะประสานกัน เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่เกิดเหตุอย่างไร วันนี้ทุกอย่างน่าจะเป็นใจให้การสูบน้ำผันน้ำออกจากพื้นที่เกิดเหตุได้ให้มากที่สุด” นายอนุทิน ตอบ

เมื่อถามว่าจะใช้เวลาแก้ปัญหาน้ำแค่ไหน นายอนุทิน ตอบว่า “เร็วที่สุด”

สั่ง ‘บิ๊กดุลย์’ ส่งทหารช่วยผู้ประสบอุทกภัยใน กทม.

ด้านนายเอกภพ รายงานว่า ที่ผ่านมา นายกฯ ได้มอบหมายให้รองนายกฯ และ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้ดูแลพื้นที่ตามเขตส่วนราชการ แต่ไม่ได้มอบหมายให้ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นเขตปกครองพิเศษและมีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง นายเอกภพ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา นายกฯ จึงมอบหมายให้ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำอุปกรณ์เครื่องมือและกำลังทหารมาช่วยเหลือประชาชน และได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดี สามารถช่วยเหลือ แก้ปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและต่อเนื่อง นายกฯ มอบหมายเพิ่มเติมให้ รมว.กลาโหม ดูแลพื้นที่ กทม.ต่อไป

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ, นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกฯ ,นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ไฟเขียวสร้างคลอง ‘ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย’ เริ่มปี’70

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวและน้ำแล้ง วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย โดยโครงการนี้จะเริ่มต้นในปี 2570 ใช้เวลา 8 ปี เสร็จสิ้นในปี 2577 ซึ่งข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์พบความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สามารถลดความเสียหายได้ประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 3.48 ล้านไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง นอกจากนี้ ยังมีระบบคลองส่งน้ำที่สามารถเก็บกักน้ำในหน้าแล้งได้ประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งยังมีคลองระบายน้ำที่สามารถเป็นช่องทางขนส่งสินค้าเกษตรได้อีกด้วย โดยต้องมีการเตรียมพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยในส่วนของปี 2570 มีการตั้งงบประมาณเริ่มต้นดำเนินการที่ชัยนาทแล้ว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ยังมีอีกหนึ่งโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่อง แต่ยังไม่แล้วเสร็จ คือ โครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร ซึ่งวันนี้มีการขยายระยะเวลาโครงการ โดยโครงการนี้จะเชื่อมโยง 2 ระบบเข้าด้วยกันเพื่อลดน้ำท่วมในภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งสัญญาเดิมจะต้องแล้วเสร็จในปี 2569 – 2570 แต่เนื่องจากมีความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่จึงต้องขอขยายเวลาไปปี 2572 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นควรดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วและไม่ควรขยายเวลาอีก ซึ่งกรมชลประทานระบุว่าจะเสร็จได้ในปี 2571 โดยมติคณะรัฐมนตรีจะไม่ให้ขยายระยะเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว

สำหรับงบกลางที่เหลืออยู่ในการเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลาง 4,731 ล้านบาท โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำรวจและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งท้องถิ่นและกรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุด

นายเอกภพ ยังกล่าวอีกว่า ในเรื่องของข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ร่วมประชุมกับรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่รับมอบหมาย และเมื่อมีการลงพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้ว่าราชการต้องอยู่ในพื้นที่เพื่อให้มีการสั่งการและดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งในการดำเนินการนั้นในหลายหน่วยงานที่ร่วมมือกันทำงาน หากมีข้อติดขัดในการสั่งการ หรือข้อติดขัดในการดำเนินการตามนโยบายหรือแนวทางของส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้หน่วยงานและรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีต่างๆ ทำเรื่องรายงานถึงนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี จะใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปิงมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่เมื่อมาผนวกกับแม่น้ำน่านที่จังหวัดนครสวรรค์ระดับน้ำจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และเมื่อมีน้ำมาจากแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ซึ่งมีปริมาณมากขึ้นจากน้ำฝน ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยในการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากเดิมที่มีการปล่อยน้ำที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่ประชุมมีมติเพิ่มการปล่อยน้ำขึ้นสูงสุดได้อยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยให้ปล่อยเป็นระดับขั้นบันไดและดูสถานการณ์โดยไม่ได้ปล่อยทีเดียว โดยปริมาณน้ำ 200 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งหากเพิ่มขึ้นทีเดียว น้ำที่อยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อนจะสูงขึ้น 30 เซนติเมตร ซึ่งการปล่อยน้ำจะต้องดูการเก็บเกี่ยวพืชผลของประชาชนด้วย

กระจายอำนาจ ให้ อปท.ประกอบกิจการขนส่งได้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้ เพิ่มบทบาทของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด และนายทะเบียนประจำจังหวัดในการพิจารณาเกี่ยวกับสถานที่จัดให้มีหรือจัดตั้งสถานีขนส่ง และการอนุมัติหรืออนุญาตเกี่ยวกับสถานีขนส่งในเขตจังหวัดอื่นนอกจาก กทม. ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนการขออนุมัติจากส่วนกลาง และทำให้การจัดระบบการขนส่งภายในเขตจังหวัด สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้ยกร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมกลไกการกำกับดูแลการขนส่งทางถนน ให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจของพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนห้องถิ่น พ.ศ. 2542 และแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. ให้เกิดความชัดเจนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันจะทำให้ประชาชนใน อปท. ได้รับการบริการสาธารณะด้านการขนส่งทางถนนอย่างทั่วถึง และคงความเป็นระบบของการกำกับดูแล มาตรฐานความปลอดภัย และความเชื่อมโยงของโครงข่ายการขนส่งทางบกระหว่างพื้นที่ และเพื่อให้การดำเนินการตามหลักการกระจายอำนาจมีความชัดเจนและเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน มีสาระสำคัญ ดังนี้

1. กำหนดให้ อปท. สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้ โดยบัญญัติไว้ให้ชัดเจนในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 64 (พ.ศ. 2567) ออกตามความในพระราชบัญญัติฯ และสอดคล้องกับแนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน (อปท. สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้)

2. กำหนดให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก ประจำจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดสถานที่จัดให้มี หรือ จัดตั้งสถานีขนส่ง เพิ่มเติมจากการกำหนดเส้นทางจำนวนผู้ประกอบการขนส่ง จำนวนรถสำหรับการขนส่ง และอัตราค่าโดยสาร อันเป็นการกระจายอำนาจการพิจารณาไปสู่ระดับพื้นที่ ลดขั้นตอนการขออนุมัติจากส่วนกลาง และทำให้การจัดระบบการขนส่งภายในเขตจังหวัดสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ความต้องการขนส่งของประชาชน และมาตรฐานการกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. (ปัจจุบันต้องเสนอคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางพิจารณาอนุมัติ)

3. เพิ่มบทบาทของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก ประจำจังหวัด และนายทะเบียนประจำจังหวัดในการอนุมัติ หรืออนุญาตจัดตั้ง และดำเนินการสถานีขนส่งในเขตจังหวัดอื่นนอกจาก กทม.

อนึ่ง ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการจัดให้มีสถานีขนส่งใน กทม. หรือจังหวัดอื่น ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ การเดินทาง และความต้องการของประชาชน เพื่อให้การดำเนินการมีความเหมาะสมกับข้อเท็จจริง และสภาพพื้นที่มากยิ่งขึ้น และกำหนดให้ อปท. สามารถเป็นผู้ดำเนินการสถานีขนส่งตามที่กรมการขนส่งทางบกมอบหมายได้

ไฟเขียวลงสมัครเลือกตั้ง เป็นสมาชิก ‘ICAO Council’

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีองค์การการบินพลเรือนระหวางประเทศ (ICAO Council) ในการประชุมสมัชชา ICAO สมัยวิสามัญครั้งที่ 43 ในเดือนพฤษจิกายน 2569 และเห็นชอบในหลักการให้ประเทศไทยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีองต์การการบืนพลเรือนระหว่างประเทศในวาระต่อๆไปอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นหน่วยงานหลักด้านเทคนิคและการดำเนินงาน รวมถึงการจัดทำข้อมูล ข้อเสนอเชิงนโยบาย สื่อสำหรับการรณรงค์ และการเตรียมบุคลากรและงบประมาณ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้กระทรวงคมนาคม โดย กพท. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสนับสนุนภารกิจของประเทศไทยในกรอบองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรณรงค์แสวงหาการสนับสนัน การปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนประเทศไทยในคณะมนตรี ICAO เมื่อได้รับเลือกตั้ง และการเป็นศูนย์กลางการบูรณาการประสานงานระหว่างหน่วยงานของไทยกับ ICAO รัฐสมาชิก และองค์การระหวางประเทศด้านการบิน โดยใหดำเนินการให้สอดคล้องกับห้วงเวลาการรณรงค์ และการเริ่มวาระการดำรงตำแหน่งในคณะมนตรี (ICAO)

พร้อมกันนี้ ครม.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานหลักด้านการทำรวมถึงการแจ้งความประสงค์สมัครรับเลือกตั้งต่อ ICAO ในนามรัฐบาลไทย และดำเนินการขอเสียงหรือแลกเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรืออาจดำเนินการขอแลกเสียงกับประเทศสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ โดยประสานการดำเนินงานกับกระทรวงคมนาคม (กพท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศมีกำหนดจัดการประชุมสมัขชา ICAO สมัยวิสามัญ ครั่งที่ 43  (The 43 Session (Extraordinary of ICAO Asembly) ระหว่างวันที่ 19 – 20 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเลือกตั้งรัฐมาชิกเพิ่มเติม 4 รัฐ เป็นสมาชิกคณะมนตรี ICAO ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งประกาศตัว เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรี ICAO รวมถึงรณรงค์แสวงหาการสนับสนุนและประสานขอรับการสนับสนุนจากรัฐสมาชิกผ่านช่องทางการทูตและเวทีพหุภาคีก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ได้เริ่มพิจารณาการให้เสียงแก่ประเทศที่ลงสมัครเลือกตั้งแล้ว และประเทศสมาชิกบางส่วนจะสรุปผลการให้เสียงแลกเสียงของประเทศตนภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ประเทศไทยมีเวลาในการแจ้งรัฐภาคีต่างๆ ให้ทราบถึงเจตนารมณ์ของประเทศไทยที่จะลงสมัครรับเสือทตั่งได้โดยเร็วที่สุด และให้รัฐสมาชิกได้พิจารณการให้เสียง/แลกเสียงให้กับประเทศไทย ประเทศไทยจึงควรมีหนังสือแจ้งรัฐสมาชิกต่างๆ เรื่องการลงสมัครอย่างเป็นทางการไม่เกินวันที่ 1 ตุลาคม 2569   สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นสมาชิกองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ได้แก่     1.ด้านบทบาทในการกำหนดกติการะหว่างประเทศ 2.ด้านการยกระดับการกำกับดูแลภายในประเทศ 3.ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบิน 4.ด้านการต่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศ และ 5.ด้านการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้

ตั้งงบผูกจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ททท.ในต่างประเทศ 110 ล้าน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2574 เพื่อเป็นค่าเช่าอาคารที่ทำการสำนักงานสาขาต่างประเทศ จำนวน 5 สำนักงาน ค่าเช่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพื่อใช้ประจำสำนักงาน จำนวน 3 สำนักงาน และค่าเช่าคลังเก็บวัสดุ จำนวน 2 สำนักงาน วงเงินรวมทั้งสิ้น 110,317,100 บาท หรือไม่เกินวงเงินตามสกุลเงินท้องถิ่นสำหรับกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2574 วงเงินรวมทั้งสิ้น 110,317,100 บาท (หรือไม่เกินวงเงินตามสกุลเงินท้องถิ่น) เพื่อใช้เป็นค่าเช่าประจำสำนักงานสาขาต่างประเทศ ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ นิวเดลี โฮจิมินห์ จาการ์ตา กรุงปราก และเฉิงตู รวมทั้งสิ้น 10 รายการ ประกอบด้วย ค่าเช่าอาคารที่ทำการสำนักงาน ททท. 5 แห่ง ได้แก่ 1) สำนักงานกัวลาลัมเปอร์ 2) สำนักงานนิวเดลี 3) สำนักงานโฮจิมินห์ 4) สำนักงานจาการ์ตา 5) สำนักงานกรุงปราก วงเงิน 99,274,000 บาท

ค่าเช่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล 3 คัน 1) สำนักงานเฉิงตู 2) สำนักงานกัวลาลัมเปอร์ 3) สำนักงานนิวเดลี วงเงิน 8,954,900 บาท และค่าเช่าคลังเก็บวัสดุ 2 แห่ง 1) สำนักงานโฮจิมินห์ 2) สำนักงานกรุงปราก วงเงิน 2,088,200 บาท เนื่องจากสัญญาเช่าเดิมจะสิ้นสุดลง ในวันที่ 30 กันยายน 2569

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า  ททท. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องลงนามในสัญญาเช่าฉบับใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามเงื่อนไขของเจ้าของพื้นที่และธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละประเทศเพื่อให้การดำเนินงานในต่างประเทศมีความต่อเนื่องและป้องกันความเสียหายต่อทางราชการ ทั้งนี้ ททท. ได้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ไว้แล้ว จำนวน 30,872,600 บาท ส่วนภาระผูกพันในปีงบประมาณที่เหลือจะจัดทำคำขอรับการจัดสรรตามขั้นตอนต่อไป

เห็นชอบ MOU ด้านการขนส่งไทย-เกาหลี

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจด้านการขนส่งระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการชนส่ง แห่งสาธารณรัฐเกาหลี  ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุง แก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวงคมนาคม (คค.)  โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ทีได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในร่างบันทึกความเข้าใจฯ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ (18 กุมภาพันธ์ 2563) เห็นชอบร่างบันทีกความร่วมมือ (MOC) ด้านการขนส่งทางถนน ระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่งแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ตามที่ คค. เสนอ โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดขอบเขตความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายในด้านการขนส่งทางถนนผ่านความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การพัฒนาแผนงานและโครงการด้านการขนส่งทางถนนที่มีความสนใจร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลและผู้เชี่ยวขาญ การศึกษาความเหมาะสม การให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทางวิชาการ และการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เป็นต้น ทั้งนี้ MOC ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม โดยสิ้นสุดการมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งต่อมาสาธารณรัฐเกาหลีเสนอให้จัดทำร่างบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อใช้แทนฉบับเดิม โดยขยายขอบเขตความร่วมมือด้านการขนส่งให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เช่น การขนส่งทางบก โลจิสติกส์ การขนส่งทางราง การบินและท่าอากาศยาน การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยั่งยืน และการขนส่งในอนาคต

“ร่างบันทึกความเข้าใจฯ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะอำนวยให้ทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค ตลอดจนริเริ่มโครงการความร่วมมือ ที่เป็นรูปธรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ขยายเวลาแจกไร่ละ 1,000 บาท ชาวสวนลำไย 8 จว.ถึงสิ้นปีนี้

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินโครงการและระยะเวลาสิ้นสุดการจ่ายเงิน โครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ จากเดิมสิ้นสุดการจ่ายเงินวันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็น 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์ แต่ยังไม่ได้รับเงินได้ครบถ้วน

โครงการดังกล่าวมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และตาก โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตัดแต่งทรงพุ่มและช่อผล ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน เพื่อฟื้นฟูสวนลำไย เพิ่มสัดส่วนผลผลิตคุณภาพ และยกระดับรายได้ของเกษตรกร

สำหรับการเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรต้องดำเนินการปรับปรุงสวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดและผ่านการตรวจสอบก่อนรับเงินช่วยเหลือ โดยมุ่งส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพ ลดความเสี่ยงจากผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรมีแนวทางดูแลสวนและผลิตลำไยที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ 81,524 ครัวเรือน พื้นที่รวมประมาณ 452,057 ไร่ โดยได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว 79,882 ครัวเรือน วงเงินรวม 425.46 ล้านบาท ขณะที่ยังมีเกษตรกรอีก 96 ครัวเรือน วงเงิน 315,975 บาท ที่การโอนเงินยังไม่สำเร็จ การขยายเวลาครั้งนี้จึงเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจ่ายเงินแก่เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวได้ครบถ้วน

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การสนับสนุนดังกล่าวไม่ได้ช่วยเพียงลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสวน แต่ยังส่งเสริมให้มีการ ตัดแต่งทรงพุ่มและช่อผลอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดการกระจุกตัวของผลผลิตในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากลำไยคุณภาพ

การขยายระยะเวลาครั้งนี้จึงช่วยให้เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือครบถ้วน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูสวนลำไยให้มีคุณภาพ ลดความเสี่ยงด้านผลผลิตและราคา และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่องถึง 31 ธันวาคม 2569

เพิ่ม 1.5 พันล้าน แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท 2 แสนครัวเรือน ถึงสิ้นปี

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงิน โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 จำนวน 1,544.98 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายให้เกษตรกรที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม 233,729 ครัวเรือน โดยใช้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่าย เพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินต่อเนื่องและถึงมือเกษตรกรตามเป้าหมาย

มาตรการดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอัตรา ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือสูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน โดย ธ.ก.ส. จะเป็นผู้ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเกษตรกรที่ได้รับสิทธิโดยตรง ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมายเกษตรกรประมาณ 4.63 ล้านครัวเรือน และพื้นที่ที่ได้รับสิทธิประมาณ 36.77 ล้านไร่

สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินเพิ่มเติมจำนวน 233,729 ครัวเรือน มาจากการตรวจสอบข้อมูลหลังการโอนเงินให้เกษตรกรตามโครงการในรอบก่อน โดยพบเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือตามเงื่อนไขของโครงการเพิ่มเติมอีก 113,523 ครัวเรือน จากกรณีข้อมูลการขึ้นทะเบียนและพื้นที่เพาะปลูกมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง ขณะที่ยังมีกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายเดิมที่ยังไม่ได้รับเงินอีกส่วนหนึ่ง จึงจำเป็นต้องเพิ่มกรอบวงเงินเพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมผู้มีสิทธิทั้งหมด

ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนรายละเอียดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 และปรับกรอบวงเงินโครงการจากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เป็น 39,452.18 ล้านบาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินแก่เกษตรกรที่มีสิทธิเพิ่มขึ้น รวมทั้งเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็น 31 ธันวาคม 2569 เพื่อให้ ธ.ก.ส. สามารถดำเนินการจ่ายเงินได้ครบถ้วนตามโครงการ

สำหรับเกษตรกร สิ่งที่ต้องรู้คือ ผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์และมีสิทธิได้รับเงินตามโครงการ จะได้รับเงินในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน โดยการดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรที่มีสิทธิแต่ยังตกหล่นจากการจ่ายเงินในรอบที่ผ่านมาได้รับการช่วยเหลืออย่างครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของโครงการ

โยกงบบ้านเอื้ออาทร 314 ล้าน สร้างบ้านเช่าให้คนจน 4 จว.

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการจัดทำโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปี 2567 จำนวน 4 โครงการ รวม 596 หน่วย ในจังหวัดสกลนคร ภูเก็ต เลย และนราธิวาส วงเงินลงทุนรวม 439.225 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยไม่ต้องแบกรับภาระจากการซื้อบ้านเป็นของตนเอง

โครงการประกอบด้วย จังหวัดสกลนคร 146 หน่วย จังหวัดภูเก็ต 44 หน่วย จังหวัดเลย 75 หน่วย และจังหวัดนราธิวาส 331 หน่วย มุ่งรองรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้สูงอายุ ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ซึ่งมีรายได้ไม่สูงและต้องการที่อยู่อาศัยที่มีค่าใช้จ่ายสอดคล้องกับกำลังของตนเอง

จุดที่คนกำลังหาบ้านต้องจับตาคือค่าเช่า โดยกำหนดอัตราค่าเช่าประมาณ 2,000–3,200 บาทต่อเดือน เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกัน โครงการไม่ได้เน้นเพียงการเพิ่มจำนวนบ้านเช่า แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยด้วย

อาคารและพื้นที่ส่วนกลางจะออกแบบตามหลัก Universal Design ให้คนทุกวัยสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ พร้อมคำนึงถึงการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บ้านเช่าเป็นพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว

สำหรับพื้นที่ดำเนินโครงการ จะใช้พื้นที่ราชพัสดุและที่ดินของการเคหะแห่งชาติที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเข้าถึงบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานได้อย่างเหมาะสม โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2568 และแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2570

ส่วนเรื่องงบประมาณ รัฐบาลวางแนวทางใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการเคหะแห่งชาติจะนำ เงินคงเหลือจากการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร จำนวน 314.340 ล้านบาท มาใช้ดำเนินโครงการในระยะแรกก่อน ส่วนที่เหลือให้การเคหะแห่งชาติจัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป พร้อมควบคุมต้นทุนค่าก่อสร้างให้เป็นไปอย่างประหยัดและอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย และเพิ่มความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ขณะที่การออกแบบตามหลัก Universal Design จะช่วยให้ผู้สูงอายุและคนพิการสามารถใช้ชีวิตได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ทั้ง 4 โครงการจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวน “บ้านเช่า” แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึง ที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่เหมาะสม พร้อมพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของคนทุกวัย และช่วยสร้างชุมชนที่มีคุณภาพในพื้นที่ต่อไป

ยกเครื่องการศึกษา เปลี่ยน “เครดิตพอร์ตโฟลิโอ” สู่ “ทักษะ AI”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปรับเปลี่ยนโครงการ “ส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ” เป็น “โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ (The Digital Skill & AI Competency Space: Empowering Educations)” กรอบวงเงินรวม 1,601.53 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569–2572

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนโครงการดังกล่าวเป็นผลจากการทบทวนรายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทด้านการศึกษาและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยโครงการเดิมมุ่งพัฒนาระบบดิจิทัลกลางสำหรับให้นักเรียนสะสมหน่วยการเรียนรู้และผลงานในรูปแบบแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Portfolio เพื่อใช้แสดงทักษะและสมรรถนะของผู้เรียน ขณะที่โครงการที่ปรับใหม่จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลและสมรรถนะด้าน AI ควบคู่กับการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

สำหรับเหตุผลสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงการ มี 3 ประการ ดังนี้

1. การเตรียมความพร้อมผู้เรียนรองรับ PISA 2029: ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล (PISA) ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ขณะที่การประเมิน PISA 2029 จะดำเนินการด้วยคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ และเพิ่มการประเมินด้านการรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ หรือ Media & AI Literacy เป็นครั้งแรก จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะดิจิทัล และการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ

2. การลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงเทคโนโลยี: ข้อมูลของ สพฐ. พบว่า โรงเรียนในสังกัดมีคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนประมาณ 118,307 เครื่อง ใน 12,943 โรงเรียน โดยคอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งมีอายุการใช้งานเกินเกณฑ์และมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ขณะที่การจัดสรรงบประมาณตามปกติสามารถรองรับโรงเรียนที่ขอรับการสนับสนุนได้ประมาณร้อยละ 14 ต่อปี ส่งผลให้โรงเรียนบางส่วนต้องรอรับการสนับสนุนเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ซึ่งมีจำนวน 1,696 โรงเรียน ที่ยื่นขอรับการสนับสนุนครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนโครงการใหม่จึงกำหนดการสนับสนุนระบบคอมพิวเตอร์แก่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลนทั้ง 1,696 แห่ง วงเงิน 918.41 ล้านบาท ให้ครบภายในปีงบประมาณ 2571 เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา และการทำแบบประเมินก่อนเข้าสู่การประเมิน PISA 2029

3. การเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าของ Generative AI: ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ประเภท Generative AI ส่งผลต่อรูปแบบการเรียนรู้ การทำงาน และทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาสมรรถนะด้านการคิด การแก้ปัญหา การรู้เท่าทันสื่อ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะของตนเองได้อย่างเหมาะสม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการที่ปรับใหม่กำหนดการดำเนินงานเป็น 3 ส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

1. พัฒนาระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้าน AI วงเงิน 462.90 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกทักษะด้านดิจิทัลและ AI ผ่านสถานการณ์และบริบทการแก้ปัญหา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้ และประเมินสมรรถนะรายบุคคลบนคลังความรู้ที่ผ่านการรับรอง โดยข้อมูลผู้เรียนจะได้รับการประมวลผลภายในประเทศตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

2. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ด้านดิจิทัล วงเงิน 918.41 ล้านบาท สำหรับจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลน 1,696 แห่ง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยี ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน และให้นักเรียนมีโอกาสฝึกใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้และการทำแบบประเมินก่อน PISA 2029

3. พัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน วงเงิน 217.53 ล้านบาท มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ พร้อมสร้างวิทยากรแกนนำในทุกเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อขยายการพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้านดิจิทัลและ AI สู่สถานศึกษาอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง จนถึงการประเมิน PISA 2029

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับขอบเขตการดำเนินงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดย สพฐ. รับผิดชอบการพัฒนาทักษะดิจิทัลและสมรรถนะด้าน AI ของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การสนับสนุนระบบคอมพิวเตอร์แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน และการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้าน e-Portfolio สำหรับการสะสมและแสดงผลงานของผู้เรียน

ทั้งนี้ ทั้งสองระบบสามารถเชื่อมโยงกันได้ผ่าน Single Sign-On การเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน API และการส่งต่อข้อมูลผู้เรียน (Learner Profile) เพื่อให้การดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาระบบ และยังคงสนับสนุนการต่อยอดข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อดำเนินโครงการแล้ว ผู้เรียนจะมีระบบสำหรับเรียนรู้และฝึกสมรรถนะด้านการคิด การแก้ปัญหา การบูรณาการความรู้ ทักษะดิจิทัล และการใช้ AI อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง ขณะที่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลน 1,696 แห่ง จะได้รับการสนับสนุนระบบคอมพิวเตอร์ และการพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนจะขยายครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง เพื่อให้สถานศึกษามีเครื่องมือและกลไกในการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง

“การปรับโครงการครั้งนี้จึงเป็นการปรับทั้งระบบการเรียนรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับบริบทการศึกษายุคดิจิทัลและ AI โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ PISA 2029 และการเรียนรู้ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

จัดงบ 1,206 ล้าน เสริมสภาพคล่อง กยศ.จ่ายค่าเทอมนักศึกษา

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 1,206,477,900 บาท ให้แก่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อสนับสนุนการให้กู้ยืมแก่นักเรียนและนักศึกษา สำหรับเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 กยศ. ขอรับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 21,900 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรจำนวน 5,100 ล้านบาท มีส่วนต่าง 16,800 ล้านบาท โดยที่ผ่านมา กยศ. ได้บริหารเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรควบคู่กับเงินที่ผู้กู้ยืมชำระคืนมาหมุนเวียน เพื่อให้การปล่อยกู้แก่นักเรียนและนักศึกษาที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์สามารถดำเนินต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม จากการประมาณการกระแสเงินสด พบว่า กยศ. มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และอาจมีเงินไม่เพียงพอสำหรับโอนจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพให้แก่นักเรียนและนักศึกษาผู้กู้ยืมจำนวน 141,838 ราย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 1,206,477,900 บาท เพื่อให้การจ่ายเงินกู้ยืมดำเนินต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน

สำหรับปีการศึกษา 2569 กยศ. ประมาณการกรอบการให้กู้ยืมสำหรับนักเรียนและนักศึกษาทั้งผู้กู้รายใหม่และผู้กู้รายเก่าที่กู้ต่อเนื่อง จำนวน 775,629 ราย วงเงินประมาณ 47,706.0876 ล้านบาท โดยข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ได้รับการให้กู้ยืมแล้ว 577,523 ราย คิดเป็น 74.45% ของกรอบจำนวนผู้กู้ วงเงินกู้ยืม 35,083.5926 ล้านบาท หรือ 73.54% ของกรอบวงเงินทั้งหมด

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้นำเรื่องกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ กยศ. ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 1,206,477,900 บาท เพื่อใช้สนับสนุนการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา สำหรับค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพให้แก่ผู้กู้ยืมอย่างต่อเนื่องจนสิ้นปีงบประมาณ และเนื่องจากวงเงินดังกล่าวเกิน 100 ล้านบาท จึงต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอน

นอกจากนี้ กยศ. จะต้องเร่งดำเนินนโยบายกระตุ้นการชำระหนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กองทุนมีเงินเพียงพอสำหรับการดำเนินงานในอนาคตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“งบประมาณส่วนนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้การโอนเงินค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพของผู้กู้ยืมดำเนินต่อไปโดยไม่สะดุด ช่วยให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา และลดผลกระทบจากข้อจำกัดด้านสภาพคล่องของกองทุน” นางสาวลลิดา กล่าว

ผ่าน พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รองรับธุรกรรมดิจิทัล

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำธุรกรรมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยมุ่งสนับสนุนให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นช่องทางหลักแทนการใช้เอกสารในรูปแบบเดิม แต่ไม่ได้ห้ามประชาชนหรือภาคธุรกิจทำธุรกรรมด้วยเอกสารตามปกติ

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะขยายขอบเขตให้รองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกำหนดผลทางกฎหมายของข้อมูลและวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจน เพื่อลดข้อพิพาทและสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรม ทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ โดยปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่แบบของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ หรือ UNCITRAL Model Law

สาระสำคัญประการหนึ่ง คือ การรับรองผลทางกฎหมายของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อดำเนินการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้หรือวิธีการที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ประกาศกำหนด รวมถึงกำหนดให้การปิดอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมสรรพากรกำหนด

นอกจากนี้ ยังรองรับการทำสัญญาด้วย “ระบบอัตโนมัติ” โดยกำหนดให้สัญญาที่เกิดจากระบบซึ่งดำเนินการเองโดยไม่มีบุคคลเข้าแทรกแซงสามารถมีผลผูกพันหรือบังคับตามกฎหมายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่คู่สัญญาสามารถคาดหมายการทำงานของระบบได้ตามวิธีการปกติ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการส่งและการยืนยันการได้รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น

อีกประเด็นสำคัญ คือ การเพิ่มหมวด “ตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์” เพื่อรองรับตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็คในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้สามารถมีผลผูกพันหรือบังคับตามกฎหมายเช่นเดียวกับตราสารที่เป็นเอกสาร รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องผู้ครอบครอง การส่งมอบ การสลักหลัง และการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยรองรับระบบการค้าระหว่างประเทศที่มีการใช้ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ในการชำระเงินและแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการมากขึ้น

ร่างกฎหมายยังเพิ่มหลักเกณฑ์สำหรับบริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 7 ประเภท ได้แก่ บริการพิสูจน์หรือยืนยันตัวตน บริการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ บริการประทับเวลาและวันที่ บริการรับ ส่ง หรือจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ บริการจดทะเบียนหรือรับรองเว็บไซต์หรือโดเมนเนม บริการระบบตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ และบริการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

พร้อมกันนี้ จะปรับกลไกกำกับดูแลโดยกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการตามระดับความเสี่ยง หรือ Risk-based Approach โดยผู้ให้บริการต้องใช้วิธีการที่เชื่อถือได้ในการสร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลข้อมูล รวมถึงจัดเก็บข้อมูลที่เป็นหลักฐานของธุรกรรม และต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ในส่วนการรับรองผู้ให้บริการ กำหนดไว้ 2 แนวทาง คือ ผู้ให้บริการสามารถยื่นคำขอให้ สพธอ. พิจารณารับรอง หรือ สพธอ. สามารถพิจารณารับรองผู้ให้บริการที่ใช้วิธีการซึ่งได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากลได้ โดย สพธอ. จะเผยแพร่รายชื่อผู้ได้รับการรับรองให้ประชาชนตรวจสอบได้ และหากมีเหตุที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริการ จะต้องประกาศข้อมูลให้ประชาชนผู้ใช้บริการทราบโดยพลัน

สำหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ออกจากข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ร่างกฎหมายกำหนดให้สามารถเป็นเอกสารหรือพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตามกฎหมาย โดยหากมีผู้โต้แย้งความน่าเชื่อถือของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ผู้โต้แย้งจะเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์และออกค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภครายย่อย การกำหนดขอบเขตอำนาจของหน่วยงาน และการกำกับมาตรฐานให้มีความชัดเจน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป

นางสาวลลิดากล่าวว่า ร่างกฎหมายกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายเดิม ถือเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายฉบับใหม่ ขณะที่พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 จะยังคงใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลใช้บังคับ

ทั้งนี้ หากร่างพระราชบัญญัติผ่านกระบวนการตามกฎหมายและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศ โดยได้เตรียมกฎหมายลำดับรองไว้รวม 26 ฉบับ ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ กฎกระทรวง 3 ฉบับ และประกาศ 21 ฉบับ

“การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายทำให้กติกาของธุรกรรมดิจิทัลชัดเจนและทันต่อเทคโนโลยี ตั้งแต่การยืนยันตัวตน ลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ สัญญาอัตโนมัติ ไปจนถึงเช็คและตราสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจทำธุรกรรมได้สะดวก ปลอดภัย และมีความมั่นใจในผลทางกฎหมายมากขึ้น รวมทั้งช่วยรองรับการค้าดิจิทัลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นางสาวลลิดากล่าว

ขยายเวลาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ใน 19 อำเภอชายแดนใต้อีก 1 ปี

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบผลการประเมินสถานการณ์ และอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 19 อำเภอ 4 จังหวัด ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อให้การบริหารจัดการพื้นที่และการดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ทั้ง 19 อำเภอ ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน จังหวัดยะลา 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง และจังหวัดสงขลา 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขยายระยะเวลาครั้งนี้เป็นการคงพื้นที่เดิมทั้ง 19 อำเภอ ภายหลังเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติปรับอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทำให้จากเดิม 20 อำเภอ เหลือ 19 อำเภอ โดยการขยายครั้งนี้นับเป็นการขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ดังกล่าวครั้งที่ 22

จากการประเมินของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พบว่า แม้การบูรณาการปฏิบัติงานของหน่วยงานในพื้นที่และการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการจะทำให้การก่อเหตุทำได้ยากขึ้น แต่ยังมีความเคลื่อนไหวและความพยายามสร้างสถานการณ์ในบางพื้นที่ รวมถึงยังมีความเสี่ยงต่อเป้าหมายที่มีการระวังป้องกันต่ำ จึงยังมีความจำเป็นต้องคงมาตรการตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผลการประเมินความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พบว่า ความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 75.40 ขณะที่ร้อยละ 70.36 ไม่ต้องการให้ยกเลิกการประกาศใช้ และร้อยละ 29.64 ต้องการให้ยกเลิก

คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบร่างประกาศและร่างข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการตามมาตรา 21 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่กระทำความผิดเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์และกลับใจเข้ามอบตัว สามารถเข้าสู่กระบวนการอบรมตามคำสั่งศาลและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดแทนการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามปกติ เพื่อเปิดโอกาสให้กลับคืนสู่สังคมและสนับสนุนการสร้างสันติสุขในพื้นที่

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในพื้นที่ดังกล่าว เป็นมาตรการสำหรับพื้นที่ที่ยังมีเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคง แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยรัฐบาลมีนโยบายปรับลดพื้นที่การใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อย่างต่อเนื่อง และนำมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับระดับสถานการณ์มาใช้ทดแทน เพื่อทยอยคืนพื้นที่เข้าสู่การบริหารภายใต้กลไกปกติ“รัฐบาลจะประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางกฎหมายเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ เป้าหมายคือการลดระดับมาตรการด้านความมั่นคงและคืนพื้นที่เข้าสู่กลไกปกติเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย พร้อมเดินหน้าสร้างสันติสุขและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” นางสาวลลิดา กล่าว

กำหนดให้แผงโซลาร์เซลล์ ชนิดผลึกซิลิคอน ต้องผ่าน มอก.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอนต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. …. เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ป้องกันผลิตภัณฑ์ด้อยคุณภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รองรับการขยายตัวของการติดตั้ง Solar Rooftop ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง กำหนดให้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอน ซึ่งไม่รวมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่รวมอยู่ในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 61730 เล่ม 2-2567 ว่าด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เล่ม 2 ข้อกำหนดสำหรับการทดสอบ

มาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมการตรวจสอบความปลอดภัยที่สำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า กระแสไฟไหลย้อน และกรณีอุปกรณ์ภายในเกิดความร้อนผิดปกติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไฟดูด ไฟรั่ว ความร้อนสะสม และไฟไหม้ ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันให้ประชาชนมั่นใจว่าแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่นำมาติดตั้งมีคุณภาพและผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การกำหนดมาตรฐานดังกล่าวสอดรับกับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเมื่อมีการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop มากขึ้น การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญควบคู่กัน

ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่อยู่ภายใต้กฎกระทรวงจะต้องขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ขณะที่ผู้จำหน่ายจะต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับใบอนุญาตและเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อควบคุมไม่ให้มีการผลิตหรือนำเข้าแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ด้อยคุณภาพเข้ามาจำหน่ายในประเทศ

สำหรับการเตรียมความพร้อม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เตรียมความพร้อมร่วมกับผู้ประกอบการแล้ว โดยคาดว่าจะมีผู้ผลิตและผู้นำเข้าประมาณ 200 รายที่พร้อมดำเนินการตามมาตรฐานดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ สมอ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎกระทรวงอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม–18 มิถุนายน 2569 มีผู้แสดงความคิดเห็น 47 ราย แบ่งเป็นเห็นชอบตามร่างทุกประการ 7 ราย เห็นชอบแต่มีข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาการบังคับใช้และการยอมรับผลการทดสอบ 24 ราย และไม่เห็นชอบ 16 ราย พร้อมจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายแล้ว

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงเป็นการล่วงหน้า เพื่อให้การคุ้มครองประชาชนดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานมีข้อสังเกตให้กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับกรณีที่มีการนำเข้าแผงเซลล์แสงอาทิตย์แล้ว หรืออยู่ระหว่างการติดตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายในภาพรวม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีเป้าหมายให้มาตรฐานความปลอดภัยเดินหน้าไปพร้อมกับนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด ช่วยคุ้มครองประชาชน เพิ่มความเชื่อมั่นต่อการใช้ Solar Rooftop และสนับสนุนการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

“รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น แต่การขยายตัวของ Solar Rooftop ต้องเดินควบคู่กับความปลอดภัย แผงที่ประชาชนนำมาติดตั้งต้องมีคุณภาพและผ่านมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย” นางสาวลลิดากล่าว

ผ่านร่าง กม.โรงแรมฉบับใหม่ หนุน “Hostel-Homestay”

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. …. เพื่อขอความเห็นชอบในหลักการ โดยมีเป้าหมายยกเลิกกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และปรับปรุงระบบกำกับดูแลสถานที่พักแรมให้สอดคล้องกับรูปแบบการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ

ร่างกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นจากข้อจำกัดของกฎหมายปัจจุบัน ซึ่งกำหนดนิยามและมาตรฐานโดยมุ่งไปที่โรงแรมและอาคารถาวร ทำให้ที่พักรูปแบบใหม่ เช่น โฮมสเตย์ เต็นท์ แพ บ้านต้นไม้ โฮสเทล (Hostel) บูทีคโฮเทล (Boutique Hotel) รวมถึงที่พักในลักษณะเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เช่น ห้องพัก คอนโดมิเนียม และบ้านพักอาศัย บางส่วนไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ขณะที่การใช้มาตรฐานเดียวกันกับสถานที่พักทุกประเภทและทุกขนาด หรือ One Size Fits All ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยบางส่วนไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นเดียวกับโรงแรมขนาดใหญ่ ส่งผลให้กิจการจำนวนหนึ่งอยู่นอกระบบการกำกับดูแล และไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางการเงินและมาตรการสนับสนุนอื่นได้อย่างเต็มที่

ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด 98 มาตรา โดยปรับแนวทางกำกับดูแลให้ครอบคลุม “สถานที่พักแรม” ในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะโรงแรม และแบ่งการกำกับดูแลตามขนาด ลักษณะกิจการ จำนวนห้อง จำนวนผู้พัก และระดับความเสี่ยง เพื่อให้มาตรการของรัฐเหมาะสมกับกิจการแต่ละประเภท

สาระสำคัญประการหนึ่ง คือ การแบ่งสถานที่พักแรมออกเป็น 3 จำพวกตามระดับการกำกับดูแล ได้แก่

  • สถานที่พักแรมจำพวกที่ 1 เป็นกิจการที่สามารถดำเนินการได้เมื่อแจ้งต่อนายทะเบียน เช่น โรงแรมที่มีจำนวนห้องไม่เกิน 8 ห้อง และมีผู้พักไม่เกิน 30 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่ผู้ให้บริการมีบ้านพักหรือห้องพักไม่เกิน 8 หน่วย
  • สถานที่พักแรมจำพวกที่ 2 ต้องขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อนดำเนินการ เช่น โรงแรมที่มีมากกว่า 8 ห้อง แต่ไม่เกิน 40 ห้อง หรือมีผู้พักมากกว่า 30 คน แต่ไม่เกิน 150 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่มีมากกว่า 8 หน่วย แต่ไม่เกิน 40 หน่วย
  • สถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 เป็นกิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนดำเนินการ ได้แก่ โรงแรมที่มีมากกว่า 40 ห้อง หรือมีผู้พักมากกว่า 150 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่มีมากกว่า 40 หน่วย ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสามารถออกกฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด ลักษณะ หรือรูปแบบของสถานที่พักแรมเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

นางสาวลลิดา กล่าวว่า อีกกลไกสำคัญคือการนำระบบ “ใบอนุญาตหลัก” หรือ Super License มาใช้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและภาระของผู้ประกอบการในการขอใบอนุญาตหลายใบตามกฎหมายหลายฉบับ โดยกำหนดให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 เป็นใบอนุญาตหลัก และหากผู้ยื่นคำขอแสดงความประสงค์ตั้งแต่ขั้นตอนยื่นคำขอ สามารถครอบคลุมใบอนุญาตรองที่เกี่ยวเนื่องได้ถึง 10 กิจการ เช่น สถานที่จำหน่ายหรือสะสมอาหาร สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สระว่ายน้ำ สถานที่ออกกำลังกาย สถานบริการ สถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว การขายสุรา การขายยาสูบ และกิจการอื่นตามที่กำหนด เพื่อลดขั้นตอนการติดต่อหลายหน่วยงาน ทั้งนี้ รายละเอียดและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับการพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายเฉพาะของแต่ละกิจการด้วย

ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายกำหนดให้กรมการปกครองจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการรับแจ้ง การยื่นคำขอ การออกใบรับแจ้ง ใบรับขึ้นทะเบียนและใบอนุญาต ตลอดจนการรับเรื่องร้องเรียนและการดำเนินการอื่น โดยให้ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

ในด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแล ผู้ประกอบธุรกิจและผู้จัดการสถานที่พักแรมจะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด เช่น จัดให้มีป้ายชื่อสถานที่พักแรม แผนผังทางหนีไฟ ป้ายทางออกฉุกเฉิน และจัดทำทะเบียนผู้พักด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และให้นายทะเบียนส่งข้อมูลผู้พักที่เป็นคนต่างด้าวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต่อไป

ร่างกฎหมายยังเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ผู้ใช้บริการสามารถยกเลิกการเข้าพักหรือยกเลิกการจองได้ หากสถานที่พักแรมหรือบริการที่เกี่ยวเนื่องไม่เป็นไปตามที่โฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ไว้ และกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการยกเลิกและคืนเงินตามสัดส่วนของบริการที่ผู้ใช้บริการได้รับไปแล้ว รวมทั้งให้อัตราค่าที่พัก ข้อตกลงและเงื่อนไขการเข้าพัก ตลอดจนข้อความโฆษณาและการส่งเสริมการขาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังห้ามกำหนดเงื่อนไขการจองที่ไม่เป็นธรรม เช่น การให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว การยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดจากการผิดสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจ หรือการกำหนดให้ผู้ใช้บริการสละสิทธิใด ๆ ไว้ล่วงหน้า

สำหรับการยกระดับมาตรฐานธุรกิจ จะมี “คณะกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจสถานที่พักแรม” โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ ทำหน้าที่เสนอแนะนโยบาย แผน และมาตรการด้านการกำกับและส่งเสริมธุรกิจสถานที่พักแรม ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย การให้บริการ และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ร่างกฎหมายยังเปิดให้กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งสถานที่พักแรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โบราณสถาน ความเหมาะสมของพื้นที่ และความปลอดภัยของผู้เข้าพัก รวมถึงกำหนดกลไกตรวจสอบและสั่งแก้ไข หากพบว่าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน และสามารถพักใช้ใบอนุญาต ใบรับขึ้นทะเบียน หรือใบรับแจ้งได้ตามกรณี โดยในช่วงที่ถูกพักใช้สามารถกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดหาที่พักที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันรองรับผู้เข้าพัก เพื่อไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบ

ในส่วนบทลงโทษ ร่างกฎหมายแยกความผิดตามระดับความร้ายแรง โดยความผิดเล็กน้อยหรือความผิดทางเทคนิค เช่น การไม่แจ้งข้อมูลผู้พัก ใช้มาตรการปรับเป็นพินัย ขณะที่ยังคงโทษอาญาสำหรับความผิดร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคง เช่น การประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม–12 กันยายน 2568 และวันที่ 19 พฤศจิกายน–3 ธันวาคม 2568 รวม 30 วัน มีผู้แสดงความคิดเห็น 1,441 ราย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการของร่างกฎหมาย และได้จัดทำแผนกฎหมายลำดับรองรวม 28 ฉบับรองรับการดำเนินการไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมหลายประเด็น ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ของ Super License ให้ชัดเจน การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม การจัดเตรียมระบบอิเล็กทรอนิกส์ บุคลากร งบประมาณ และมาตรการรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ประกอบการเดิมและผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการกำหนดมาตรฐานระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสมกับสถานที่พักแต่ละประเภท ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะนำข้อสังเกตดังกล่าวไปประกอบการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป

“หัวใจของการปรับกฎหมายครั้งนี้ คือการเปลี่ยนจากการใช้มาตรฐานเดียวกับที่พักทุกประเภท มาเป็นการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับขนาด ลักษณะ และระดับความเสี่ยงของกิจการ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง ลดใบอนุญาตและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันต้องไม่ลดมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลในการกำกับดูแลที่ครบถ้วนขึ้น และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

ตั้ง ‘วิทวัต ปัญจมะวัต’ เลขาธิการฯอาชีวะ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ/อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงพาณิชย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้ง นางแววดาว ดำรงผล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (นิติการ) สูง] กองกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษากฎหมาย (นิติกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอแต่งตั้ง นายวิชญ์พิพล ติวะตันสกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3. เรื่อง การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง นางปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แทนผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝากเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ รวม 9 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระทั้งคณะเนื่องจากลาออก ดังนี้

1. นายธเนศ เครือรัตน์    ประธานกรรมการ

2. นางจตุพร โรจนพานิช    กรรมการ (ผู้แทน พม.)

3. นายสมมาตร มณีหยัน    กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

4. นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา   กรรมการ

5. นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์   กรรมการ

6. นายนิติ วิทยาวิโรจน์    กรรมการ

7. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุพัตรา แผนวิชิต  กรรมการ

8. นายฐิติพันธ์ ลีรัตนชัย    กรรมการ

9. นายณัฐวุฒิ สมิทธิ์เบญจพล   กรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

5. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จำนวน 5 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

1. นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ

2. นายธีรวุธ กลั่นเลี้ยง

3. นางสุดฤทัย เลิศเกษม

4. นายทศพร ละดาพรพิพัฒน์

5. นายอดิศร์ พฤกษ์พัฒนรักษ์

  ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน

วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

6. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม จำนวน 2 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก จำนวน 1 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1 คน ดังนี้

1. นางสาวชุติมา ศรีปราชญ์ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) แทน นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

2. นายสุรเดชช ชวะเดช (เพิ่มเติม)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง นางสาวชุติมา ศรีปราชญ์ อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งเดิมเกษียณอายุราชการ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายวิทวัต ปัญจมะวัต ตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (แทน นายยศพล เวณุโกเศศ เกษียณอายุราชการ 1 ตุลาคม 2569)

2. นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายสุรศักดิ์ อินศรีไกรเกษียณอายุราชการ 1 ตุลาคม 2569)

3. นายนิติ นาชิต ตำแหน่งรองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เกษียณอายุราชการ 1 ตุลาคม 2569)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 29 กันยานยน 2569 เพิ่มเติม