
สิงคโปร์กำลังขยับยุทธศาสตร์ประชากรครั้งสำคัญรับมือวิกฤติอัตราการเกิดต่ำครั้งใหญ่ จากนโยบายที่เคยให้น้ำหนักกับการสนับสนุนในช่วง “เด็กเกิด” ไปสู่การสร้างระบบที่รัฐเข้ามาร่วมแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ “ตลอดเส้นทางการเลี้ยงลูก” ตั้งแต่เวลาในการดูแล เงินสนับสนุน ค่าเลี้ยงดู preschool การศึกษา สุขภาพ ไปจนถึงที่อยู่อาศัย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ครอบครัวยุคใหม่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและความผันผวนของโลก
นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานฉลองวันชาติประจำปี 2569 (National Day Rally 2026) ว่า ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและผันผวนจากหลายสถานการณ์ ทั้งกฎเกณฑ์เดิมที่ถูกพลิกคว่ำและวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง สิงคโปร์กำลังเตรียมพร้อมรับมือ โดยลำดับความสำคัญเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการประคองสถานการณ์และช่วยเหลือชาวสิงคโปร์ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ผันผวนนี้ไปให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมองไปไกลกว่านั้น และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ลึกยิ่งขึ้นที่จะตามมาด้วย
นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวถึงแนวทางที่สิงคโปร์จะใช้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไว้ 4 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง การให้การสนับสนุนและสร้างความมั่นใจที่ยิ่งใหญ่กว่าแก่ครอบครัวสำหรับอนาคต สอง การคงความเป็นเมืองที่เปิดกว้างและเชื่อมต่อกับโลก สาม การใช้พลังของเทคโนโลยีใหม่แต่ทำภายใต้เงื่อนไขของตนเอง ขณะเดียวกันก็รักษาความสามัคคีและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม และสี่ การวางแผนและก่อสร้างอย่างต่อเนื่องเพื่อระยะยาว
นายกรัฐมนตรีหว่องย้ำว่า ทั้งสี่แนวทางนี้ไม่ใช่ภารกิจที่แยกส่วนจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการรักษาให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้รับความไว้วางใจ มีความสำคัญ และพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
รัฐบาลเดินเคียงข้างพ่อแม่ตลอดเส้นทางการเลี้ยงดูลูก
ในด้านการสนับสนุนครอบครัว นายกรัฐมนตรีหว่อง ประกาศว่า รัฐบาลต้องการสร้าง “fundamental shift” ในวิธีสนับสนุนครอบครัว โดยยอมรับว่าในปัจจุบันความช่วยเหลือจำนวนมากยังกระจุกตัวอยู่ในช่วงที่เด็กเกิด
แต่แนวคิดใหม่คือ “Instead, we want to support parents more consistently throughout the journey of raising their children.” แต่เราจะสนับสนุนพ่อแม่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ตลอดเส้นทางการเลี้ยงดูลูกๆ
โดยมีสารสำคัญด้วยคำมั่นว่า หากชาวสิงคโปร์เลือกที่จะมีลูก “we will walk alongside parents throughout the journey of raising their children.” รัฐบาลจะเดินเคียงข้างพ่อแม่ตลอดเส้นทางการเลี้ยงดูลูก
นายหว่องซึ่งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย กล่าวว่า แม้สิงคโปร์จะทุ่มเทมาตรการสนับสนุนครอบครัวมาอย่างต่อเนื่องหลายปี แต่อัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) ของประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่แทบทุกสังคมกำลังเผชิญร่วมกัน หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป จำนวนพลเมืองจะลดลงและสิงคโปร์จะเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วยิ่งขึ้น คู่รักหนุ่มสาวจำนวนมากยังคงลังเลที่จะเริ่มต้นมีครอบครัว เพราะกังวลเรื่องความรับผิดชอบและค่าใช้จ่าย ขณะที่พ่อแม่ที่มีลูกแล้วก็ต้องแบกรับความกดดันรายวันในการแบ่งเวลาระหว่างงาน การหารายได้ กับการดูแลลูก รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของ ว่าจะทำได้ดีที่จะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จหรือไม่
“สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชาวสิงคโปร์คือ ครอบครัว ครอบครัวคือ ที่ๆลูกๆได้รับการอบรมเลี้ยงดู หล่อหลอมค่านิยม และสร้างสายสัมพันธ์ตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นที่ๆเราดูแลซึ่งกันและกันข้ามรุ่น ไม่มีสถาบันอื่นใดมาแทนที่ครอบครัวได้ และนี่คือเ หตุผลที่ว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการช่วยให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง เพราะอนาคตของสิงคโปร์จะแข็งแกร่งได้อยู่ที่ครอบครัวที่สร้างขึ้นมาเท่านั้น” นายหว่องกล่าว
ด้วยเหตุนี้ อินทราณี ราชาห์ (Indranee Rajah) จึงได้รับมอบหมายให้นำคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานทบทวนวิธีสนับสนุนครอบครัวทั้งระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่แค่ปรับปรุงทีละเล็กทีละน้อย แต่มุ่งปรับโครงสร้างใหม่ ให้การช่วยเหลือกระจายตลอดเส้นทางการเป็นพ่อแม่ ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ช่วงคลอดบุตรเหมือนที่ผ่านมา
“เวลา” ของขวัญที่พ่อแม่ต้องการมากที่สุด
คณะทำงานได้เสนอข้อเสนอที่ดีหลายด้าน จุดแรกที่รัฐบาลสิงคโปร์เลือกลงมือคือเรื่อง “เวลา” เวลาที่ได้อยู่กับลูกๆ มากขึ้นซึ่งนายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่าเป็นหนึ่งในของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่รัฐมอบให้พ่อแม่ได้ ปัจจุบันพ่อแม่ชาวสิงคโปร์ได้รับสิทธิ์ลาเลี้ยงดูบุตรโดยรัฐจ่ายค่าจ้างรวมสูงสุดถึง 30 สัปดาห์อยู่แล้ว ประกอบด้วย ลาคลอด 16 สัปดาห์, ลาสำหรับพ่อ 4 สัปดาห์ และการลาร่วมกันเพื่อเลี้ยงดูบุตรอีก 10 สัปดาห์ เมื่อรวมทั้งหมดแล้วจะเท่ากับเจ็ดเดือนครึ่งของการลาโดยได้รับค่าจ้าง แต่จุดที่รัฐบาลเห็นว่ายังต้องปรับปรุงทันทีคือ “วันลาเพื่อดูแลบุตร” (Childcare Leave) ซึ่งเดิมไม่ได้ผูกกับจำนวนบุตรที่มี ไม่ว่าจะมีลูกกี่คนก็ได้สิทธิ์เท่ากัน
เราได้ขยายการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้างอย่างมาก ปัจจุบัน พ่อแม่ได้รับสิทธิ์ลาที่รัฐบาลจ่ายค่าจ้างให้สูงสุดถึง 30 สัปดาห์ นั่นคือ: ลาคลอด 16 สัปดาห์, การลาหยุดงานสำหรับพ่อ เพื่อไปช่วยเหลือภรรยาและดูแลบุตร 4 สัปดาห์ และการลาของพ่อและแม่ร่วมกันเพื่อเลี้ยงดูบุตรอีก 10 สัปดาห์ เมื่อรวมทั้งหมดแล้วจะเท่ากับลาได้เจ็ดเดือนครึ่งโดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งถือว่ามาก
แต่มีพื้นที่หนึ่งที่สามารถทำได้มากขึ้นในตอนนี้ คือ วันลาเพื่อดูแลบุตร (Childcare leave) ในปัจจุบัน วันลาเพื่อดูแลบุตรไม่ได้ผูกกับจำนวนบุตรที่มี โดยจะได้เท่ากันไม่ว่าจะมีลูกคนเดียวหรือหลายคน พ่อแม่ที่ทำงานทุกคนจะได้รับวันลา 6 วัน หากลูกคนสุดท้องอายุ 6 ปีหรือต่ำกว่า จะได้รับวันลา 2 วัน หากลูกคนสุดท้องอายุ 7 ถึง 12 ปี รวมเพียง 12 วัน
ภายใต้ระบบใหม่ พ่อแม่ที่ทำงานจะได้รับวันลาเพื่อดูแลบุตรเพิ่มขึ้นตามจำนวนบุตร คือ 8 วันสำหรับลูก 1 คน ได้รับสิทธิ 10 วันสำหรับลูก 2 คน และ 12 วันสำหรับลูกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป (อายุ 12 ปีหรือต่ำกว่า) ซึ่งวันลาจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 วัน จะช่วยให้พ่อแม่มีเวลาและความยืดหยุ่นมากขึ้นในการดูแลลูกๆ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังตัดสินใจรับภาระค่าใช้จ่ายวันลาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กทั้งหมดแทนนายจ้าง จากเดิมที่ภาระทางการเงินของวันลาที่เกี่ยวข้องกับเด็กจะแบ่งกันระหว่างรัฐบาลและนายจ้าง ภายใต้เงื่อนไขว่านายจ้างต้องสนับสนุนให้พนักงานที่เป็นพ่อแม่ใช้สิทธิ์ลาได้อย่างเต็มที่ และไม่ปล่อยให้การเป็นพ่อแม่กลายเป็นข้อเสียเปรียบทางอาชีพ
“เราได้ทบทวนการจัดสรรนี้แล้ว และตัดสินใจว่า รัฐบาลจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับวันลาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กทั้งหมด ตามขีดจำกัดการชดเชยเงิน ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการเงินของนายจ้างลง และเมื่อรัฐบาลเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับการลาแล้ว นายจ้างควรจะสนับสนุนพนักงานที่เป็นพ่อแม่มากขึ้น และมอบความมั่นใจให้พวกเขาสามารถใช้วันลาตามสิทธิ์ได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นช่วยให้กลับเข้าสู่งานได้อย่างราบรื่น และรับประกันว่าการเป็นพ่อแม่จะไม่กลายเป็นข้อเสียเปรียบในอาชีพการงาน” นายหว่องกล่าว และว่า “พ่อแม่ที่รู้สึกได้รับการสนับสนุนจะสามารถทุ่มเทสิ่งที่ดีที่สุดได้ ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ซึ่งเป็นผลดีต่อครอบครัว เป็นผลดีต่อนายจ้าง และเป็นผลดีต่อสิงคโปร์”
เงินสนับสนุนที่ “ตลอดเส้นทาง” ไม่ใช่แค่ตอนคลอด
ปัจจุบัน รัฐบาลมีโครงการและวิธีช่วยเหลือพ่อแม่หลากหลายวิธี เช่น เงินขวัญถุงเด็กแรกเกิด (Baby Bonus Cash Gift), บัญชีเพื่อการพัฒนาเด็ก (Child Development Account – CDA) และโครงการสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ การสนับสนุนส่วนใหญ่จะมาเมื่อเด็กเกิด และระดับการช่วยเหลือขึ้นอยู่กับลำดับการเกิดของเด็ก ทำให้โครงการค่อนข้างซับซ้อน และพ่อแม่หลายคนรู้สึกว่าเข้าใจยาก
ดังนั้น รัฐบาลจะปรับให้เด็กทุกคนได้รับการสนับสนุนในระดับเท่ากัน และจะให้การสนับสนุนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ช่วงแรกเกิดแทนที่จะขึ้นอยู่กับลำดับการเกิดตามระบบเดิมที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก โดยเด็กแรกเกิดทุกคนจะได้รับเงินขวัญถุง (Baby Gift) 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เงินอุดหนุนบัญชี MediSave 5,000 ดอลลาร์ และเงินสมทบในบัญชีเพื่อการพัฒนาเด็ก (CDA) อีกสูงสุด 10,000 ดอลลาร์ จากนั้นเด็กทุกคนจะยังคงได้รับ “เงินเครดิตสำหรับเด็ก” ปีละ 2,000 ดอลลาร์ ตั้งแต่อายุ 1-16 ปี พร้อมเงินเติม Edusave รายปีตลอดช่วงประถมและมัธยม และเงินอีก 10,000 ดอลลาร์เข้าบัญชีการศึกษาระดับหลังมัธยมเมื่ออายุครบ 17 ปี รวมแล้วเด็กสิงคโปร์แต่ละคนจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินโดยตรงเกือบ 70,000 ดอลลาร์ตลอดช่วงวัยเติบโต
“เมื่อรวมกันแล้ว เด็กสิงคโปร์ทุกคนจะได้รับเงินสนับสนุนทางการเงินโดยตรงเกือบ 70,000 ดอลลาร์ ตลอดช่วงเวลาที่เติบโตขึ้น เนื่องจากเด็กทุกคนได้รับการสนับสนุนเท่ากัน ครอบครัวที่มีลูกมากกว่า ก็จะได้รับการสนับสนุนรวมทั้งหมดมากขึ้นตามธรรมชาติ” นายหว่องกล่าว
ศูนย์เด็กเล็กราคาเข้าถึงได้เหมือนโรงเรียนประถม
อีกหนึ่งจุดที่รัฐบาลประกาศเปลี่ยนแปลงคือค่าใช้จ่ายด้านการดูแลเด็กเล็ก ซึ่งนายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวว่า ช่วงปีแรกๆ ในชีวิตของเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหล่อหลอมวิธีที่เด็กเรียนรู้ เติบโต และพัฒนา และเป็นเหตุผลที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลขยายภาคส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเครือข่าย Anchor และ Partner Operators ขนาดใหญ่ รวมถึงโรงเรียนอนุบาลของกระทรวงศึกษาธิการ และตอนนี้ก็พร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้น — และโกห์ เป่ย มิง (Goh Pei Ming) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงาน ได้นำงานนี้ใน MSF (กระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว)
ปัจจุบันครอบครัวที่มีรายได้เกินเกณฑ์อุดหนุนอาจต้องจ่ายค่าดูแลเด็กเต็มวันเกือบ 600 ดอลลาร์ต่อเดือน และกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับการดูแลทารก นายกรัฐมนตรีหว่องจึงประกาศว่า จะปรับระดับการอุดหนุนศูนย์เด็กเล็กให้ใกล้เคียงกับการศึกษาระดับประถม โดยตั้งเป้าลดค่าธรรมเนียมดูแลเด็กเต็มวันเหลือ 150 ดอลลาร์ต่อเดือน และดูแลทารกเหลือ 300 ดอลลาร์ต่อเดือน ให้กับเด็กสิงคโปร์ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงรายได้ครัวเรือน ส่วนครอบครัวรายได้น้อยจะยังได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มเติมอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้รัฐบาลระบุว่าต้องใช้เวลาสองสามปีในการขยายเครือข่ายผู้ให้บริการก่อนจึงจะทยอยปรับลดค่าธรรมเนียมได้ตามเป้าหมาย
“เป้าหมายของเราชัดเจน ศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้ควรไม่เกินงบประมาณของทุกครอบครัว และเข้าถึงได้ง่ายในทุกชุมชน แม้การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ รัฐบาลจะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กและเด็กก่อนวัยเรียนในสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้นมาก แต่เชื่อว่านี่คือหนึ่งในการลงทุนที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ เพราะเด็กทุกคนในสิงคโปร์ โดยไม่คำนึงถึงสถานะของครอบครัว สมควรได้รับจุดเริ่มต้นชีวิตที่ดี” นายหว่องกล่าว
นายหว่องกล่าต่อว่า การสนับสนุนของรัฐบาลจะต่อเนื่องตามการเติบโตของเด็ก ความต้องการการดูแลนักเรียน (Student care) กำลังเพิ่มขึ้น โรงเรียนประถมทุกแห่งในปัจจุบันมีบริการดูแลนักเรียนแล้ว แต่รัฐบาลสามารถและจะทำมากกว่านี้ โดยจะขยายความจุ ปรับปรุงคุณภาพการดูแล และรักษาค่าธรรมเนียมให้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ พร้อมจะทำงานร่วมกับศูนย์ที่ได้รับเลือกภายนอกโรงเรียน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับพ่อแม่ด้วย
ที่อยู่อาศัย ยิ่งมีลูกมาก ยิ่งมีโอกาสได้แฟลตเร็วขึ้น
ในด้านที่อยู่อาศัย รัฐบาลจะดูแลคู่แต่งงานส่วนใหญ่ให้ยังคงสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยภาครัฐที่ได้รับเงินอุดหนุนได้ เพราะปัจจุบันชาวสิคโปร์จะแต่งงานช้า สร้างครอบครัวเมื่อมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานและมีรายได้มากขึ้น ซึ่งเป็นรายได้ที่เกินเพดานการซื้อแฟลตที่ได้รับเงินอุดหนุน
โดยจะขยายเพดานรายได้สำหรับผู้ซื้อแฟลต BTO (แฟลตที่อยู่อาศัยของรัฐ)จาก 14,000 ดอลลาร์ เป็น 16,000 ดอลลาร์ต่อเดือน และสำหรับ Executive Condominium (EC) จาก 16,000 ดอลลาร์ เป็น 18,000 ดอลลาร์ต่อเดือน เพื่อให้คู่สามีภรรยาที่มีรายได้สูงขึ้นตามวัยยังคงเข้าถึงที่อยู่อาศัยของรัฐที่ได้รับเงินอุดหนุนได้ นอกจากนี้ ครอบครัวที่ซื้อบ้านหลังแรกจะได้รับสิทธิ์จับสลาก (Ballot Chance) เพิ่มอีก 1 สิทธิ์ต่อบุตรทุกคนที่มีหรือกำลังจะมี เพื่อเพิ่มโอกาสได้แฟลตเร็วขึ้น
นายหว่องกล่าวว่า รัฐบาลต้องการแก้ข้อกังวลของครอบครัวขนาดใหญ่ ภายใต้แนวทางใหม่ ครอบครัวขนาดใหญ่จะได้รับเงินสนับสนุนทางการเงินมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น รัฐบาลจะดำเนินการมากขึ้นในด้านเฉพาะได้แก่ การเติมเงิน MediSave เพิ่มเติม เพื่อช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือเพิ่มเติมด้านการเดินทาง เพราะการเดินทางมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่
ขณะที่รัฐมนตรีชี ฮง ทัต ยังได้รับมอบหมายให้พิจารณามาตรการทางการเงินสนับสนุนที่อยู่อาศัยเพิ่มเติมสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่โดยเฉพาะ เพราะครอบครัวขนาดใหญ่มักต้องการบ้านขนาดใหญ่ซึ่งมีราคาแพงกว่า
อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ข้อเสนอแนะหลักของคณะทำงาน ยังต้องทำงานในรายละเอียด และพัฒนาแนวคิดอื่นๆ เพื่อสนับสนุนคู่แต่งงานและครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรัฐบาลจะประกาศเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รวมถึงในงบประมาณปีหน้า
ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนโสด ก็อยู่ในสมการนี้ด้วย
นอกเหนือจากมาตรการสนับสนุนครอบครัวที่มีลูกเล็ก นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ยังย้ำว่างานด้านนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ครอบครัวที่เลี้ยงดูลูกเล็กเท่านั้น แต่ครอบคลุมชาวสิงคโปร์ในทุกช่วงวัยของชีวิต
ในส่วนของผู้สูงอายุ นายกรัฐมนตรีหว่องย้อนถึงโครงการ Age Well SG ที่เคยกล่าวถึงเมื่อปีก่อน ซึ่งมีเป้าหมายช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในบ้านและชุมชนของตนเองต่อไปได้ เนื่องจากชาวสิงคโปร์มีอายุยืนยาวขึ้น การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ควบคู่ไปกับการสร้างความอุ่นใจให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมั่นคง รัฐบาลจึงกำลังพิจารณาแนวทางช่วยเหลือหลายด้าน ทั้งการสนับสนุนผู้สูงอายุที่ต้องการทำงานต่อให้ยังคงกระฉับกระเฉงและสร้างประโยชน์ได้ การเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้สูงอายุที่มีเงินคงเหลือในบัญชี MediSave ระดับดีสามารถนำมาใช้ตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพได้มากขึ้น และการเปิดทางให้ผู้สูงอายุดึงมูลค่าจากบ้านของตนเองมาใช้จ่ายในวัยเกษียณได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องย้ายออกจากที่อยู่อาศัยเดิม ทั้งนี้ระบุว่าหลายกระทรวงกำลังทำงานร่วมกันในรายละเอียดของมาตรการชุดนี้ และจะมีการเปิดเผยเพิ่มเติมเมื่อพร้อม
สำหรับกลุ่มคนพิการ รัฐบาลตั้งเป้าให้ทุกคนมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและได้ดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้อย่างเต็มที่ โดยจะทำให้การเปลี่ยนผ่านจากรั้วโรงเรียนไปสู่การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ขยายโอกาสในการจ้างงาน พร้อมทั้งเสริมสร้างการเข้าถึงบริการดูแลและการสนับสนุนจากชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น
นายกรัฐมนตรีหว่องยังกล่าวถึงกลุ่มคนโสดว่ารัฐบาลไม่ได้ลืมพวกเขาเช่นกัน โดยยอมรับว่าหลายคนในกลุ่มนี้ต้องดูแลพ่อแม่สูงอายุหรือให้การสนับสนุนครอบครัวในรูปแบบต่าง ๆ อยู่แล้ว และเรื่องที่อยู่อาศัยยังคงเป็นข้อกังวลสำคัญสำหรับพวกเขา แม้ในคืนนี้จะเน้นพูดถึงครอบครัวที่มีบุตรเป็นหลัก แต่รัฐบาลกำลังมองหาแนวทางสนับสนุนคนโสดให้ดีขึ้นเช่นกัน และตั้งใจจะดำเนินการในขั้นต่อไปภายในวาระของรัฐบาลชุดนี้
นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า รัฐบาลกำลังทุ่มเททรัพยากรจริงจังอยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมดนี้ เพราะการสนับสนุนครอบครัวและชาวสิงคโปร์ในทุกช่วงชีวิตถือเป็นวาระสำคัญระดับชาติ และย้ำว่าเรื่องนี้ไปไกลกว่าแค่นโยบายและเงินสนับสนุน แต่ต้องการส่งเสริมให้เกิดสังคมที่เป็นมิตรต่อครอบครัวมากขึ้น ทั้งในสถานที่ทำงาน ในชุมชน และในวิธีที่ผู้คนช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน
นายกรัฐมนตรีหว่องเล่าถึงคู่รักหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เขาได้พบเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งกล่าวกับเขาว่า “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวที่สร้างขึ้นมาด้วยตัวคนเดียว” (Self-made family) สะท้อนความจริงที่ว่าการเลี้ยงดูครอบครัวหนึ่งครอบครัวต้องอาศัยมากกว่าพ่อแม่เพียงสองคน แต่ต้องมีปู่ย่าตายายและญาติพี่น้อง เพื่อนและเพื่อนบ้าน ตลอดจนนายจ้างและชุมชนวงกว้างร่วมกันสนับสนุน
“นั่นคือสิงคโปร์ที่เราต้องการสร้าง ที่ซึ่งครอบครัวได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง และที่ซึ่งชาวสิงคโปร์ทุกคนรู้ว่าพวกเขาจะไม่ต้องเผชิญกับความท้าทายในชีวิตเพียงลำพัง” นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าว
เปิดกว้างรับพลเมืองใหม่ เติมเต็มประชากรที่หดตัว
นายกรัฐมนตหว่อง กล่าวต่อว่า แม้จะทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อสนับสนุนครอบครัวแล้ว แต่ต้องยอมรับความจริงว่าอัตราเจริญพันธุ์รวมของสิงคโปร์ยังคงมีแนวโน้มต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่สิงคโปร์เผชิญเพียงลำพัง แต่เป็นความท้าทายที่แทบทุกสังคมทั่วโลกกำลังประสบอยู่ หากพึ่งพาเฉพาะอัตราการเกิดเพียงอย่างเดียว ประชากรพลเมืองจะลดลง สังคมจะเข้าสู่วัยสูงอายุเร็วขึ้น และจะมีคนรุ่นใหม่จำนวนน้อยลงในการดูแลผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลึกทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศต่อไปในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสิงคโปร์จึงเปิดรับพลเมืองใหม่เข้ามาเติมเต็มจำนวนประชากร
การย้ายถิ่นฐาน รากฐานของประเทศสิงคโปร์
นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ เพราะสิงคโปร์ถูกหล่อหลอมขึ้นจากการย้ายถิ่นฐานมาโดยตลอดประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนจากมณฑลต่าง ๆ บรรพบุรุษชาวอินเดียจากทั่วอนุทวีป ชุมชนมลายูจากหมู่เกาะโดยรอบ ตลอดจนผู้คนจากตะวันออกกลาง ยุโรป และภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งล้วนเดินทางมาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า สร้างบ้าน สร้างธุรกิจ สร้างชุมชน และร่วมกันสร้างประเทศสิงคโปร์ขึ้นมา
ปัจจุบันพลเมืองใหม่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน 1 ใน 3 ของการแต่งงานในสิงคโปร์เป็นการแต่งงานระหว่างชาวสิงคโปร์กับผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง ทำให้ครอบครัวจำนวนมากขึ้นผสมผสานวัฒนธรรมและประสบการณ์ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน นายกรัฐมนตรีหว่องยกตัวอย่างจอร์จ วอลล์ ชาวอังกฤษ และชิกะ อิมากิตะ ชาวญี่ปุ่น ที่พบรักกันในสิงคโปร์เมื่อปี 2011 แต่งงานและตั้งรกรากที่นี่ ทำงานอาสาสมัคร เป็นพี่เลี้ยงเยาวชน และเข้าร่วมกองกำลังอาสาสมัคร SAF Volunteer Corps ก่อนจะแปลงสัญชาติเป็นพลเมืองสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว
จากผู้มาใหม่ สู่ผู้รับใช้ชาติ
อีกหนึ่งเรื่องราวที่นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวถึงคือ ยาชวันท์ นาคา ไซ หรือ “ไซ” ซึ่งได้รับสัญชาติสิงคโปร์ก่อนเข้ารับการเกณฑ์ทหารเพียงไม่นาน เขาทำผลงานโดดเด่นในการฝึกและอาสาต่อระยะเวลารับใช้ชาติ จนได้รับเลือกเป็น NSF of the Year เมื่อต้นปีนี้ นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า ในบรรดาผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารแต่ละรุ่น มีผู้อยู่อาศัยถาวรและพลเมืองแปลงสัญชาติจำนวนมากที่ฝึกซ้อมและรับใช้ชาติเคียงข้างชาวสิงคโปร์โดยกำเนิด สะท้อนว่าความเป็นชาวสิงคโปร์ไม่เคยขึ้นอยู่กับเชื้อสายหรือถิ่นกำเนิด แต่อยู่ที่ความมุ่งมั่นต่อประเทศและค่านิยมร่วมกัน
“ความเป็นชาวสิงคโปร์ไม่เคยขึ้นอยู่กับเชื้อสายหรือบรรพบุรุษว่ามาจากที่ใด แต่เป็นเรื่องของความมุ่งมั่น มุ่งมั่นที่จะให้สิงคโปร์มาเป็นอันดับแรก มุ่งมั่นต่อค่านิยมและวิถีชีวิตของเรา และความเชื่อที่ว่า ไม่ว่าเราจะมีภูมิหลังอย่างไร อนาคตของเราคือสิ่งที่เราร่วมกันสร้างขึ้นม” นายหว่องกล่าว
นายกรัฐมนตรีหว่องเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับคำปฏิญญาแห่งชาติ (National Pledge) ซึ่งปีนี้ครบรอบ 60 ปีนับตั้งแต่เขียนขึ้นเมื่อปี 1966 ในช่วงที่สิงคโปร์เพิ่งได้รับเอกราชได้เพียงปีเศษ โดยระบุว่าคำปฏิญญานี้เป็นมากกว่าถ้อยคำ แต่คือคำสัญญาที่จะสร้างสังคมประชาธิปไตยบนพื้นฐานความยุติธรรมและความเท่าเทียม และรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ภาษา หรือศาสนา ซึ่งตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้รักษาคำสัญญานั้นไว้ได้ แม้จะไม่ใช่ประเทศที่เปราะบางเหมือนปี 1965 อีกต่อไป แต่ก็ยังคงเป็นประเทศขนาดเล็กที่ต้องนำทางท่ามกลางโลกที่ผันผวนยิ่งกว่าเดิม
“คนที่เดินทางมาที่นี่ อ้าแขนรับอุดมคติและค่านิยมของเรา และนำคำสัญญาในคำปฏิญญามาเป็นของตนเอง พวกเขาไม่ได้ทำให้เอกลักษณ์ของเราอ่อนแอลง แต่กลับทำให้แข็งแกร่งขึ้น พวกเขานำมุมมองใหม่ๆ และพลังงานใหม่ๆ มาสู่ชุมชน ร่วมต่อเติมเรื่องราวของสิงคโปร์เหมือนเช่นที่คนรุ่นก่อนเคยทำ” นายหว่องกล่าว
คุมเข้มแรงงานต่างชาติ ยึดหลักชาวสิงคโปร์ต้องเป็นคนส่วนใหญ่
นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า เป้าหมายของสิงคโปร์คือการเติมเต็มประชากรพลเมืองในอัตราส่วนที่เหมาะสมและยั่งยืน ควบคู่กับการบริหารจัดการขนาดแรงงานต่างชาติอย่างระมัดระวัง โดยยินดีรับแรงงานต่างชาติเข้ามาเสริมกำลังแรงงานท้องถิ่นและสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่จะทำอย่างรอบคอบและควบคุมได้ เพื่อรับประกันว่าชาวสิงคโปร์ยังคงเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศของตนเองเสมอ ซึ่งหมายความว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทั้งประชากรโดยรวมและกำลังแรงงานของสิงคโปร์จะเติบโตช้าลง
ต่อข้อเรียกร้องจากภาคธุรกิจที่ต้องการให้ผ่อนคลายนโยบายแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคบริการ นายกรัฐมนตรีหว่องชี้แจงว่า ผู้ถือใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) เป็นกลุ่มแรงงานต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์อยู่แล้ว การผ่อนคลายนโยบายแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้จำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งไม่ใช่เส้นทางที่รัฐบาลต้องการเลือกเดิน ดังนั้นในระยะยาว การเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและผลิตภาพ รวมถึงการสนับสนุนให้ชาวสิงคโปร์ทุกคนปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของตนเองแทน
รักษาสมดุลเชื้อชาติ พร้อมส่งเสริมการปรับตัวเข้าหากัน
นายกรัฐมนตรีหว่องยืนยันว่า แม้สิงคโปร์จะยังคงเปิดกว้าง แต่เอกลักษณ์ความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนาจะยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม ทุกชุมชนจะยังคงมีพื้นที่ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และประเพณีในสิงคโปร์ต่อไป และรัฐบาลจะยังคงรักษาสัดส่วนทางเชื้อชาติในภาพรวมของประเทศไว้ตามเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกชุมชนว่าพื้นที่ ตัวแทน และเสียงของพวกเขาจะยังคงมั่นคงปลอดภัย
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมการปรับตัวเข้าหากันซึ่งต้องทำทั้งสองทาง โดยผู้มาใหม่ต้องพยายามปรับตัวเข้ากับสังคม ส่วนชาวสิงคโปร์เองก็ต้องเปิดใจกว้างในการต้อนรับ นายกรัฐมนตรีหว่องยกตัวอย่างดเวน ฮวี ซึ่งสมัยเป็นนักเรียนในอังกฤษที่เคยได้รับความอบอุ่นจากเพื่อนร่วมชั้นจนรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เมื่อกลับมาสิงคโปร์เธอจึงส่งต่อความใจดีนั้น ด้วยการแนะนำเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติให้รู้จักอาหาร ประเพณี และเทศกาลท้องถิ่น รวมถึงพาทีมเพื่อนร่วมงานทั้งชาวท้องถิ่นและต่างชาติเข้าร่วมงาน Chingay Parade ด้วยกัน
นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวว่า ด้วยความมีน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ คนแปลกหน้าจะกลายมาเป็นเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านกลายมาเป็นมิตร และเมื่อเวลาผ่านไป บางคนก็จะกลายมาเป็นเพื่อนร่วมชาติชาวสิงคโปร์ ประชากรของประเทศจะยังคงวิวัฒนาการต่อไป ผู้มาใหม่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และคนรุ่นใหม่จะเติบโตขึ้นมาด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้ชาวสิงคโปร์เป็นชาวสิงคโปร์ ทั้งเอกลักษณ์ ค่านิยมร่วมกัน ความมุ่งมั่นที่มีให้แก่กัน และคำปฏิญญาแห่งชาติ จะยังคงยึดเหนี่ยวทุกคนไว้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต่อไป
รับมือเทคโนโลยีตามเงื่อนไขของตัวเอง
นายกรัฐมนตรีหว่อง กล่าวว่า การรักษาความสำคัญของสิงคโปร์ไว้ได้หมายถึงการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งสิงคโปร์ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่มาแล้วหลายระลอก ทั้งช่วงการปรับตัวสู่ยุคอุตสาหกรรม และช่วงคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ต โดยทุกครั้งสิงคโปร์สามารถสร้างความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีใหม่ ดึงดูดบริษัทชั้นนำเข้ามา สร้างขีดความสามารถของตนเอง และติดอาวุธให้ประชาชนด้วยทักษะใหม่ ๆ จนสร้างงานที่ดีขึ้นและโอกาสใหม่ให้กับคนในชาติได้เสมอ และวันนี้สิงคโปร์กำลังอยู่ท่ามกลางการปฏิวัติเทคโนโลยีอีกครั้ง จากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาจาก AI ตอบคำถามทั่วไป มาสู่ AI Agents ที่สามารถปฏิบัติภารกิจแทนมนุษย์ได้แล้วในปัจจุบัน
นายกรัฐมนตรีหว่องยกตัวอย่างจีเซล วูน(Gisele Woon) ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ MagicPainters จากบริการเพ้นท์หน้าเด็ก ก่อนขยายกิจการเป็นบริษัทจัดงานอีเวนต์สำหรับครอบครัว ซึ่งยังคงเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่บริหารงานหลักโดยจีเซลและสามี แต่ปัจจุบันสามารถใช้ AI agents ดูแลงานประจำตั้งแต่การตลาดไปจนถึงการดำเนินงาน ทำให้มีเวลามากขึ้นทั้งในการเติบโตธุรกิจและใช้เวลากับลูกสาว สะท้อนว่า AI ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME คิดได้ใหญ่ขึ้น เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น และบรรลุผลได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง
AI เปลี่ยนโฉมการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ออกกำลังกายถึงตรวจพันธุกรรม
ในด้านสุขภาพ นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวถึงโครงการ Healthier SG ที่นำ AI มาสร้างแผนออกกำลังกายเฉพาะบุคคลให้ชาวสิงคโปร์ พร้อมยกตัวอย่างสตีเวน ชาน (Steven Chan ) ชายวัยใกล้ 50 ปีที่รู้สึกว่าอายุเริ่มส่งผลต่อร่างกาย จึงทำงานร่วมกับแพทย์ประจำตัวกำหนดเป้าหมายสุขภาพ โดยเครื่องมือ AI ช่วยแนะนำการออกกำลังกายและสร้างโปรแกรมที่เหมาะสม จนตอนนี้สุขภาพของเขาเริ่มแข็งแรงขึ้น
นอกจากนี้ AI ยังช่วยตรวจจับโรคได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะการคัดกรองมะเร็งเต้านม ซึ่งการอ่านผลแมมโมแกรมเป็นเรื่องยากเนื่องจากเนื้อเยื่อหนาและก้อนเนื้อร้ายอาจแสดงเป็นสีขาวคล้ายกันบนภาพ ทำให้ AI เข้ามาทำหน้าที่เป็นอีกคู่สายตาที่ผ่านการฝึกฝนสำหรับรังสีแพทย์ ช่วยลดภาระงานและตรวจพบมะเร็งได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันด้านพันธุศาสตร์ก็มีความก้าวหน้าอย่างมาก จากเดิมที่การถอดรหัสพันธุกรรมหนึ่งคนเคยมีค่าใช้จ่ายหลายสิบล้านดอลลาร์เมื่อยี่สิบปีก่อน วันนี้ทำได้ด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ ช่วยให้แพทย์ระบุผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูงต่อโรคบางชนิด รวมถึงมะเร็งและคอเลสเตอรอลสูงได้เร็วขึ้น โดยรัฐมนตรีออง เย คุง ระบุว่ากระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มโครงการนำร่องหลายโครงการแล้วและวางแผนขยายเพิ่มในอีกหลายปีข้างหน้า
จากแอปเรียกรถสู่ยานยนต์ไร้คนขับ บทเรียนการรับมือความเปลี่ยนแปลง
นายกรัฐมนตรีหว่องยอมรับว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีย่อมส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานและการดำรงชีวิตด้วยเช่นกัน โดยยกกรณีศึกษาเมื่อกว่า 10 ปีก่อนที่แอปเรียกรถโดยสารเข้ามาในสิงคโปร์ ขณะที่หลายเมืองเลือกกีดกันแอปเหล่านี้ สิงคโปร์กลับเลือกอ้าแขนรับนวัตกรรมพร้อมวางกฎระเบียบเพื่อรับประกันการแข่งขันที่เป็นธรรมและสนับสนุนผู้ขับขี่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จนวันนี้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ขณะที่ผู้ขับขี่มีความยืดหยุ่นและช่องทางหารายได้ใหม่ ๆ
ประสบการณ์ดังกล่าวสร้างความมั่นใจให้สิงคโปร์ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นต่อไป นั่นคือยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles หรือ AVs) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทดลองใช้ในพื้นที่พังโกล(Punggol เขตเมืองใหม่ในสิงคโปร์) และได้รับผลตอบรับที่น่าประทับใจ แม้ประชาชนจะต้องการให้ขยายเส้นทาง จุดรับส่ง และบริการตลอด 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลย้ำว่าจะต้องค่อยเป็นค่อยไปเพื่อสร้างความมั่นใจในเทคโนโลยี โดยยึดความปลอดภัยเป็นสำคัญอันดับแรก ทั้งนี้เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพิสูจน์แล้ว รัฐบาลตั้งใจจะขยายผล เนื่องจากปัจจุบันการสรรหาคนขับรถประจำทางเริ่มยากขึ้น และ 2 ใน 3 ของคนขับแท็กซี่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปแล้ว ซึ่ง AVs จะช่วยบรรเทาข้อจำกัดด้านแรงงานนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการขับรถคืออาชีพเลี้ยงชีพของคนขับแท็กซี่และรถรับจ้างจำนวนมาก รัฐบาลจึงจะขยายการใช้ AVs อย่างเป็นลำดับขั้นตอน โดยไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีล้ำหน้าความสามารถในการรีสกิลและสนับสนุนผู้ขับขี่ที่ได้รับผลกระทบให้ย้ายไปสู่สายงานใหม่
“เราไม่สกัดเทคโนโลยีใหม่เพียงเพราะมันสร้างการหยุดชะงัก แต่เราก็ไม่ได้ปล่อยให้แรงงานที่ได้รับผลกระทบต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง เราสนับสนุนแรงงานของเราตลอดช่วงการเปลี่ยนผ่าน เราจะดูแลให้มั่นใจว่าแรงงานทุกคนได้มีส่วนร่วมในดอกผลของความก้าวหน้าของสิงคโปร์” นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าว
เตือนความเสี่ยง AI Agent หลังเหตุการณ์ทดสอบของ OpenAI
นายกรัฐมนตรีหว่องเตือนว่า เมื่อเทคโนโลยีทรงพลังยิ่งขึ้น ก็ยิ่งต้องระวังความเสี่ยงที่ยากจะคาดการณ์มากขึ้นตามไปด้วย โดยยกกรณีที่ OpenAI ทดสอบและฝึกฝน AI agent ตัวหนึ่งซึ่งได้รับมอบหมายงานบางอย่าง แต่กลับก้าวข้ามสภาพแวดล้อมการทดสอบ หลุดออกไปยังอินเทอร์เน็ตวงกว้าง และแฮกเข้าระบบของบริษัทอื่นโดยไม่มีใครสั่งการ สะท้อนว่าในความพยายามทำงานให้สำเร็จ AI agent อาจทำสิ่งที่ผู้พัฒนาไม่ได้ต้องการให้ทำได้ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่น่ากังวล เนื่องจาก AI agents กำลังมีความสามารถมากขึ้นอย่างรวดเร็วและใช้การควบคุมดูแลจากมนุษย์น้อยลงเรื่อย ๆ
นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า แม้ในอุดมคติประเทศต่าง ๆ ควรร่วมมือกันกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรการป้องกันร่วมกัน แต่การณ์นี้ทำได้ยากขึ้นเนื่องจากประเทศมหาอำนาจต่างต้องการเคลื่อนที่เร็วเพื่อชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง สิงคโปร์จะยังคงพยายามหาจุดร่วมต่อไป โดยจะดึงประเทศและบริษัทต่าง ๆ มารวมกันเพื่อสร้างเครือข่ายมาตรการป้องกันที่นำไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งดำเนินการภายในประเทศควบคู่กันไป โดยจะไม่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่อย่างหลับหูหลับตา แต่จะคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า วางมาตรการป้องกันที่เหมาะสม และรับประกันว่ามนุษย์จะยังคงเป็นผู้ควบคุมเสมอ
คุมเข้มโซเชียลมีเดีย ปกป้องเด็กและเยาวชน
นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวว่า ประสบการณ์ของสิงคโปร์กับโซเชียลมีเดียเป็นบทเรียนสำคัญว่าทำไมเรื่องความเสี่ยงจากเทคโนโลยีจึงต้องได้รับความใส่ใจ แม้ในช่วงแรกโซเชียลมีเดียจะสร้างโอกาสใหม่และเชื่อมโยงครอบครัวกับเพื่อนฝูง แต่ผลกระทบด้านลบก็เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ มาเป็นระยะ โดยปัจจุบันเยาวชนอายุระหว่าง 10 ถึง 24 ปีในสิงคโปร์ราว 1 ใน 6 คนแสดงสัญญาณของการใช้โซเชียลมีเดียที่มีปัญหา บางรายใช้เวลานานถึง 6-7 ชั่วโมงต่อวันจนถึงดึกดื่น ซึ่งเด็กและวัยรุ่นถือเป็นกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษเนื่องจากสมองยังอยู่ในช่วงพัฒนา และอ่อนไหวต่อแรงกดดันทางสังคมได้ง่าย
แม้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่จะกำหนดอายุขั้นต่ำไว้ที่ 13 ปีอยู่แล้วในทางทฤษฎี แต่การบังคับใช้จริงส่วนใหญ่อาศัยการแจ้งอายุด้วยตนเองของผู้ใช้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่าไม่ได้ผล โดยเฉพาะเมื่อไปเยี่ยมโรงเรียนประถมแล้วพบว่ามีเด็กจำนวนมากเปิดใช้งานโซเชียลมีเดียแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจะกำหนดให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องมีมาตรการตรวจสอบอายุที่รัดกุมและน่าเชื่อถือมากขึ้น เพื่อให้การบังคับใช้อายุขั้นต่ำเป็นไปอย่างถูกต้องและปกป้องเด็กได้จริง
นอกจากนี้ สำหรับวัยรุ่นอายุ 13 ปีขึ้นไปที่ยังอาจได้รับผลกระทบด้านลบจากโซเชียลมีเดีย รัฐบาลจะเร่งผลักดันให้แพลตฟอร์มออกแบบระบบให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นตั้งแต่ต้น (Safer by design) เนื่องจากฟีเจอร์ที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้ไถหน้าจอและกลับมาใช้งานซ้ำอย่างไม่สิ้นสุดนั้น แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยากที่จะต้านทาน จึงต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ใช้วัยเยาว์โดยเฉพาะ และหากมาตรการที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลจะพิจารณาข้อจำกัดเพิ่มเติม รวมถึงการปรับเพิ่มอายุขั้นต่ำในการเข้าถึงแพลตฟอร์มนั้นให้สูงกว่า 13 ปี
หลักการเดียวกันในทุกภาคส่วน
นายกรัฐมนตรีหว่องสรุปว่า แม้ภาคธุรกิจ สุขภาพ การขนส่ง และโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ที่แตกต่างกันมาก แต่แนวทางของสิงคโปร์ต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนั้นเหมือนกันเสมอ คือจะไขว่คว้าโอกาสที่มี จัดการกับสิ่งที่จะสร้างความปั่นป่วน และเมื่อใดที่มีความเสี่ยงแท้จริงต่อประชาชนและสังคม ก็จะวางมาตรการป้องกันไว้อย่างเหมาะสม ซึ่งแนวทางนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ที่สิงคโปร์เคยผ่านมาแล้วในทุกช่วงของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ที่สามารถน้อมรับความเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขของตัวเอง สร้างขีดความสามารถใหม่ และเติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้เสมอ “เราเคยทำได้มาแล้ว และเราจะทำมันอีกครั้ง” นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าว
โลกที่กฎเกณฑ์เดิมกำลังถูกพลิกคว่ำ
นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง เปิดการปราศรัยด้วยการชี้ว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วและยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานที่เคยเป็นรากฐานของความมั่นคงและความมั่งคั่งมาหลายทศวรรษทั่วโลกกำลังถูกพลิกคว่ำ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือดุลอำนาจโลกที่กำลังเปลี่ยนไป สหรัฐอเมริกายังคงเป็นมหาอำนาจชั้นนำ แต่จีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นคู่แข่งระดับเดียวกันที่มีศักยภาพล้ำลึกในหลายด้าน ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเอาชนะกันได้และไม่สามารถเดินห่างจากกันได้ จึงต้องเรียนรู้อยู่กับความจริงใหม่ คือแข่งขันกันอย่างดุเดือดขณะเดียวกันก็พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง
นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า โลกไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยสหรัฐฯ และจีนเท่านั้น ยุโรปยังคงเป็นกำลังสำคัญ อินเดียเติบโตอย่างรวดเร็ว และประเทศมหาอำนาจขนาดกลางจำนวนมากกำลังเร่งผลักดันผลประโยชน์ของตนเองอย่างจริงจังมากขึ้น ส่งผลให้อำนาจเริ่มกระจายตัวออกไป ศูนย์กลางอำนาจต่าง ๆ แข่งขันกันแย่งชิงอิทธิพล ตลาด เทคโนโลยี ทรัพยากร และที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือการแย่งชิงว่าใครจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของเกม
บทเรียนจากโควิด-19 สงครามยูเครน และวิกฤตตะวันออกกลาง
นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดในระบบการค้าโลก ซึ่งหลายทศวรรษที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ ลดกำแพงภาษีและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ห่วงโซ่อุปทานขยายตัวข้ามพรมแดนภายใต้กฎเกณฑ์ร่วมผ่านองค์การการค้าโลก (WTO) และสถาบันระดับโลกอื่น ๆ แต่สถานการณ์โควิด-19 กลายเป็นสัญญาณเตือนภัย เมื่อซัพพลายเออร์ที่เคยพึ่งพาได้หยุดส่งมอบสินค้า จนทุกประเทศต้องแย่งชิงหน้ากากอนามัย เวชภัณฑ์ วัคซีน และแม้แต่กระดาษชำระ
ต่อมาการรุกรานยูเครนของรัสเซียได้เปิดเผยช่องโหว่อีกประการหนึ่ง คืออันตรายจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวมากเกินไป โดยยุโรปได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดเมื่อรัสเซียตัดการส่งก๊าซธรรมชาติ และล่าสุดวิกฤตในตะวันออกกลางที่ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกรบกวน ก็เผยให้เห็นช่องโหว่ด้านพลังงาน อาหาร และการส่งมอบสินค้าสำคัญอื่น ๆ อีกครั้ง นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ได้เรียนรู้จากวิกฤตเหล่านี้ จนความมั่นคงกลายเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากขึ้นในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลต่าง ๆ นำเรื่องการค้า เทคโนโลยี และการลงทุนมาใช้ผลักดันวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ภาษีศุลกากร แรงงานบังคับ และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า
นายกรัฐมนตรีหว่องยกตัวอย่างกรณีภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่เมื่อปีก่อนได้กำหนดภาษี “Liberation Day” ก่อนที่ศาลจะตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ก็หาช่องทางจัดเก็บภาษีอีกครั้งโดยอ้างเรื่องการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งแม้ทุกฝ่ายจะเห็นพ้องว่าไม่ควรมีพื้นที่ให้กับการใช้แรงงานบังคับ แต่นายกรัฐมนตรีหว่องมองว่าวิธีที่ดีกว่าในการจัดการปัญหานี้คือความร่วมมือระหว่างประเทศและมาตรฐานร่วม มากกว่าการใช้มาตรการภาษี ขณะที่สหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสินค้าจีนที่ถูกส่งผ่านประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งในเรื่องนี้หลักการก็ชัดเจนเช่นกัน คือมีกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) กำหนดไว้สำหรับการค้าระหว่างประเทศอยู่แล้ว ไม่สามารถส่งสินค้าผ่านอีกประเทศเพียงเพื่อปกปิดถิ่นกำเนิดที่แท้จริงได้
นายกรัฐมนตรีหว่องยืนยันว่าสิงคโปร์จริงจังกับทั้งสองประเด็นนี้ มีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับชัดเจน บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และคาดหวังให้บริษัทที่ดำเนินกิจการในประเทศปฏิบัติตาม จะไม่ยอมให้สิงคโปร์ถูกใช้เป็นทางผ่านสำหรับการค้าที่ผิดกฎหมาย หากมีหลักฐานน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการกระทำผิดจะสืบสวนและดำเนินการอย่างเด็ดขาด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความจริงว่า ในฐานะศูนย์กลางสำคัญสำหรับการส่งออกต่อและขนถ่ายสินค้าที่มาจากทั่วทุกมุมโลก สิงคโปร์ไม่สามารถตรวจสอบและยืนยันห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดเบื้องหลังทุกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านชายฝั่งได้ทั้งหมด ดังนั้นจะยังคงหารือกับสหรัฐฯ ต่อไปเพื่ออธิบายจุดยืนของตน
“ความปกติใหม่” ที่อันตรายและไม่แน่นอนยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวว่า ควรตระหนักถึงความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการค้าไม่ได้เสรีเหมือนแต่ก่อน และไม่ได้เป็นเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกหล่อหลอมด้วยมิติความมั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอัตราภาษีเป็นเพียงอาการหนึ่งที่สะท้อนความตึงเครียดที่ลึกขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจที่ทวีความรุนแรง ความขัดแย้งใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลางที่แม้จะดูไกลตัว แต่ก็อาจลุกลามดึงมหาอำนาจอื่นเข้ามาพัวพันได้ผ่านพันธมิตรหรือผลประโยชน์ ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ เช่น โดรนราคาถูก ก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายร้ายแรงได้แม้ต่อกองกำลังที่ทรงพลังกว่ามาก
นายกรัฐมนตรีหว่องเตือนว่า เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน ความเสี่ยงของการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดและการขยายตัวของความขัดแย้งจึงสูงขึ้นมาก เพราะประวัติศาสตร์เตือนว่าสงครามครั้งใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการวางแผน แต่เกิดจากสถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันที่อยู่ต่ำกว่าระดับสงครามเปิดเผย ทั้งการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ การแทรกแซงจากต่างชาติ แคมเปญข้อมูลบิดเบือน และการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หรือที่เรียกว่ายุทธวิธี “พื้นที่สีเทา” (Grey-zone tactics) ซึ่งแม้จะไม่เห็นกองกำลังทหารข้ามแดน แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นจริงไม่แพ้กัน นายกรัฐมนตรีหว่องสรุปว่านี่คือ “ความปกติใหม่” (New Normal) ที่สิงคโปร์จะต้องอดทนและอยู่รอดให้ได้ไปอีกหลายปีข้างหน้า
ไม่ถอยเข้าหาตัวเอง แต่เชื่อมโยงกับโลกให้ลึกยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีหว่องย้ำว่า การตอบสนองของสิงคโปร์ต้องไม่ใช่การถอยหลังจากโลกและหันเข้าหาตัวเอง เพราะความสำเร็จของประเทศเกิดจากการเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าให้กับโลก ทั้งในฐานะส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกและศูนย์กลางธุรกิจการเงินที่รวบรวมตลาด ทุน บุคลากร และความคิดเข้าไว้ด้วยกัน โดยจุดแข็งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความไว้วางใจ” ที่ประเทศ ภาคธุรกิจ และนักลงทุนต่างมีต่อสิงคโปร์ เพราะรู้ว่าเป็นสถานที่ที่หลักนิติธรรมเข้มแข็ง สถาบันมั่นคง และเมื่อให้คำมั่นแล้วก็ทำตามนั้นเสมอ ซึ่งในโลกที่ความไว้วางใจหาได้ยากขึ้น สิ่งนี้ยังคงเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สุดของสิงคโปร์
ดังนั้นสิงคโปร์จะสร้างต่อยอดจากความไว้วางใจนี้ และกระชับความเชื่อมโยงกับโลกให้ลึกยิ่งขึ้น ในขณะที่หลายประเทศถอยห่างจากกัน โดยจะเข้าหาพันธมิตรให้มากขึ้นและสร้างโอกาสให้ชาวสิงคโปร์มากขึ้น ทั้งนี้ในปีหน้าสิงคโปร์จะรับตำแหน่งประธานอาเซียน ซึ่งจะทำทุกวิถีทางเพื่อเสริมสร้างความเป็นศูนย์กลางและเอกภาพของอาเซียน ผลักดันการรวมตัวในภูมิภาค ทำให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรนอกภูมิภาคเพื่อสร้างจุดร่วมและเปิดช่องทางเจรจาอยู่เสมอ
นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวว่า แม้จะทำงานร่วมกับผู้อื่น แต่สิงคโปร์ไม่สามารถทึกทักได้ว่าจะมีใครเข้ามาช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา ท้ายที่สุดแล้วประเทศต้องสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและดูแลคนของตนเอง ซึ่งเมื่อวิกฤตในตะวันออกกลางปะทุขึ้น รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการพาชาวสิงคโปร์ที่ตกค้างกลับบ้าน จัดหาทรัพยากรที่จำเป็น และออกมาตรการช่วยเหลือสองชุดสำหรับแรงงาน ครัวเรือน และภาคธุรกิจ โดยระบุว่าลำดับความสำคัญเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการประคองสถานการณ์และช่วยเหลือชาวสิงคโปร์ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ผันผวนนี้ไปให้ได้


