ASEAN Roundup สิงคโปร์ประกาศมาตรการภาษีใหม่ วีซ่า ONE Pass ดึงผู้จัดการกองทุนระดับโลก

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 16-22 สิงหาคม 2569

  • สิงคโปร์ประกาศมาตรการภาษีใหม่และวีซ่า ONE Pass ดึงผู้จัดการกองทุนระดับโลก
  • สิงคโปร์อัด Data Center จัดสรรกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ให้ 4 บริษัท
  • ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเปิดรับการลงทุนจากจีน ปัดกระแสป่วนความสัมพันธ์
  • อินโดนีเซีย-จีนตกลงขยายมูลค่าการค้าทะลุเพดาน 1.67 แสนล้านดอลลาร์ฯ
  • ลาวเล็งดึงการลงทุนศูนย์ข้อมูลและ AI เสริมทัพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
  • เวียดนามออกเกณฑ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฉบับใหม่ บังคับใช้ทั้งธุรกิจในและต่างประเทศ
  • มาเลเซีย-บรูไนตกลงใช้กลไกอาเซียนรับมือปัญหาหมอกควัน
  • มาเลเซียจี้อาเซียนยกระดับความเฝ้าระวังปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน

สิงคโปร์ประกาศมาตรการภาษีใหม่และวีซ่า ONE Pass สำหรับผู้จัดการกองทุนระดับโลก

ที่มาภาพ: https://www.visitsingapore.com/see-do-singapore/places-to-see/singapore-river/

สิงคโปร์กำลังเตรียมออกมาตรการชุดใหม่เพื่อดึงดูดผู้จัดการสินทรัพย์ (asset managers), กองทุนเฮดจ์ฟันด์ (hedge funds) และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับสูง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นในการแย่งชิงบุคลากรที่มีความสามารถและเงินทุนจากทั่วโลก

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore:MAS) ได้ประกาศชุดมาตรการเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการบริหารจัดการสินทรัพย์ชั้นนำ

MAS ระบุว่า อุตสาหกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์ของสิงคโปร์ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของภาคการเงิน โดยคิดเป็นประมาณ 15% ของผลผลิตรวมในภาคการเงิน และมีสัดส่วนการจ้างงานอยู่ที่ 13% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้ยังคงเติบโตในเชิงบวกเฉลี่ย 7.5% ต่อปี จนมีมูลค่าเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ชุดมาตรการนี้จัดทำขึ้นเพื่อต่อยอดแรงส่งการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยจะช่วยดึงดูดกิจกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง เสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมให้ลึกยิ่งขึ้น และดึงดูดบุคลากรระดับชั้นนำด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์ ท่ามกลางการแข่งขันในระดับนานาชาติที่เพิ่มสูงขึ้น

มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย:

  • การยกเว้นภาษีสำหรับผลตอบแทนที่ผูกกับกำไร (Profit-related returns) ที่ได้จากการให้บริการบริหารจัดการกองทุนแก่กองทุนเข้าข่ายตามเงื่อนไข (การยกเว้นภาษีนี้จะใช้กับส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนที่ผู้จัดการกองทุนและบุคลากรด้านการลงทุนได้รับ เมื่อสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้กับผู้ลงทุนในกองทุนที่เข้าข่ายตามเงื่อนไข ทั้งนี้ จะไม่ครอบคลุมถึงเงินเดือนประจำ โบนัส หรือค่าตอบแทนในรูปแบบอื่นของลูกจ้าง)
  • โครงการลงทุนสำหรับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ใหม่ (New hedge fund investment programme) เพื่อดึงดูดผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชั้นนำให้มาตั้งฐานในสิงคโปร์
  • ช่องทางบริหารจัดการการลงทุนใหม่ (New Investment Management Track) ภายใต้โครงสร้างวีซ่า Overseas Networks & Expertise (ONE) Pass เพื่อดึงดูดผู้นำระดับโลกและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับสูงในอุตสาหกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์

เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ทั้งสามมาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจูงใจให้ผู้จัดการสินทรัพย์รายสำคัญเข้ามาตั้งฐานกิจกรรมทางธุรกิจ การจัดสรรเงินทุน และการกระจายกำลังบุคลากรในสิงคโปร์

การยกเว้นภาษีสำหรับผลตอบแทนที่ผูกกับกำไร

MAS และกระทรวงการคลัง วางแผนที่จะเปิดตัวการยกเว้นภาษีสำหรับผลตอบแทนที่ผูกกับกำไร ซึ่งเกิดขึ้นจากการให้บริการบริหารจัดการกองทุนแก่กองทุนเข้าข่ายตามเงื่อนไข กองทุนดังกล่าว (กองทุนเหล่านี้คือกองทุนที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 13D, 13O, 13OA, 13U และ 13V แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พ.ศ. 2490 (Income Tax Act 1947) และบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่มีฐานการดำเนินงานในสิงคโปร์) ถูกกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการมีตัวตนทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงจำนวนพนักงานขั้นต่ำ การยกเว้นภาษีนี้เป็นมาตรการแบบเจาะจงที่มุ่งเน้นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการบริหารจัดการสินทรัพย์

การยกเว้นภาษีที่เสนอมานี้คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีประเมินภาษี 2570 (Year of Assessment 2027) โดยจะใช้กับผลตอบแทนที่ผูกกับกำไรซึ่งได้รับผ่านข้อตกลงจัดตั้งกองทุนเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรณีที่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน หรือบุคคลธรรมดา ได้รับส่วนแบ่งกำไรของกองทุนเข้าข่ายตามสัญญา ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อตอบแทนการให้บริการบริหารจัดการกองทุน การยกเว้นภาษีนี้จะคำนึงถึงข้อตกลงบริหารจัดการกองทุนเชิงพาณิชย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน รายละเอียดเพิ่มเติมจะมีการประกาศในงานแถลงงบประมาณประจำปี 2570

โครงการลงทุนสำหรับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ของ MAS

นอกจากนี้ MAS จะเปิดตัว “โครงการลงทุนสำหรับกองทุนเฮดจ์ฟันด์” (Hedge Fund Investment Programme) ใหม่ เพื่อร่วมลงทุนกับผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีความมุ่งมั่นในการจัดตั้งหรือขยายการดำเนินงานในสิงคโปร์ นอกเหนือจากการดึงดูดผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์และบุคลากรด้านการลงทุนระดับโลกและระดับภูมิภาคแล้ว โครงการนี้ยังจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศการลงทุนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ของสิงคโปร์ ซึ่งรวมถึงผู้ให้บริการสนับสนุนและนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อสถาบัน (Prime Brokerages) รายละเอียดเพิ่มเติมจะมีการแจ้งให้ทราบเมื่อมีความพร้อม

ช่องทางบริหารจัดการการลงทุนภายใต้ ONE Pass

MAS และกระทรวงแรงงาน มีตั้งใจที่จะเปิดตัว “ช่องทางบริหารจัดการการลงทุน” (Investment Management Track) ใหม่ ภายใต้โครงสร้างวีซ่า ONE Pass เพื่อรองรับผู้นำระดับโลกและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับสูง ที่มีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ หรือได้สร้างประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญแก่อุตสาหกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์ของสิงคโปร์อยู่แล้ว

ช่องทางนี้อาจรวมถึงการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินเงินเดือนเพื่อสะท้อนโครงสร้างค่าตอบแทนที่เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น เช่น การยอมรับผลตอบแทนที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานของการลงทุนและผลลัพธ์ของกองทุน ซึ่งเป็นการยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญและเกิดขึ้นเป็นประจำของค่าตอบแทนสำหรับผู้ให้บริการบริหารจัดการกองทุนเฉพาะทาง นอกเหนือจากเงินเดือนประจำรายเดือน

อุตสาหกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์เป็นส่วนสำคัญในการสร้างงานที่มีคุณภาพสำหรับคนท้องถิ่น โดยรองรับสายงานคุณภาพสูงที่หลากหลาย เช่น การบริหารกลุ่มสินทรัพย์ (Portfolio Management), การวิเคราะห์การลงทุน, การดูแลลูกค้า และการบริหารความเสี่ยง โดยปัจจุบันคนท้องถิ่นมีสัดส่วนราว 80% ของกำลังคนทั้งหมดเกือบ 25,000 คนในอุตสาหกรรมนี้ มาตรการเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์ของสิงคโปร์ เพื่อให้สามารถสร้างงานที่ดีจำนวนมากให้กับชาวสิงคโปร์ได้อย่างต่อเนื่อง

สิงคโปร์อัด Data Center จัดสรรกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ให้ 4 บริษัท

Keppel Data Centre ในสิงคโปร์ที่มาภาพ: https://www.keppeldatacentres.com/locations/asia-pacific/singapore/keppel-dc-singapore-5/

ผู้ให้บริการ 4 รายได้รับไฟเขียวให้ขยายกำลังการผลิตศูนย์ข้อมูล (data centre) ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเสริมสร้างสถานะของประเทศในฐานะศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์และการเชื่อมต่อ

ดิจิทัล เรียลตี้ (Digital Realty), อีควินิกซ์ (Equinix), เคพเพล  ดาต้า เซ็นเตอร์ส (Keppel Data Centres) และเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ส (ST Telemedia Global Data Centres) ต่างได้รับการจัดสรรกำลังการผลิตใหม่รายละ 50 เมกะวัตต์ โดยคัดเลือกผ่านกระบวนการจัดสรรเชิงแข่งขันที่ผูกกับมาตรฐานพลังงานสีเขียวที่เข้มงวด

ข้อเสนอของทั้ง 4 บริษัทเอาชนะข้อเสนออีกกว่า 16 รายที่ยื่นต่อคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Singapore Economic Development Board :EDB) และหน่วยงานพัฒนาสื่อสารสนเทศ ( Infocomm Media Development Authority:IMDA) ผ่านการเปิดรับคำขอศูนย์ข้อมูลรอบที่ 2 (Data Centre – Call for Application) ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568

ผู้ให้บริการทั้งหมดได้ให้คำมั่นว่าจะใช้พลังงานสีเขียวเป็นแหล่งพลังงานมากกว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตศูนย์ข้อมูลใหม่ IMDA และ EDB ระบุในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม

“ข้อเสนอที่ได้รับการคัดเลือกผ่านกระบวนการแข่งขันแบบเปิด โดยพิจารณาจากความสามารถในการตอบโจทย์ผลลัพธ์ที่ต้องการของโครงการอย่างครอบคลุม ทั้งในมิติเชิงยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และความยั่งยืน” แถลงการณ์ระบุ

เงื่อนไขดังกล่าวรวมถึงการปักหลักขีดความสามารถด้านการประมวลผลขั้นสูงในสิงคโปร์สำหรับเทคโนโลยีอย่างเอไอ การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญให้กับประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับพันธมิตรที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ ตลอดจนการนำระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (liquid cooling) และอุปกรณ์ไอทีที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์มาใช้

อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตจะต้องมาจากแหล่งพลังงานสีเขียว เช่น ไบโอมีเทน แอมโมเนียคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ และแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งบนอาคารแนวตั้ง (vertical building-integrated photovoltaics)

ผู้ให้บริการทั้ง 4 รายต่างดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูลหลายแห่งทั่วสิงคโปร์อยู่แล้ว

อีควินิกซ์ ซึ่งเคยได้รับคัดเลือกในโครงการนำร่อง Call for Application เมื่อปี 2565 เช่นกัน ปัจจุบันดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูล 5 แห่งในสิงคโปร์ และมีแผนจะเปิดศูนย์ข้อมูลแห่งที่ 6 ภายในสิ้นปี 2569 จากผลการยื่นขอที่ประสบความสำเร็จเมื่อปี 2566 (2023) รวมถึงศูนย์ข้อมูลแห่งที่ 7 บนเกาะจูรง (Jurong Island) ยี เมย์ เลียง (Yee May Leong) กรรมการผู้จัดการประจำสิงคโปร์ของอีควินิกซ์กล่าว

เหลียงกล่าวว่าความต้องการดังกล่าวเกิดจากการใช้งานบริการคลาวด์และแอปพลิเคชันเอไอที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องการการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก โดยงานลักษณะนี้มักต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและอยู่ใกล้กับภาคธุรกิจ

ดิจิทัล เรียลตี้ ปัจจุบันดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูล 3 แห่งในสิงคโปร์ ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 84 เมกะวัตต์ และจะเปิดศูนย์ข้อมูลแห่งที่ 4 หลังจากยื่นขอสำเร็จ

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ส ดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูลลักษณะนี้ 6 แห่งในสิงคโปร์ และจะเปิดแห่งที่ 7 บนเกาะจูรง

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า เจทีซี (JTC) กำลังพัฒนาสวนศูนย์ข้อมูลคาร์บอนต่ำบนเกาะจูรง เพื่อนำเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำมาใช้ภายในระบบนิเวศของเกาะแห่งนี้

EDB และ IMDA ระบุเพิ่มเติมว่าจะพิจารณาความจำเป็นในการเปิดรับคำขอ (Call for Application) รอบใหม่ภายในสองปีข้างหน้า เพื่อรองรับลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์

การเปิดรับคำขอศูนย์ข้อมูลรอบแรกของสิงคโปร์เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 โดยมีการจัดสรรกำลังการผลิตใหม่รวม 80 เมกะวัตต์ให้แก่ผู้ให้บริการ 4 รายในอีกหนึ่งปีต่อมา ได้แก่ อีควินิกซ์, จีดีเอส (GDS), ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และกลุ่มพันธมิตรแอร์ทรังก์-ไบต์แดนซ์ (AirTrunk-ByteDance)

การจัดสรรครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทางการยกเลิกมาตรการระงับการสร้างศูนย์ข้อมูล (moratorium) ที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อควบคุมแรงกดดันมหาศาลที่มีต่อทรัพยากรพลังงานและที่ดินของสิงคโปร์

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเปิดรับการลงทุนจากจีน ปัดกระแสป่วนความสัมพันธ์

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน (ซ้าย) และนายต่ง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน (ขวา) เข้าพบประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026 (ภาพโดย กระทรวงการต่างประเทศจีน) ที่มาภาพ:https://www.chinadailyasia.com/hk/article/638331

อินโดนีเซียจะยังคงมุ่งมั่นสร้างบรรยากาศทางธุรกิจที่ดีให้แก่บรรดาธุรกิจของจีนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งไม่ยอมรับการปั่นกระแสที่มีเจตนาร้ายหรือความพยายามใดๆ ที่จะเสี้ยมให้เกิดความแตกแยก ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย กล่าว

ประธานาธิบดีปราโบโวเปิดเผยระหว่างการพบปะกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และ นายตง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ที่อยู่ระหว่างการเยือนเมื่อวันศุกร์(21 สิงหาคม 2569) ว่า อินโดนีเซียยินดีต้อนรับบริษัทจากจีนให้เข้ามาลงทุนและทำธุรกิจในประเทศเพิ่มมากขึ้น

ผู้นำอินโดนีเซียระบุว่า อินโดนีเซียมุ่งหวังที่จะเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านกับจีนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวอีกว่า จะเดินทางไปเยือนเมืองเซินเจิ้นในเดือนพฤศจิกายนเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) และยกระดับการสื่อสารรวมถึงการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ทางด้านนายหวัง อี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า จีนและอินโดนีเซียต่างมีจุดแข็งที่ส่งเสริมกันและกันได้อย่างดียิ่ง โดยจีนเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ มั่นคง และพร้อมยืนหยัดเคียงข้างการพัฒนาประเทศของอินโดนีเซียในระยะยาว

นายหวัง อี้ กล่าวว่า จีนมีความพร้อมทั้งในแง่ศักยภาพและความตั้งใจที่จะกระชับความร่วมมือกับอินโดนีเซีย เพื่อช่วยแปรรูปทรัพยากรของอินโดนีเซียให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนา พร้อมทั้งเร่งสปีดการพัฒนาสู่ความเป็นอุตสาหกรรมและความทันสมัย

นายหวัง อี้ เน้นย้ำว่า ไม่มีอำนาจใดสามารถหยุดยั้งการเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนและอินโดนีเซียได้ พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศร่วมกันเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและความเชื่อมั่น สนับสนุนซึ่งกันและกัน และยึดมั่นในแนวทางการเปิดกว้างและความร่วมมือ ท่ามกลางความผันผวนและความท้าทายภายนอกที่ซับซ้อน

อินโดนีเซีย-จีนตกลงขยายมูลค่าการค้าทะลุเพดาน 1.67 แสนล้านดอลลาร์

นายซูกิโอโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย (ขวา) เป็นประธานในการประชุมนัดแรกของเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน (CSD) ระหว่างอินโดนีเซียและจีน โดยมีนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน (ที่สองจากซ้าย) เข้าร่วมการประชุม ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่มาภาพ:https://en.antaranews.com/news/428103/indonesia-china-agree-to-boost-trade-beyond-us167-billion-threshold?utm_source=antaranews&utm_medium=desktop&utm_campaign=top_news

อินโดนีเซียและจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายการค้าทวิภาคีให้ก้าวข้ามมูลค่าปัจจุบันที่ 1.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ยังรอการปลดล็อกระหว่างสองประเทศ ภายหลังการประชุมกรอบความร่วมมือยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Dialogue – CSD) ครั้งแรก ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันศุกร์(21 สิงหาคม 2569) ที่ผ่านมา

นายซูกีโอโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย แถลงหลังการหารือกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน โดยเน้นย้ำว่า ทั้งสองประเทศตั้งใจที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งฟื้นฟูแพลตฟอร์มเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งด้านพลังงาน แร่ธาตุ และการค้าทางทะเล

“เนื่องจากตัวเลขนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมศักยภาพทั้งหมดของทั้งสองประเทศ เราจึงเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในภาคการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทั้งปริมาณและมูลค่า” นายซูกีโอโน กล่าว

การหารือดังกล่าวได้เริ่มวางกรอบเบื้องต้นสำหรับแผนปฏิบัติการปี 2570–2574 พร้อมกับเปิดช่องทางสำหรับกลไกความร่วมมือใหม่ๆ ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีขั้นสูง และมาตรฐานการกักกันโรค

โครงการทางเทคนิคในอนาคตคาดว่าจะครอบคลุมถึงการพัฒนาดาวเทียมสื่อสารร่วมกันและการขยายความร่วมมือทางการเงินผ่านการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่น

นอกจากนี้ ทั้งสองพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ยังยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเงินแก่โครงการภายใต้ข้อตกลงหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงจาการ์ตา–บันดุง พร้อมทั้งวางมาตรการรองรับเพื่อเพิ่มความจุผู้โดยสาร

เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งทางภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือทวิภาคีภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย จะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับความมั่นคงทางอาหาร แร่ธาตุสำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์

นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ การเจรจายังครอบคลุมถึงเป้าหมายด้านการป้องกันประเทศและทางการทูตที่กว้างขึ้น โดยข้อตกลงทางทะเลจะมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยในการเดินเรือ การวิจัยทางทะเล และการเสริมสร้างศักยภาพด้านความมั่นคง ซึ่งจะเติมเต็มด้วยการขยายโอกาสทุนการศึกษาด้าน STEM สำหรับนักศึกษาชาวอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียยังได้ยืนยันการสนับสนุนจีนในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค (APEC 2026) ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองเซินเจิ้น

อนึ่ง กรอบความร่วมมือ CSD ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศนี้จัดตั้งขึ้นระหว่างการเยือนปักกิ่งของรัฐมนตรีซูกีโอโน เมื่อเดือนเมษายน 2568 โดยถือเป็นขั้นตอนล่วงหน้าก่อนที่จะเริ่มกลไกการเจรจา 2+2 รอบที่สอง ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ลาวเล็งดึงการลงทุนศูนย์ข้อมูลและ AI เสริมทัพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ น้ำงึม 1 ที่มาภาพ : https://www.edlgen.com.la/2019/10/30/generation-nam-ngum-1-hpp-is-back-to-normal/?lang=en

รัฐบาลลาวกำลังเร่งดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Centres) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและดึงดูดโครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้น

โดยแผนการส่งเสริมการลงทุนปี 2569-2573 ได้กำหนดให้เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพการลงทุนและลดการพึ่งพาโครงการที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก

นางพอนวัน อุทะวง รองรัฐมนตรีกระทรวงการเงิน ได้เสนอนโยบายนี้ในการประชุมส่งเสริมและบริหารการลงทุน โดยเน้นย้ำว่า ลาวตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา ช่วยสร้างงานที่มีทักษะสูง และเชื่อมโยงธุรกิจท้องถิ่นเข้ากับห่วงโซ่การผลิตในระดับภูมิภาคและสากล ซึ่งศูนย์ข้อมูลถือเป็นภาคส่วนที่มีแนวโน้มเติบโตสูงจากความต้องการบริการดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง และระบบจัดเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก โดยลาวมีจุดแข็งสำคัญด้านศักยภาพการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้

การดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับรายงานของ UNCTAD ที่ระบุว่า มูลค่าการลงทุนในศูนย์ข้อมูลทั่วโลกในปี 2568 สูงกว่า 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 20 ของมูลค่าโครงการลงทุนใหม่ทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

แผนการลงทุนของรัฐบาลระบุว่าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญลำดับต้น ๆ ซึ่งสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงทรัพยากรพลังงานของลาวเข้ากับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ไฟฟ้าที่มีความน่าเชื่อถือและราคาที่แข่งขันได้ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับศูนย์ข้อมูล (data centres) เนื่องจากต้องการปริมาณไฟฟ้าจำนวนมากและต่อเนื่อง ทรัพยากรพลังงานน้ำของลาว ประกอบกับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม อาจช่วยสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้พลังงานเข้มข้นได้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเป้าหมายที่จะดึงดูดการลงทุนในพลังงานสะอาด เกษตรกรรมสะอาด การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

นอกจากนี้ การรุกสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลยังมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจพึ่งพาตนเองได้จากการผลิตในประเทศ โดยเน้นการลดการนำเข้า เพิ่มรายได้เงินตราต่างประเทศ และส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานในประเทศ ผ่านความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ เช่น ข้อตกลงกับจีนในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาชีวศึกษาเฉพาะทาง ที่ลงนามระหว่างการเยือนจีนของประธานาธิบดี ทองลุน สีสุลิด เมื่อเดือนมิถุนายน 2569

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลลาวเตรียมปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนให้มีความรวดเร็ว ทันสมัย และโปร่งใสยิ่งขึ้น พร้อมทั้งคัดกรองนักลงทุนอย่างเข้มงวด โดยพิจารณาจากความพร้อมด้านเงินทุน ศักยภาพทางเทคโนโลยี และประสบการณ์เป็นสำคัญ ทั้งนี้ ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ลาวได้อนุมัติโครงการสัมปทานและกิจการควบคุมไปแล้ว 34 โครงการ มูลค่ารวม 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยมีเงินทุนไหลเข้าจริง 1.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วงปี 2569-2573 ลาวต้องการเงินลงทุนรวม 636,178 พันล้านกีบ ซึ่งคาดว่าเป็นเงินลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศราวร้อยละ 64.4 เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต่อไป

เวียดนามออกเกณฑ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฉบับใหม่ บังคับใช้ทั้งธุรกิจในและต่างประเทศ

Vietnam Live Commerce ที่มาภาพ: https://en.vietnamplus.vn/video-shopping-set-to-become-next-major-trend-in-e-commerce-post311618.vnp

รัฐบาลเวียดนามได้ออกคำสั่งฉบับที่ 333/2026/ND-CP กำหนดรายละเอียดบทบัญญัติและมาตรการต่าง ๆ เพื่อบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Law on Cybersecurity) โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญเกี่ยวกับกิจกรรมด้านการประกันความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสำหรับธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ดำเนินกิจการในโลกไซเบอร์ภายในเวียดนาม

คำสั่งฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ประกอบด้วย 6 หมวด 32 มาตรา ครอบคลุมมาตรการคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การประกันความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล การฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เฉพาะทาง และการบริหารจัดการการระบุที่อยู่ไอพี (IP address) สำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต

ตามมาตรา 16 ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศที่ให้บริการบนเครือข่ายโทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต และบริการมูลค่าเพิ่มบนพื้นฐานไซเบอร์ในเวียดนาม จะต้องดำเนินการเพื่อเป็นหลักว่ามีความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลตามที่ระบุไว้ในมาตรานี้และกฎระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของกฎหมายเวียดนาม

ธุรกิจต้องตรวจสอบยืนยันข้อมูลของผู้ใช้งานเมื่อมีการลงทะเบียนบัญชีดิจิทัล และต้องยืนยันตัวตนบัญชีด้วยหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในเวียดนาม ส่วนผู้ใช้ที่ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์จะต้องใช้เลขประจำตัวประชาชนหรือวิธีการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกกฎหมายวิธีอื่นแทน

ผู้ใช้ที่ทำการไลฟ์สตรีมเพื่อการค้า (commercial livestreaming) จะต้องยืนยันตัวตนบัญชีด้วยเลขประจำตัวประชาชน

นอกจากนี้ ธุรกิจต้องใช้มาตรการทางการบริหารและทางเทคนิคที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองข้อมูลและบัญชีของผู้ใช้งาน และอนุญาตให้เฉพาะบัญชีที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วเท่านั้นที่สามารถโพสต์ แชร์ข้อมูล และใช้งานฟังก์ชันเชิงโต้ตอบต่าง ๆ ได้

ในส่วนของการให้ข้อมูลเพื่อการคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ธุรกิจต้องให้ข้อมูลผู้ใช้งานแก่กองกำลังเฉพาะทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (specialised cybersecurity forces)ภายใต้กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เมื่อได้รับการร้องขอที่ชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายเวียดนาม เพื่อการตรวจสอบยืนยัน การสืบสวน และการจัดการกับการฝ่าฝืนกฎหมาย

โดยทั่วไปข้อมูลดังกล่าวต้องถูกส่งมอบภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับการร้องขอ และจะลดเหลือ 3 ชั่วโมงในกรณีฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติหรือชีวิตมนุษย์

ธุรกิจยังต้องจำกัดการเข้าถึงหรือลบข้อมูล บริการ และแอปพลิเคชันที่ผิดกฎหมายในเวียดนาม เมื่อได้รับการร้องขอจากกองกำลังเฉพาะทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยต้องดำเนินการตามคำร้องขอภายใน 24 ชั่วโมง หรือ 6 ชั่วโมงในกรณีฉุกเฉินที่คุกคามความมั่นคงของชาติ

สำหรับกรณีการฝ่าฝืนซ้ำ บัญชี เพจ กลุ่มชุมชน และช่องทางเผยแพร่เนื้อหาต่าง ๆ อาจถูกจำกัดการมองเห็นในเวียดนาม หรือถูกระงับการใช้งานชั่วคราว โดยบัญชีที่โพสต์ข้อมูลผิดกฎหมายอย่างน้อย 3 ครั้งภายใน 30 วัน อาจถูกจำกัดหรือระงับการใช้งานได้นานสูงสุด 60 วัน ขณะที่บัญชีที่โพสต์ข้อมูลลักษณะดังกล่าวอย่างน้อย 10 ครั้งภายใน 90 วัน อาจถูกจำกัดหรือระงับการใช้งานได้นานสูงสุด 180 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและความร้ายแรงของการฝ่าฝืน

การจำกัดการใช้งานอย่างไม่มีกำหนดหรือการบล็อกบัญชีอาจใช้กับบัญชี เพจ กลุ่มชุมชน และช่องทางเผยแพร่เนื้อหาที่ถูกใช้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ละเมิดความมั่นคงของชาติเวียดนาม หรือมีการฝ่าฝืนต่อเนื่องหลังจากถูกบล็อกชั่วคราวมาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฝ่าฝืนความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในลักษณะที่เห็นว่าจำเป็นต้องบล็อกอย่างถาวร

บัญชีที่ถูกบล็อกอย่างไม่มีกำหนดอาจได้รับการคืนสถานะ หากเหตุแห่งการใช้มาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลง มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการตรวจสอบยืนยันหรือดำเนินการ มีสถานการณ์ใหม่เกิดขึ้น หรือหน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาแล้วเห็นว่าบัญชีดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อการฝ่าฝืนความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ยังกำหนดให้มีการระงับหรือยุติการให้บริการแก่องค์กรและบุคคลที่โพสต์ข้อมูลซึ่งเข้าข่ายตามบทบัญญัติเฉพาะของกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อได้รับการร้องขอจากกำลังพลเฉพาะทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

นอกจากนี้ ธุรกิจต้องจัดเก็บและบริหารจัดการบันทึกข้อมูลระบบ (system logs) เพื่อการบริหารจัดการของรัฐ การประกันความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการจัดการกับการฝ่าฝืนกฎหมาย

บันทึกข้อมูลดังกล่าวต้องประกอบด้วยอย่างน้อยที่สุด ข้อมูลบัญชีผู้ใช้งาน เวลาการเข้าและออกจากระบบ ที่อยู่ไอพี พอร์ตต้นทาง และบันทึกการประมวลผลข้อมูลที่โพสต์ โดยต้องเก็บรักษาในรูปแบบที่สามารถเรียกค้นได้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือน

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569

มาเลเซีย-บรูไนตกลงใช้กลไกอาเซียนรับมือปัญหาหมอกควัน

ที่มาภาพ: https://www.sarawaktribune.com/malaysia-brunei-agree-to-asean-mechanism-on-haze/

มาเลเซียและบรูไนดารุสซาลามบรรลุข้อตกลงในการใช้กลไกอาเซียนเป็นแนวทางแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อรัฐซาราวัก

นายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม เปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการหารือกับสมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาะห์ แห่งบรูไน ในการประชุมปรึกษาหารือประจำปีของผู้นำครั้งที่ 27 ( the 27th Leaders’ Annual Consultation) ระหว่างมาเลเซียและบรูไนดารุสซาลาม ที่เมืองบันดาร์เสรีภควันในวันที่ 22 สิงหาคม 2569

สำนักข่าว UKAS รายงานอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระหว่างการแถลงข่าวหลังเข้าร่วมการประชุม ALC-27 ว่า “เราทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการใช้กลไกอาเซียนเป็นแนวทางที่ดีที่สุด”

ประเด็นหมอกควันข้ามพรมแดนได้รับความสนใจอย่างมาก หลังจากรัฐซาราวักเผชิญกับคุณภาพอากาศที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ จนเป็นเหตุให้ต้องสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราวถึง 591 แห่ง ระหว่างวันที่ 20–21 สิงหาคมที่ผ่านมา

สถานการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการจัดการปัญหาหมอกควัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมลพิษทางอากาศสามารถพัดข้ามพรมแดนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านได้

ทั้งนี้ การนำกลไกอาเซียนมาใช้คาดว่าจะช่วยให้มาเลเซียและบรูไนมีเวทีระดับภูมิภาคในการเสริมสร้างความร่วมมือ และประสานความพยายามร่วมกันเพื่อรับมือกับปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาเลเซียจี้อาเซียนยกระดับความเฝ้าระวังปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน

ใจกลางเมืองกูชิงที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันมลพิษเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่วัดค่าดัชนีมลพิษทางอากาศได้ที่ระดับ 180 ที่มาภาพ: https://www.freemalaysiatoday.com/category/nation/2026/08/22/very-unhealthy-air-quality-in-serian-10-other-areas-affected

มาเลเซียเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนผนึกกำลังและยกระดับการรับมือกับความเสี่ยงของปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน หลังจากภาวะแล้งที่ยาวนานส่งผลให้จุดความร้อน (Hotspots) เพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ของภูมิภาค

ดาโต๊ะ สรี อาร์เธอร์ โจเซฟ คูรุป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม ระบุว่า แต่ละประเทศควรกวดขันการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงสูง เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับจุดความร้อน บังคับใช้มาตรการควบคุมการเผาในที่โล่งอย่างเข้มงวด และเตรียมความพร้อมของกำลังดับเพลิงอยู่เสมอ

อาร์เธอร์เปิดเผยว่า มาเลเซียได้ส่งข้อความสื่อสารอย่างเป็นทางการถึง ดร.เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน เกี่ยวกับข้อเรียกร้องนี้แล้วเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม

แม้ว่าสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อนภายในแต่ละประเทศจะยังคงควบคุมได้ แต่อาร์เธอร์ชี้ว่า ความเสี่ยงของหมอกควันข้ามพรมแดนที่เพิ่มสูงขึ้น จำเป็นต้องอาศัยการเฝ้าระวังในระดับภูมิภาคที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

“การเข้าแทรกแซงตั้งแต่เนิ่นๆ การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ และการประสานงานในระดับภูมิภาคอย่างใกล้ชิด ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ” ในการจัดการกับปัญหาหมอกควันอย่างมีประสิทธิภาพ อาร์เธอร์กล่าวในแถลงการณ์

อาร์เธอร์กล่าวอีกว่า สภาพอากาศแห้งแล้งที่ยาวนานในภูมิภาคอาเซียนตอนล่าง มีส่วนทำให้จุดความร้อนและหมอกควันเพิ่มขึ้นอย่างมาก และสถานการณ์อาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าจะค่อยๆ กำลังแรงขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ มาเลเซียยังชื่นชมบทบาทของสำนักเลขาธิการอาเซียน ในฐานะ “ศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อการควบคุมมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนชั่วคราว” (Interim ASEAN Coordinating Centre for Transboundary Haze Pollution Control) ที่ทำหน้าที่แบ่งปันข้อมูลและประสานมาตรการความพร้อมภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน