“ลอว์เรนซ์ หว่อง” เตือนสิงคโปร์รับมือมรสุมเศรษฐกิจลูกใหม่ ชู “AI” และ “ไตรภาคี” เกราะคุ้มกันแรงงาน

นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในวันแรงงาน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่มาภาพ:เพจ Facebook Lawrence Wong

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานชุมนุมวันแรงงานสากล (May Day Rally) โดยเน้นย้ำถึงความสำเร็จในการผ่านพ้นวิกฤติในปีที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณเตือนถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ความตึงเครียดครั้งใหม่จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายกรัฐมนตรี เริ่มต้นด้วยการย้อนรอยสถานการณ์ในปี 2568 ที่ เคยเตือนเรื่อง “พายุที่กำลังก่อตัว” ทั้งจากกำแพงทางการค้าและความไม่แน่นอนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ด้วยพลังของสามฝ่าย ที่แข็งแกร่ง

โดยภาคธุรกิจ ไม่เพียงแค่มุ่งตัดลดค่าใช้จ่าย แต่ยังคงดูแลรักษาการจ้างงาน สหภาพแรงงาน เปิดรับความเปลี่ยนแปลงและไม่ต่อต้านการปรับตัว และทำในสิ่งที่ชาวสิงคโปร์ทำมาโดยตลอด นั่นคือ “ทำงานร่วมกัน ปรับตัว และก็ผ่านพ้นมาได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

ในสุนทรพจน์ นายกฯหว่องกล่าวขอบคุณแรงงานทุกคนว่า การที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้รายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีเกินคาดในปีที่ผ่านมา และผ่านพ้นวิกฤติไปได้เพราะทุกคนในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ สหภาพแรงงาน และรัฐบาล ต่างยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวกัน

พายุลูกใหม่: วิกฤติพลังงานและห่วงโซ่อุปทานจากตะวันออกกลาง

แม้วิกฤติระลอกแรกจะเริ่มคลี่คลาย แต่นายกฯ หว่อง เตือนว่าสิงคโปร์กำลังเผชิญกับ “พายุลูกที่สอง” ซึ่งมีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าเดิม โดยมีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

“การปิดช่องแคบฮอร์มุซมานานกว่า 2 เดือน ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องราคาสินค้าที่สูงขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงขั้นขาดแคลนสินค้าขั้นพื้นฐาน” นายกฯหว่องกล่าว

การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเอเชียที่พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียสูงมาก เริ่มเห็นปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงในภูมิภาค สายการบินลดเที่ยวบิน และโรงงานเริ่มประสบปัญหาความล่าช้า ซึ่งจะลามไปถึงอุตสาหกรรมปุ๋ยและอาหารในลำดับถัดไป รวมไปถึงประเภทอื่นๆที่จะตามมา

แม้ช่องแคบจะเปิดใช้งานได้ในอนาคต แต่การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน การกู้ทุ่นระเบิด และการเรียกคืนความเชื่อมั่นของบริษัทประกันภัยการเดินเรือต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าสถานการณ์จะกลับมามีเสถียรภาพและทรงตัว

“ดังนั้น เราจึงไม่ควรคาดหวังว่าวิกฤตการณ์นี้จะจบลงในเร็ววัน ในความเป็นจริงแล้ว ความกดดันต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจะยังคงดำเนินต่อไปและอาจแย่ลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้น โดยลุกลามจากภาคพลังงานไปสู่สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าจำเป็นอื่น ๆ บางประเทศอาจเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย และสิงคโปร์จะได้รับผลกระทบนี้โดยตรง การเติบโตของเราในปีนี้จะชะลอตัวลงและเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะสร้างความกดดันอย่างมากต่อภาคธุรกิจ คนทำงาน และครัวเรือน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรี ได้ย้อนรำลึกถึงวิกฤตการณ์น้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อเตือนให้ชาวสิงคโปร์เข้าใจถึงความรุนแรงของสภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงัน (Stagnation) เกิดขึ้นพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง (Inflation) ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงานควบคู่ไปกับค่าครองชีพที่แพงลิ่ว ซึ่งเป็นสถานการณ์โลกที่ทั้งภาคธุรกิจและแรงงานเผชิญกับความทุกข์ยาก

ความเสี่ยง stagflation เกิดขึ้นอีกครั้ง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่าวิกฤติครั้งนี้อาจรุนแรงกว่ายุค 70 เสียอีก” นายกฯ วองระบุ พร้อมย้ำว่า เขาต้องการพูดถึงสถานการณ์ตามตรงเพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมหรับช่วงเวลาที่ยากลำบากข้างหน้า

แม้สถานการณ์โลกจะน่ากังวล แต่นายกฯ หว่องสร้างความมั่นใจว่าสิงคโปร์ไม่ได้เผชิญวิกฤตินี้อย่างอ่อนแอ แต่เป็นเพราะการตัดสินใจที่แน่วแน่ในอดีตที่ทำให้วันนี้ประเทศมีภูมิคุ้มกัน

ด้าน การบริหารการเงิน การรักษาวินัยทางการเงินและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง เป็นเกราะป้องกันสำคัญในยามคับขัน

ด้านความมั่นคงทางพลังงาน การตัดสินใจสร้างเกาะจูร่ง (Jurong Island) และการขุดโพรงหินใต้ดินจูร่ง (Jurong Rock Caverns) เพื่อกักเก็บน้ำมัน ทั้งที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเองเลย การสร้างโรงกลั่นและพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

เครือข่ายระดับโลก ปัจจุบันสิงคโปร์คือโหนดสำคัญของพลังงานโลก การมีบริษัทพลังงานชั้นนำดำเนินงานอยู่ที่นี่ ทำให้มีจุดแข็ง สามารถเข้าถึงเครือข่ายอุปทานที่หลากหลาย เมื่อแหล่งหนึ่งหยุดชะงัก เรายังสามารถดึงทรัพยากรจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ เป็นจุดแข็งที่สร้างมาหลายทศวรรษ ไม่ใช่โดยบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ความพยายามอย่างต่อเนื่อง และวินัย ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ด้วยกัน

“แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นเองไม่ได้ เบื้องหลังความพยายามทั้งหมดของเราคือผู้คนของเรา แรงงานของเรา” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ในช่วงหนึ่งของสุนทรพจน์ นายกฯ ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี พลังงาน และเคมี หรือที่เขาเรียกว่ากลุ่ม “OPEC” (Oil, Petrochemical, Energy and Chemicals cluster) ของสิงคโปร์ ที่ทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้ประเทศยังมีไฟฟ้าใช้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้

“เป็นเพราะคนทำงานของเราทุกคน และเป็นเพราะการตัดสินใจที่เราได้เลือกไว้เมื่อหลายทศวรรษก่อน ที่ทำให้เราสามารถตอบโต้ต่อวิกฤตินี้ได้จากสถานะที่เข้มแข็ง ดังนั้น เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน เรากำลังดำเนินการจัดหาเส้นทางอุปทานสำหรับพลังงานและสินค้าจำเป็นอื่นๆ ให้มีความมั่นคง” นายหว่องกล่าว

สำหรับการช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนในเดือนที่แล้ว ประกอบด้วย

  • เร่งการช่วยเหลือ: ขยับการแจกคูปอง CDC Voucher ให้เร็วขึ้น (จากเดิมมกราคมปีหน้า มาเป็นปัจจุบัน)
  • เพิ่มเงินอุดหนุน: เพิ่มเงินคืนค่าสาธารณูปโภค (U-Save rebates) และเงินช่วยเหลือเป็นเงินสด
  • ภาคธุรกิจร่วมมือ: ชื่นชม NTUC FairPrice ที่ประกาศตรึงราคาสินค้าจำเป็น และขอความร่วมมือบริษัทต่างๆ ให้ช่วยประคองภาระของคนทำงาน

“หากสถานการณ์ท้าทายมากขึ้นในช่วงปีนี้ รัฐบาลจะทำมากกว่าเดิม เพราะในเวลาเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่ชาวสิงคโปร์วางใจได้ก็คือ รัฐบาลจะลงมือทำอย่างเด็ดขาด และจะยืนหยัดเคียงข้างชาวสิงคโปร์ทุกคนในทุกย่างก้าว” นายกรัฐมนตรีหว่อง กล่าว

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI:การปฏิวัติวิถีการทำงาน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี หว่อง ได้เปลี่ยนประเด็นจากการรับมือวิกฤติพลังงาน มาสู่การเผชิญหน้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ลึกที่สุดกำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน นั่นคือ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI ซึ่งเขาถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่เป็นตัวกำหนดนิยามของยุคสมัย

นากฯหว่องย้ำว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน วิกฤติเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า สิงคโปร์ไม่สามารถ “กบดาน”(hunker down) เพื่อรอให้พายุผ่านพ้นไปได้ แต่ต้องรุกไปข้างหน้าเพื่อฉวยโอกาสใหม่ๆ จากเทคโนโลยีนี้ และเสริมสร้างสถานะของสิงคโปร์ในโลก

นายกฯ หว่อง ยกตัวอย่างความรวดเร็วของการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเปรียบเทียบว่าเมื่อ 4 ปีก่อน ChatGPT ยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ปัจจุบัน AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งการเขียนอีเมลและการสรุปรายงาน แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างการทำงาน ตัวอย่างเช่น

  • กรณีศึกษาจาก Google เมื่อ 2 ปีก่อน AI เขียนโค้ดใหม่ให้บริษัท 25% แต่ปีที่แล้วสัดส่วนนี้เพิ่มเป็น 50%

อย่างไรก็ตาม นายกฯหว่องได้ชี้แจงเพื่อลดความกังวลเรื่องการตกงานว่า วิศวกรซอฟต์แวร์ยังคงเป็นที่ต้องการตัวสูงและได้รับค่าตอบแทนในระดับท็อป เพียงแต่ “บทบาท” ได้เปลี่ยนไป โดย ไม่ได้เป็นแค่คนเขียนโค้ดอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น สถาปนิก (Architects), ผู้ควบคุมระบบ (Orchestrators) และนักสร้างระบบ (System Builders)

นายกฯหว่อง กล่าวถึงการข้ามผ่านยุคแชทบอทเข้าสู่ยุคของ “AI Agents” ซึ่งมีความสามารถเหนือกว่าการตอบคำถามทั่วไป ทั้งในด้านการวางแผนและปฏิบัติการ AI Agents สามารถวางแผนและดำเนินงานที่ซับซ้อนตั้งแต่ต้นจนจบได้ด้วยตัวเอง ประสิทธิภาพการทำงาน ปัจจุบันผู้ประกอบการเริ่มใช้ AI Agents ในการจัดการโซเชียลมีเดีย, ร่างรายงาน และดูแลงานบริหารจัดการ และการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร งานที่เคยต้องใช้ทีมงานทั้งทีม ปัจจุบันสามารถจัดการได้โดย “คนเพียงคนเดียว” ที่ทำงานร่วมกับ AI Agents

นายกรัฐมนตรีหว่อง ย้ำเตือนว่าผลกระทบของ AI จะมหาศาลเกินกว่าเพียงแค่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่จะ “ทำลายและสร้างใหม่” (Disrupt and Reshape) โครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งหมด

“สิงคโปร์ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมใหม่นี้ และนั่นคือเหตุผลที่เราได้จัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council) ขึ้นมา เพื่อประสานความร่วมมือในระดับชาติ เป้าหมายของเรานั้นชัดเจน นั่นคือการสร้างขีดความสามารถด้าน AI ที่ลึก ส่งเสริมการนำไปใช้ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรม AI แต่ท้ายที่สุดแล้ว วัตถุประสงค์หลักของเราคือเพื่อให้มั่นใจว่า AI จะสร้างประโยชน์ให้กับคนทำงานทุกคน ด้วยตำแหน่งงานที่ดีขึ้นและโอกาสที่ดียิ่งขึ้น” นายกฯ หว่องกล่าว

นายกฯ หว่อง เปิดเผยความคืบหน้าที่น่าภาคภูมิใจ โดยระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังขยายฐานทัพด้าน AI มายังสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง โดย Google DeepMind ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัย AI แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นที่สิงคโปร์เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อพัฒนา AI ขั้นสูงและการประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง

นายกฯ หว่อง ได้ยกย่อง “อี้ ไท่” (Yi Tay) บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำทีมวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนา Gemini ซึ่งเป็นโมเดล AI เรือธงของ Google สะท้อนให้เห็นว่าคนสิงคโปร์สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของเทคโนโลยีโลกได้

นอกจากยักษ์ใหญ่แล้ว สิงคโปร์ยังดึงดูดสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็ว เช่น Advanced Machine Intelligence ซึ่งก่อตั้งโดย Yann LeCun นักวิทยาศาสตร์ AI ระดับตำนานของโลก

บริษัทนี้กำลังมุ่งเน้นพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “Physical AI” หรือ AI ที่ไม่ใช่แค่สร้างข้อความหรือรูปภาพ แต่เป็น AI ที่สามารถ “ทำความเข้าใจและโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้จริง” โดยสิงคโปร์ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 4 สำนักงานทั่วโลกของบริษัท และเป็นฐานที่มั่นเพียงแห่งเดียวในเอเชีย

“ยิ่งเราดึงดูดการลงทุนเหล่านี้ได้มากเท่าไหร่ และยิ่งระบบนิเวศ AI ของเราเติบโตขึ้นเท่าไหร่ โอกาสสำหรับคนสิงคโปร์ก็จะขยายตัวตามไปด้วยอย่างสอดคล้องกัน” นายกรัฐมนตรีหวอ่งกล่าวย้ำ

นอกจากการดึงดูดเมกะโปรเจกต์จากต่างชาติแล้ว นายกฯ หว่อง ยังชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้บริษัทท้องถิ่นเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยยกตัวอย่าง ธนาคาร DBS ที่เริ่มลงทุนใน AI มานานกว่าทศวรรษ

DBS ไม่ได้แค่ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่กำลังสอนให้พนักงานทุกคนสร้างโซลูชัน AI ของตัวเอง” นายกฯ หว่องกล่าว พร้อมยกย่อง อาลี จินาห์ โมฮาเหม็ด ยูซุฟ (Ali Jinah Mohamed Yusuf) พนักงานตัวอย่างที่ร่วมงานกับ DBS มานานถึง 26 ปี

จินาห์เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า (Customer Service Officer) หลังจบการศึกษาจาก Singapore Poly (สถาบันอุดมศึกษาด้านเทคนิคและวิชาชีพแห่งแรกและชั้นนำของสิงคโปร์) เมื่อกระแส AI เข้ามา จินาห์ไม่ได้กลัว แต่เลือกที่จะลงเรียนคอร์สเสริมทักษะใหม่ๆ เพื่อนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงาน

ปัจจุบันจินาห์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีมงานกว่า 20 คนในศูนย์บริการลูกค้าของ DBS โดยเน้นการขับเคลื่อนโปรเจกต์ AI เพื่อยกระดับการบริการและปฏิบัติการของธนาคาร

“นี่คือภาพที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านสู่ AI (AI Transformation) นั่นคือการที่แรงงานเติบโตขึ้น ปรับตัวได้ และก้าวเข้าสู่บทบาทหน้าที่ที่ดีกว่าเดิม” นายกฯ หว่อง ย้ำ

การสนับสนุนแรงงาน:ปกป้องแรงงานทุกคน

นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าความกังวลของชาวสิงคโปร์ต่อ AI เป็นเรื่องจริง หลายคนตั้งคำถามว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ หรือคนรุ่นหลังจะยังมีโอกาสดีๆ อยู่ไหม ซึ่งนายกฯได้เปรียบเทียบกับวิวัฒนาการในอดีตเพื่อสร้างความเข้าใจ

นายกฯหว่อง ย้อนความทรงจำเมื่อเริ่มทำงานในช่วงปี 90 ที่โปรแกรมอย่าง Excel เริ่มเข้ามามีบทบาท ในตอนนั้นอาชีพพนักงานบันทึกข้อมูล (Data Entry) ลดลง แต่กลับเกิดความต้องการนักบัญชีและนักวิเคราะห์ที่ใช้เครื่องมือเหล่านั้นได้เก่งขึ้นมาแทน แม้ว่า AI จะมีอานุภาพมากกว่า Excel มหาศาล และการเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

แต่นายกฯ ก็ให้คำมั่นสัญญาที่หนักแน่นว่า“ผมไม่สามารถสัญญาได้ว่าจะไม่มี disruption งานบางอย่างจะเปลี่ยนไป และบางอย่างจะหายไป แต่ผมสัญญาได้ว่า เมื่อเศรษฐกิจเรามีการเปลี่ยนผ่าน เราจะสร้างงานใหม่ที่ดีกว่าเดิม เราอาจไม่สามารถปกป้องได้ทุกตำแหน่งงาน แต่เราจะปกป้องแรงงานทุกคน เพราะในสิงคโปร์ แรงงานทุกคนมีความหมาย!”

เพื่อให้การเติบโตนี้ครอบคลุมทุกคน รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศก้าวสำคัญในการปรับปรุงระบบสนับสนุนแรงงาน โดยมีมาตรการดังนี้

  • จัดตั้งหน่วยงานใหม่ (SWDA): รัฐบาลได้ควบรวมหน่วยงาน Workforce Singapore (WSG) และ SkillsFuture Singapore (SSG) เข้าด้วยกันเป็นหน่วยงานใหม่ชื่อ Skills and Workforce Development Agency (SWDA) โดยจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงาน (MOM) และกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) เพื่อให้การฝึกอบรมทักษะและการจัดหางานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ยกระดับ SkillsFuture: เสริมความแข็งแกร่งให้โครงการเพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตและอัปเกรดทักษะได้อย่างมั่นใจ
  • โครงการสนับสนุนผู้หางาน (Jobseeker Support Scheme): หากแรงงานต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือตกงาน รัฐบาลจะมอบเงินสนับสนุนและมาตรการช่วยเหลือผ่านโครงการนี้ เพื่อให้สามารถตั้งตัวและกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง

นายกฯหว่อง กระตุ้นให้ชาวสิงคโปร์ก้าวข้ามความกังวลและลงมือทำ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลจะเป็นผู้จัดเตรียม “เครื่องมือ เส้นทาง และการสนับสนุน” ให้ แต่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายก้าวออกมาเรียนรู้ด้วยตนเอง

“อย่าปล่อยให้ความวิตกกังวลรั้งคุณไว้ AI จะไม่หายไปไหน ดังนั้นจงยอมรับ เรียนรู้ ใช้งาน และมีความเชี่ยวชาญ” นายกฯ กล่าวเสริมว่า บริษัทที่ปรับตัวจะรักษาความสามารถในการแข่งขัน ส่วนแรงงานที่มีทักษะ AI จะมีโอกาสและอนาคตที่ดีกว่า

นายกฯ หว่อง ชี้ว่าแม้คนส่วนใหญ่จะบอกว่าใช้ AI แล้ว แต่หลายคนยังใช้เพียงเพื่อถามตอบเหมือนเครื่องมือค้นหา (Search tool) ทั่วไป ซึ่งนั่นเป็นเพียงการสัมผัส “ผิวเผิน” เท่านั้น ยังมีศักยภาพอีกมหาศาลที่รอการปลดล็อก และเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ “อยากเรียนรู้แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน” รัฐบาลจึงเตรียมมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ดังนี้:

  1. ปรับปรุงพอร์ทัล SkillsFuture: ออกแบบใหม่เพื่อให้ประชาชนค้นหาหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการเฉพาะตัวได้ง่ายขึ้น
  2. แจกสิทธิ์เข้าถึง Premium AI: สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง จะได้รับสิทธิ์ใช้งานเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียม (Premium AI tools) ฟรีเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้สามารถฝึกฝนและประยุกต์ใช้งานจริงได้ทันที
  3. พลังเสริมจาก NTUC: นายกฯ ยกย่องเลขาธิการ NTUC ที่ประกาศว่าสหภาพแรงงานจะให้การสนับสนุนเพิ่มเติมจากมาตรการของรัฐบาลด้วย

ในสิงคโปร์ นี่คือแนวทางของเรา และคือพันธสัญญาที่เรามีให้ชาวสิงคโปร์ทุกคน ขอเพียงใช้ความพยายาม และเราจะอยู่เคียงข้างคุณ… ในทุกย่างก้าวของเส้นทาง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ที่มาภาพ:เพจ Facebook Lawrence Wong

“ไตรภาคี” พลังขับเคลื่อนสิงคโปร์

นายกรัฐมนตรีหว่อง กล่าวย้ำว่า ความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะข้อได้เปรียบที่เป็นเอกลักษณ์ของสิงคโปร์ นั่นคือ “ระบบไตรภาคี” (Tripartism) ในขณะที่หลายประเทศการเปลี่ยนแปลงมักนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสหภาพแรงงานและนายจ้าง แต่ในสิงคโปร์ รัฐบาล สหภาพ และผู้ประกอบการ กลับร่วมมือกันในฐานะ “พันธมิตร”

กลไกสำคัญที่นายกฯ หว่องกล่าวถึงคือ คณะกรรมการฝึกอบรมระดับบริษัท (Company Training Committees หรือ CTCs) ซึ่งเป็นแนวคิดริเริ่มจากขบวนการแรงงาน เพื่อดึงบริษัทและคนทำงานมาวางแผนยกระดับทักษะร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันในระบบไตรภาคี (Tripartism) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง

เพื่อให้เห็นภาพ “ไตรภาคีในภาคปฏิบัติ” นายกฯ หว่อง ได้ยกตัวอย่างนวัตกรรมจาก โรงพยาบาล Tan Tock Seng (TTSH) ในการแก้ปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุดอย่างหนึ่งของพยาบาลอาวุโส นั่นคือ “การจัดเวรพยาบาล”

การจัดเวรไม่ใช่แค่การลงชื่อ แต่ต้องคำนึงถึงนโยบายโรงพยาบาล, ทักษะที่แตกต่างกันของพยาบาลแต่ละคน, คำขอส่วนตัวเนื่องจากภาระทางครอบครัว และที่สำคัญที่สุดคือ “ความยุติธรรม” ในการกระจายกะการทำงานที่ไม่มีใครอยากทำ

สหภาพพนักงานบริการด้านสุขภาพ (HSEU) ได้จับมือกับทีมพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญด้าน IT โดยมี ม่อ มินอี (Mo Minyi) ผู้จัดการแผนกการพยาบาล เป็นกำลังสำคัญในการให้ข้อมูลเชิงลึก และมีการพัฒนา เครื่องมือจัดเวรอัจฉริยะด้วย AI ทำให้งานที่เคยต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ลดเหลือเพียง 15 นาที เท่านั้น

“ประโยชน์ของมันไปไกลกว่าแค่การประหยัดเวลา เพราะการจัดเวรที่ดีขึ้นหมายถึงความยืดหยุ่นที่มากขึ้น ช่วยให้พยาบาลที่มีภาระทางครอบครัวสามารถจัดการชีวิตและกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้ทุกคนทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และฉลาดขึ้น” นายกฯ หว่อง กล่าวชื่นชม

นายกรัฐมนตรี หว่องยังได้ยกอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จคือ SMRT โดยเล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้ไปเยือนอู่ซ่อมบำรุงปิชาน (Bishan Depot) เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ในอดีต งานที่อู่ซ่อมบำรุงเป็นงานที่หนักและต้องใช้แรงกายมหาศาล พนักงานต้องยกและเคลื่อนย้ายอุปกรณ์หนักด้วยตัวเอง แต่ปัจจุบัน SMRT ได้เปลี่ยนโฉมสู่การเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอัจฉริยะ ที่มี

  • ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์: หุ่นยนต์จะทำงานตลอดคืนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้น และช่วยเคลื่อนย้ายอุปกรณ์หนักแทนมนุษย์
  • AI ในการวางแผน: AI ช่วยจัดตารางการซ่อมบำรุง โดยจับคู่งานที่เหมาะสมกับช่างเทคนิคที่มีประสบการณ์ตรงจุดที่สุด
  • การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance): AI ช่วยตรวจจับความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า ทำให้วิศวกรสามารถเข้าไปแก้ไขได้ก่อนที่รถไฟจะเสียจริง

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นผ่านกลไก CTC โดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหภาพแรงงานขนส่งแห่งชาติ (NTWU) ซึ่งนายกฯ หว่องระบุว่า พวกเขาได้นำแนวคิด “ไกเซ็น” (Kaizen) หรือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามแบบฉบับญี่ปุ่นมาใช้ทั่วทั้งองค์กร ซึ่งไม่เพียงประสิทธิผลของพนักงานดีขึ้นแต่ พนักงานก็พอใจกับผลงานมากขึ้น

หนึ่งในบุคคลที่ได้รับประโยชน์โดยตรงคือ ยะห์ยา คาร์ธี (Yahya Kharthi) วัย 62 ปี ที่ทำงานกับ SMRT มากว่า 30 ปี ในอดีตงานของยะห์ยาเป็นงานที่ต้องใช้กำลังกายอย่างหนักและส่งผลเสียต่อสุขภาพ จนครอบครัวของเขาอดเป็นห่วงไม่ได้และคิดว่าเขาควรจะเกษียณอายุในเร็ว ๆ นี้ แต่ในตอนนี้ ด้วยสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น เขาก็พร้อมและกระตือรือร้นที่จะทำงานต่อไป

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในสายตาของนายกฯ คือการที่ดอกผลจากการเปลี่ยนแปลงถูกแบ่งปันอย่างทั่วถึง เมื่อประสิทธิภาพการผลิตของอู่ปิชานเพิ่มขึ้น พนักงานไม่เพียงแต่มีค่าจ้างที่สูงขึ้น แต่ในปีนี้ SMRT ยังได้ประกาศมอบ “โบนัสไกเซ็น” (Kaizen Bonus) พิเศษจำนวน 1,600 ดอลลาร์สิงคโปร์ ให้แก่พนักงานทุกคน เพิ่มเติมจากโบนัสปกติ

นายกรัฐมนตรีหว่องยังได้ขยายความถึงบทบาทของ SMRT ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาตนเอง แต่ยังทำหน้าที่เป็น “บริษัทนางพญา” (Queen Bee Company) ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญของรัฐบาลในการกระจายความสำเร็จจากบริษัทใหญ่สู่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

ในฐานะบริษัทนางพญา SMRT ได้นำโมเดล CTC (คณะกรรมการฝึกอบรมระดับบริษัท) ไปปรับใช้กับเครือข่ายผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์รายย่อย เพื่อช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ และปรับปรุงกระบวนการทำงาน ส่งผลให้มาตรฐานและแนวปฏิบัติของระบบขนส่งสาธารณะทั้งระบบในสิงคโปร์ถูกยกระดับขึ้นพร้อมกัน

นายกฯ หว่อง ย้ำว่าหัวใจสำคัญของ CTC ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการ “คืนอำนาจให้แรงงาน” เมื่อบริษัทเกิดการเปลี่ยนแปลง แรงงานจะไม่เป็นเพียงผู้เฝ้าสังเกตการณ์ที่รอรับคำสั่งจากเบื้องบน แต่คือผู้มีส่วนร่วมสำคัญในเส้นทางแห่งการเปลี่ยนผ่าน เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง และช่วยทำให้งานดีขึ้น ฉลาดขึ้น และเร็วขึ้น

จากความสำเร็จของโมเดล CTC รัฐบาลสิงคโปร์เตรียมขยายผลสู่การเปลี่ยนผ่านด้าน AI โดยจะดำเนินการแบบ “รายอุตสาหกรรม” และ “รายบริษัท” เนื่องจาก AI ไม่มีแนวทางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ (One-size-fits-all) แต่ละภาคส่วนมีข้อจำกัดและบริบทที่ต่างกัน แต่”ด้วยความร่วมมือกัน สหภาพแรงงานและนายจ้างจะสามารถช่วยกันผลักดันการนำ AI มาใช้ เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และสร้างงานที่ดีขึ้นให้กับคนทำงานของเรา”

เพื่อรองรับภารกิจนี้ รัฐบาลได้จัดตั้ง “สภาไตรภาคีเพื่อการจ้างงาน” (Tripartite Jobs Council) ขึ้นเพื่อ ผสานความร่วมมือจากภาครัฐ สหภาพ และนายจ้าง กำกับดูแลการนำ AI มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และประกันว่าเทคโนโลยี AI จะต้องเข้ามา “ส่งเสริม” และ “สร้างประโยชน์” ให้แก่คนทำงานเสมอ

ทั้งนี้ นายกฯ หว่อง เปิดเผยว่าในสัปดาห์หน้า ณ การประชุมรัฐสภา นายอึ้ง ชี เม้ง (Ng Chee Meng) เลขาธิการ NTUC จะเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับแผนงานของสหภาพแรงงาน ซึ่งรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในภารกิจสำคัญนี้ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของแรงงานสิงคโปร์ทุกคน

“วิถีสิงคโปร์” (Singapore Way): 65 ปีแห่งการก้าวเคียงข้างแรงงาน

ในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ นายกรัฐมนตรี หว่อง ได้กล่าวยกย่องความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน (Labour Movement) ที่ยืนหยัดเคียงข้างชาวสิงคโปร์มานานถึง 65 ปี ผ่านทุกจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ ยุค 60-70 การเริ่มสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ (Industrialisation) ยุค 80 คลื่นแห่งการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ (Computerisation) ยุค 90 ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalisation) และช่วงวิกฤตการณ์ ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง, โรคระบาด SARS, วิกฤตการเงินโลก จนถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19

“เราได้ผ่านพ้นทุกระลอกของความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามา และเราจะผ่านได้อีกครั้ง ไปด้วยกัน” นายก หว่องกล่าว

นายกฯ หว่อง ระบุว่าหลายประเทศพยายามจะลอกเลียนแบบระบบ “ไตรภาคี” ของสิงคโปร์ แต่สิ่งที่เลียนแบบไม่ได้คือ “ความเชื่อใจซึ่งกันและกัน” ระหว่างรัฐบาล นายจ้าง และสหภาพแรงงาน

นายกฯหว่อง ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ทั้งสามฝ่ายไม่ได้เห็นตรงกันเสมอไป มีการถกเถียงที่รุนแรง มีการกดดันจากฝั่งสหภาพ และการคัดค้านจากฝั่งนายจ้างอยู่ตลอดเวลา “แต่การเจรจาไม่เคยพังทลายลง” ทุกฝ่ายยังคงพูดคุยและร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่ใช้ได้จริง (Practical) และเหมาะสมกับบริบทของสิงคโปร์ โดยไม่ต้องหลับหูหลับตาเลียนแบบใคร

“เราพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีนวัตกรรมของเราเอง ซึ่งนำไปใช้ได้จริง มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับความต้องการของเรา” นายกฯกล่าว

“ดังนั้นในสิงคโปร์ เราจึงไม่ใช่แค่ระบบรัฐสวัสดิการ (Welfare) แต่เป็นระบบที่สนับสนุนการทำงาน (Workfare) เราไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ (Minimum Wage) แต่เราใช้ระบบค่าจ้างก้าวหน้า (Progressive Wages) และเราไม่ได้มีเพียงเงินชดเชยการว่างงาน แต่เรามีการสนับสนุนผู้กำลังหางาน (Job Seeker Support) และนี่คือวิถีแบบสิงคโปร์ เราไม่ได้เอาแต่พูด แต่เราลงมือทำ เราไม่ได้แค่เตรียมแผนงาน แต่เราสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริง และเราจะร่วมมือกันขับเคลื่อนสิงคโปร์ไปข้างหน้า” นายกฯหว่องกล่าว

คำมั่นว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์หว่อง ได้กล่าวว่า เส้นทางข้างหน้าของสิงคโปร์ในฐานะประเทศเล็กๆ ท่ามกลางความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และแทบไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม นยกฯหว่องเน้นย้ำว่าสิ่งที่นิยามความเป็น “สิงคโปร์” ไม่ใช่ขนาดของประเทศ แต่คือการที่เรา “ไม่เคยยอมแพ้” และ “ไม่เคยทิ้งกัน” ไม่ว่าจะผ่านวิกฤตครั้งไหน ๆ ชาวสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้เห็นสิ่งหนึ่งเสมอ นั่นคือเราดูแลกันและกันอยู่เสมอ”

One Singaporean on that flight – Nisar Keshvani – wrote about what it felt like to come home on one of the RSAF flights. Let me share what he said.

นายกฯ หว่อง ได้ถ่ายทอดเรื่องราวสะเทือนใจจากวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างของ นิซาร์ เคชวานี (Nisar Keshvani) หนึ่งในชาวสิงคโปร์ที่ได้รับการอพยพกลับประเทศโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศสิงคโปร์ (RSAF)

นิซาร์เล่าว่า “เมื่อก้าวขึ้นเครื่องบินและได้ยินทหารกล่าวว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” (Welcome Home) คำสั้นๆ เพียงสี่คำนี้ กลับมีความหมายหนักแน่นอย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน เป็นคำพูดจากเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ในขณะที่ครอบครัวของผมกำลังก้าวขึ้นเครื่องบินอพยพที่เมืองริยาด… แม้เครื่องจะยังไม่ทันได้ทะยานขึ้นสู่ฟ้า แต่ในวินาทีนั้น ความรู้สึกบางอย่างภายในห้องโดยสารก็ได้เปลี่ยนไป ผู้โดยสารต่างมองหน้ากันอย่างเงียบๆ บางคนยิ้มออกมา ขณะที่บางคนปาดน้ำตา… และเมื่อเครื่องบินเริ่มยกตัวขึ้นจากรันเวย์ เสียงปรบมือก็ดังสนั่นไปทั่ว จากนั้นเสียงร้องเพลงก็ค่อยๆ ดังขึ้นตามมา มีคนเริ่มร้องเพลง ‘มาจูละห์ สิงปุระ’ (Majulah Singapura) และคนอื่นๆ ก็เริ่มร้องตามกันทั้งลำ”

“มันคือหนึ่งในห้วงเวลาที่ตระหนักได้ว่า ‘บ้าน’ ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่บนแผนที่ แต่มันคือบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า มันคืออัตลักษณ์ที่ร่วมกัน คือความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง และคือการได้รับรู้ว่าเมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น ประเทศของคุณจะมารับคุณกลับไป…

ในขณะที่เครื่องบินของกองทัพอากาศ (RSAF) กำลังพาเรากลับบ้านในคืนนั้น คำว่า ‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน’ ได้กลายเป็นความหมายใหม่โดยสิ้นเชิง เพราะมันไม่ใช่แค่คำทักทาย แต่มันคือ ‘คำมั่นสัญญา’ ว่าไม่ว่าชาวสิงคโปร์จะอยู่ที่ใดในโลก ประเทศของเราจะดูแลคนของเราเอง และนั่นคือคำมั่นสัญญาที่มีค่าควรแก่การปกป้อง—จากรุ่นสู่รุ่น”

“พี่น้องทั้งหลาย คำมั่นสัญญานี้คือหัวใจสำคัญของตัวตนของเรา ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์พลังงาน หรือการปฏิวัติ AI เราจะดูแลคนของเราเอง จะไม่มีชาวสิงคโปร์คนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” นายกฯหว่องกล่าว

ความสามัคคีคือความเข้มแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา สิ่งนี้ได้นำพาเราผ่านพ้นทุกพายุในอดีต และมอบความมั่นใจให้กับเราในวันนี้ และมันจะนำพาเราทุกคนก้าวไปข้างหน้า สู่อนาคตที่เรากำลังสร้างร่วมกัน

“เส้นทางข้างหน้าอาจจะขรุขระ พายุฝนอาจรออยู่เบื้องหน้า แต่ขอให้เรามีความกล้าเข้าไว้ พี่น้องและเพื่อนร่วมชาติชาวสิงคโปร์ทุกคน เราจะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปด้วยกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกฯ หว่อง จบสุนทรพจน์ด้วยเสียงอันกึกก้องว่า “Majulah NTUC, Majulah PAP, Majulah Singapura!” (สิงคโปร์จงเจริญ) พร้อมอวยพรความสุขเนื่องในวันแรงงานแก่ประชาชนทุกคน