
“ศรพล ตุลยะเสถียร” เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กางแผนขับเคลื่อน กบข. ชูภารกิจหลักลงทุนมั่นคง เกษียณมั่นใจ เศรษฐกิจไทยยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ”
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดงานแถลงข่าว “ทิศทาง กบข. ภายใต้การนำของเลขาธิการคนใหม่” โดย ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการ กบข.
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คนที่ 8 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ใช้เวลาเกือบสองเดือนแรกในตำแหน่ง ไม่ใช่การนั่งอ่านรายงาน แต่คือการลงพื้นที่ “สัญจร” ไปพบสมาชิกถึงต่างจังหวัด ทั้งภูเก็ต ขอนแก่น และล่าสุดคือนครพนม รวมถึงเปิดวงพูดคุยกับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นสมาชิก กบข. เอง และแม้แต่ในสำนักงานกบข. ก็ยังชวนพนักงานแต่ละสายงานมาพูดคุยตอนเช้าวันละ 3-4 คน ตั้งแต่เวลา 7.30 น. ก่อนเริ่มงานเพื่อรับฟังเสียงสมาชิกผ่านพนักงาน
“ผมไม่ได้อยากจะเห็นเอกสารข้อมูลที่เป็นตัวเลข แต่ผมอยากจะไปฟังจริงๆ ว่าสมาชิกเขาต้องการอะไร Pain Point ของเขาคืออะไรในสิ่งที่เรามีให้เขา” ดร.ศรพล กล่าวระหว่างแถลงแผนการดำเนินงานของ กบข. ต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งเป็นแผนเดียวกับที่นำเสนอวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการกบข. พร้อมย้ำว่านับเวลาการทำงานในตำแหน่งนี้เป็น “เทอม” คือ 48 เดือน และขณะนี้ผ่านไปเพียง 2 เดือน จึงต้องการผลักดันทุกอย่างที่ทำได้ให้เร็วที่สุด

เร่งแก้จุดอ่อนเงินก้อนหลังเกษียณ ให้เงินพอใช้ตลอดชีวิต
จากการพบสมาชิก ดร.ศรพล ระบุว่าโจทย์ใหญ่ข้อหนึ่งที่ กบข. ต้องเร่งแก้ไม่ใช่แค่เรื่องการออมก่อนเกษียณ แต่คือช่วง “หลังเกษียณ” การมีเงินก้อนในวันที่ออกจากราชการอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความมั่นคงตลอดช่วงชีวิตหลังเกษียณ โดยเฉพาะเมื่อข้าราชการจำนวนหนึ่งเข้าสู่วัยเกษียณพร้อมภาระหนี้
ปี 2569 มีข้าราชการเตรียมเกษียณเกือบ 20,000 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 39% มีเงินสะสมใน กบข. ราว 1–1.5 ล้านบาท ขณะที่หนี้เฉลี่ยข้าราชการอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านบาท เงินที่สะสมมาตลอดชีวิตราชการจึงอาจถูกนำไปชำระหนี้ตั้งแต่ช่วงต้นของการเกษียณ
“ในปลายเดือนกันยายนนี้ จะมีข้าราชการเกษียณประมาณเกือบ 20,000 คน เงินที่เขาเก็บเพื่อไว้ตอนเกษียณ ที่มีอยู่ในบัญชีของ กบข. ซึ่งออมมาตลอดชีวิตราชการหรือเอาไปลงทุน อยู่ที่ประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ขณะที่หนี้เฉลี่ยของข้าราชการอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านบาท แสดงว่าเงินก้อนที่ได้รับจาก กบข. ส่วนใหญ่ก็ไปใช้หนี้ครอบครัวพอดี จึงไม่มีเงินเพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณ” ดร.ศรพลกล่าว
“เราอยากให้สมาชิก คือข้าราชการ 14 ประเภทนี้ มีความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ คำว่า ‘มั่นคงทางการเงิน’ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการเงินอย่างเดียว แต่อาจจะมีเรื่องของคุณภาพการใช้ชีวิต รวมถึงสุขภาพด้วย เพราะจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราอายุยืนแต่เงินไม่พอ และจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราอายุยืน เงินพอ แต่สุขภาพไม่ดี ต้องไปด้วยกันทั้งหมด ” ดร.ศรพลกล่าว
ดร.ศรพลอธิบายถึงคุณภาพชีวิตว่า กบข. มีตัวเทียบวัดที่เรียกว่า P75 คือ ระดับการเงินที่ถือว่าดี มีเงินที่สามารถใช้ได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ 37,000 บาท อาจจะเที่ยวในประเทศ นั่งถ่ายรูปที่ร้านกาแฟได้เป็นระยะๆ กินข้าวนอกบ้านได้เป็นครั้งๆ แต่อาจจะไม่ใช่ทุกครั้ง แต่พบว่าในจำนวนเงินเกษียณ จากข้อมูลของสมาชิกทั้งหมด 1.2 ล้านคน ประมาณ 73% ของข้าราชการอยู่ต่ำกว่าระดับ P75

“เราพยายามจะทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ในระดับดีมากขึ้น เพราะฉะนั้นตัวเลข 73% เราติดตามตลอด” ดร.ศรพลกล่าว
โจทย์ใหม่ ดึง “เงินบำนาญ” กลับมาออมต่อ
การมีเงินก้อนในวันที่ออกจากราชการอาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความมั่นคงตลอดช่วงชีวิตหลังเกษียณ โดยเฉพาะเมื่อข้าราชการจำนวนหนึ่งเข้าสู่วัยเกษียณพร้อมภาระหนี้
โจทย์ดังกล่าวนำไปสู่การทบทวนวิธีคิดเรื่องเงินหลังเกษียณของ สมาชิกกบข. จากเดิมที่เน้นการสะสมเงินจนถึงวันออกจากราชการ ไปสู่การบริหารเงินและรายได้หลังเกษียณให้สามารถรองรับชีวิตที่ยาวขึ้น โดย กบข. มีแนวคิดผลักดันการปรับปรุงกฎหมายขยายสิทธิ์ทางเลือกการบริหารเงินเพื่อวัยเกษียณ (ออมต่อ) สำหรับอดีตสมาชิก และข้าราชการบำนาญ สามารถนำส่งเงินเข้ามาออมกับ กบข. ได้เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวและลดความเสี่ยงจากภัยมิจฉาชีพทางการเงิน
ดร.ศรพล กล่าวว่า ภายใต้กฎหมายสมาชิกที่เกษียณแล้วไม่สามารถนำรายได้ประจำทุกเดือนซึ่งเป็น “เงินบำนาญ” ที่ได้รับจากกรมบัญชีกลางเป็นรายเดือนหลังเกษียณ มาฝากออมต่อกับ กบข.
ดร.ศรพลยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ข้าราชการคนหนึ่งเกษียณโดยมีหนี้สินราว 1.8 ล้านบาท และได้รับเงินก้อนจาก กบข. ราว 1.5 ล้านบาท สิ่งที่ทำได้อย่างสมเหตุสมผลที่สุดคือนำเงินก้อนนั้นไปชำระหนี้ก่อน แต่หลังจากนั้นข้าราชการผู้นี้จะมีรายได้ประจำทุกเดือนจากเงินบำนาญ ซึ่งเป็นเงินที่อยากจะแบ่งมาออมต่อ แต่กฎหมายยังไม่อนุญาตให้ทำได้ พร้อมระบุว่า กบข. กำลังผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายโดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขในเรื่องนี้ต้องแก้กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ปัจจุบันมีการตั้งคณะทำงานย่อยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกรมบัญชีกลาง ยกร่างกฎหมายไว้แล้วบางส่วน โดยขั้นตอนจากนี้คือต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กบข. ก่อนเสนอต่อกระทรวงการคลัง เข้าสู่คณะรัฐมนตรี และรัฐสภาตามลำดับ
“ต้องเรียนว่าเริ่มแล้ว ตอนที่ผมเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการวันแรก ก็ได้คุยกับทีมแล้วก็ยกร่างเลย เพราะฉะนั้นเราเริ่มแล้ว เราพยายามให้เร็ว” ดร.ศรพล กล่าว
เหตุผลสำคัญที่ กบข. ต้องการผลักดันเรื่องนี้ ดร.ศรพลกล่าวว่า เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ข้าราชการเกษียณจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญเมื่อถือเงินก้อนไว้เอง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ โดยอ้างอิงสถิติของตำรวจที่ระบุว่าผู้สูงอายุที่ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 23% พร้อมยกตัวอย่างข่าวที่ผู้สูงอายุถูกหลอกโอนเงินหลักล้านบาท และกรณีข้าราชการทหารเกษียณที่ถูกมิจฉาชีพหลอกจนสูญเงินเก็บทั้งหมด
“เราอยากจะส่งเสริมให้เขามาออมกับเรา แต่ก็ต้องออมในสิ่งที่เหมาะสมกับเขาด้วย ในความเสี่ยงที่เขาสามารถรับได้” ดร.ศรพลกล่าว หากทำได้สำเร็จ กบข. เชื่อว่าการเปิดช่องให้นำเงินบำนาญมาออมต่อได้ จะช่วยสร้างกระแสรายได้ (income stream) ที่มั่นคงและพอเพียงตลอดช่วงชีวิตหลังเกษียณ แทนที่จะปล่อยให้เงินก้อนสุดท้ายในชีวิตราชการหมดไปกับการใช้หนี้ หรือมีความเสี่ยงถูกหลอกลวง

ภาพรวม: ออมช้า ออมน้อย แผนลงทุนยังไม่เหมาะสม
ปัญหาการออมต่อหลังเกษียณเป็นเพียงปลายทางของปัญหาที่ใหญ่กว่า คือพฤติกรรมการออมของข้าราชการไทยตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ดร.ศรพล อธิบายผ่าน “3 คาถา” ของการมีเงินพอใช้ยามเกษียณ ได้แก่ ออมเร็ว ออมเพิ่ม และเลือกลงทุนในแผนที่เหมาะสม
“การที่จะมีเงินออมไว้ใช้ไปจนตลอดชีวิตหลังเกษียณอย่างยั่งยืนต้องเริ่มการออมให้เร็ว เริ่มออมตั้งแต่ในวัยเริ่มต้นทํางาน ออมให้พอเพื่อให้เงินมีเวลาทำงาน และต้องเลือกออมและลงทุนในแผนที่เหมาะสม“ดร.ศรพลกล่าว
อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสมาชิกพบว่า สมาชิกออมช้าลง โดยสมาชิกในปัจจุบันเริ่มรับราชการช้าลง อายุเฉลี่ยของสมาชิกที่เข้าใหม่อยู่ที่ 29 ปี จากเดิมที่เคยอยู่ราว 24 ปี เท่ากับเสียเวลาออมไปแล้ว 5-6 ปี
ส่วนการออมเพิ่ม กฎหมายเปิดให้ออมเพิ่มได้ถึง 27% เมื่อรวมกับที่ต้องออมอยู่แล้ว 3% ก็จะเป็น 30% รัฐยังสมทบเพิ่มให้อีกด้วย
ดร.ศรพลกล่าวว่า ตามกฎหมายปัจจุบัน สมาชิก กบข. สามารถเลือกเก็บเงินไว้กับกองทุนต่อและออมต่อได้ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา แต่ตัวเลขล่าสุดพบว่ามีสมาชิกที่เลือกออมต่อเพียง 8,153 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.8% ของสมาชิกทั้งหมด และส่วนใหญ่ที่ออมต่อก็มีวงเงินอยู่ในระดับล้านกว่าบาทเท่านั้น


ในสมาชิก 1.2 ล้านคน 65% ไม่ออมเพิ่มเลย อีก 35% หรือประมาณ 400,000 กว่าคนมีการออมเพิ่ม แต่ส่วนใหญ่จะออมเพิ่มประมาณ 1-3% คิดเป็นประมาณ 47% ของคนกลุ่มนี้ เพราะฉะนั้น ดร.ศรพลกล่าวว่าคำตอบคือ “มีคนจำนวนมากที่ไม่ออมเพิ่มเลย และในกลุ่ม 35% ที่ออมเพิ่ม ครึ่งหนึ่งก็ออมเพิ่มเพียง 1-3% เท่านั้น น้อยมาก”
แต่ก็มีอีกกลุ่มประมาณ 35,000 คน หรือ 8% ของคนที่ออมเพิ่ม ได้ออมเต็มเพดาน 27% แลยังต้องการจะออมเพิ่มจาก 27% เป็น 50%
จากการทำ Focus Group เบื้องต้นร่วมกับสมาชิก กบข. พบเหตุผลหลักที่คนเลือก “ไม่ออมต่อ” คือ เกินครึ่งบอกว่ามีภาระหนี้สินต้องจัดการก่อน ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขเงินก้อนเฉลี่ยที่ได้รับจาก กบข. 1-1.5 ล้านบาท เทียบกับหนี้เฉลี่ยของข้าราชการ ราว 1.8 ล้านบาท รองลงมาคือความกังวลเรื่องความผันผวนของการลงทุน และอีกส่วนหนึ่งต้องการนำเงินก้อนไปใช้ทันที ด้านสมาชิกที่เลือกออมต่อให้เหตุผลว่า ผลตอบแทนดีกว่าฝากธนาคาร อีกทั้งมีความยืดหยุ่นในการถอนเงิน และมีแผนในการลงทุนที่ค่อนข้างหลากหลาย
“เราเห็นแล้วว่า ออมยังไม่เร็ว ยังไม่ค่อยออมเพิ่ม หรือกลุ่มที่ออมเพิ่มก็ยังออมในสัดส่วนที่น้อย แต่จำนวนคนที่ออมต่อนั้นน้อยมาก เพราะเขาอาจจะต้องเอาเงินก้อนนี้ไปใช้หนี้” ดร.ศรพลกล่าว
ดร.ศรพลกล่าวว่า ข้าราชการ 1.2 ล้านคนมีความหลากหลายมาก แผนการลงทุนที่เหมาะสมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สำหรับแผนการลงทุน กบข.เปิดให้สมาชิกสามารถเลือกแผนลงทุนได้ ไม่ว่าจะเป็นแผน Life Path ซึ่งเป็นแผนการลงทุนที่ปรับตามช่วงอายุที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ หรือจะเลือกแผนด้วยตัวเองที่เรียกว่า DIY ซึ่งอนุญาตให้เปลี่ยนแผนได้ 12 ครั้งต่อปี ไม่ว่าจะสนใจลงทุนในหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือชารีอะห์ ซึ่งดร.ศรพลกล่าวว่า จำนวนสมาชิกที่เลือกแผนด้วยตัวเองก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เดิมจำนวนสมาขิกที่เลือกจะเปลี่ยนแผนด้วยตัวเองมีไม่มาก แต่ปัจจุบันข้อมูลล่าสุดคือมีประมาณ 35% ของสมาชิก ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขสมาชิกที่ออมเพิ่ม ดร.ศรพลสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน สะท้อนว่ายังมีสมาชิกอีกประมาณ 65% ที่ยังเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Untapped Potential “เราอยากจะกระตุ้นให้เขาทั้งออมเพิ่มและลงทุนอย่างเหมาะสมมากขึ้น”
เชื่อมฐานข้อมูลวางแผนการออมให้เหมาะกับพฤติกรรมสมาชิก
ดร.ศรพลเปิดเผยผลการศึกษาที่กบข. ได้ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า จากการนำข้อมูลเชิงลึกมากเป็นรายบัญชีย้อนหลัง 3 ปี และใช้ Machine Learning เครื่องมือ Data Science มาวิเคราะห์พฤติกรรมสมาชิก 1.2 ล้านคน สามารถแบ่งพฤติกรรมเป็นกลุ่มได้ 5 กลุ่ม
กลุ่มแรก อายุเฉลี่ยประมาณ 33 ปี คือเริ่มทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว มีจำนวนอยู่ประมาณ 460,000 ราย หรือประมาณครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด จากพฤติกรรมพบว่ารับความเสี่ยงต่ำมาก อยู่ในแผนพื้นฐาน กลุ่มนี้คือส่วนหนึ่งของ 65% ที่ยังไม่ค่อยออมเพิ่มหรือเลือกแผนเอง
“ผมมองว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ ตอนที่ไปสัญจร ก็เจอสมาชิกหลายคนเดินมาบอกว่าเขาไม่เคยรู้เลยว่าต้องเริ่มทำแล้ว การสัญจรช่วยได้ แต่เราจะทำให้กระจายไปได้มากกว่านั้น” ดร.ศรพลกล่าว
กลุ่มที่ 2 สัดส่วนประมาณ 23% หรือ 200,000 กว่าราย อายุเฉลี่ยขยับขึ้นเป็น 38 ปี เงินเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 37,000 บาท กลุ่มนี้รับความเสี่ยงได้มากขึ้นจากระดับต่ำมาเป็นต่ำถึงปานกลาง มีการออมอย่างสม่ำเสมอ อาจจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนมากกว่าขั้นต่ำ แต่ยังไม่ได้ลงทุนในแผนที่เหมาะกับตัวเอง คือเริ่มออมแล้ว แต่กบข.จะจูงใจให้เขาลงทุนในแผนที่เหมาะสมกับตัวเอง

กลุ่มที่ 3 กลุ่ม Explorer รับความเสี่ยงสูงได้มากขึ้น สนใจเข้ามาเรียน E-Learning ของ กบข. สนใจแอปที่กบข.พัฒนาขึ้น Digital Twin ซึ่งดูได้ว่าถ้าปรับเปลี่ยนแผนแล้วจะได้ผลดีอย่างไรตอนเกษียณ กลุ่มนี้จะตอบสนองกับการใช้แอปหรือ E-Learning ในการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มที่เป็น Planner คือ Heavy User สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ รับความเสี่ยงได้มาก และตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนบ่อย กลุ่มนี้มีสัดส่วนแค่ประมาณ 3%
และอีกกลุ่มใหญ่ 28% ที่รู้จักและเชื่อใจ กบข. มีเงินออมมาก อายุมาก แต่ก็ยังลงทุนแบบระมัดระวังสูงมาก (Super Conservative) อยู่ดี
กบข. จึงต้องการสร้างระบบนิเวศข้อมูลการเงิน (Financial Data Ecosystem) เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตรที่สำคัญ อาทิ กระทรวงการคลัง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อนำข้อมูลมาสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินและความต้องการของสมาชิกแต่ละกลุ่ม สู่การออกแบบบริการและคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
“เราอยากใช้ข้อมูลที่มากขึ้น ไม่ใช่แค่ข้อมูลของ กบข. เอง แต่รวมถึงข้อมูลจากหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ โดยเตรียมเชื่อมโยงข้อมูล Data Lake ร่วมกับกระทรวงการคลัง, ตลาดหลักทรัพย์ฯ และเครดิตบูโร เพื่อวิเคราะห์ ทรัพย์สิน หนี้สิน ของสมาชิกรายบุคคล ทำให้สามารถวางแผนการออมให้เหมาะกับพฤติกรรมของสมาชิกทั้ง 5 กลุ่มได้อย่างแม่นยำ
“หากรวมข้อมูลก็จะทำให้เราสามารถเห็นด้านสินทรัพย์ในทุกประเภทที่เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน ทำให้เราสามารถประเมินความเพียงพอในวัยเกษียณได้ เขาอาจจะมีเงินกับเราน้อย แต่เขาอาจจะมีเงินจำนวนมากอยู่ในหลักทรัพย์หรือกองทุน”
การแก้กฎหมายเรื่องเงินบำนาญ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตร เป็นสองในสามแนวทางหลักที่ กบข. วางไว้เพื่อดูแลสมาชิกให้มีความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ อีกด้านหนึ่ง กบข.ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับการดูแลสมาชิก
“ถ้าเราเชื่อมข้อมูลได้ ก็จะทำให้เข้าใจสมาชิกมากขึ้น และจะช่วยให้คำแนะนำการออมและการลงทุนแก่สมาชิกแต่ละคนตรงจุดมากขึ้น เราอยากบริการสมาชิกด้วยความเข้าใจ และการจะเข้าใจได้ ต้องมีข้อมูล” ดร.ศรพลกล่าวและว่า กบข.ต้องการให้กิจกรรมที่จะมีขึ้นในระยะต่อไปเหมาะสมกับแต่ละสมาชิกมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ต้องใช้ข้อมูลให้มากขึ้น เพราะแต่ละกลุ่มตอบสนองกับช่องทางที่กบข.สื่อสารต่างกัน
“บางคนชอบ E-Learning แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมานั่งเรียนได้ บางคนอาจต้องการทดลองเองในแอป บางคนอาจต้องสื่อสารผ่าน อินฟลูเอนเซอร์หรือช่องทางสื่ออื่นๆ เราต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการทำงานมากขึ้น” ดร.ศรพลกล่าว
นอกจากนี้ยังมุ่งรวมศูนย์องค์ความรู้เรื่องการบริหารเงินหลังเกษียณ ซึ่ง ดร.ศรพล ระบุว่าปัจจุบัน กบข. ให้ความรู้เรื่องการออมก่อนเกษียณค่อนข้างมาก แต่ความรู้เรื่องการบริหารเงินหลังเกษียณ เช่น ควรใช้เงินเดือนละเท่าไรจึงจะพอ ควรแบ่งสัดส่วนเงินไปด้านออม ด้านใช้ส่วนตัว และด้านทำบุญให้ลูกหลานอย่างไร ยังมีไม่มากนัก และเป็นสิ่งที่ กบข. ต้องการพัฒนาร่วมกับพันธมิตร เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป
ยกระดับกลยุทธ์ Hybrid TPA
สำหรับผลตอบแทน กบข. ตั้งแต่ต้นปีถึง 16 สิงหาคม 2569 แผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไปอยู่ที่ 8.08% แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์ 20.41% แผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% แผนหุ้นไทย 34.69% ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงฟองสบู่ AI Semiconductor (กลุ่มหน่วยความจำ)ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาว กำแพงภาษีการค้าและการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
ดร.ศรพล ระบุว่าปีนี้ถือเป็นปีที่ผลตอบแทนดี โดยข้อมูลถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 แผนหลักของ กบข. ให้ผลตอบแทนสะสมอยู่ที่ 8.08% ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานทั้งกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดี และกระแสความสนใจในหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวถึง 14% แม้ GDP โดยรวมจะโตเพียง 1.9% ก็ตาม

สำหรับสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น ทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงสินทรัพย์ลดลง กบข. ปรับรูปแบบบริหารพอร์ตจาก Asset Allocation (SAA) เดิม ไปสู่แนวทางการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์รูปแบบใหม่ Total Portfolio Approach (TPA) โดยเน้นจัดการตามปัจจัยความเสี่ยง (Risk Factors) รวมเป็นพอร์ตเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่เหมาะสมให้แก่สมาชิก และเพื่อเป้าหมายการรักษามูลค่าเงินต้นและเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ 2-3% ต่อปี
โดยปัจจุบัน กบข. ได้เริ่มนำแนวคิด Hybrid TPA มาประยุกต์ใช้แล้ว และจะเดินหน้ายกระดับกระบวนการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
“TPA มองการลงทุนทั้งพอร์ตเป็นหนึ่งเดียวผ่านมุมมอง “ปัจจัยความเสี่ยง” (risk factor) แทนการแบ่งสัดส่วนสินทรัพย์แบบตายตัวตามวิธีดั้งเดิม (Strategic Asset Allocation) ที่ใช้กันมากว่า 30 ปี” โดย ดร.ศรพล ระบุว่าขณะนี้ กบข. อยู่ในระดับ hybrid TPA ขั้นต้น และจะสรุปแนวทางที่ชัดเจนขึ้นภายในสิ้นปีนี้
ดร.ศรพลกล่าวว่า TPA เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มีการใช้ ตัวอย่างกองทุนที่ใช้แนวทางนี้ เช่น กองทุนของนอร์เวย์ สิงคโปร์ แคนาดา สหรัฐฯ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์ โดยใช้แนวคิดที่ไม่ได้มองเป็นรายสินทรัพย์ (Asset) แต่มองเป็น ‘ปัจจัยความเสี่ยง’ (Risk Factor) เช่น ช่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) ดี ก็พิจารณาว่าจะกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสม


“TPA มองการลงทุนทั้งพอร์ตเป็นหนึ่งเดียวผ่านมุมมอง ปัจจัยความเสี่ยง แทนการแบ่งสัดส่วนสินทรัพย์แบบตายตัวตามวิธีดั้งเดิม (Strategic Asset Allocation) ที่ใช้กันมากว่า 30 ปี” โดย ดร.ศรพล ระบุว่าขณะนี้ กบข. อยู่ในระดับ hybrid TPA ขั้นต้น และจะสรุปแนวทางที่ชัดเจนขึ้นภายในสิ้นปีนี้
“ปัจจุบันเราถือว่าเป็น Hybrid TPA บริหารพอร์ตแบบองค์รวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่ได้มองแยกเป็นรายสินทรัพย์ เราทำแล้วในขั้นแรก” ดร.ศรพลกล่าวและว่า บางกองทุนบำนาญต่างประเทศ มีขั้นตอนอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น การให้แต่ละสินทรัพย์มาแข่งขันช่วยให้ผลตอบแทนของทั้งพอร์ตดีขึ้น จึงมีการปรับสัดส่วนตลอดเวลาแบบไดนามิก
พร้อมกันนี้ กบข. จะมุ่งยกระดับบทบาทสู่ผู้นำด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน (ESG Leadership) ผ่านการขับเคลื่อนแนวทาง Active Ownership และบูรณาการหลัก ESG เข้ากับกระบวนการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้สมาชิก ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ
“เราอยากจะเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน บทบาทของ กบข. เองในฐานะผู้ถือทรัพย์สินจำนวนค่อนข้างมาก เราเป็น Universal Owner เราสามารถทำในเรื่องของนโยบายการลงทุนของเราเองที่แจ้งต่อบริษัทจดทะเบียน เพื่อส่งเสียงว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ แล้วก็ร่วมกับพันธมิตรอื่นๆ ทั้งกองทุนต่างๆ ตลาดหลักทรัพย์เอง สำนักงาน ก.ล.ต.” ดร.ศรพลกล่าว


ปัจจุบันกบข. ลงทุนร่วมแสนล้านบาทในตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ทั้ง Green Bond พันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Bond) และพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainable-Linked Bond) ซึ่งจะช่วยในเรื่องของความยั่งยืนในมิติอื่นๆ
“เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับบริษัทต่างๆ ด้วย ปีที่แล้วเราเข้าไปพูดคุยกับบริษัท 10 บริษัท ใน 6 หมวดธุรกิจ คิดเป็นประมาณ 20-24% ของพอร์ตเรา เพื่อผลักดันประเด็นสำคัญๆ เช่น Net Zero, สิทธิมนุษยนชน เรื่องสิทธิของประชาชน หรือประเด็นด้านธรรมาภิบาล (Governance) อื่นๆ ก็ต้องทำต่อไป และพยายามที่จะส่งเสริมให้สินทรัพย์ที่เราไปลงทุนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ ESG มากขึ้น” ดร.ศรพลกล่าว
นอกจากนี้ กบข. จะขับเคลื่อนองค์กรพร้อมก้าวสู่อนาคต (Data & AI Organization) ด้วยการวางฐานข้อมูล พัฒนาคนและสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยนำ AI มาใช้ในการประมวลผลในงานด้านลงทุน บริการสมาชิก และเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร เพื่อให้ทำงานรวดเร็ว ลดงานซ้ำซ้อนและความผิดพลาด พร้อมทั้งช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
“เราอยากจะเห็น กบข. เองเป็นองค์กรที่พร้อมสู่อนาคต หรือ Future Ready ใช้ AI เป็น ใช้เครื่องมือในการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ เป็น เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มั่นคง” ดร.ศรพลกล่าว
ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แผนงานที่ ดร.ศรพล ตั้งเป้าให้เสร็จภายในสิ้นปี 2569 ตามสัญญาว่าจ้าง ก่อนจะต่อยอดเป็นแผนของปีถัดไป โดยยึดเป้าหมายหลักที่ว่า สมาชิก กบข. ซึ่งเป็นข้าราชการไทยกว่า 1.2 ล้านคน จะมีความมั่นคงทางการเงินอย่างแท้จริงทั้งก่อนและหลังเกษียณ ไม่ใช่เพียงมีเงินออมเป็นตัวเลข แต่ต้องสามารถ “ใช้ได้พอตลอดชีวิต” อย่างที่ตั้งใจไว้
“กบข. จะเป็นมากกว่าผู้บริหารเงินออมเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของสมาชิกและประเทศ เราจะขับเคลื่อนองค์กรด้วยความเข้าใจสมาชิก การลงทุนอย่างมืออาชีพ และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีเส้นทางสู่การเกษียณที่มั่นคง พร้อมทำให้เงินลงทุนของ กบข. เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ” ดร.ศรพล กล่าวปิดท้าย


