‘พิพัฒน์’พับแผนสร้างตึกคมนาคม 3.5 พันล้าน เปลี่ยนเช่าแทน-ครม.ทุ่ม 9.5 หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม 8 จว.ลุ่มเจ้าพระยา

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน เพื่อปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • มติ ครม.พับแผนสร้างตึกคมนาคม 3.5 พันล้าน เปลี่ยนเป็นเช่าแทน
  • บังคับทุก รพ.รักษาผู้ป่วยฉุกเฉินฟรี 72 ชม.แรก เบิกค่ายา สปสช.
  • ประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน เริ่ม 1 ต.ค.นี้
  • คัด 5 หน่วยงาน นำร่อง “1 กรม 1โปร่งใส่ไร้เทา” แก้ทุจริต
  • นายกฯโรดโชว์ ญี่ปุ่น-สหรัฐ-อังกฤษ 20-27 ก.ย.นี้
  • กู้ ADB พัฒนาระบบบริการสาธารณสุข      6,873 ล้าน
  • ทุ่ม 9.5 หมื่นล้าน แก้น้ำแล้ง-น้ำท่วม 8 จว.ลุ่มเจ้าพระยา
  • ตั้งเป้า 1 ปี ห้าม 163 หน่วย เรียกสำเนาเอกสาร ปชช. 58 รายการ
  • ดัน “ดอยอินทนนท์” ขึ้นทะเบียนมรดกอาเซียน ชูผืนป่า 89.5%

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน เพื่อปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ

ประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน เริ่ม 1 ต.ค.นี้

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติโครงการ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ เพื่อปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย

นายเอกภพกล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นการปรับแนวทางของภาครัฐจาก “ตั้งรับหลังเกิดภัย” สู่ “บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” เนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเข้ามาเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศส่งผลให้ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น

สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยดังกล่าว 2,000,000 บาทต่อคน

โดยคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งให้มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นายเอกภพกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น

คัด 5 หน่วยงาน นำร่อง “1 กรม 1โปร่งใส่ไร้เทา” แก้ทุจริต

นายเอกภพ กล่าวว่า รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับโจทย์สำคัญด้านการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่ 33 คะแนน ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนพบว่า ร้อยละ 89.1 เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจในระดับปานกลางถึงระดับมาก รัฐบาลจึงเร่งวางกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยจัดตั้งคณะกรรมการประสานงาน เพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการติดตาม ป้องกัน และปราบปรามการรับสินบน

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ มุ่งแก้ปัญหาความเสี่ยงต่อการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยให้หน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการ หรือ กระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงมาปรับปรุงแก้ไขให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงาน

สำหรับระยะแรก กำหนด 24 หน่วยงานนำร่อง ให้คัดเลือก 1–5 งานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตมาดำเนินการ อาทิ การอนุมัติ อนุญาต การตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดเก็บภาษี และการต่ออายุใบอนุญาต โดยวิเคราะห์จุดเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกัน และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

หัวใจสำคัญของโครงการฯ คือ ปิดช่องว่างก่อนเกิดการทุจริต โดยให้หน่วยงานปรับกระบวนการทำงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ นำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับบริการ และเปิดให้ติดตามสถานะงานออนไลน์ ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาระบบร้องเรียนที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยเปิดให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา

“รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยมุ่งให้ การอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการภาครัฐ ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ หวังผลให้คะแนน CPI ปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” นายเอกภพ กล่าว

นายกฯ โรดโชว์ ญี่ปุ่น-สหรัฐ-อังกฤษ 20-27 ก.ย.นี้

นายเอกภพ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีกำหนดเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือกับนานาประเทศ ทั้งในมิติการต่างประเทศ เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยีและดิจิทัล โดยนายกรัฐมนตรีจะนำผู้บริหารจากสภาธุรกิจตลาดทุนไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมโรดโชว์ นำเสนอศักยภาพของตลาดทุนไทย สร้างโอกาสและความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมเชื่อมโยงตลาดทุนไทยกับนักลงทุนและสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก

ในวันที่ 20 กันยายน 2569 ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยในวันที่ 21 กันยายน นายกรัฐมนตรีมีกำหนดพบปะนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 เพื่อให้กำลังใจและมอบโอวาท พร้อมเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ก่อนเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

สำหรับการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ซึ่งจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมพิธีเปิดและการอภิปรายทั่วไป ตลอดจนพบหารือกับผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงการหารือกับสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ และเลขาธิการสหประชาชาติ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดกล่าวอภิปรายทั่วไปในวันที่ 24 กันยายน

การประชุม UNGA 81 ในปีนี้ให้ความสำคัญกับหัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” หรือ “การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สหประชาชาติสามารถตอบสนองต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ และสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม” ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงบทบาทและมุมมองต่อประชาคมโลก รวมถึงผลักดันความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน

นอกจากภารกิจด้านการประชุมแล้ว นายกรัฐมนตรียังมีกำหนดพบหารือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนรายสำคัญของสหรัฐฯ โดยในวันที่ 22 กันยายน จะเข้าร่วมการประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุน ซึ่งจัดร่วมกับ Bank of America และ Jefferies Group พบหารือกับผู้บริหารบริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO) รวมทั้งเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำซึ่ง U.S.-ASEAN Business Council (USABC) และ U.S. Chamber of Commerce (USCC) ร่วมเป็นเจ้าภาพ พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ต่อภาคเอกชนสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย ดึงดูดการลงทุน และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ คือ การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยในวันที่ 23 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปยัง Google เพื่อพบหารือกับนาง Ruth Porat ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุนของ Alphabet และ Google โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมขับเคลื่อนการหารือในประเด็นความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี พร้อมเยี่ยมชมนวัตกรรมและเทคโนโลยีของ Google โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI เชิงปฏิสัมพันธ์และโซลูชันดิจิทัลที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและบริการต่าง ๆ

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัลและ AI ของประเทศไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและ AI ของบุคลากรไทย ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนไทยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะใช้โอกาสจากการเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่ง USABC และ USCC ร่วมเป็นเจ้าภาพ พบปะและแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐอเมริกา อาทิ Apple, Google และ Microsoft เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมนำเสนอศักยภาพและโอกาสของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนและการพัฒนาธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี ตลอดจนแสวงหาโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้าน AI นวัตกรรม การพัฒนาทักษะดิจิทัล และเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมีผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมภารกิจด้านตลาดทุน และมีกำหนดหารือกับนักลงทุนสถาบันในสหราชอาณาจักรร่วมกับ UBS Group AG ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก เพื่อโรดโชว์นำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงโอกาสการลงทุนในตลาดทุนไทย สร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุนสถาบันระหว่างประเทศ ขยายฐานนักลงทุนต่างชาติ และเชื่อมโยงตลาดทุนไทยกับศูนย์กลางทางการเงินและนักลงทุนระดับโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ประเทศไทย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมีกำหนดพบกับผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำของสหราชอาณาจักร อาทิ สายการบิน Virgin Atlantic และบริษัท Rolls-Royce เพื่อส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือกับภาคเอกชนของสหราชอาณาจักร

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในวันที่ 25 กันยายน นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากสหราชอาณาจักรเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 27 กันยายน 2569 “นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสจากการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ครั้งนี้ เปิดประตูสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระดับโลก พร้อมนำทีมโรดโชว์ของไทยรุกสร้างโอกาสและยกระดับเศรษฐกิจผ่านตลาดทุน โดยมีนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมเดินทางด้วย เพื่อเชื่อมโยงโดยตรงกับสถาบันการเงิน นักลงทุน และบริษัทชั้นนำทั้งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยและตลาดทุนไทยต่อประชาคมการลงทุนโลก ขยายฐานนักลงทุนต่างชาติ และสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ประเทศไทย สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การลงทุน การจ้างงาน รายได้ และประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย” นายเอกภพกล่าว

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ , นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกฯคนใหม่, นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ยกเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ‘เขื่อนสิริกิติ์’ 2,088 ล้าน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 (โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ) ในวงเงินลงทุนรวม 2,088.56 ล้านบาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์มีลักษณะเป็นเขื่อนดินแกนดินเหนียวที่ก่อสร้างบนลำน้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเพาะปลูก การบรรเทาอุทกภัยและการผลิตไฟฟ้า โดยเขื่อนสิริกิติ์มีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 4 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 125 เมกะวัตต์ กำลังผลิตรวม 500 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า ได้เฉลี่ยปีละ 1,018.12 ล้านหน่วย ซึ่ง ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 มีอายุการใช้งาน ประมาณ 31 ปี (ณ ปี 2569) ซึ่งถือว่าใกล้จะหมดอายุการใช้งาน เนื่องจากอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจะเริ่มเสื่อมสภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงไฟฟ้าจะเดินเครื่องอย่างปลอดภัย

ดังนั้น กฟผ. จึงได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าๆ โดยจะพิจารณาปรับปรุงเฉพาะอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น เหมาะสม และมีความสำคัญ ต่อความพร้อมและความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า โดยคำนึงถึงความประหยัดและมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนเป็นสำคัญ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ (โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ) โดยมีวงเงินลงทุนรวม 2,088.56 ล้านบาท เนื่องจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวใกล้จะหมดอายุการใช้งานแล้ว (อายุการใช้งานประมาณ 31 ปี) โดยมีอุปกรณ์หลายส่วนเสื่อมสภาพตามระยะเวลาการใช้งาน และบางอุปกรณ์ไม่สามารถหาอะไหล่สำหรับซ่อมบำรุงรักษาได้ จึงอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากการศึกษาความเหมาะสมโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าดังกล่าว พบว่า การยึดอายุโรงไฟฟ้าโดยการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในส่วนของอุปกรณ์เครื่องกล (เช่น กังหันน้ำ เครื่องควบคุมความเร็วรอบ และวาล์วน้ำเข้า) และอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบควบคุม (เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า และหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังหลัก) อย่างเหมาะสมจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และช่วยยืดอายุโรงไฟฟ้าออกไปไม่น้อยกว่า 30 ปี รวมถึง ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้จะช่วยให้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เพิ่มขึ้นจาก 242.42 ล้านหน่วย/ปี เป็น 251.28 ล้านหน่วย/ปี

ทั้งนี้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายการดำเนินงานโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ รวมทั้งสิ้น 2,088.56 ล้านบาท กฟผ. จะพิจารณาแหล่งเงินทุนจากแหล่งในประเทศ ด้วยการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน การออกพันธบัตรลงทุนในประเทศและเงินรายได้ของ กฟผ. เป็นหลัก

บังคับทุก รพ.รักษาผู้ป่วยฉุกเฉินฟรี 72 ชม.แรก เบิกค่ายา สปสช.

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. …. มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. ให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโดยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล และกำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่แจ้งต่อกองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ การทำนิติกรรมเพื่อให้พ้นจากหน้าที่หรือเพื่อสละสิทธิของผู้ป่วยข้างต้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย

2. ให้ผู้รับอนุญาต และผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และจัดให้ผู้ป่วยได้รับการบริบาลตามลำดับความเร่งด่วน โดยในกรณีที่มีปัญหาการวินิจฉัยในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินให้ปรึกษาไปยัง สพฉ. ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เห็นด้วยกับผลการคัดแยก ให้อุทธรณ์ไปยัง สพฉ. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ลงชื่อในแบบแจ้งผลการประเมินคัดแยก และให้ สพฉ. พิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จ ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดคำวินิจฉัยของ สพฉ. ให้ถือเป็นที่สุด และในกรณีที่ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ปรากฏว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต สถานพยาบาลต้องคืนเงินที่เรียกเก็บภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย

3. สถานพยาบาลต้องให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนพ้นวิกฤต และต้องให้การรักษาอาการหรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตต่อไปจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต และกำหนดเงื่อนไขให้สถานพยาบาลสามารถ ส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นได้ตามความเหมาะสม เฉพาะในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) กรณีสถานพยาบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอ

(2) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตพ้นภาวะวิกฤตและมีสถานพยาบาลรองรับการดูแล

(3) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทน มีความประสงค์จะไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น

4. สถานพยาบาลจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ โดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไปที่ สปสช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สถานพยาบาลเรียกเก็บไปที่กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) หรือเรียกเก็บจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลหรือเรียกเก็บจากผู้ป่วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอัตราค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้

5. ให้ สปสช. มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง และสรุปค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งแจ้งให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน และให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ สปสช. แจ้งผลการตรวจสอบและสรุปค่าใช้จ่าย

6. ในกรณีที่มีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากสถานพยาบาลแห่งที่หนึ่ง ไปยังสถานพยาบาลแห่งที่สอง ภายในเวลาก่อนครบ 72 ชั่วโมง นับแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่ง สถานพยาบาลแห่งที่สองจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนครบ 72 ชั่วโมง โดยนับเวลาต่อเนื่องจากที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไว้ ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ เว้นแต่กรณีสถานพยาบาลรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลของตนอยู่แล้ว ให้ปฏิบัติตามระบบของสิทธิการรักษาพยาบาลนั้น ๆ

1) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของสำนักงานประกันสังคมรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตในสังกัดของตน (สิทธิประกันสังคม) ให้ปฏิบัติตามระบบของสำนักงานประกันสังคม

2) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของ สปสช. รับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ให้ปฏิบัติตามระบบของ สปสช.

3) กรณีสถานพยาบาลของรัฐรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ซึ่งมีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (เช่น สิทธิข้าราชการ) ให้ดำเนินการตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนด

7. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นเอง ในกรณีดังต่อไปนี้

1) กรณีสถานพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากพ้นภาวะวิกฤต และมีสถานพยาบาลรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต หรือผู้จัดการแทนปฏิเสธไม่ขอให้ส่งต่อผู้ป่วย

2) กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนมีความประสงค์จะไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น

8. ในกรณีมีความจำเป็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานพยาบาลดำเนินการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามบัญชีแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้นำเสนอผลการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามที่แนบท้ายหลักเกณฑ์เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย

9. หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เป็นต้นไป

10. ให้สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ไว้ก่อนวันที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต [กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))] และที่แก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าผู้ป่วยจะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลตามหลักเกณฑ์การพิจารณาจำหน่ายผู้ป่วยของกรมการแพทย์ สธ.

11. การใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP และหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ ตามข้อ 2 ก่อนวันที่หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. …. ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. …. และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. ….

ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต หรือตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย ให้ใช้สิทธิดังกล่าวก่อน นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ UCEP จะส่งผลให้การดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลมีความเหมาะสม สอดคล้องกับการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต และยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาฉุกเฉินด้วย

กู้ ADB พัฒนาระบบบริการสาธารณสุข 6,873 ล้าน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอดังนี้

1. อนุมัติให้ กค. กู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) สำหรับโครงการรายจ่ายลงทุน เพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม [โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)] (โครงการฯ) กรอบวงเงิน 211,909,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,873.53 ล้านบาท

2. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ (สัญญาเงินกู้ฯ) และเห็นชอบในการใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดใน Asian Development Bank Ordinary Operations Loan Regulations ลงวันที่ 1 มกราคม 2565 ของ ADB

3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายเป็นผู้ลงนามในสัญญาเงินกู้ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย

4. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดทำคำรับรองทางกฎหมาย (Lega Opinion) สำหรับสัญญาเงินกู้ของโครงการฯ ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแล้ว

5. มอบหมายให้ สธ.ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกระบุไว้ในคู่มือการปฏิบัติงาน ร่างสัญญาเงินกู้ กฎเกณฑ์ และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของ ADB และเอกสารแนบท้ายสัญญาที่เกี่ยวข้อง ตามข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ขอให้ สธ. บริหารสัญญาและกำกับดูแลผู้รับจ้างให้ดำเนินโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินการเบิกจ่ายเงินกู้ตามระยะเวลาที่กำหนด

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ที่อนุมัติให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ดำเนินโครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม [โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สป.สธ. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)] (โครงการฯ) ของโรงพยาบาล 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้กรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 9,044.91 ล้านบาท ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2569 – 2573 ต่อมากระทรวงการคลัง (กค.) โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้จัดหาแหล่งเงินเพื่อดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย เงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) จำนวน 6,873.53 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 211,909,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินงบประมาณของ สธ. จำนวน 2,171.38 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนเงินกู้ต่องบประมาณประมาณร้อยละ 76 : 24 ของกรอบวงเงินโครงการฯ

รวมทั้ง กค. ได้ดำเป็นการเจรจาร่างสัญญาเงินผู้และเอกสารที่เกี่ยวกับ ADB แล้ว โดยคณะกรรมการ ADB ได้อนุมัติเงินกู้มือวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ต่อมา กค. ได้ส่งร่างสัญญาโครงการฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) พิจารณาแล้ว ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงาน ได้ให้ข้อสังเกตเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการของ สบน. และ กค. โดย สบน. ได้ดำเนินการตามข้อสังเกตดังกล่าวด้วยแล้ว กค.จึงขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างสัญญาในกู้โครงการฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องและขอให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามที่กำหนดในร่างสัญญาสัญญาเงินกู้โครงการฯ รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยในสัญญาเงินกู้โครงการฯ

ไฟเขียวไทยเข้าเป็นสมาชิก “APRSO”

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอดังนี้

1. เห็นชอบในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก Asia-Pacific Road Safety Observatory (APRSO) ของประเทศไทย

2. อนุมัติให้อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. ลงนามในตำแหน่งผู้รับรอง (Confirmed) อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย (มท.) ลงนามในตำแหน่งหน่วยงานหลักด้านความปลอดภัยทางถนน (Lead Agency for Road Safety) และผู้อำนวยการ กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค สธ. ลงนามในตำแหน่งผู้ประสานงานหลัก (Focal Person to APRSO) ในแบบฟอร์มความตกลงที่จะเข้าเป็นสมาชิก (Agreement to be a Member of APRSO)

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า APRSO เป็นเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศที่ถูกจัดตังขึ้นโดยกลุ่มองค์กรด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น Asian Development Bank (ADB) International Transport Forum (ITF) World Health Organization (WHO) และ Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (ESCAP) โดยได้รับงบประมาณจาก ADB และรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศในการท่างานร่วมกัน ด้านความปลอดภัยในการเดินทางในแนวทางเดียวกันกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก รวมทั้งเป็นเวทีหลักในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในการจัดทำข้อมูลความปลอดภัยทางถนน เละแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการที่ดีที่สดในการแก้ไขปัญหาในเรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกจำนวน 23 ประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุม The Global Regional Road Safety Observatory (GRRSO) เมื่อวันที่ 11 –   12 ตุลาคม 2565 และถูกเชิญให้เข้าร่วม เป็นสมาชิกของ Asia-Pacific Road Safety bservatory (APRSO) ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มองค์กรด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น Asian Development Bank (ADB), International Transport Forumn และ World Health Organization และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ADB และรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อจัดทำข้อมูลความปลอดภัยทางถนน และแบ่งปันประสบการณ์ และเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนน รวมทั้งสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกันกับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก

พับแผนสร้างตึกคมนาคม 3.5 พันล้าน เปลี่ยนเช่าแทน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยยกเลิกเฉพาะในส่วนของรายการค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (โครงการฯ) (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569 – 2571) และรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569 – 2571) ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ให้นำเสนอคณะรับมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน งบลงทุน ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง รายการค่าก่อสร้าง โครงการฯ วงเงิน 3,448.80 ล้านบาท และค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ วงเงินรวม 103.46 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2571 แต่เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคง และเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการทำให้มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม และนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเป็นวิกฤติการณ์สำคัญที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง

รวมถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ ด้านพลังงานดังกล่าว ประกอบกับแนวทางในการจัดทำงบประมาณปี 2570 นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้ส่วนราชการชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ โดยขอให้เน้นการเช่า จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คค. จึงรับนโยบายของรัฐบาลมาปฏิบัติ โดยขอยกเลิกโครงการฯ และโครงการควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า เพื่อให้ภารกิจของกระทรวงคมนาคม (คค.) ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ยังคงดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ คค. จำเป็นต้องใช้บุคลากรตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในปัจจุบันในการรองรับการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม และสำนักงานรัฐมนตรีได้อย่างครบถ้วน ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกรายการค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ โดยในระยะสั้น คค. จะดำเนินการเช่าอาคารสำหรับเป็นสำนักงานชั่วคราวโดยด่วน ส่วนในระยะยาว คค. จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการก่อสร้างโครงการฯที่ได้ออกแบบไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นรูปแบบการเช่าแทน โดยให้หน่วยงานที่มีภารกิจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ทุ่ม 9.5 หมื่นล้าน แก้น้ำแล้ง-น้ำท่วม 8 จว.ลุ่มเจ้าพระยา

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน “โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง” กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดสำคัญของโครงการ มีดังนี้ กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.53) และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อรักษาสถานะการคลังและบริหารความเสี่ยงเรื่องที่ดิน

โดยระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า โครงการนี้จะครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

ขยาย “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ถึงปี’74 ปั้น 81,600 คน ป้อนอุตฯอนาคต

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติการขอขยายระยะเวลาและการปรับปรุงแผนการดำเนินงาน “โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย” จากเดิมสิ้นสุดปี 2569 ขยายออกไปเป็นปี 2561–2574 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขยายระยะเวลาดังกล่าวจะใช้วงเงินงบประมาณคงเหลือเดิมของโครงการ พ.ศ. 2561-2569 จำนวน 3,100 ล้านบาท (อยู่ภายใต้กรอบวงเงินเดิม 13,086.38 ล้านบาท ที่ ครม. เคยอนุมัติไว้เมื่อปี 2561) โดยมุ่งเป้าผลิตและพัฒนากำลังคนรวม 81,600 คน ในช่วงปี 2570–2574 เพื่อตอบสนองต่อ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยุทธศาสตร์ประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง และผู้ประกอบการ SMEs

สำหรับแผนงานในระยะใหม่นี้ จะเน้นการพลิกโฉมการศึกษาภายใต้แนวคิด “Skills-First Degree Later” เน้นหลักสูตรระยะสั้น (Non-Degree) เพื่อ Reskill, Upskill และ New Skill ให้แก่กำลังแรงงานอย่างรวดเร็ว (ความยาวหลักสูตร 3-4 เดือน หรือ 9 หน่วยกิต) โดยเปิดโอกาสให้สะสมหน่วยกิต เพื่อนำไปเทียบโอนรับปริญญาบัตรในภายหลังได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยมีเป้าหมายหลักสูตรประกาศนียบัตร 80,000 คน และหลักสูตรระดับปริญญา 1,600 คน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2561–2568 สามารถผลิตกำลังคนได้แล้วกว่า 90,035 คน ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาในโครงการนี้มีอัตราการได้งานทำภายใน 1 ปี สูงถึงกว่าร้อยละ 80 และมีอัตราเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติ ดังนั้นการขยายโครงการไปจนถึงปี 2574 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

รับรองแถลงการณ์ APEC ยกระดับแรงงานไทยรับมือ AI

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค ครั้งที่ 8 และร่างภาคผนวกว่าด้วยข้อริเริ่มการรับมือผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ในการประชุมที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 กันยายน 2569 ณ เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “การยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ทันสมัย เพื่อประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น” โดยเน้นย้ำความร่วมมือใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. การส่งเสริมการจ้างงานคุณภาพสูง และการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการจ้างงาน เชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ใช้ประโยชน์จาก AI เพิ่มโอกาสทางอาชีพ สนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในการทำงานและการฝึกอบรม

2. การลงทุนในคนและพัฒนาทักษะวิชาชีพ มุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับทักษะดิจิทัล เสริมสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อรองรับการเกิดของอาชีพใหม่ ๆ และ 3. การพัฒนาระบบประกันสังคมดิจิทัล นำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Big Data, AI และ Cloud Computing มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการประกันสังคมให้ยืดหยุ่น ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และครอบคลุม

นอกจากนี้ ในส่วนของร่างภาคผนวกฯ ได้ระบุถึงแนวทางเฉพาะในการนำ AI มาช่วยลดภาระงานในกลุ่มอาชีพเสี่ยงภัย ทดแทนแรงงานในกลุ่มที่ขาดแคลน คาดการณ์ความต้องการทักษะแรงงานล่วงหน้า ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า การเข้าร่วมรับรองแถลงการณ์ครั้งนี้ จะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสมาชิกเอเปค ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวไม่มีถ้อยคำผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ

ตั้งเป้า 1 ปี ห้าม 163 หน่วย เรียกสำเนาเอกสาร ปชช. 58 รายการ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ โดยผลักดันแนวทาง “ไม่เรียกเอกสารจากประชาชน” สำหรับเอกสารสำคัญ 58 รายการ ผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ หรือ Government Data Exchange (GDX) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบและใช้ข้อมูลระหว่างกันแทนการขอสำเนาเอกสารจากประชาชน

ข้อเสนอดังกล่าวครอบคลุมเอกสารที่ประชาชนใช้บ่อย เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า สูติบัตร ใบมรณบัตร เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หนังสือรับรองนิติบุคคล และใบอนุญาตขับรถ โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลให้ครบภายใน 1 ปีนับจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยเอกสาร 31 รายการที่มีข้อมูลพร้อมผ่าน GDX แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเชื่อมโยงและนำข้อมูลไปใช้แทนการเรียกเอกสารจากประชาชนภายในกรอบ 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วนอีก 27 รายการที่ยังไม่มีข้อมูลพร้อมให้บริการผ่าน GDX จะเร่งเชื่อมโยงให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

รัฐบาลยังเตรียมให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง เร่งเชื่อมโยง GDX กับระบบ Linkage Center เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎรผ่านช่องทางเดียว ลดความซ้ำซ้อนและความสับสนในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการจะให้ส่วนราชการ 163 หน่วยงานสำรวจความพร้อม ทบทวนกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการ ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบข้อมูลแทนการเรียกเอกสารจากประชาชน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน

หากหน่วยงานใดยังเรียกเอกสารที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้แล้ว สำนักงาน ก.พ.ร. จะประสานให้แก้ไขภายใน 15 วัน และติดตามต่อเนื่อง โดยหากยังไม่ดำเนินการภายในกรอบที่กำหนด อาจนำไปประกอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าส่วนราชการ และกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจมีประเด็นความรับผิดทางวินัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“เป้าหมายคือประชาชนไม่ควรต้องถือสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้วไปยื่นให้รัฐอีก การเชื่อมข้อมูลให้หน่วยงานใช้ร่วมกัน จะช่วยลดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และขั้นตอนการติดต่อราชการ พร้อมทำให้บริการภาครัฐสะดวกและเป็นดิจิทัลมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว ทั้งนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลจะต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานกลางของภาครัฐ โดยคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น

เข้าร่วม “AFAC” หนุนธุรกิจไทยแข่งขันอย่างเป็นธรรม

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) เสนอกรอบความตกลงว่าด้วยการแข่งขันของอาเซียน หรือ ASEAN Framework Agreement on Competition (AFAC) ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ไทยเข้าร่วมกรอบความร่วมมือด้านนโยบายและกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของอาเซียน

กรอบ AFAC มีเป้าหมายสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของประเทศสมาชิก เพื่อรับมือกับพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันที่อาจมีผลกระทบข้ามพรมแดน และสนับสนุนการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กรอบความตกลงดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและกฎหมายการแข่งขัน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในประเด็นการแข่งขันทางการค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ AFAC ยังวางกรอบความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศสมาชิก โดยคำนึงถึงการรักษาความลับของข้อมูล และเคารพกฎหมายภายในและอธิปไตยของแต่ละประเทศ ขณะที่การดำเนินการของไทยสามารถทำได้ภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่ เพื่อรองรับกรอบความตกลงดังกล่าว

“การแข่งขันที่เป็นธรรมไม่ได้ช่วยเฉพาะผู้บริโภค แต่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะรายย่อยและ SMEs มีโอกาสแข่งขันภายใต้กติกาที่ชัดเจนมากขึ้น การเข้าร่วม AFAC จะช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันของไทยให้เชื่อมโยงกับอาเซียน สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเพิ่มศักยภาพของธุรกิจไทยในการแข่งขันในตลาดภูมิภาค” นางสาวลลิดา กล่าว ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศได้ลงนามในกรอบ AFAC แล้ว ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เมียนมา และเวียดนาม โดยข้อเสนอของไทยกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือ ผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในฐานะผู้แทนฝ่ายไทย พร้อมให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเรื่องหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

ดัน “ดอยอินทนนท์” ขึ้นทะเบียนมรดกอาเซียน ชูผืนป่า 89.5%

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดันการเสนอพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ให้ได้รับการรับรองเป็น “อุทยานมรดกอาเซียน” เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หลังคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ เห็นชอบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ให้เสนออุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นอุทยานมรดกอาเซียน โดยขั้นตอนต่อไปจะมีการประเมินพื้นที่จากคณะผู้เชี่ยวชาญของศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ ASEAN Centre for Biodiversity (ACB) ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีพื้นที่ประมาณ 296,922.22 ไร่ ครอบคลุมบางส่วนของ 4 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และอำเภอดอยหล่อ โดยมีสัดส่วนพื้นที่ป่าธรรมชาติถึงร้อยละ 89.5 ของพื้นที่ทั้งหมด และเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา

พื้นที่ดังกล่าวยังมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พบพรรณพืชไม่น้อยกว่า 1,271 ชนิด และสัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 393 ชนิด รวมถึงชนิดพันธุ์หายาก เฉพาะถิ่น และใกล้สูญพันธุ์ เช่น กวางผา เลียงผา และชะนีมือขาว ตลอดจนพบไลเคนชนิดใหม่ 21 ชนิด ขณะที่พื้นที่กว่าร้อยละ 40.48 อยู่ในเขตลุ่มน้ำคุณภาพชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่ต้องได้รับการอนุรักษ์อย่างเข้มงวด

นอกจากคุณค่าด้านระบบนิเวศแล้ว ดอยอินทนนท์ยังมีจุดเด่นในฐานะยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ระดับ 2,565 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง เป็นพื้นที่เชื่อมโยงถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์สำคัญและนกอพยพระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งต้นน้ำที่ผลิตน้ำมากกว่า 540 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หล่อเลี้ยงมากกว่า 35 หมู่บ้าน 74 ชุมชน ทั้งในและนอกพื้นที่

“ดอยอินทนนท์ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ แต่เป็นทั้งผืนป่าต้นน้ำ แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งกักเก็บคาร์บอน และพื้นที่ที่ชุมชนอยู่ร่วมกับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน การผลักดันสู่การเป็นอุทยานมรดกอาเซียนจะช่วยยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์ และเพิ่มโอกาสให้ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองเป็นอุทยานมรดกอาเซียนแล้ว 10 แห่ง หากดอยอินทนนท์ได้รับการรับรอง จะช่วยเสริมบทบาทของไทยด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การศึกษา วิจัย และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุล

สำหรับขั้นตอนการพิจารณา หลังผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญของ ACB แล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานมรดกอาเซียน เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม และการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมตามลำดับ ก่อนการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ

ตั้ง  ‘ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ’ ประธานศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

นางสาวลลิดา กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการ เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจ้างข้าราชการ ภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เสนอ ดังนี้

1. นายวิชชุ เวชชาชีวะ เป็นลูกจ้างชั่วคราว เป็นกรณีพิเศษภายหลังครบเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

2. นางมาฆวดี สุมิตรเหมาะ เป็นลูกจ้างชั่วคราว เป็นกรณีพิเศษภายหลังครบเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเวลา 53 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2569

โดยให้ได้รับค่าจ้างเท่ากับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (พ.ข.ต.) รวมถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอื่น ๆ ที่ได้รับตามตำแหน่งเอกอัครราชทูต (นักบริหารการทูต ระดับสูง) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่ก่อนเกษียณอายุราชการ ส่วนค่าย้ายถิ่นที่อยู่และค่าพาหนะเดินทางกลับประเทศไทยให้เป็นไปตามสิทธิที่พึงได้รับจากการพ้นหน้าที่ราชการในต่างประเทศตามปกติ

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. นายขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานปลัดกระทรวง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

2. นายมาโนช อู่วุฒิพงษ์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม) โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานปลัดกระทรวง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

3. นายปกาญจน์ กาญจนะ ให้ดำรงตำแหน่งทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตกรรม) โรงพยาบาลหาดใหญ่สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสงขลา สำนักงานปลัดกระทรวง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

4. นายกฤษฎา หาญบรรเจิด ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคไม่ติดต่อ) กรมควบคุมโรค มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

1. นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานกรรมการ

2. นางนฤมล อรุโณทัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นายทรงพันธ์ เจิมประยงค์กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นางโสภนา ศรีจำปา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายอนุสรณ์ อุณโณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายศักดิ์ เสกขุนทด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นางปัทมาวดี โพชนุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

  8. นางสาวอาภา พู่แสงมุกข์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569 เพิ่มเติม