
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการระดมทุนของผู้ประกอบการเป้าหมาย ครอบคลุมโครงการ BOI to IPO เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการโดยเฉพาะ 10 อุตสาหกรรม New Economy ให้เติบโตและเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นสักขีพยาน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ถึงมาตรการ “BOI to IPO” หนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยการลงทุน ในวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ กระทรวงการคลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานโลก และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ Investment-led Growth โดยใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์ในการสร้างศักยภาพการเติบโตใหม่ให้ประเทศ ซึ่งเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านั้นสร้าง “คุณค่า” ให้กับประเทศไทย ทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาในประเทศ การสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาคนไทย และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่
BOI to IPO จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุน เพื่อให้กิจการในกลุ่ม New Economy ที่เข้ามาลงทุนและสร้างฐานธุรกิจในประเทศไทยสามารถเติบโตและขยายกิจการจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยเชื่อมเงินทุนในระบบเศรษฐกิจไทยไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ และทำให้โครงสร้างของตลาดทุนไทยสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศมากขึ้น
“BOI to IPO ไม่ใช่เพียงมาตรการเพื่อช่วยให้บริษัทเข้าถึงตลาดทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่จะทำให้การลงทุนสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว เราไม่ต้องการเพียงดึงบริษัทเทคโนโลยีหรือ New Economy เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย แต่ต้องการให้บริษัทเหล่านี้เติบโต ขยายธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรจากประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น เมื่อการส่งเสริมการลงทุนและตลาดทุนเดินไปในทิศทางเดียวกัน การลงทุนจะไม่จบลงเพียงการตั้งโรงงานหรือการเริ่มต้นโครงการ แต่จะสามารถต่อยอดเป็นการเติบโตของธุรกิจและความสามารถใหม่ของประเทศได้ในระยะยาว”
นายเอกนิติกล่าวถึงแนวคิดโครงการ “BOI to IPO” ว่า เป็นความตั้งใจตั้งแต่ต้นที่จะเชื่อมโยงงานของบีโอไอเข้ากับการระดมทุนผ่าน IPO
“ตั้งแต่แรกเรามีความมุ่งมั่นที่เราจะขับเคลื่อนประเทศไทยยุคใหม่ของเรา ในการใช้การลงทุนเป็นตัวนำ Investment led Growth Policy” ที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาโตต่ำมายาวนานจากการลงทุนที่ต่ำ
การใช้การลงทุนมาเป็นตัวนํามีประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยหลายด้าน อย่างแรกไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะเม็ดเงินลงทุนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ที่สําคัญคือ จะช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่การฟื้นเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นการบริโภค ได้ผลช่วงหนึ่ง การลงทุนไม่ใช่ดีขึ้นเฉพาะช่วงที่ลงทุน แต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในระยะยาว
นายเอกนิติยกตัวอย่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอดีตที่กลายเป็นฐานของเศรษฐกิจปัจจุบัน “ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีการลงทุนสนามบินสุวรรณภูมิ เราไม่มีทางท่องเที่ยวโตได้ขนาดนี้” เช่นเดียวกับท่าเรือและระบบขนส่ง ที่หากไม่มีการลงทุน การส่งออกก็ไม่อาจเติบโตถึงระดับ 20% อย่างที่เห็น
แต่โลกยุคใหม่เปลี่ยนรูปแบบการลงทุนไปแล้ว ทั้ง AI ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กระแสสุขภาพและ Wellness ที่ไทยมีต้นทุนเดิมอยู่แล้ว รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงราคาน้ำมันแพง ขณะที่ความขัดแย้งและสงครามในโลก แม้จะกระทบไทยผ่านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ แต่อีกด้านหนึ่งกลับเปิดโอกาส เพราะทุกประเทศกำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่และกระจายซัพพลายเชนใหม่ จากเดิมที่เงินลงทุนกระจุกอยู่กับไม่กี่ประเทศใหญ่ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น วันนี้กระจายออกไปทั้งจีนและอีกหลายประเทศ ในโลกที่เรียกว่า Fragmented World
“เราถึงต้องใช้การลงทุนที่ดึงอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เรียกว่า New Economy” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมาบีโอไอ คือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุน แต่ผลประโยชน์ยังไม่เข้าประเทศ เพราะติดกฎเกณฑ์ บีโอไอจึงได้ปลดล็อกผ่าน BOI Fast Track หรือ BOI Fast Pass ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Thailand Fast Pass ส่งผลให้คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเมื่อปีที่แล้วมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท และในครึ่งแรกของปีนี้แปรเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงแล้ว 530,000 ล้านบาท ขณะที่ตการลงทุนไตรมาสแรกขยายตัว 10% และไตรมาสสองเติบโตเกือบ 14%
“ทำให้ทุกคนบอก เมืองไทยเปลี่ยนไปแล้ว ต่างชาติเริ่มมองมุมเปลี่ยนแปลงไป”
บีโอไอยังผลักดันโครงการ Skill Bridge ที่กำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีใหม่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แรงงานไทย ครอบคลุมทั้งเรื่องการวัดคาร์บอนในองค์กร ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการส่งออกเมื่อต่างประเทศเริ่มใช้เกณฑ์คาร์บอน ยานยนต์เทคโนโลยีใหม่ และดิจิทัลอีโคโนมี โดยในสองไตรมาสที่ผ่านมาอบรมไปแล้วเกือบ 70,000 คน
นายเอกนิติยกกรณีอุตสาหกรรมส่งข้อมูลด้วยแสงมาเป็นกรณีตัวอย่างโดยเล่าว่า การส่งข้อมูลระหว่างกันด้วยแสง ซึ่งเป็นหัวใจของการประมวลผล AI ก็มาตั้งที่ประเทศไทย
“สมัยก่อนส่งข้อมูลด้วยเคเบิล แต่วันนี้ส่งด้วยแสง บริษัทอันดับ 1 อันดับ 2 ของโลกที่ทำอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลด้วยแสง อยู่ที่เมืองไทย อยู่ที่สระบุรี จ้างงานปัจจุบัน 20,000 คน” พร้อมระบุว่าแรงงานจากสระบุรี โคราช และอยุธยา ที่ย้ายเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมนี้ได้เงินเดือนสูงกว่าทั่วไป ขณะเดียวกันบีโอไอยังกำหนดเงื่อนไขให้ทำวิจัยและพัฒนาในไทย โดยบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
อีกด้านคือการดึงเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนของ New Economy ให้มากขึ้น โดยยกตัวอย่างแผ่นวงจรพิมพ์ หรือ Printed Circuit Board (PCB) ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือทุกเครื่อง “iPhone รุ่นใหม่จะออกมา Samsung รุ่นใหม่จะออกมา Huawei รุ่นใหม่จะออกมา Printed Circuit Board อาจจะทำจากเมืองไทย เพราะส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองไทย”
อย่างไรก็ตามการจะทำให้การลงทุนหยั่งรากลึกลงในเศรษฐกิจไทยได้จริง ต้องอาศัยกลไกการเงินและตลาดทุน “วันนี้ BOI to IPO คือการหยั่งรากลึก” นายเอกนิติกล่าว พร้อมอธิบายว่าบริษัทที่เข้ามาลงทุน ไม่ควรจบแค่การจ้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ควรเดินไปถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยเปรียบกับเส้นทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอดีต ที่เริ่มจากประเทศซึ่งผลิตแต่สินค้าเกษตร ก่อนจะค่อยๆ เกิดผู้ผลิตชิ้นส่วนtier 1 tier 2 และtier 3 ตามมา
“บริษัทไทยก็รวยขึ้น เราจะเอาบริษัทเหล่านั้น ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ให้เข้าสู่ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ไทย คือโครง การ BOI to IPO เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องการให้หยั่งรากลึกลงไป หยั่งรากลึกก็คือว่าบริษัทเหล่านี้มาลงทุนก็จะได้นักลงทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์ไทย ก็จะได้มีสินทรัพย์ใหม่ๆ ที่เป็น New Economyไ นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติเปรียบเทียบเป้าหมายกับตลาดหุ้นสหรัฐฯว่า “วันนี้เราพูดถึงหุ้น 7 นางฟ้า ในอเมริกา เราจะทำยังไงให้มีนางฟ้ามาอยู่ที่เมืองไทย” ซึ่งหมายถึงการที่ตลาดทุนไทยจะมีสินทรัพย์ใหม่ที่เป็น New Economy ให้นักลงทุนไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเติบโต
ในทางปฏิบัติ โครงการนี้กำหนดให้แต่ละหน่วยงานมี “Track พิเศษ” ของตนเอง โดยบีโอไอจะเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับบริษัทที่ไม่เพียงเข้ามาลงทุน แต่เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ IPO ด้วย ขณะที่ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะจัดช่องทางเฉพาะรองรับ “ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอีกต่อไป”
กลุ่มเป้าหมายที่ระบุชัดคือบริษัทในอุตสาหกรรมที่บีโอไอส่งเสริมและเริ่มตั้งฐานในไทยแล้ว ทั้งผู้ผลิต Optical Transceiver ผู้ผลิต PCB บริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงระดับ Top 5 ของโลกที่มีฐานการผลิตอยู่ในไทย โดยการนำบริษัทเหล่านี้เข้าจดทะเบียนได้สำเร็จ ถูกวางให้เป็น KPI ร่วมของทั้งสามหน่วยงาน
สำหรับภาพรวมของผลการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 นายเอกนิติกล่าวว่า ไม่ได้มีเพียงดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ครอบคลุมทั้ง Smart Electronics, Optical Transceiver, PCB, Smart Agriculture, Pet Food, Food Processing และ Wellness ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จะเติบโตต่อไปอีกมาก

New Economy ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 3 ปี
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การผนึกกำลังเพื่อขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ “BOI to IPO” ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการเชื่อมต่อเครื่องมือของทั้ง 3 หน่วยงาน โดยบีโอไอเป็นผู้ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. จะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
“มาตรการ BOI to IPO คือกลไกเชื่อมนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทย เปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงระดมทุนในประเทศไทยเพื่อใช้สำหรับการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และทำให้กิจการเหล่านี้หยั่งรากลึกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมและถือหุ้นในกิจการที่มีศักยภาพเติบโตสูง อีกทั้งเงื่อนไขการเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังบังคับให้ทุกกิจการต้องยกระดับธรรมาภิบาลและบริหารจัดการธุรกิจอย่างโปร่งใส ซึ่งจะทำให้การลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจากบีโอไอเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิต ก่อนจะเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทย เช่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) มาตรการ BOI to IPO จึงมุ่งต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว
นายนฤตม์กล่าวว่า การเปิดตัวโครงการ BoI to IPO มีขึ้นในจังหวะที่เหมาะสม ด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือจังหวะของคลื่นการลงทุนที่ไหลเข้าประเทศไทยในช่วงสามปีครึ่งที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2566 จนถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกันมากกว่า 5 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทชั้นนำรายใหม่ในกลุ่ม New Economy จำนวนมาก ทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ PCB และกลุ่มที่อยู่ใน AI Supply Chain รวมถึงกลุ่มดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และชิ้นส่วนอากาศยาน ซึ่งทั้งหมดนี้คือกลุ่มเป้าหมายที่จะดึงเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยขณะนี้หลายโรงงานก่อสร้างเสร็จและเริ่มต้นการผลิตแล้ว จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่บริษัทเหล่านี้จะเริ่มคิดถึงการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในระยะต่อไป
ข้อที่สองคือปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศมากขึ้น “เพราะฉะนั้นการระดมทุนในประเทศจึงกลายมาเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับบริษัทที่มีฐานอยู่ในประเทศไทย”
ในส่วนของมาตรการที่เป็นรูปธรรม เลขาธิการบีโอไอเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ได้เห็นชอบมาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ครอบคลุมทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์ เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx)
สิทธิประโยชน์ที่ให้กับบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เพื่อให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจออกสู่ตลาดโลกด้วย เป็นลักษณะเพิ่มเติมจากสิทธิประโยชน์ตามเกณฑ์ปกติ โดยกลุ่มที่เป็น New Economy จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 3 ปีจากเกณฑ์ปกติ หรือได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เพิ่มอีก 5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ส่วนกิจการทั่วไปที่ไม่เข้าข่าย New Economy ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเช่นกัน แต่ในอัตราที่น้อยกว่า คือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่ม 2 ปี หรือลดหย่อนภาษีเงินได้ร้อยละ 50 เป็นเวลา 3 ปี
ดึงบริษัทคุณภาพ สร้างโอกาสให้นักลงทุนในตลาดทุนไทย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ BOI to IPO นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยดึงดูดให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงเข้าถึงตลาดทุน โดยเชื่อมโยงกลไกการส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งโครงการนี้ นับเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการในกลุ่ม New Economy หันมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ สามารถเข้าจดทะเบียนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเข้าจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ตามรายละเอียดที่กำหนด ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ได้อยู่ระหว่างการทดลองปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความกระชับและใช้ระยะเวลาสั้นลง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะยกระดับความน่าสนใจของตลาดทุนไทยและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจใหม่ได้อย่างยั่งยืน
นายอัสสเดชกล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนมาราว 5-6 เดือน “เราได้สร้าง Synergy ระหว่างหน่วยงานจริงๆ เพื่ออยากจะเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติกับเศรษฐกิจไทยจริงๆ” สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งใจจะเป็น คือการเป็น Trusted Gateway to Inclusive Opportunities
นายอัสสเดชกล่าวว่า โครงการนี้ให้ผลบวก 4 ด้านเรียกว่า “4 Big Wins”
Win แรก คือธุรกิจ ทั้งที่กำลังจะเข้ามาลงทุนและที่ลงทุนอยู่แล้วในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไทยหรือบริษัทต่างชาติในกลุ่ม New Economy จะเข้าถึงโอกาสในการระดมทุน และใช้ตลาดทุนไทยให้เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตและการสร้างมูลค่าให้ตัวเอง
Win ที่สอง คือนักลงทุน ทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนบุคคล ที่จะมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการเติบโตของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ในระยะที่ใกล้ชิดขึ้นภายในประเทศของตัวเอง
Win ที่สาม คือตลาดทุนไทย ซึ่งที่ผ่านมา “ทุกคนก็จะพูดถึงว่ามีแต่ Old Economy” โครงการนี้จึงจะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดสิ่งใหม่ ทำให้ตลาดทุนไทยคึกคักและน่าสนใจมากขึ้น และหากทุกฝ่ายเห็นภาพโครงสร้างร่วมกัน ก็อาจเกิด Snowball Effect ที่สร้างการเติบโตและสร้างความมั่งคั่งให้ประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วม
Win ที่สี่ นายอัสสเดชกล่าวว่าสำคัญที่สุด คือเศรษฐกิจไทยโดยรวม ตามแนวคิด Investment Led Growth เชื่อมโยงไปถึงปัญหาหนี้ที่หลายฝ่ายกังวล ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง “วิธีที่จะลดหนี้ดีที่สุดคือ Grow Earnings เพื่อมาถือหนี้” สร้างความมั่งคั่งให้ประชาชน ทั้งจากการจ้างงานใหม่ที่เกิดจากการลงทุน และจากโอกาสในการลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการทำให้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
นายอัสสเดชย้ำว่าโครงการนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะการเกิดขึ้นของ IPO ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียว แต่มีทั้งสภาวะตลาด ความต้องการทางการเงินของบริษัท จังหวะเวลา กระบวนการกลั่นกรอง และความพร้อมของกิจการ “เราต้องการให้ธุรกิจที่มาระดมทุนในตลาดทุนของเรามี Quality ด้วย” บทบาทของโครงการนี้จึงคือการดึงบริษัทที่มีคุณภาพเข้ามา และสร้างโอกาสที่ถูกต้องให้กับนักลงทุนในตลาดทุนไทย

ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากจะเข้าไปช่วยให้กระบวนการเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นแล้ว ยังจะมีมาตรการยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมต่างๆ ขณะที่กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) จะเข้ามาสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ IPO เช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ ในลักษณะเงินสนับสนุนแบบ Matching Fund
เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) สำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จากเดิมที่กลุ่ม New Economy อยู่ที่ 7,500 ล้านบาท ปรับเป็นกรณีที่ไม่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ (Non-BOI) ต้องมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่วนกรณี BOI to IPO ลดลงเหลือมากกว่า 3,000 ล้านบาท
เช่นเดียวกับเกณฑ์ผลการดำเนินงานย้อนหลัง (Track Record) โดยกลุ่ม BOI to IPO ใช้เพียง 1 ปี ขณะที่กลุ่ม Non-BOI อยู่ที่ 2 ปี เนื่องจากกิจการเหล่านี้ผ่านการกลั่นกรองจากบีโอไอมาแล้วส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ยังปรับเกณฑ์การพิจารณาสัดส่วนรายได้จากอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กำหนดให้เป็นรายได้หลัก โดยลดสัดส่วนขั้นต่ำลงเหลือร้อยละ 30 ของรายได้จากการดำเนินงานในปีล่าสุด
ทั้งนี้ เกณฑ์ทั้งหมดจะมีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการต่อไป

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของบริษัทที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม New Economy ซึ่งมีบทบาทต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ New growth ในระยะยาว ความร่วมมือภายใต้โครงการ BOI to IPO จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สามารถเตรียมความพร้อมและเข้าถึงตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
โดย ก.ล.ต. พร้อมทำงานร่วมกับ BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันโครงการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการและแนวทางพิจารณา IPO ให้กระชับและรวดเร็วขึ้น สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งส่งเสริมความพร้อมของผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการควบคุมภายในของกิจการ เพื่อให้บริษัทที่มีคุณภาพสามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยคำนึงถึงการคุ้มครองผู้ลงทุนและการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
ธุรกิจ New Economy ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การเกษตรและอาหารขั้นสูง เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยานยนต์สมัยใหม่ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน
ติดตามรายละเอียดโครงการ BOI to IPO ได้ที่ www.set.or.th สอบถามเพิ่มเติมโทร SET Contact Center 0 2009 9999



