ASEAN Roundup เวียดนามกางบุทธศาสตร์ใหญ่ปี 2573 ปักธง AI คู่ ท่องเที่ยว ดัน GDP

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 23-29 สิงหาคม 2569

  • เวียดนามกางยุทธศาสตร์ใหญ่ปี 2573 ปักธง AI คู่ ท่องเที่ยว ดัน GDP
    • ตั้งเป้าเศรษฐกิจ AI มีสัดส่วน 6% ของ GDP ปี 2573
    • ดันการท่องเที่ยวครอง 12% ของ GDP ภายในปี 2573
  • สิงคโปร์เปิดตัวมาตรฐานระบบระบายความร้อน Data Center ในเขตร้อนชื้นแห่งแรกของโลก
  • Data Center และโครงการคลาวด์ครอง 44% ของยอดอนุมัติลงทุนในมาเลเซีย
  • อินโดนีเซียเร่งเตรียมยุทธศาสตร์ 3S ช่วยแรงงานรุ่นใหม่ปรับตัวรับมือ AI
  • แรงงานอาเซียนบวกสามยกระดับทักษะแรงงานสู่มาตรฐานสากล
  • ลาวอนุมัติร่างกฎหมายไฟฟ้าฉบับใหม่ ปี 2569

เวียดนามกางยุทธศาสตร์ใหญ่ปี 2573 ปักธง AI คู่ ท่องเที่ยว ดัน GDP

ที่มาภาพ:AI Generated

เวียดนามเดินหน้ายุทธศาสตร์คู่ขนาน ตั้งเป้าดันเศรษฐกิจ AI และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นสองฟันเฟืองหลักขับเคลื่อน GDP ของประเทศภายในปี 2573

การเคลื่อนไหวสำคัญทางเศรษฐกิจของเวียดนามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2026 โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เปิดเผยรายละเอียดมติที่ 1671/QD-TTg ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถึงปี 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2588 ซึ่งปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน ไปสู่การเป็นขีดความสามารถหลักของชาติอย่างครอบคลุม ยุทธศาสตร์นี้ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจ AI มีสัดส่วนถึง 6% ของ GDP ประเทศ และผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นสู่ 1 ใน 3 ศูนย์กลางด้าน AI ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการกำหนดให้ข้าราชการและพนักงานรัฐ 100% ประยุกต์ใช้ AI ในการทำงาน และนำ AI มาช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารให้ได้ 60%

ขณะเดียวกัน ในภาคบริการและการท่องเที่ยว เลขาธิการใหญ่และประธานาธิบดี โต เลิม ได้ลงนามในข้อมติที่ 26 ในนามของกรมการเมือง (Politburo) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศในยุคใหม่ โดยตั้งเป้าให้ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้โดยตรงคิดเป็น 10-12% ของ GDP ภายในปี 2573 ผ่านการปรับเปลี่ยนโมเดลพัฒนาจากการเน้นปริมาณไปสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เวียดนามวางเป้าหมายต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 45-50 ล้านคน และนักท่องเที่ยวในประเทศ 160 ล้านคน โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและพำนักระยะยาว พร้อมเร่งพัฒนา 3 ศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลัก (ฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ ดานัง) ศูนย์กลางท่องเที่ยวสำคัญ 10 แห่ง พื้นที่ท่องเที่ยวแห่งชาติ 20 แห่ง ตลอดจนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Nighttime Economy) และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกัน

  • ตั้งเป้าเศรษฐกิจ AI มีสัดส่วน 6% ของ GDP ปี 2573
กรุงฮานอย ที่มาภาพ:https://hanoitimes.vn/hanoi-to-create-new-urban-clusters-and-satellite-cities-until-2030-323024.html

ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถึงปี 2030 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2045 ของเวียดนามตั้งเป้าให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และลูกจ้างรัฐ 100% นำ AI มาใช้ในการทำงาน และ 60% ของการตัดสินใจและข้อสั่งการของผู้บริหารต้องได้รับความช่วยเหลือจากข้อมูลและ AI

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ในการแถลงข่าวประจำของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  นาย เหงียน คักห์ หลีก (Nguyen Khac Lich) ผู้อำนวยการกรมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับมติที่ 1671/QD-TTg เรื่องยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถึงปี 2030 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2045 โดยมติที่ 1671/QD-TTg มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ลงนามคือวันที่ 28 สิงหาคม 2569 และทดแทนมติที่ 127/QD-TTg ลงวันที่ 26 มกราคม 2564 อย่างเป็นทางการ

มติใหม่ถือเป็นการปรับเปลี่ยนกรอบคิดเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือสนับสนุนไปสู่ขีดความสามารถหลักของชาติ

ยุทธศาสตร์นี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ คือจากการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้ AI ไปสู่การวิจัย พัฒนา ประยุกต์ใช้ และการเปลี่ยนผ่านระดับชาติอย่างครอบคลุมด้วย AI ซึ่งหมายความว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงสาธารณูปโภคหรือเครื่องมือทางเทคนิคอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นขีดความสามารถหลักที่มีอยู่ตั้งแต่การกำหนดปัญหาและการออกแบบสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการจัดโครงสร้างการดำเนินงานของระบบเศรษฐกิจและการบริหารจัดการทั้งหมด

การจะบรรลุทิศทางดังกล่าว ยุทธศาสตร์ย้ำว่าทรัพยากรมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และข้อมูล ต้องทำหน้าที่เป็นรากฐานที่มั่นคง ขณะเดียวกันก็มองว่าสถาบัน AI และวิธีการบริหารจัดการเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ กระบวนการดำเนินงานจะยึดหลักการนำที่เป็นเอกภาพ การบริหารแบบรวมศูนย์ การให้บริการโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงความรับผิดชอบส่วนบุคคลของผู้บริหารแต่ละองค์กรเข้ากับผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น ยุทธศาสตร์ยังมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูงควบคู่ไปกับการแพร่ขยายทักษะ AI สู่ประชาชนทั้งหมด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ข้อมูล โมเดล และแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกัน พร้อมเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง และการรักษาอธิปไตย AI ของชาติในไซเบอร์สเปซ

ภาคธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัลของเวียดนามได้รับมอบหมายภารกิจให้เป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ Make in Vietnam และสร้างเจนเนอเรชันใหม่ที่เป็นธุรกิจ AI ตั้งแต่เริ่ม ซึ่งเชื่อมโยงกับการผสมผสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างกว้างขวางเข้ากับการยกระดับขีดความสามารถภายในประเทศ การสร้างความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ ตลอดจนการกระจายพันธมิตร เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

จากแนวคิดนี้ เป้าหมายรวมภายในปี 2030 คือการทำให้เวียดนามเป็นหนึ่งในศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัย พัฒนา ประยุกต์ใช้ และร่วมสร้างสรรค์ AI ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย

นอกจากนี้ วิสัยทัศน์ปี 2045 คาดการณ์ว่าเวียดนามจะอยู่ใน 10 อันดับแรกของเอเชียในด้านการวิจัย พัฒนา การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่าน AI ระดับชาติ โดยทำให้ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นแพลตฟอร์มการทำงานหลักสำหรับรัฐและเศรษฐกิจฐานความรู้

ยุทธศาสตร์ได้วางกรอบโครงสร้างสี่ระดับ เพื่อวัดผลความมุ่งหวังของการพัฒนาภายในปี 2030

ความก้าวหน้าทางวิธีการที่สำคัญในยุทธศาสตร์นี้คือ การออกแบบระบบเป้าหมายสี่ระดับที่เชื่อมโยง ครอบคลุม และวัดผลได้ โดยมีตัวเลขที่จับต้องได้สนับสนุน ในระดับสูงสุดซึ่งเป็นระดับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เวียดนามพยายามติด 1 ใน 3 ประเทศชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้านการวิจัยและพัฒนา AI คาดว่าเศรษฐกิจ AI จะมีสัดส่วนประมาณ 6% ของ GDP ของประเทศ ผลิตภาพแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้ AI คาดว่าจะเติบโต 10% ถึง 15% และการส่งออกผลิตภัณฑ์และบริการ AI คาดว่าจะสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในระดับผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ยุทธศาสตร์ตั้งเป้าให้ 60% ของธุรกิจที่ใช้ AI รายงานถึงประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในภาครัฐ ข้าราชการและพลเรือน 100% นำ AI มาใช้ในการทำงานและใช้อย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ 60% ของข้อสั่งการและการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการของหน่วยงานบริหารได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลและ AI ส่งผลให้ระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อบริการสาธารณะที่รวม AI เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30%

เพื่อให้บรรลุผล ในส่วนของผลผลิตได้กำหนดขั้นตอนที่ชัดเจน ภายในปี 2030 ทุกกระทรวง ภาคส่วน และท้องถิ่น 100% ต้องจัดทำแผนและดำเนินแผนการเปลี่ยนผ่าน AI อีกทั้งบริการสาธารณะออนไลน์และขั้นตอนทางวิชาการ 100% จะได้รับความช่วยเหลือจากปัญญาประดิษฐ์

เวียนามจะจัดตั้งแพลตฟอร์ม AI เพื่อประสานพลังการระบบประมวลผลและแพลตฟอร์มมาตรฐานสำหรับประเมินโมเดล AI ภาษาเวียดนาม พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ส่วนรวมอย่างน้อย 5 แพลตฟอร์ม แบรนด์ AI ที่น่าเชื่อถือ 10 แบรนด์ และโมเดล AI ภาษาเวียดนาม 8 โมเดล ที่แบ่งเป็น 4 ขนาด

ในด้านการพัฒนาคน มีเป้าหมายฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ AI ทักษะสูง 10,000 คน ผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาตรีขึ้นไปที่สามารถประยุกต์ใช้ AI จำนวน 50,000 คน ฝึกอบรมและยกระดับแรงงาน 500,000 คนที่ปฏิบัติงานกับเทคโนโลยีโดยตรง และเผยแพร่ทักษะ AI พื้นฐานให้แก่แรงงานที่ได้รับการฝึกอบรม 10 ล้านคนทั่วประเทศ

ผลผลิตทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงจากทรัพยากรที่จัดสรรมาให้ ยุทธศาสตร์กำหนดให้การลงทุนรวมของสังคมใน AI ควรบรรลุ 1% ถึง 1.5% ของ GDP ต่อปี

ความสามารถในการคำนวณระดับชาติได้รับการลงทุนให้ถึงประมาณ 560 EFLOPS (Exa-Floating-point Operations Per Second หมายถึง จำนวนครั้งที่คอมพิวเตอร์สามารถคำนวณเลขทศนิยมได้ 1 ล้านล้านล้านครั้ง ใน 1 วินาที) พร้อมระบบจ่ายไฟฟ้าเฉพาะที่รับประกันกำลังการผลิตประมาณ 500 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน ระบบข้อมูลสำคัญระดับชาติทั้งหมดกำลังถูกแปลงเป็นดิจิทัล ปรับให้เป็นมาตรฐาน ทำความสะอาด และพร้อมรองรับการฝึกอบรมโมเดล AI

จุดเด่นสำคัญที่สร้างความมั่นใจอย่างมากแก่ผู้เชี่ยวชาญคือวินัยและความเป็นไปได้ในกระบวนการดำเนินงาน มติที่ 1671/QD-TTg ได้แปลงแนวคิดทั้งหมดของยุทธศาสตร์ให้เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน 32 ประการ พร้อมกับภารกิจและทางออกหลัก 97 ประการใน 14 กลุ่มงาน

แต่ละภารกิจถูกวัดผลได้และปฏิบัติตามหลักการ 6 ชัดเจน อย่างเคร่งครัด ได้แก่ บุคคลชัดเจน ภารกิจชัดเจน เวลาชัดเจน ความรับผิดชอบชัดเจน ผลิตภัณฑ์ชัดเจน และขอบเขตอำนาจชัดเจน

ผลของการปรับใช้ AI และขอบเขตการเปลี่ยนผ่านจะกลายเป็นตัววัดโดยตรงในการประเมินผลงานของผู้บริหารหน่วยงาน และเป็นเกณฑ์ตัดสินใจในการปรับภารกิจ นโยบาย และลำดับความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณในระยะถัดไป

ในส่วนของกลไกการดำเนินงาน นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหน่วยงานหลัก ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานความพยายามระหว่างภาคส่วน มีหน้าที่ติดตาม กระตุ้น ตรวจสอบ กำกับดูแล วัดผล และประเมินการดำเนินงานเป็นประจำทุกปี พร้อมรายงานตรงต่อผู้นำรัฐบาล

กระทรวง ภาคส่วน และท้องถิ่นต้องเชิงรุกในการจัดทำแผน จัดสรรทรัพยากร และจัดการดำเนินงานอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันต้องระดมพลังร่วมจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย บริษัทเทคโนโลยี และสังคมทั้งหมดให้ทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ได้สรุปกลุ่มทางออกที่สำคัญไว้ ได้แก่ การปรับปรุงกรอบสถาบันและกฎหมายให้สมบูรณ์ การเสริมสร้างกลไกการประสานงานระดับชาติที่เชื่อมโยงกับความรับผิดชอบในการดำเนินงาน การระดมแหล่งทรัพยากรสังคมและการเงินที่หลากหลาย การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่ไปกับการพัฒนามาตรฐานและข้อบังคับทางเทคนิค การสร้างความตระหนักรู้และวัฒนธรรมการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ และการดำเนินระบบวัดผล ติดตาม และประเมินผลยุทธศาสตร์อย่างสม่ำเสมอและโปร่งใส

  • ดันการท่องเที่ยวครอง 12% ของ GDP ภายในปี 2573
เมืองดานัง เวียดนาม ที่มาภาพ:https://en.baodanang.vn/danang-s-economic-leadership-in-the-south-central-vietnam-3142417.html

เวียดนามตั้งเป้าให้ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนสูงถึง 12% ของ GDP ภายในปี 2030 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีมูลค่าสูง และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจกลางค่ำคืน (Nighttime Economy)

กรมการเมืองเวียดนามวางเข็มทิศนำทางยุคใหม่สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จากการที่เลขาธิการใหญ่และประธานาธิบดี โต เลิม ในนามของกรมการเมือง (Politburo) ได้ลงนามในข้อมติที่ 26 ว่าด้วยการพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นภาคเศรษฐกิจหลักของเวียดนามในยุคใหม่

โดยยืนยันว่าการท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจในวงกว้างที่มีความเชื่อมโยงข้ามภาคส่วน ข้ามภูมิภาค และเชื่อมโยงทางสังคมอย่างแข็งแกร่ง มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล กระตุ้นการบริโภค ขยายตลาดบริการ สร้างงาน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อนุรักษ์และส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงเผยแพร่ภาพลักษณ์ของเวียดนามและประชาชนสู่สายตาชาวโลก

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาในภาคส่วนนี้ยังไม่ยั่งยืนเท่าที่ควร และยังไม่สอดคล้องกับศักยภาพ ความได้เปรียบ ตลอดจนความต้องการในการพัฒนาของประเทศ

เป้าหมายของกรมการเมืองคือการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูง ชาญฉลาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีนวัตกรรม อุดมด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง คาดหวังให้ภาคการท่องเที่ยวมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ สร้างผลกระทบเชิงบวกที่แข็งแกร่งไปยังอุตสาหกรรมและ lĩnh vực (สาขา) อื่นๆ และทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

อีกเป้าหมายหนึ่งคือการเพิ่มการมีส่วนของการท่องเที่ยวต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนากับอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของเวียดนามและประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างสถานะ ชื่อเสียง และอำนาจละมุน (Soft Power) ของประเทศ

ภายในปี 2030 เวียดนามตั้งเป้าให้การท่องเที่ยวกลายเป็นภาคเศรษฐกิจหลักที่ส่งผลโดยตรง 10-12% ของ GDP ขณะเดียวกันก็รักษาตำแหน่งผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในแง่ของขนาดและการเติบโต

เวียดนามตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 45-50 ล้านคน และให้บริการนักท่องเที่ยวในประเทศ 160 ล้านคน โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษไปที่นักท่องเที่ยวที่มีใช้จ่ายสูงและพำนักเป็นเวลานาน รายได้จากการท่องเที่ยวรวมตั้งเป้าไว้ที่ 8-9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศูนย์กลางการเติบโตทางการท่องเที่ยว 3 แห่ง ได้แก่ ฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ และดานัง คาดว่าจะได้รับการพัฒนาอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญ 10 แห่ง และพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งชาติ 20 แห่ง นอกจากนี้ เวียดนามยังตั้งเป้าให้มีกลุ่มบริษัทและคอร์ปอเรชันด้านการท่องเที่ยว 15 แห่งที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและมีความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ พร้อมทั้งจัดให้มีห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 1.5 ล้านห้อง ภาคส่วนนี้คาดว่าจะสร้างงานโดยตรงประมาณ 2.3 ล้านตำแหน่ง และงานทางอ้อม 3.5 ล้านตำแหน่ง

ภายในปี 2045 เวียดนามตั้งเป้าที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ทันสมัยและยั่งยืน ซึ่งสร้างตัวเองได้อย่างมั่นคงในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีส่วนร่วมโดยตรง 14-15% ของ GDP และนำประเทศเข้าสู่ 30 อันดับแรกของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก

เวียดนามคาดว่าจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูด มีคุณภาพสูง และระดับโลกด้วยอัตลักษณ์ที่โดดเด่น พร้อมทั้งแสวงหาการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 70 ล้านคน

ในส่วนของแนวทางดำเนินการกรมการเมืองเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนกรอบคิดในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างเด็ดขาด จากเดิมที่มุ่งเน้นการเติบโตเชิงปริมาณในวงกว้างและการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรแบบง่ายๆ ไปสู่โมเดลที่ลึกยิ่งขึ้น ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่คุณภาพ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และมูลค่าเพิ่มสูง โดยได้รับการสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์และประสบการณ์ที่โดดเด่น

ในการปรับปรุงกรอบสถาบัน กรมการเมืองได้เสนอให้มีกลไกและนโยบายก้าวกระโดดสำหรับโมเดลการท่องเที่ยวที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ รวมถึงเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เศรษฐกิจกลางคืน เศรษฐกิจริมแม่น้ำและชายฝั่ง และคอมเพล็กซ์การท่องเที่ยว-ความบันเทิง-วัฒนธรรม-กีฬา

นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ศูนย์การค้า ศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญ และสถานที่ค้าปลีกที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงช้อปปิ้งและเพิ่มการใช้จ่ายของผู้เยี่ยมชม

อีกมาตรการหนึ่งคือการเสนอนโยบายสนับสนุนที่ครอบคลุมการลงทุน ที่ดิน การเงิน ขั้นตอนทางการบริหาร ภาษี ค่าธรรมเนียม สถานที่ประกอบการ และการดำเนินงาน สำหรับโครงการท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ การประชุม สัมมนา นิทรรศการ กิจกรรม กีฬา ศูนย์การค้า และความบันเทิงยามค่ำคืนในพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งชาติและศูนย์กลางการท่องเที่ยว

กรมการเมืองแนะนำให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายเพื่อทำให้การเข้าและออกจากประเทศมีความสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับนักท่องเที่ยว ขยายการยกเว้นวีซ่าทวิภาคี และเสนอนโยบายวีซ่าสิทธิพิเศษสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการสร้างประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ปรับลดขั้นตอนเกี่ยวกับที่พักและการเยี่ยมชมพื้นที่ชายแดนและเกาะ ตลอดจนข้อกำหนดประกันภัยบังคับสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเวียดนาม

ที่น่าสังเกตคือ กรมการเมืองเสนอให้ศึกษากลไกนวัตกรรมนำร่องที่ได้รับการควบคุม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว ผู้ทำงานรีโมท (Remote Workers) และเงินทุนระหว่างประเทศเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวและรีสอร์ท

ข้อมติยังกล่าวถึงโครงการนำร่องสำหรับประเด็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนในการพัฒนาการท่องเที่ยว ในจุดที่ยังไม่มีข้อบังคับทางกฎหมาย หรือจุดที่ต้องใช้มาตรการที่แตกต่างจากกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ โดยมาพร้อมกับกลไกสำหรับการควบคุม การตรวจสอบ การกำกับดูแล และการทบทวนหลังการดำเนินงาน

ส่วนหนึ่งของแพ็กเกจมาตรการที่กว้างขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกัน และสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง กรมการเมืองได้วางแผนสำหรับศูนย์กลางรีสอร์ทชายฝั่งและเกาะคุณภาพสูงที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีศูนย์กลางการท่องเที่ยวแบบมัลติเซอวิสที่มีเอกลักษณ์และน่าดึงดูดสูง ซึ่งรวมเอาการเดินทาง ช้อปปิ้ง อาหาร และความบันเทิงเข้าด้วยกัน และเปิดให้บริการตลอดทั้งวันและคืน รวมถึงคอมเพล็กซ์ศิลปะการแสดง คอนเสิร์ตฮอลล์ ถนนสายเทศกาล และสถานที่ความบันเทิงครบวงจรขนาดใหญ่

กรมการเมืองยังเสนอให้พัฒนาศูนย์การค้าระดับมืออาชีพมาตรฐานสากล ที่นำเสนอสินค้าแบรนด์เนมลดราคา ณ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญ พื้นที่ท่องเที่ยวแห่งชาติ ด่านชายแดนระหว่างประเทศ ท่าอากาศยาน และท่าเรือ

กลุ่มบริษัทและองค์กรด้านการท่องเที่ยวที่มีแบรนด์แข็งแกร่งควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ด้วยการลงทุน ศักยภาพการบริหารจัดการที่ทันสมัย และความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ ช่วยให้พวกเขาสามารถมีบทบาทนำในบริการการเดินทางระหว่างประเทศ การบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวในประเทศ แพลตฟอร์มการเดินทางแบบครบวงจร การท่องเที่ยวระดับหรู และเศรษฐกิจยามค่ำคืน

สิงคโปร์เปิดตัวมาตรฐานระบบระบายความร้อน Data Center ในเขตร้อนชื้นแห่งแรกของโลก

ที่มาภาพ: https://www.edb.gov.sg/en/business-insights/insights/moving-to-singapore-which-neighbourhood-is-for-you.html

สิงคโปร์เปิดตัวมาตรฐานระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวสำหรับศูนย์ข้อมูล(Data Center)ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้นเป็นแห่งแรกของโลก เพื่อช่วยให้ศูนย์ข้อมูลรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

มาตรฐานใหม่นี้มีชื่อว่า Singapore Standard (SS) 726:2026 Liquid Cooling in Tropical Data Centers ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยสำนักงานพัฒนาสื่อสารสารสนเทศและสื่อ (IMDA) และ Enterprise Singapore (EnterpriseSG) ผ่านทางสภามาตรฐานสิงคโปร์ (SSC) โดยได้รับความร่วมมือและหารืออย่างใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม

การเปิดตัวมาตรฐานดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ร่วมกับมาตรฐานระดับชาติอื่นๆ เช่น มาตรฐานศูนย์ข้อมูลในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น และมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของอุปกรณ์ไอทีในศูนย์ข้อมูล ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันความมุ่งมั่นของสิงคโปร์สู่การพัฒนาศูนย์ข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดรับกับแผนโรดแมปศูนย์ข้อมูลสีเขียวของ IMDA

มาตรฐาน SS 726 ให้แนวทางทางเทคนิคแก่ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลในการออกแบบ ติดตั้ง และดำเนินงานระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวรูปแบบต่างๆ การบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนการเชื่อมโยงระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวเข้ากับศูนย์ข้อมูลแบบเดิมที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ

ศูนย์ข้อมูลนับเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนระบบ AI และเป็นรากฐานสนับสนุนความมุ่งหวังของสิงคโปร์ในการเป็นศูนย์กลาง AI ชั้นนำ ทั้งนี้ เมื่อการประยุกต์ใช้ AI ขยายตัว ศูนย์ข้อมูลจึงต้องรองรับภาระงานประมวลผลที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนสูงและต้องการระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกับระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบดั้งเดิม ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวจะใช้ของเหลวในการถ่ายเทความร้อนออกจากชิปฮาร์ดแวร์ ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานในระดับศูนย์ข้อมูลได้มากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศในเขตเมืองร้อนที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูงถือเป็นความท้าทายเพิ่มเติม เช่น การกัดกร่อนของอุปกรณ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของระบบระบายความร้อน Standard SS 726 จึงถูกพัฒนาขึ้นบนฐานของมาตรฐานสากลเดิมที่มีอยู่ พร้อมกับปรับปรุงให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของการใช้งานในสภาพอากาศร้อนชื้น รวมถึงการส่งเสริมการใช้ประโยนช์จากน้ำอย่างมีประสิทธิภาพผ่านข้อเสนอแนะแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการวัดและปรับปรุงการใช้น้ำ

ความร่วมมือระหว่าง IMDA, EnterpriseSG และสภามาตรฐานสิงคโปร์ ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และทางเทคนิค เพื่อแปลงความท้าทายของสภาพอากาศร้อนชื้นในสิงคโปร์ให้กลายเป็นการใช้งานระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวที่ปลอดภัย มีเสถียรภาพ และประหยัดพลังงาน

ไอลีน เจีย(Aileen Chia) รองประธานบริหารของ IMDA ระบุว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนของศูนย์ข้อมูลมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์ โดยระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรองรับความหนาแน่นของพลังงานที่สูงขึ้นสำหรับ AI และงานประมวลผลขั้นสูง ขณะเดียวกัน IMDA จะเดินหน้าทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อยกระดับประสิทธิภาพพลังงานตามแผนโรดแมปศูนย์ข้อมูลสีเขียว

ชอย ซาว คุก (Choy Sauw Kook) ผู้บริหารด้านคุณภาพและความเป็นเลิศของ EnterpriseSG กล่าวเพิ่มเติมว่า SS 726 จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และลูกค้า ในการออกแบบและขยายระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวอย่างปลอดภัยในเขตเมืองร้อน พร้อมวางตำแหน่งสิงคโปร์ให้เป็นจุดอ้างอิงที่น่าเชื่อถือสำหรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลที่ยั่งยืนในภูมิภาคภูมิอากาศร้อนชื้นทั่วโลก

ความมุ่งมั่นของสิงคโปร์ต่อนวัตกรรมความยั่งยืนในระบบระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูล สะท้อนถึงความพร้อมในการรองรับการเติบโตของ AI ควบคู่ไปกับการจัดการความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดย IMDA และ EnterpriseSG จะยังคงร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคศูนย์ข้อมูลในสิงคโปร์ต่อไป

Data Center และโครงการคลาวด์ครอง 44% ของยอดอนุมัติลงทุนในมาเลเซีย

Vintage Data Centers ในกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ที่มาภาพ: https://www.datacenterdynamics.com/en/news/vantage-launches-final-building-at-cyberjaya-data-center-campus-malaysia/

ศูนย์ข้อมูลและโครงการคลาวด์มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของยอดอนุมัติการลงทุนในมาเลเซีย มูลค่า 21.85 แสนล้านริงกิต ในครึ่งแรกของปี 2569 ตามรายงานของสำนักงานพัฒนาการลงทุนแห่งมาเลเซีย (Malaysian Investment Development Authority:Mida) เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569

โครงการศูนย์ข้อมูล (Data centre) และระบบประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud-computing) ดึงดูดเงินลงทุนได้สูงถึง 9.58 หมื่นล้านริงกิต ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรก คิดเป็นเกือบ 44% ของยอดการอนุมัติการลงทุนทั้งหมด ขณะที่ภาพรวมการอนุมัติการลงทุนเติบโตขึ้น 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แตะระดับ 21.85 แสนล้านริงกิต ซึ่ง Mida ระบุในแถลงการณ์เมื่อวัน 28 สิงหาคม 2569 ว่าความต้องการกำลังการประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วภูมิภาค

ภาคการบริการครองสัดส่วนการอนุมัติการลงทุนมากที่สุด 1.496 แสนล้านริงกิต หรือคิดเป็น 68.5% ของทั้งหมด ตามมาด้วยภาคการผลิตที่ 5.13 หมื่นล้านริงกิต (23.5%) และภาคปฐมภูมิที่ 1.76 หมื่นล้านริงกิต (8%) ทั้งนี้ ในกลุ่มบริการ ยอดการอนุมัติการลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งรวมถึงโครงการศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ พุ่งสูงขึ้นถึง 68.2% แตะระดับ 1.033 แสนล้านริงกิต

การลงทุนจากต่างประเทศพุ่งขึ้น 18.5% มาอยู่ที่ 1.269 แสนล้านริงกิต คิดเป็น 58.1% ของยอดอนุมัติทั้งหมด ขณะที่การลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้น 3.5% แตะระดับ 9.16 หมื่นล้านริงกิต

สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งเงินทุนต่างประเทศรายใหญ่ที่สุด มีมูลค่า 3.31 หมื่นล้านริงกิต ตามมาด้วยสิงคโปร์ (2.59 หมื่นล้านริงกิต) ญี่ปุ่น (2.23 หมื่นล้านริงกิต) จีน (1.65 หมื่นล้านริงกิต) และหมู่เกาะเคย์แมน (4.1 หมื่นล้านริงกิต) โดยนักลงทุนต่างชาติ 5 อันดับแรกนี้มีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 80% ของการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด

เมื่อแบ่งตามพื้นที่ สลังงอร์เป็นรัฐที่ดึงดูดเงินลงทุนได้มากที่สุด อยู่ที่ 7 หมื่นล้านริงกิต รวม 835 โครงการ ตามมาด้วยยะโฮร์ (5.94 หมื่นล้านริงกิต) กัวลาลัมเปอร์ (2.66 หมื่นล้านริงกิต) ปีนัง (2.02 หมื่นล้านริงกิต) และซาราวัก (1.08 หมื่นล้านริงกิต)

เต็งกู ดาโต๊ะ สรี ซาฟรูล อับดุล อาซิส ประธาน Mida เปิดเผยว่า ภาคการผลิตมีการปรับเปลี่ยนของการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จากขั้นปลายน้ำอย่างการประกอบ มาสู่ขั้นต้นน้ำในด้านการออกแบบและการผลิตอุปกรณ์ ซึ่งสะท้อนถึงการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Strategy)

ดาโต๊ะซาฟรูลระบุว่า ภายใต้การนำของแผนยุทธศาสตร์แม่บทอุตสาหกรรมใหม่ปี 2573 (New Industrial Master Plan 2030) Mida จะยังคงให้ความสำคัญและผลักดันการลงทุนที่ก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มการมีส่วนร่วมของซัพพลายเออร์ในท้องถิ่น และสร้างงานที่มีมูลค่าสูงสำหรับชาวมาเลเซีย

อย่างไรก็ดี การอนุมัติการลงทุนในภาคการผลิตปรับตัวลดลง 25.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ลงมาอยู่ที่ 5.13 หมื่นล้านริงกิต แม้จำนวนโครงการจะพุ่งสูงขึ้นถึง 88.2% รวมเป็น 973 โครงการก็ตาม

Mida ชี้แจงว่า สาเหตุของการลดลงเกิดจากการมีโครงการขนาดใหญ่พิเศษมูลค่ารวม 1.85 หมื่นล้านริงกิต ในกลุ่มโลหะพื้นฐาน เคมีภัณฑ์ และแร่ที่ไม่ใช่โลหะ ได้รับอนุมัติไปในครึ่งแรกของปี 2568 หากไม่นับรวมโครงการพิเศษเหล่านี้ เงินลงทุนในภาคการผลิตจะเติบโตขึ้น 2.6% ทั้งนี้ การลงทุนภาคการผลิตจากภายในประเทศเติบโตขึ้น 23% อยู่ที่ 1.86 หมื่นล้านริงกิต ขณะที่เงินทุนต่างประเทศมีสัดส่วน 3.27 หมื่นล้านริงกิต หรือคิดเป็น 63.8% ของการอนุมัติในภาคการผลิต

ในขณะเดียวกัน ยอดการอนุมัติการลงทุนในภาคเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน(ภาคเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้โดยตรง) พุ่งขึ้นมากกว่า 5 เท่า จาก 3.5 พันล้านริงกิต มาอยู่ที่ 1.76 หมื่นล้านริงกิต โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากโครงการน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งจำนวน 23 โครงการ ซึ่งตัวเลขในครึ่งปีแรกนี้ได้แซงหน้ายอดอนุมัติทั้งปี 2025 ของภาคปฐมภูมิที่เคยทำไว้ 1.42 หมื่นล้านริงกิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Mida อยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนออีก 7.21 หมื่นล้านริงกิต พร้อมโอกาสการลงทุนใหม่อีก 5.84 หมื่นล้านริงกิต

สำหรับทิศทางในอนาคต Mida ระบุว่า ณ วันที่ 10 สิงหาคม Mida อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอโครงการลงทุนจำนวน 227 โครงการ มูลค่ารวม 7.21 หมื่นล้านริงกิต ประกอบด้วยโครงการภาคบริการ 128 โครงการ มูลค่า 3.65 หมื่นล้านริงกิต และโครงการภาคการผลิต 99 โครงการ มูลค่า 3.56 หมื่นล้านริงกิต

นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาการลงทุนที่มีศักยภาพอีกมูลค่า 5.84 หมื่นล้านริงกิต โดยในระยะสั้นจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน AI พลังงานหมุนเวียน และอุปกรณ์ทางการแพทย์

ในด้านความคืบหน้าของการดำเนินโครงการที่ได้รับการอนุมัติไปก่อนหน้านี้ Mida เผยว่า 87% ของโครงการภาคการผลิตจำนวน 5,822 โครงการ ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ปี 2564 ถึงมิถุนายน 2569 ได้เข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินงานแล้ว ขณะที่ 9.8% ยังอยู่ในช่วงวางแผน และมีเพียง 3.2% ที่ไม่ได้ดำเนินการ โดยโครงการภาคการผลิตที่อนุมัติระหว่างปี 2564 ถึง 2567 ดำเนินไปแล้วมากกว่า 90% ส่วนอัตราการดำเนินโครงการสำหรับปี 2025 และครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 83.8% และ 65.5% ตามลำดับ

ดาโต๊ะ ซิกห์ ชัมซุล อิบราฮิม ซิกห์ อับดุล มาจิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mida กล่าวเสริมว่า การคว้าข้อตกลงความร่วมมือการลงทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งในบทบาทของ Mida เท่านั้น เนื่องจากหน่วยงานยังมีหน้าที่ช่วยเหลือนักลงทุนในการก้าวข้ามอุปสรรคด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติงาน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่อนุมัติไปจะเกิดขึ้นได้จริง

ดาโต๊ะชัมซุลกล่าวปิดท้ายว่า การทำงานไม่ได้จบลงเพียงแค่การอนุมัติอนุมัติ แต่ยังคงดูแลและให้คำแนะนำโครงการอย่างใกล้ชิด และผ่านโครงการ InvestLokal จะช่วยดึงผู้ประกอบการ SME และซัพพลายเออร์ในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อให้ทุกๆ ริงกิตที่ลงนามสัญญาไว้ แปรเปลี่ยนเป็นศักยภาพที่เกิดขึ้นจริงและการจ้างงานที่มีทักษะสำหรับคนมาเลเซีย

อินโดนีเซียเร่งเตรียมยุทธศาสตร์ 3S ช่วยแรงงานรุ่นใหม่ปรับตัวรับมือ AI

ที่มาภาพ: https://www.thejakartapost.com/business/2026/06/30/ris-shrinking-skilled-workforce-rings-competitiveness-alarm

กระทรวงแรงงานของอินโดนีเซียกำลังเตรียมยุทธศาสตร์การเพิ่มพูนทักษะ (Upskilling) การฝึกทักษะใหม่ (Reskilling) และการเรียนรู้ทักษะข้ามสายงาน (Cross-skilling) เพื่อช่วยให้แรงงานรุ่นใหม่สามารถปรับตัวเข้ากับการก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดแรงงาน

ยุทธศาสตร์นี้มีชื่อว่า “Triple Skilling” หรือ 3S มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะของแรงงานในขณะที่ AI กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและสร้างความต้องการทักษะความสามารถใหม่ๆ โดยนายอัฟรียันชะฮ์ นูร (Afriansyah Noor) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยเรื่องเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569

นายอัฟรียันชะฮ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานไม่ได้มองการเปลี่ยนผ่านของ AI เป็นภัยคุกคามที่น่าหวาดกลัว แต่มองเป็นโอกาสทองในการเร่งเพิ่มผลผลิตและความสามารถในการแข่งขันของกำลังคนทั้งในระดับชาติและระดับโลก

แนวคิดของยุทธศาสตร์ 3S คือการเพิ่มพูนทักษะจะช่วยพัฒนาทักษะเดิมที่แรงงานมีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น การฝึกทักษะใหม่จะช่วยแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีให้สามารถย้ายไปสู่สายงานหรือภาคส่วนใหม่ๆ ได้ ส่วนการเรียนรู้ทักษะข้ามสายงานจะเป็นการผสานทักษะจากหลายๆด้าน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในเส้นทางอาชีพให้แก่แรงงาน

ยุทธศาสตร์นี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอินโดนีเซียมีประชากรในวัยทำงานสูงถึงกว่า 68% ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก “ผลตอบแทนทางประชากร” (Demographic bonus) อย่างไรก็ตาม จำนวนประชากรวัยทำงานที่มหาศาลนี้อาจกลายเป็นภาระได้เช่นกัน หากทักษะของแรงงานรุ่นใหม่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ นายอัฟรียันชะฮ์ เน้นย้ำว่า ศักยภาพอันมหาศาลในเชิงตัวเลขนี้อาจสะท้อนกลับมาสร้างปัญหาได้ หากเกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะของบัณฑิตใหม่กับความต้องการที่แท้จริงในตลาด

เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว กระทรวงแรงงานกำลังปรับทิศทางหลักสูตรการฝึกอบรมอาชีวศึกษา โดยเพิ่มเรื่องการรู้เท่าทัน AI การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะความคิดเชิงวิพากษ์ จริยธรรมในการทำงาน ความสามารถในการปรับตัว และความเป็นผู้นำ โดยนายอัฟรียันชะฮ์ ระบุว่าทักษะมนุษย์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เครื่องจักรหรืออัลกอริทึมไม่สามารถทดแทนได้

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงศูนย์ฝึกอบรมอาชีวศึกษาและศูนย์เพิ่มผลผลิต ตลอดจนศูนย์ฝึกอบรมระดับชุมชน ให้มีความทันสมัยด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยี และยกระดับศักยภาพของผู้ฝึกสอนให้ทันต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การฝึกอบรมอาชีวศึกษาต้องเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับความช่วยเหลือและส่งเสริมให้ได้รับใบรับรองสมรรถนะแห่งชาติจากองค์กรรับรองมาตรฐานอาชีพแห่งชาติ (BNSP) ตามมาตรฐานสมรรถนะการทำงานแห่งชาติของอินโดนีเซีย (SKKNI)

นอกเหนือจากทักษะทางเทคโนโลยีแล้ว กระทรวงแรงงานยังมุ่งมั่นที่จะคุ้มครองแรงงานเพิ่มเติม เนื่องจากรูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่น เช่น งานฟรีแลนซ์ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงมีแผนจะขยายการเข้าถึงการฝึกอบรมอาชีวศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม รวมถึงสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) เพิ่มขึ้น การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่มิตรต่อผู้พิการ และการกระจายโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ด้อยพัฒนา พื้นที่ชายแดน และพื้นที่ห่างไกล

นายอัฟรียันชะฮ์ ได้เรียกร้องให้เยาวชนชาวอินโดนีเซียไม่หยุดที่จะเรียนรู้และปรับตัวเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไป โดยขอให้เป็นเจเนอเรชันที่พร้อมปรับตัว พัฒนาสมรรถนะของตนเองอย่างต่อเนื่อง ใช้ประโยชน์จากศูนย์ฝึกอบรมที่รัฐจัดหาให้ และร่วมกันปกป้องวิสัยทัศน์ “อินโดนีเซียทองคำ 2588” (Golden Indonesia 2045) ต่อไป

แรงงานอาเซียนบวกสามยกระดับทักษะแรงงานสู่มาตรฐานสากล

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 14 (The Fourteenth ASEAN Plus Three Labour Ministers Meeting: 14th ALMM+3) ที่มาภาพ:เพจ Facebook กระทรวงแรงงาน

การประชุมรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 14 ยกระดับทักษะแรงงานสู่มาตรฐานสากล รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจยุคใหม่

การประชุมรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานอาเซียนบวกสาม(ASEAN Plus Three Labour Ministrie Meeting) ครั้งที่ 14 (14th ALMM+3) จัดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของไทย เป็นประธานการประชุม การประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม พร้อมด้วยตัวแทนจากประเทศบวกสาม ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ที่เดินทางมาร่วมประชุมด้วยตนเอง และกัมพูชาที่เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีรองเลขาธิการอาเซียนสำหรับประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

การแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ภายใต้แนวคิดหลัก ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายใต้หัวข้อ “การพัฒนากำลังคนของอาเซียน: การรับรองทักษะสู่การยอมรับในระดับสากล” (Advancing ASEAN Human Capital: Skills Certification towards Global Recognition) โดยยอมรับร่วมกันว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และห่วงโซ่อุปทานโลก กำลังส่งผลกระทบต่อความต้องการทักษะแรงงานทั่วภูมิภาค

ผู้แทนทุกประเทศเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาโปรแกรมยกระดับทักษะ การสร้างระบบประเมินและรับรองสมรรถนะที่มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงการกระชับความร่วมมือกับองค์กรนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับการยอมรับวุฒิการศึกษาร่วมกัน และเตรียมความพร้อมให้กับกำลังคนในอนาคต นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลตลาดแรงงานเข้ากับสถาบันฝึกอบรม เพื่อให้การพัฒนาทักษะตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

ในส่วนของการสร้างประชาคมอาเซียน ที่ประชุมได้แสดงความยินดีต่อการรับรองวิสัยทัศน์ “ASEAN 2045: Our Shared Future” และยินดีต้อนรับติมอร์-เลสเต ในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนลำดับที่ 11 อย่างเป็นทางการ หลังการลงนามปฏิญญาว่าด้วยการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคาม 2568 พร้อมทั้งชื่นชมการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในความร่วมมือด้านแรงงานของติมอร์-เลสเต

ความคืบหน้าของแผนงานด้านแรงงานปี 2569–2573 ที่ประชุมรับทราบการเสร็จสิ้นของแผนงานเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านแรงงานอาเซียนบวกสาม (SLOM+3) ฉบับปี 2564–2568 และยืนยันความพร้อมในการขับเคลื่อนแผนงานฉบับใหม่ปี 2569–2573 ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน อาทิ:

  • การส่งเสริมการจ้างงานเต็มที่และมีคุณภาพ
  • การเรียนรู้ทักษะใหม่(Reskilling) และการพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะที่มีอยู่แล้ว (Upskill) เพื่อรับมือกับระบบอัตโนมัติ AI ตลอดจนโอกาสในกลุ่มเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจการดูแลสุขภาพ
  • การขยายขอบเขตความคุ้มครองทางสังคมและความปลอดภัยในการทำงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและแรงงานบนแพลตฟอร์ม
  • การคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติและแรงงานกลุ่มเปราะบาง

ด้านแรงสนับสนุนจากประเทศคู่ภาคี สมาชิกประเทศบวกสามได้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยจีนได้สนับสนุนโครงการพัฒนาทักษะผ่านความร่วมมือแบบ South-South ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา ส่วนญี่ปุ่นสนับสนุนโครงการรับรองระบบสมรรถนะ (ASEAN Guiding Principles for Strengthening Quality Assurance and Recognition of Competency Certification Systems:AGP) ระยะที่ 3 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยสังคมที่เอื้ออาทรเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ขณะที่เกาหลีใต้เน้นการสนับสนุนด้านการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษา (TVET) การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล และความปลอดภัยในการทำงาน

สำหรับการเตรียมการสำหรับการประชุมครั้งถัดไป ที่ประชุมได้ตกลงที่จะจัดการประชุมรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 15 ขึ้นอีกครั้งในปี 2571 โดยมีประเทศติมอร์-เลสเต ทำหน้าที่เป็นประธานจัดการประชุม

ลาวอนุมัติร่างกฎหมายไฟฟ้าฉบับใหม่ ปี 2569

นายมะลทอง กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (ซ้าย) และนายคำพัน บุนพาคม รองรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมในการประชุมซึ่งจัดขึ้นพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยไฟฟ้าฉบับแก้ไข ที่มาภาพ:https://www.vientianetimes.org.la/sub-new/Previous_162_y26/freefreenews/freecontent_162_Draft_y26.php

ร่างกฎหมายว่าด้วยไฟฟ้า ฉบับแก้ไขปี 2569 ของสปป.ลาว ได้รับการอนุมัติในหลักการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังผ่านกระบวนการตรวจสอบความสอดคล้องทางกฎหมายอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 7 วัน ณ นครหลวงเวียงจันทน์ ช่วงวันที่ 17–23 สิงหาค 2569 ที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญร่วมพิจารณาเนื้อหาทางเทคนิคและข้อกฎหมายอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างของกฎหมายฉบับแก้ไขประกอบด้วย 14 ส่วน 9 หมวด และ 176 มาตรา โดยมีการแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาเดิม 86 มาตรา ยกร่างขึ้นใหม่ 65 มาตรา และคงเนื้อหาเดิมไว้ 25 มาตรา ซึ่งร่างกฎหมายใหม่ได้นำเสนอนโยบายและกลไกสำคัญเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ อาทิ การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าแห่งลาว การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง การขายไฟฟ้าโดยตรง การบริหารจัดการช่วงสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน การกำหนดประมวลโครงข่ายไฟฟ้าลาว (Lao Grid Code) การออกใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates) รวมทั้งระบบการขึ้นทะเบียนวิศวกรและช่างเทคนิคไฟฟ้า

นายมะไลทอง กมมะสิด รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ชี้แจงว่า พรรคและรัฐบาลมองว่าภาคพลังงานเป็นเสาหลักทางยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจชาติ โดยมีระบบการผลิตไฟฟ้าเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” และ “เส้นเลือดใหญ่” ที่ค้ำจุนความมั่นคงและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การปรับปรุงกฎหมายฉบับปี 2550 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ พฤติกรรมตลาด และเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนกรอบกฎหมายเดิมไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด โดยเฉพาะการเตรียมรองรับโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (IPP) ที่กำลังจะทยอยหมดสัมปทาน ตลอดจนความพยายามในการลดการพึ่งพาพลังงานน้ำเพียงอย่างเดียว เพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่พลังงานรูปแบบอื่นและเสริมความเสถียรให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ

ทางด้าน นาย คำพัน บุนพาคม รองรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การแก้ไขครั้งนี้ช่วยให้กฎหมายมีความสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยที่ประชุมได้พิจารณาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น การสร้าง-ให้เช่า-ส่งมอบ (BLT) และการให้เช่า-ดำเนินงาน-ส่งมอบ (LOT) พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กฎหมายไฟฟ้าฉบับแก้ไขนี้จะกลายเป็นกรอบทางกฎหมายที่ครอบคลุม ทั้งในด้านการพัฒนา การกำกับดูแล และการใช้ประโยชน์จากพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านของลาวไปสู่ระบบพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยหลังจากนี้ คณะกรรมการรับผิดชอบการแก้ไขกฎหมายจะดำเนินการรวบรวมข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุงรายละเอียดในบางประเด็นที่ยังรอข้อสรุปให้สมบูรณ์ต่อไป