ASEAN Roundup สิงคโปร์มอบทุนให้เยาวชนใช้ค้นหางานอดิเรก-พัฒนาทักษะชีวิต

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 26 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2569

  • สิงคโปร์มอบทุนให้เยาวชนใช้ค้นหางานอดิเรก-พัฒนาทักษะชีวิต
  • การเลิกจ้างในสิงคโปร์แตะระดับสูงสุดในไตรมาส 2
  • คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัลของอินโดนีเซีย
  • อีคอมเมิร์ซเวียดนามโตแซงหน้าธุรกิจค้าปลีกแบบเดิม
  • MAS เตือนกระแสการลงทุน AI บูม ความเสี่ยงหลักต่อเสถียรภาพการเงินโลก
  • มาเลเซียทบทวนมาตรการจูงใจลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์

สิงคโปร์มอบทุนให้เยาวชนใช้ค้นหางานอดิเรก-พัฒนาทักษะชีวิต

ที่มาภาพ: https://www.straitstimes.com/singapore/parenting-education/new-150m-astar-study-aims-to-find-out-how-growing-up-in-spore-shapes-youth

สิงคโปร์เตรียมมอบเงินสนับสนุนการเรียนรู้ตามความสนใจ (Curiosity credits) จำนวน 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 387 ดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 17 ปี เพื่อส่งเสริมให้พวกเขาร่วมค้นหาความสนใจส่วนตัว พัฒนาทักษะใหม่ๆ และเข้าร่วมกิจกรรมนอกห้องเรียน ภายใต้นโยบายยุทธศาสตร์เยาวชนแห่งชาติฉบับใหม่ระยะยาว 5 ปี

ประธานาธิบดีทาร์แมน ซันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) พร้อมด้วยนายเดวิด นีโอ (David Neo) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน ร่วมกันเปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อการพัฒนาเยาวชนฉบับใหม่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569

นายนีโอ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแห่งรัฐอาวุโสประจำเป็นกระทรวงศึกษาธิการด้วยนั้น เปิดเผยว่า แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า SG Youth Plan ตั้งเป้าหมายที่จะเข้าถึงเยาวชนมากกว่า 500,000 คนจากทุกภูมิหลังตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

นายนีโอ กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อการพัฒนาเยาวชนนี้เป็น “แผนงานที่มีชีวิต” (Living plan) ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและความกังวลของเยาวชนที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

“แผนยุทธศาสตร์เยาวชนนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้รับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนของเรามากกว่า 60,000 คนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจถึงความกลัว ความกังวล ตลอดจนความมุ่งหวังและสิ่งที่พวกเขาต้องการบรรลุเป้าหมาย” นายนีโอ กล่าวกับผู้สื่อข่าว ก่อนการเปิดตัวแผนอย่างเป็นทางการในงาน SG Youth Forum

กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน ร่วมกับสภาเยาวชนแห่งชาติ ระบุในแถลงการณ์ว่า ได้มีการรวบรวมความคิดเห็นมากกว่า 415,000 รายการ จากกลุ่มเยาวชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงเดือนมีนาคมของปีนี้ เพื่อนำมาประกอบการจัดทำแผนยุทธศาสตร์

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ จะมีการดำเนินโครงการรวมกว่า 20 โครงการตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า เพื่อช่วยให้เยาวชนชาวสิงคโปร์สามารถก้าวผ่านและปรับตัวในโลกที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แถลงการณ์ระบุ

สิทธิประโยชน์และโครงการเหล่านี้ประกอบด้วย เงินสนับสนุนการเรียนรู้ตามความสนใจเพื่อให้เยาวชนได้ค้นหาอดิเรกและความสนใจใหม่ๆ โครงการนำร่องการอยู่อาศัยอย่างอิสระในพื้นที่พักอาศัยร่วม (Co-living spaces) ตลอดจนโอกาสในการเปิดโลกทัศน์และหาประสบการณ์ในต่างประเทศที่มากขึ้น

ในส่วนของโครงการนำร่องการอยู่อาศัยอย่างอิสระ ผู้ให้บริการภาคเอกชนอย่าง Coliwoo และ Eco-Energy จะจัดสรรห้องพักมากกว่า 100 ยูนิต ในราคาพิเศษสำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 35 ปี

นอกจากนี้ สภาเยาวชนแห่งชาติ จะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนสูงสุดถึง 20 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อรองรับโครงการที่ริเริ่มโดยเยาวชนจำนวนสูงสุด 3,000 โครงการตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า

นายนีโอระบุว่า รัฐบาล “ให้ความสำคัญและใส่ใจกับเยาวชนมาโดยตลอด” ซึ่งส่งผลให้สิงคโปร์ติดอันดับประเทศชั้นนำของโลกด้านการพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

นายนีโอกล่าวว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงและดิสรัปชันทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งรวมถึงการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับเหล่าเยาวชนเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาในอนาคตข้างหน้า

อย่างไรก็ดี นายนีโอระบุว่าเยาวชนจำนวนมากยังคงมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของประเทศ และต้องการค้นหาความหมายและเป้าหมายในชีวิต ตลอดจนมีความตระหนักและต้องการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน

กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน และสภาเยาวชนแห่งชาติ เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 76 ของเยาวชนมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของประเทศสิงคโปร์ แต่มียอดเพียงร้อยละ 66 เท่านั้นที่รู้สึกมั่นใจต่ออนาคตของตนเอง

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุเพิ่มเติมว่า แม้เยาวชนถึงร้อยละ 91 จะปรารถนาที่จะมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานที่มีความหมาย แต่ร้อยละ 52 กลับกังวลว่าตนเองขาดแคลนทักษะที่จะก้าวทันเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีเยาวชนประมาณร้อยละ 40 ที่มองว่า AI เป็นภัยคุกคามต่อโอกาสในการทำงาน มากกว่าที่จะเป็นตัวช่วยส่งเสริม

ความกดดันเหล่านี้ได้กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ปัญหาด้านสุขภาพจิตปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยพบว่าร้อยละ 30 ของเยาวชนระบุว่าตนเองเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวข้อง

รักษาการรัฐมนตรีระบุว่า แผนยุทธศาสตร์นี้มีความ “ยืดหยุ่นโดยตั้งใจ” เพื่อให้เยาวชนในแต่ละช่วงวัย (โดยสิงคโปร์นิยามเยาวชนว่าคือผู้ที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 35 ปี) ซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกัน สามารถได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างทั่วถึง

“ยกตัวอย่างเช่น เยาวชนในกลุ่มอายุยังน้อยบอกกับเราว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวตน การค้นพบแนวทางของตัวเอง การค้นหาสิ่งที่มอบความหมายและเป้าหมายในชีวิตให้กับพวกเขาอย่างแท้จริง และพวกเขาส่วนใหญ่ยังต้องการนิยามความสำเร็จตามบรรทัดฐานของตนเองอีกด้วย” นายนีโอกล่าว

เพื่อตอบสนองความต้องการ กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชนและสภาเยาวชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า มีแผนที่จะสร้างโอกาสในการ “ทดลองงาน” (Job tasters) สูงสุดถึง 30,000 ตำแหน่งต่อปีภายในปี 2573 ซึ่งครอบคลุม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

โอกาสในการทดลองงานเหล่านี้เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับสายงานและอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ผ่านโปรแกรมสำรวจอาชีพฉบับย่อที่มีระยะเวลาตั้งแต่ครึ่งวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ตรงในการทำงานจริง สภาพแวดล้อม สังคมเพื่อนร่วมงาน และความเป็นไปในชีวิตการทำงานประจำวัน

กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน และสภาเยาวชนแห่งชาติ ระบุว่า โครงการทดลองงานพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง โดยเมื่อปีที่ผ่านมา มีการจัดสรรโอกาสในการทดลองงานให้แก่เยาวชนไปแล้วประมาณ 11,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมหลากหลายภาคส่วน เช่น บริการทางการเงิน การผลิต การบริการและการท่องเที่ยว รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

นายนีโอกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่นนี้ มีบางอุตสาหกรรมที่มีตำแหน่งงานรองรับ แต่กลับอาจยังมีเยาวชนที่สนใจเข้าสู่สายงานเหล่านั้นไม่มากพอ

อีกหนึ่งโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ โครงการทุนสนับสนุนการเรียนรู้ตามความสนใจ (Curiosity Credits) เพื่อให้เยาวชนได้ค้นพบกิจกรรมนอกเหนือจากบทเรียน มุ่งเน้นความสนใจและอดิเรกใหม่ๆ ตลอดจนสร้างมิตรภาพใหม่นอกรั้วโรงเรียน

ในระยะเริ่มต้นกระทรวงฯจะร่วมมือกับกลุ่มช่วยเหลือตนเอง (Self-help groups) เพื่อมอบเงินสนับสนุนจำนวน 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ ให้แก่เยาวชนอายุระหว่าง 13 ถึง 17 ปี ที่อยู่ภายใต้การดูแลและได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่ม

ในอีกด้านหนึ่ง นายนีโอระบุว่า เยาวชนที่มีอายุมากขึ้นซึ่งอยู่ในช่วงวัยที่แตกต่างออกไป อาจให้ความสำคัญและกังวลในประเด็นต่างๆ เช่น เรื่องงานและความก้าวหน้าในอาชีพมากกว่า

แม้จะมีแผนงานของรัฐบาลจากกระทรวงอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนในด้านเหล่านั้นแยกต่างหากอยู่แล้ว แต่นายนีโอชี้ว่า เยาวชนกลุ่มนี้ยังคงต้องการพื้นที่สำหรับตนเองเพื่อการเติบโต พัฒนาศักยภาพ ตลอดจนการเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและส่งเสียงเพื่อสะท้อนมุมมองในการพัฒนาเยาวชน

ด้วยเหตุนี้ จึงจะมีการจัดตั้งคณะทำงานเยาวชน (Youth panels) ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ร่วมกันสร้างสรรค์นโยบายและร่วมกำหนดข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน และสภาเยาวชนแห่งชาติ ได้เริ่มเปิดตัวคณะทำงานดังกล่าวไปเมื่อปี 2567 เพื่อดึงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการกำหนดนโยบาย ซึ่งในการดำเนินงานรอบแรกครอบคลุม 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน อาชีพการงาน สุขภาวะทางดิจิทัล รวมถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ขณะที่การดำเนินงานในรอบถัดไปมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้

นายนีโอกล่าวอีกว่า อีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทการมีส่วนร่วมของเยาวชนกลุ่มที่มีอายุมากขึ้น คือ โครงการ Somerset Belt Youth CoLab

คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 15 คนนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีวาระการทำงานนาน 2 ปีไปจนถึงปี 2028 พร้อมงบประมาณรายปีจำนวน 300,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเข้ามามีบทบาทและเป็นเจ้าของในการร่วมจัดโปรแกรมและกิจกรรมต่างๆ ในย่านซัมเมอร์เซ็ตอย่างเต็มที่

สำหรับคำถามที่ว่าการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ SG Youth Plan อาจเป็นการลิดรอนอำนาจในการตัดสินใจของเยาวชนในการเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองหรือไม่ นายนีโออธิบายว่า บทบาทของรัฐบาลคือการจัดหาทรัพยากรและโอกาสให้แก่พวกเขา

โครงการต่างๆ ดำเนินงานโดยพันธมิตรที่มีความชำนาญในการทำงานร่วมกับเยาวชน และท้ายที่สุดแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับตัวเยาวชนเองว่าต้องการที่จะเข้าร่วมหรือไม่ นายนีโอกล่าว

“ในส่วนของเรา เราจะทำให้แน่ใจว่าโครงการทั้งหมดถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว แต่สิ่งที่เราไม่สามารถทำแทนได้ คือการการันตีว่าเยาวชนจะได้เพื่อนใหม่ หรือรับรู้ว่ามีโครงการเหล่านี้อยู่ ดังนั้น นี่จึงเป็นจุดที่เยาวชนต้องก้าวออกมาด้วยตนเอง” นายนีโอกล่าว

นายนีโอกล่าวด้วยว่า “บทบาทของเราในฐานะภาครัฐ สภาเยาวชนแห่งชาติ และกระทรวง คือการคัดสรรและทำในสิ่งที่พวกเราถนัด นั่นคือการดึงพันธมิตรเข้ามามีส่วนร่วม การจัดสรรสิทธิประโยชน์ และการสนับสนุนด้านทรัพยากร”

นายนีโอระบุว่า สำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนโดยตรง เช่น รายละเอียดโครงการจริงและการเลือกสถานที่ องค์กรพันธมิตรจะเข้าใจบริบทได้ดีกว่า เนื่องจากมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับเยาวชนมาโดยตลอด

“นี่คือจุดที่เราต้องการใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของพันธมิตรเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเป็นความพยายามที่สั่งการมาจากบนลงล่าง (Top-down)” นายนีโอกล่าว

นายนีโอย้ำว่า แผนยุทธศาสตร์ SG Youth Plan ไม่ใช่แผนงานที่หยุดนิ่ง แต่เป็น “แผนงานที่มีชีวิต” (Living plan) ที่จะมีการอัปเดตและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลไม่สามารถนำข้อสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในรอบนี้ ไปใช้ยึดถือต่อในอีกหลายปีข้างหน้าได้ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความวิตกกังวลของเยาวชนก็ย่อมจะเปลี่ยนไปตามเวลา นายนีโอกล่าว

“มันไม่ใช่ว่าเรามีแผน 5 ปี แล้วค่อยมารอทบทวนใหญ่อีกทีในอีกสองหรือสามปีข้างหน้า แต่มันคือสิ่งที่เราจะปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา เพราะเราต้องคอยสำรวจว่าสิ่งใดตอบโจทย์และตรงใจเยาวชนจริงๆ” นายนีโอกล่าว

นายนีโอกล่าวอีกว่า รัฐบาลยินดีที่จะลงทุนเพิ่มในโครงการที่ได้ผลดีและมีอัตราการเข้าร่วมสูง พร้อมกับปรับลดขนาดโครงการที่ได้รับความสนใจน้อยลง

“ถ้าพูดกันตามตรง ผมไม่คิดว่าเรามีตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ตายตัว” นายนีโอกล่าว พร้อมเสริมว่า จุดมุ่งหมายที่แท้จริงคือการปลูกฝังความรู้สึกถึงความหวังและโอกาสในอนาคตให้เกิดขึ้นในใจของเยาวชน

นอกจากนี้ นายนีโอยังกล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของผู้ปกครองในการพัฒนาเยาวชนอีกด้วย

“เบื้องหลังเยาวชนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ย่อมมีผู้ปกครองที่มอบโอกาส ให้การสนับสนุน และมอบความไว้วางใจให้พวกเขาได้ออกไปค้นหาและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในแบบของตนเองเสมอ” นายนีโอกล่าว

การเลิกจ้างในสิงคโปร์แตะระดับสูงสุดในไตรมาส 2

ที่มาภาพ: https://www.asiaone.com/singapore/nearly-70-employers-singapore-say-4-day-work-week-feasible-poll-shows

การเลิกจ้างงานในสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 5 ปีในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 แม้ว่าตลาดแรงงานจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องและการจ้างงานรวมจะเติบโตขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 19 ก็ตาม

กระทรวงแรงงาน (Manpower Ministry) สิงคโปร์ ระบุว่า ระดับการเลิกจ้างในไตรมาสที่ 2 ยังคงต่ำกว่าระดับที่มักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่มาก ขณะที่การจ้างงานรวมยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 19

ตัวเลขคาดการณ์ล่วงหน้าของตลาดแรงงานที่เปิดเผยโดยกระทรวงแรงงาน เมื่อวันศุกร์ (31 กรกฎาคม 2569) ระบุว่า มีแรงงานถูกเลิกจ้างจำนวน 4,500 คนในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3,830 คนในไตรมาสก่อนหน้า นับเป็นตัวเลขรายไตรมาสที่สูงที่สุดตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ซึ่งในขณะนั้นมีจำนวนการเลิกจ้างอยู่ที่ 5,640 คน

ส่งผลให้อัตราส่วนการเลิกจ้างปรับตัวสูงขึ้นเป็น 1.9 คนต่อลูกจ้าง 1,000 คน จากเดิมที่ 1.6 คน

“การเพิ่มขึ้นปรับตัวสูงขึ้นเป็นพิเศษในบางภาคส่วนที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ (Outward-oriented sectors) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ” กระทรวงฯระบุ

เมื่อเดือนมิถุนายน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในภาควิชาชีพและภาคส่วนที่ใช้ความรู้เข้มข้น ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อการเลิกจ้างงานในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในไตรมาสที่ 1 โดยอัตราส่วนการเลิกจ้างของคนกลุ่มนี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

นอกจากนี้ กระทรวงฯยังระบุว่า อัตราส่วนการเลิกจ้างได้ปรับตัวสูงขึ้นในกลุ่มแรงงานสูงอายุช่วงอายุ 50 ถึง 59 ปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 2.8 เป็น 3.1 คนต่อลูกจ้างที่เป็นผู้อยู่อาศัยในประเทศ (Resident employees) ทุกๆ 1,000 คน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกำลังคนระบุเมื่อวันศุกร์ว่า ระดับการเลิกจ้างในไตรมาสที่ 2 ยังคงต่ำกว่าระดับที่มักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่มาก

โดยอ้างตัวเลขการเลิกจ้างรายไตรมาสในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกปี 2552 ซึ่งมีจำนวนตั้งแต่ 5,980 ถึง 12,760 คน และช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5,640 ถึง 9,120 คน ตามลำดับ

แม้จำนวนการเลิกจ้างจะปรับตัวสูงขึ้น แต่การจ้างงานรวมยังคงเพิ่มขึ้น 10,700 ตำแหน่งในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายสถิติการเติบโตติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 19 โดยเพิ่มขึ้นจาก 9,400 ตำแหน่งในไตรมาสก่อนหน้า และสอดคล้องกับตัวเลขการเพิ่มขึ้น 10,400 ตำแหน่งที่บันทึกไว้ในปีก่อนหน้า

การจ้างงานผู้พักอาศัยในประเทศ (Resident employment) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในอัตราที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการจ้างงานในภาคการบริการสาธารณะและบริการที่จำเป็น ส่วนการเติบโตของการจ้างงานในไตรมาสที่สองนำโดยกลุ่มที่ไม่ใช่ผู้พักอาศัยในประเทศ (Non-residents) เป็นหลัก โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้างและภาคการผลิต

ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำและทรงตัวโดยรวม โดยในเดือนมิถุนายน อัตราการว่างงานภาพรวมอยู่ที่ร้อยละ 2 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนมีนาคม ส่วนอัตราการว่างงานของผู้พักอาศัยในประเทศทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ขณะที่อัตราการว่างงานของพลเมืองสิงคโปร์ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 3 จากร้อยละ 3.1 ในเดือนมีนาคม

ทั้งนี้ รายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงานประจำไตรมาสที่ 2 จะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนกันยายน

คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิทัลของอินโดนีเซีย

Job Fair 2025 จัดขึ้นที่สำนักงานกระทรวงแรงงานในกรุงจาการ์ตา ที่มาภาพ: https://en.antaranews.com/news/357781/ri-govt-calls-for-improved-organization-of-job-fairs

นายเทูกู รีฟกี ฮาร์สยา (Teuku Riefky Harsya) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสร้างสรรค์มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างระบบนิเวศของภาคส่วนนี้ให้แข็งแกร่ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์เน้นย้ำว่า สื่อดิจิทัลมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้แข็งแกร่ง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่

“เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นภาคส่วนที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับคนรุ่นใหม่ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย (BPS) พบว่า จากจำนวนแรงงานทั้งหมด 27.4 ล้านคนในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีประมาณร้อยละ 63 ที่มาจากกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล ขณะที่ร้อยละ 58 เป็นผู้หญิง ดังนั้น ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสร้างสรรค์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างระบบนิเวศนี้ให้แข็งแกร่ง” นายฮาร์สยากล่าว

นายฮาร์สยากล่าวว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย โดยสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าท้องถิ่น

นายฮาร์สยา ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีศักยภาพที่จะกลายเป็นทางออกในการลดอัตราการว่างงานของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่กำลังหางานทำ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์อธิบายเพิ่มเติมว่า ภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีศักยภาพสูงมากในการสร้างงานใหม่ๆ โดยในแต่ละปี ภาคส่วนนี้สามารถรองรับแรงงานใหม่ได้ถึง 1 ถึง 1.5 ล้านคน นอกเหนือจากนี้ ลักษณะของงานในภาคสร้างสรรค์ที่มีความยืดหยุ่นและอาศัยฐานความคิดสร้างสรรค์ ยังสอดคล้องกับความชื่นชอบของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งหวังจะทำงานตามความสนใจและความเชี่ยวชาญของตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ

ในการประชุม East Java Media Summit 2026 เมื่อวันพฤหัสบดี (30 กรกฎาคม 2569)ที่ผ่านมา รัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ผู้ว่างงานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประชากรคนรุ่นใหม่ โดยจากจำนวนผู้ว่างงานทั้งหมด 7.47 ล้านคนในอินโดนีเซีย พบว่าเป็นกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล (Millennials) สูงถึงประมาณร้อยละ 82.6

“กลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียลมีความต้องการอย่างมากที่จะทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ขณะเดียวกัน ผู้ว่างงานประมาณร้อยละ 82.6 ก็มาจากกลุ่มอายุนี้เช่นเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์สามารถเป็นทางออกในการลดการว่างงานได้อย่างแท้จริง” รัฐมนตรีกล่าว

รัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ความสนใจอย่างแรงกล้าของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อภาคส่วนนี้ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มการรองรับการจ้างงาน โดยชี้ให้เห็นว่าลักษณะของงานในภาคส่วนนี้สอดคล้องกับรูปแบบอาชีพที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบเป็นอย่างดี

โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า คนกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล มีแนวโน้มที่จะมองหางานที่สอดคล้องกับความชื่นชอบ (Passion) มีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น และมีโอกาสสร้างรายได้ที่สูงกว่างานในรูปแบบเดิมๆ

“แม้ว่าในอดีตอาจเป็นเรื่องที่จินตนาการได้ยาก แต่ท่ามกลางยุคดิจิทัลในปัจจุบัน การสร้างรายได้ที่สูงขึ้นผ่านภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้” รัฐมนตรีกล่าว

“สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีความครอบคลุมและเปิดกว้างเป็นอย่างมาก เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนรุ่นใหม่ และมีสัดส่วนของผู้หญิงอยู่อย่างมีนัยสำคัญ” นายฮาร์สยากล่าวเสริม

อินโดนีเซียมีศักยภาพมหาศาลในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุการเติบโตที่ยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า การเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้แข็งแกร่ง ทั้งผ่านการยกระดับทักษะ (Upskilling) การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล และการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ จะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติ ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันของอินโดนีเซียในตลาดโลก

เมื่อพิจารณาจากศักยภาพ รัฐมนตรีจึงยังคงผลักดันการเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาสมรรถนะของทรัพยากรมนุษย์ การให้คำปรึกษาทางธุรกิจ การขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถได้งานทำในภาคส่วนนี้มากยิ่งขึ้น

ตามข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยอดการลงทุนรวมในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์พุ่งสูงถึง 183.01 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 10,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.23 จาก 138.4 ล้านล้านรูเปียะฮ์ในปีก่อนหน้า และเป็นการปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับ 89.37 ล้านล้านรูเปียะฮ์ในปี 2566 อีกทั้งมูลค่าการลงทุนจริงในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปี 2568 บรรลุถึงร้อยละ 134 ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.5 ของมูลค่าการลงทุนจริงทั้งหมดของประเทศ ขณะเดียวกัน การส่งออกในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็บรรลุถึงร้อยละ 120 ของเป้าหมาย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

นอกจากนี้กระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของอินโดนีเซียกำลังอยู่ระหว่างการยกร่างแนวทางการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขณะที่รัฐบาลกำลังสรุปโรดแมปด้าน AI ระดับชาติ และกรอบจริยธรรมการใช้ AI

นายเทูกู รีฟกี ฮาร์สยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวเมื่อวันพุธ(29 กรกฎาคม 2569)ที่ผ่านมาว่า เมื่อข้อบังคับต่างๆ มีผลบังคับใช้ กระทรวงฯ จะนำนโยบาย AI ระดับชาติมาแปลงสู่การปฏิบัติจริงใน 21 สาขาย่อยของภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั่วประเทศ

โดยระบุว่า รัฐบาลได้ออกคำสั่งประธานาธิบดี ฉบับที่ 37 ปี 2569 ว่าด้วยแผนแม่บทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปี 2569-2588 ซึ่งครอบคลุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 21 สาขาย่อย รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), บล็อกเชน (Blockchain), ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และ Web3

นายฮาร์สยาเปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำคำสั่งประธานาธิบดี 2 ฉบับเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ ได้แก่ โรดแมป AI ระดับชาติ และกรอบจริยธรรม AI

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังมีแผนที่จะพัฒนานโยบายสนับสนุนอื่นๆ รวมถึงแนวทางการประยุกต์ใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การประเมินความพร้อมด้าน AI โครงการสนามทดลองนวัตกรรม (AI Sandbox) และโปรแกรมส่งเสริมความรู้เท่าทัน AI (AI Literacy) สำหรับผู้ประกอบการในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายฮาร์สยา กล่าวอีกว่า กระทรวงฯ กำลังเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่ยั่งยืน

ในระดับชาติ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้มอบหมายให้กระทรวงฯ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 7 สาขาย่อย ซึ่งรวมถึงศิลปะการประกอบอาหาร (Culinary arts) หัตถกรรม และแฟชั่น ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ สาขาเป้าหมายสำคัญยังรวมถึงเกม แอปพลิเคชัน ภาพยนตร์ และดนตรี ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล

“ในมุมมองของผม ยังมีอีก 2 สาขาย่อยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ได้แก่ เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นใหม่และคอนเทนต์ดิจิทัล ซึ่งเมื่อรวมกับ 7 สาขาเป้าหมายหลักแล้ว สามารถก้าวขึ้นมาเป็นวาระสำคัญระดับชาติที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงานได้อย่างมหาศาล” นายฮาร์สยากล่าว

อีคอมเมิร์ซเวียดนามโตแซงหน้าธุรกิจค้าปลีกแบบเดิม

ที่มาภาพ: https://en.nhandan.vn/digital-technology-industry-surpasses-2025-targets-post157448.html

ยอดขายปลีกออนไลน์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 หรือคิดเป็น 3 เท่าของอัตราการเติบโตในภาคการค้าปลีกโดยรวมของเวียดนาม

รายงานจาก Metric แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลอีคอมเมิร์ซ ระบุว่า ตลาดออนไลน์หลากหมวดหมู่ระดับแถวหน้าทั้ง 4 แห่ง (Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Tiki) มีมูลค่าสินค้ารวม (GMV) เติบโตขึ้นร้อยละ 38 ถึง 52

โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้รวมกันมีร้านค้าจำนวน 613,900 ร้าน สร้างมูลค่าสินค้ารวมได้สูงถึง 291.6 ล้านล้านด่อง (ประมาณ 11,070 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมียอดขายผลิตภัณฑ์มากกว่า 2,180 ล้านชิ้น ซึ่งเติบโตขึ้นร้อยละ 41 และ 12 ตามลำดับ

แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 1.6 ล้านล้านด่อง เพื่อซื้อสินค้าจำนวน 12 ล้านชิ้น โดยกลุ่มสินค้าความงาม แฟชั่น บ้านและการอยู่อาศัย ของกินของใช้และอาหาร รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เป็นกลุ่มที่ครองสัดส่วนยอดขายมากที่สุด

แบรนด์ยอดนิยมต่างได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ยกตัวอย่างเช่น JBL ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเสียง เปิดเผยว่ายอดขายในไตรมาสที่สองบนแพลตฟอร์ม Lazada พุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

โฆษกของ JBL ประเทศเวียดนาม กล่าวว่า ช่องทางออนไลน์ไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดปริมาณผู้เข้าชม (Traffic) จำนวนมากและช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสำหรับแคมเปญส่งเสริมการขายที่มุ่งเป้าไปยังผู้บริโภคคนรุ่นใหม่อีกด้วย

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติทั่วไประบุว่า ยอดขายปลีกออนไลน์คิดเป็นร้อยละ 10 ของยอดขายปลีกภาพรวม ซึ่งมีมูลค่าทะลุ 2.94 พันล้านล้านดงในช่วงครึ่งปีแรก ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการค้าปลีกออนไลน์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของการไลฟ์สด (Livestreaming) ผลการสำรวจออนไลน์ล่าสุดโดย Q&Me บริษัทวิจัยตลาด พบว่า การช้อปปิ้งผ่านไลฟ์สดได้กลายมาเป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้าสำหรับนักช้อปออนไลน์ โดยคิดเป็นร้อยละ 67 ของยอดการใช้จ่ายออนไลน์ทั้งหมด

นายตา วัน ถั่น (Ta Van Thanh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nesty แบรนด์รองเท้า กล่าวในงานสัมมนาเมื่อเดือนที่แล้วว่า ยอดขายมากกว่าครึ่งหนึ่งของแบรนด์บน TikTok Shop มาจากการไลฟ์สด พร้อมกล่าวเสริมว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายความร่วมมือกับเหล่า content creator ในปีนี้

นอกจากนี้ ส่วนลดและโปรโมชันยังเป็นปัจจัยที่ดึงดูดให้ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกช้อปปิ้งออนไลน์แทนการไปหน้าร้าน โดย Q&Me ระบุว่า ผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 82 มองว่าส่วนลดคือปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากคูปองส่วนลดพิเศษเฉพาะในไลฟ์สดและโปรโมชันจำกัดเวลา ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อในทันที

ในช่วงแคมเปญส่งเสริมการขายวันที่ 6 เดือน 6 ของ Lazada มูลค่าสินค้ารวม (GMV) พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 276 เมื่อเทียบกับวันปกติ

ความเร็วในการจัดส่งสินค้ายังคงมีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดย Shopee เปิดเผยว่า ร้านค้าที่ให้บริการจัดส่งด่วนภายใน 1 ชั่วโมง หรือ 4 ชั่วโมง มีรายการสั่งซื้อเติบโตขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 130 เมื่อเทียบกับผู้ขายที่ไม่ได้ให้บริการนี้

แพลตฟอร์มระบุเพิ่มเติมว่าจะยังคงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการดำเนินงาน และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า

อย่างไรก็ตาม ทั้ง Shopee และ TikTok Shop ได้ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ขาย ส่งผลให้ผู้ขายบางส่วนจำต้องปรับขึ้นราคาสินค้าตาม ซึ่งหลังจากได้รับข้อร้องเรียนจากกลุ่มผู้ขาย คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าแห่งชาติจึงได้ขอให้แพลตฟอร์มเหล่านี้จัดทำรายงานชี้แจงถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม

นายเจิ่น ลัม (Tran Lam) ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมการขายออนไลน์ กล่าวว่า ตลาดกำลังค่อยๆ ก้าวข้ามผ่านช่วง “เผาเงิน” (Cash-burning phase) แล้ว ซึ่งหมายความว่าในปัจจุบันผู้ขายจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจเป็นหลัก

“ต้นทุนบนแพลตฟอร์มยังคงปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้บริโภคก็ยังคงคาดหวังราคาสินค้าที่ถูกลง การจัดส่งที่เร็วขึ้น และโปรโมชันที่มากขึ้น”

นายฮว่าง วัน ควา (Hoang Van Khoa) content creator หรือที่รู้จักกันในชื่อ “PewPew” บนสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวว่า การสร้างระบบนิเวศหลายแพลตฟอร์ม (Multi-platform ecosystem) ด้วยการพัฒนาคอนเทนต์แต่ละชิ้นให้อยู่ในหลากหลายรูปแบบ และเผยแพร่กระจายไปตามช่องทางต่างๆ ตั้งแต่ Shopee ไปจนถึง Facebook และ Instagram คือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จของเขา

“ด้วยแนวทางนี้ ปัจจุบันคอนเทนต์ของผมจึงสามารถดึงดูด ยอดเข้าชมรวมได้มากกว่า 30 ล้านครั้งในแต่ละเดือนอย่างสม่ำเสมอ”

Metric ให้คำแนะนำแก่ผู้ขายว่าควรพัฒนาพอร์ตสินค้าโดยอ้างอิงจากข้อมูลแนวโน้มการค้นหา การแบ่งช่วงราคา (Price segmentation) และอุปสงค์ตามฤดูกาล แทนการใช้สัญชาตญาณ

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ปรับปรุงคุณภาพสินค้า ภาพถ่าย และข้อมูลผลิตภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการบูรณาการการโฆษณา โปรโมชัน การไลฟ์สด การตลาดแบบช่วยขาย (Affiliate marketing) และคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อขยายขอบเขตการเข้าถึงลูกค้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

นางซาราห์ เหงียน (Sarah Nguyen) ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าของ Shopee ประเทศเวียดนาม กล่าวว่า อีคอมเมิร์ซกำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ของการพัฒนา เนื่องจากผู้บริโภคมีความคาดหวังเพิ่มขึ้นต่อประสบการณ์ที่ดีขึ้น ความจำเพาะเจาะจงบุคคล (Personalization) ที่สูงขึ้น และระดับความน่าเชื่อถือที่มากยิ่งขึ้น

นางซาราห์ เหงียนกล่าวว่า สิ่งนี้จะผลักดันให้แพลตฟอร์มต่างๆ ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐาน และโซลูชันที่จะช่วยมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ราบรื่น ไร้รอยต่อ ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสให้ผู้ขายสามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้มากยิ่งขึ้น

MAS เตือนกระแสการลงทุน AI บูม ความเสี่ยงหลักต่อเสถียรภาพการเงินโลก

ที่มาภาพ:https://www.straitstimes.com/business/banking/singapores-central-bank-to-launch-new-digital-platform-to-fight-illicit-banking

ความยั่งยืนของกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการเติบโตและเสถียรภาพทางการเงินของโลก นายเจีย เต๋อ จวิน (Chia Der Jiun) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore:MAS) กล่าวเตือน

นายเชียกล่าวในระหว่างการเปิดเผยรายงานประจำปีของ MAS เมื่อวันอังคาร (28 กรกฎาคม 2569) ว่า สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่การเติบโต การลงทุน และผลประกอบการของตลาดการเงินโลก ต้องพึ่งพาการคาดการณ์การลงทุนขนาดใหญ่และที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในศูนย์ข้อมูลและชิปเซมิคอนดักเตอร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและประเทศเศรษฐกิจในเอเชียที่ส่งออกเซมิคอนดักเตอร์

การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของการเติบโตของการส่งออกในเอเชียตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) เพิ่มขึ้นจาก 46% ในปี 2567

บริษัทที่เชื่อมโยงกับ AI ในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของมูลค่าตามราคาตลาดของดัชนี S&P 500 และมากกว่า 30% ของดัชนี MSCI EM Asia นอกจากนี้ บริษัทเหล่านี้ยังครองสัดส่วนการระดมทุนใหม่ในตลาดทุนสหรัฐฯ โดยคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของการหุ้นกู้ระดับลงทุนได้ (Investment-grade bonds) 38% ของการออกหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High-yield bonds) และ 87% ของเงินทุนหมุนเวียนใหม่จากร่วมลงทุน (Venture capital)

นายเจียกล่าวว่า ความยั่งยืนของการลงทุนใน AI จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและเสถียรภาพทางการเงินของโลก แม้ว่าการลงทุนในระยะสั้นจะได้รับการสนับสนุนจากยอดสั่งซื้อที่แน่นอนและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความยั่งยืนของการลงทุนเหล่านี้ในระยะปานกลางกลับมีเพิ่มมากขึ้น ในการแข่งขันเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านโมเดลและการขยายการใช้งาน การลงทุนที่คาดการณ์ไว้โดย Hyperscalers และผู้สร้างโมเดลได้ขยายเกินกว่ากระแสเงินสดและรายได้เชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องใช้การระดมทุนขนาดใหญ่ทั้งในรูปแบบตราสารทุนและตราสารหนี้ในหลายปีข้างหน้า

นายเจียชี้ให้เห็นว่า ตลาดจะเริ่มมองหาการเติบโตของรายได้เชิงพาณิชย์เพื่อนำมาสร้างความชอบธรรมให้แก่ความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ

“ในทางกลับกัน การเติบโตของรายได้จะขึ้นอยู่กับสัญญาณแรกเริ่มของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AI ในระดับบริษัท ซึ่งจะขยายตัวไปยังระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงการปรับใช้แอปพลิเคชันเพื่อการพลิกโฉมที่ลึกยิ่งขึ้น” นายเจียกล่าว

กระแสการลงทุนอาจลากยาวออกไปได้หากได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตของรายได้ที่เร่งตัวขึ้นและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ก็มีความเสี่ยงที่ชัดเจนบนเส้นทางของการสร้างรายได้จากการลงทุนใน AI (Monetisation) เช่น ต้นทุนพลังงานและชิปที่สูงขึ้น คอขวดด้านอุปทานวัตถุดิบ ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ การแข่งขันที่รุนแรงในหมู่ผู้ให้บริการโมเดล รวมถึงโมเดลแบบเปิด (Open-weight models) ที่มีต้นทุนต่ำกว่า ตลอดจนประเด็นที่ว่าผลประโยชน์จากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจะถูกกระจายอย่างทั่วถึงเพียงใด หากผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI ต่ำกว่าที่คาดไว้ในระยะปานกลาง Hyperscalers จะลดอัตราความเร็วของการลงทุนลง และตลาดจะทำการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่อีกครั้ง

นายเจียได้ระบุถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น 2 ทาง จากกระแสการลงทุนใน AI ดังนี้

หากกระแสการลงทุนใน AI ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเติบโตของรายได้ที่เร่งตัวขึ้นและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ขยายตัวกว้างขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้ อุปสงค์ และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลต่อการประเมินอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ

ในทางกลับกัน หากมีการลดการลงทุนใน AI ลง ก็อาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว ผ่านการลดลงของการลงทุนภาคธุรกิจและอุปสงค์ในชิปเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของผลกระทบด้านลบทางความมั่งคั่ง (Negative wealth effects)

นอกจากนี้ อาจส่งผลให้สภาวะทางการเงินทั่วโลกตึงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน จากการที่ตลาดหุ้น ตลาดสินเชื่อ และตลาดการให้กู้ยืมมีความเชื่อมโยงกับโมเดลธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน

ขณะที่ MAS กำลังเฝ้าติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคของ AI อย่างใกล้ชิด ก็กำลังยกระดับความพยายามในการจัดการกับความเสี่ยงของเทคโนโลยีนี้ที่มีต่อระบบการเงินซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ในเดียวกัน MAS และสมาคมธนาคารแห่งสิงคโปร์ (Association of Banks in Singapore:ABS) ได้ประกาศจัดตั้ง คณะทำงานเพื่อความเสี่ยงทางไซเบอร์และเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Driven Cyber and Technology Risk Taskforce) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นร่วมกันทางไซเบอร์และเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงใหม่ๆ ที่เกิดจากโมเดล AI ขั้นสูง

คณะทำงานนี้ประกอบด้วยสมาชิกจาก MAS, ABS, DBS, OCBC, UOB, ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX), Nets และ Banking Computer Services

นายเจียกล่าวว่า การตั้งคณะทำงานนี้เกิดขึ้นในขณะที่ความก้าวหน้าใน AI ขั้นสูงและเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวติ้ง กำลังสร้างความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการต่อสู้กับกลโกงและภัยคุกคามทางไซเบอร์

การใช้ AI ช่วยให้การหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง (Phishing) มีความเฉพาะบุคคลและแนบเนียนโน้มน้าวใจได้ในระดับที่กว้างขึ้น โดยใช้การปลอมแปลงบุคคลด้วยเทคโนโลยีการตัดต่อแนบเนียน (Deep-fake) การปรับแต่งข้อความหลอกลวงให้เข้ากับเป้าหมาย และกลยุทธ์การล่อลวงอื่นๆ

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี AI ขั้นสูงสามารถค้นหาและฉวยโอกาสจากช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงทำการโจมตีอัตโนมัติได้ในวงกว้าง

“การพัฒนาด้าน AI และไซเบอร์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเสริมสร้างมาตรการความยืดหยุ่นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายเจียกล่าว

นายเจียคาดว่าเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวติ้งจะก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญในระยะปานกลาง ต่อความปลอดภัยของข้อมูลและการสื่อสารที่สถาบันการเงินใช้

ดังนั้น MAS จะออกแนวทางการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการในปลายปีนี้ โดยมีเกณฑ์คาดหวัง หมุดหมายสำคัญ และกรอบเวลาที่ชัดเจน สำหรับสถาบันการเงินในการสร้างความแข็งแกร่งรองรับ ในขณะที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคควอนตัมคอมพิวติ้ง

ในเวลาเดียวกัน ธนาคารต่างๆ ต้องนำ AI มาประยุกต์ใช้พร้อมๆ กับการยกระดับมาตรการควบคุมให้เข้มงวดขึ้น

MAS กำลังทดสอบว่า โมเดล AI ที่ได้รับการฝึกฝนจากชุดข้อมูลของธนาคารต่างๆ รวมถึงภาคการเงินและภาครัฐ จะสามารถปรับปรุงการตรวจจับธุรกรรมที่ฉ้อโกงในภาพรวมได้ดีขึ้นหรือไม่

MAS คาดว่าผลการทดสอบจะพร้อมเผยแพร่ในปีหน้า และจะช่วยพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งระบบสาธารณูปโภคระดับอุตสาหกรรม เพื่อรวบรวมข้อมูลและนำ AI มาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา MAS ได้กำหนดให้สถาบันการเงินสำคัญใช้โมเดล AI ขั้นสูง เพื่อระบุเส้นทางการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้เหล่ายอดอาชญากรไซเบอร์เข้ามารบกวนการบริการที่สำคัญ หรือเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของลูกค้าได้

บทเรียนที่ได้รับจากการทดสอบเหล่านี้จะนำมาแบ่งปันกับอุตสาหกรรมในวงกว้างต่อไป

MAS จะออกแนวทางการกำกับดูแลสำหรับสถาบันการเงินสำคัญในเร็วๆ นี้ เพื่อให้พัฒนาและส่งรายงานการประเมินที่ครอบคลุม รวมถึงแผนปฏิบัติการในการเสริมสร้างการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

เมื่อมองไปข้างหน้า นายเจียคาดว่ากระแสการลงทุนใน AI จะยังคงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นต่อไป

“พ้นไปจากจุดนั้น คือสิ่งที่พวกเราทุกคนกำลังเฝ้ามองดูอยู่ และมีผู้คนจำนวนมากในตลาดที่กำลังปรับแต่งการประเมินความยั่งยืนของตนเอง” นายเจียกล่าว

“เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูงในการพลิกโฉมหน้าสิ่งต่างๆ และสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้ แต่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องเฝ้าระวังผลลัพธ์ที่จะเข้ามาสั่นคลอนเสถียรภาพด้วยเช่นกัน”

มาเลเซียทบทวนมาตรการจูงใจลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์

Vintage Data Centers ในกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ที่มาภาพ:https://www.datacenterdynamics.com/en/news/vantage-launches-final-building-at-cyberjaya-data-center-campus-malaysia/

มาเลเซียกำลังทบทวนแนวทางการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หลังจากกระแสทะลักเข้าของโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เผยให้เห็นข้อจำกัดของการให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทต่างๆ โดยอิงจากขนาดเงินทุนเป็นหลัก

ปลัดกระทรวงการคลังมาเลเซีย ตันสรี โจฮัน มะห์มูด เมอริแคน (Tan Sri Johan Mahmood Merican) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เรียนรู้จากประสบการณ์เมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล พร้อมยอมรับว่ามาเลเซียอาจจะ “ปูพรม” ให้สิทธิประโยชน์แก่ภาคส่วนนี้มากเกินไป ในขณะที่อุปสงค์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วสอดรับกับกระแสความนิยมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก

“ผมคิดว่าจากประสบการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ เราอาจจะปูเสื่อต้อนรับศูนย์ข้อมูลมากเกินไปหน่อย จนถึงจุดที่ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับอุปสงค์ที่ล้นทะลัก” ตัน สรีโจฮันกล่าวระหว่างการเสวนาแบบเป็นกันเอง (Fireside chat) ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสพิธีเซ็นสัญญาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย (SC) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฮ่องกง (SFC) เมื่อเร็วๆนี้

ความสนใจที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากนี้ ได้ทำให้รัฐบาลต้องประเมินแนวทางใหม่ ซึ่งรวมถึงการทบทวนการกำหนดราคาไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงชนิดนี้ด้วย

“เราจำเป็นต้องกำหนดราคาตัวเองใหม่” ตัน สรีโจฮันกล่าว พร้อมเสริมว่า อัตราค่าไฟฟ้าของมาเลเซียอาจต้องสะท้อนถึงมูลค่าของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนเอาไว้

ข้อสังเกตของโจฮันสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายการลงทุน โดยรัฐบาลกำลังเริ่มเปลี่ยนจากการประเมินโครงการโดยอิงจากจำนวนเงินที่บริษัทต่างๆ เต็มใจจะใช้จ่ายเป็นหลัก

“ผมคิดว่าในอดีต เราอาจจะมองอะไรเรียบง่ายและเป็นวงกว้างเกินไปในการเสนอมาตรการจูงใจ และบางครั้งมันก็เป็นเพียงการวิ่งไล่ตามการลงทุนขนาดใหญ่เท่านั้น” ตัน สรีโจฮันกล่าว

ตัน สรีโจฮันระบุว่า ต่อจากนี้ การตัดสินใจลงทุนในอนาคตควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าโครงการเหล่านั้นช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางเศรษฐกิจระยะยาวของมาเลเซียหรือไม่

แม้ศูนย์ข้อมูลจะดึงดูดการลงทุนได้หลายพันล้านริงกิต แต่ตัน สรีโจฮันชี้ให้เห็นว่า ศูนย์ข้อมูลแบบมาตรฐานทั่วไป (Vanilla data centre) ไม่ได้สร้างโอกาสในการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ หรือสร้างผลประโยชน์เกี่ยวเนื่อง (Spillover benefits) ที่เข้มแข็งให้กับธุรกิจในท้องถิ่นเสมอไป

“หากเรายังคงให้สิทธิประโยชน์โดยอิงจากงบลงทุนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว นั่นอาจไม่ได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ระดับชาติของเราอย่างแท้จริง” ตัน สรีโจฮันกล่าว

สำหรับแนวทางในอนาคต ตัน สรีโจฮันกล่าวว่ารัฐบาลกำลังพัฒนากรอบการทำงานที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อประเมินการลงทุนตาม “มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวม” แทนที่จะพิจารณาจากรายจ่ายลงทุนเพียงอย่างเดียว

ระบบการประเมินแบบ “ดัชนีชี้วัด” (Scorecard) ที่นำเสนอขึ้นใหม่นี้ จะทำการประเมินว่าโครงการเหล่านั้นช่วยเพิ่มความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ (Economic complexity) สร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และสร้างความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมในท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้นหรือไม่

การปรับเปลี่ยนนโยบายเกิดขึ้นในขณะที่มาเลเซียยังคงดึงดูดความสนใจอย่างล้นหลามจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ที่ต้องการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้รัฐบาลจะยังคงเปิดรับการลงทุน แต่ตัน สรีโจฮันกล่าวว่า สิทธิประโยชน์ในอนาคตน่าจะมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการเหล่านั้นจะส่งมอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

“ผมคิดว่าในแง่นั้น เราเปิดกว้างเสมอที่จะมองหาพื้นที่ที่เราสามารถร่วมมือกันเพื่อสร้างมูลค่าที่ยิ่งใหญ่กว่าให้กับระบบเศรษฐกิจ” ตัน สรีโจฮันกล่าว