ASEAN Roundup ประจำวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569
- อินโดนีเซียอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2569 ใช้เงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์ มุ่งช่วยเหลือด้านอาหาร
- มาเลเซียเตรียมคลอดแผนแม่บท “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” ภายในสิ้นปีนี้
- สิงคโปร์เปิดรายงานผลการทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฉบับสมบูรณ์พร้อมข้อเสนอแนะละเอียดขึ้น
- เวียดนามเปิดตัวตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตแห่งแรก 29 มิ.ย.นี้
- Microsoft เผย เวียดนามแชมป์สัดส่วนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- สปป.ลาวเผยต้นทุนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีพุ่งสูงขึ้น
อินโดนีเซียอัดมาตรการ 1.5 พันล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2569 มุ่งช่วยเหลือด้านอาหาร

อินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับไตรมาสที่สองและครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยส่วนใหญ่จัดสรรเพื่อการแจกจ่ายความช่วยเหลือด้านอาหาร ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 18.04 ล้านล้านรูเปียะฮ์ และเป็นการเพิ่มเติมจากแพ็กเกจเดิมมูลค่า 7.8 ล้านล้านรูเปียะฮ์ที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนที่แล้ว
รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจำนวน 26.34 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งรวมถึงการให้เงินอุดหนุนด้านการขนส่ง การช่วยเหลือด้านอาหาร การฝึกอบรมวิชาชีพ และโครงการฝึกงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและสนับสนุนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน
นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้รับการอนุมัติภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาล และได้รับคำแนะนำจากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
“เราได้หารือร่วมกันระหว่างกระทรวงและได้รับแนวทางจากประธานาธิบดีเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 มูลค่าประมาณ 26.34 ล้านล้านรูเปียะฮ์” นายแอร์ลังกากล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตาเมื่อวันจันทร์(22 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมา
รัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการการใช้จ่ายนี้จะช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไปจนถึงสิ้นปี โดยอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 5.4 ในปี 2569 หลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 5.61 ในไตรมาสแรก
“มาตรการทั้งหมดนี้คิดเป็นมูลค่ารวม 26.34 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับครึ่งหลังของปี” นายแอร์ลังกา กล่าว
“โดยประมาณ 2.04 ล้านล้านรูเปียะฮ์ จะเป็นสิ่งจูงใจด้านการขนส่ง ในขณะอีกราว 6.26 ล้านล้านรูเปียะฮ์ จะเป็นส่วนของโครงการฝึกงานและฝึกอบรมวิชาชีพ นอกจากนี้ เรายังได้จัดสรรความช่วยเหลือด้านอาหารอีกจำนวน 18.04 ล้านล้านรูเปียะฮ์” นายแอร์ลังกา กล่าว
นายแอร์ลังกา กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รักษาเสถียรภาพของต้นทุนการผลิต และช่วยลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป
“เรายังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียต้องปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศและดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภายนอก” นายแอร์ลังกากล่าว พร้อมระบุเสริมว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้เป็นไปตามแนวทางของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
รัฐบาลระบุว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) เป็นวัตถุดิบขั้นต้นที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขณะที่วัตถุดิบพลาสติกที่มีต้นทุนต่ำลงนั้น คาดว่าจะช่วยรักษาเสถียรภาพของต้นทุนการผลิตในภาคการผลิตต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาในตลาดโลกและความอ่อนค่าของสกุลเงิน
มาตรการสำคัญอีกด้านหนึ่งคือ โครงการรักษาเสถียรภาพราคาถั่วเหลือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ ท่ามกลางแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหาร ทั้งนี้ ความต้องการใช้ถั่วเหลืองรายปีของอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการพึ่งพาการนำเข้า
ค่าเงินรูเปียะฮ์อ่อนค่าลงเกือบร้อยละ 7 นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to Date) สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากภายนอกร่วมกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง ซึ่งความกังวลบางส่วนมีความเชื่อมโยงกับความไม่แน่นอนเชิงนโยบายภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว
การอ่อนค่าของสกุลเงินได้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อจากการนำเข้า (Imported Inflation) โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและวัตถุดิบ เนื่องจากอินโดนีเซียยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลกสำหรับวัตถุดิบขั้นต้นที่สำคัญ
เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) จึงได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.50 ในเดือนนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์ ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า และช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียะฮ์ ท่ามกลางความผันผวนจากภายนอกที่ยังคงมีอยู่
นายแอร์ลังกากล่าวว่า รัฐบาลจะยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และรักษาระดับอุปสงค์ภายในประเทศต่อไป
มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 8 นโยบายหลัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก ดังต่อไปนี้:
เสาหลักที่ 1: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสิ่งจูงใจ (Stimulus and Incentives)
มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคและช่วยเหลือภาคธุรกิจ ประกอบด้วย
- มาตรการลดภาษีสำหรับนักเขียน รัฐบาลจะปรับลดภาษีเงินได้จากค่าสิทธิ (Royalty Income Tax) สำหรับนักเขียนหนังสือลงเหลืออัตราสุดท้ายที่ร้อยละ 1.5
- ส่วนลดค่าเดินทางสำหรับช่วงปิดเทอม
- ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับตั๋วรถไฟ (20 มิถุนาคม – 5 กรกฎาคม)
- ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับอัตราค่าโดยสารพื้นฐานของเรือพานิชย์ Pelni (20 มิถุนายน – 15 สิงหาคม)
- ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือ ASDP (20 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม) (รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1.905 แสนล้านรูเปียะฮ์ รองรับผู้โดยสาร 3 ล้านคน)
- รัฐบาลจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 100 สำหรับเที่ยวบินประหยัดภายในประเทศ (งบประมาณ 4.727 แสนล้านรูเปียะฮ์ รองรับผู้โดยสาร 2.3 ล้านคน)
- ส่วนลดค่าเดินทางสำหรับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่
- ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับตั๋วรถไฟ (22 ธันวาคม 2026 – 4 มกราคม 2027)
- ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับอัตราค่าโดยสารพื้นฐานของเรือพานิชย์ Pelni (17 ธันวาคม 2026 – 10 มกราคม 2027)
- ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือ ASDP (22 ธันวาคม 2026 – 10 มกราคม 2027)(รวมงบประมาณจัดสรรทั้งสิ้น 1.614 แสนล้านรูเปียะฮ์ ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสาร 2.8 ล้านคน)
- รัฐบาลจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 100 สำหรับเที่ยวบินประจำทางชั้นประหยัดภายในประเทศ (งบประมาณ 7.22 แสนล้านรูเปียะฮ์ ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสาร 3.7 ล้านคน)
- สิทธิประโยชน์จูงใจสำหรับภาคอุตสาหกรรม
- ยกเว้นอากรขาเข้า (ร้อยละ 0) สำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) และวัตถุดิบพลาสติก ซึ่งเฉพาะการยกเว้นอากรของ LPG จะช่วยสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณ 2.25 ล้านล้านรูเปียะฮ์ ในรูปแบบของการลดต้นทุนและผลกระทบเชิงทวีคูณ (Multiplier Effects) ที่อาจเกิดขึ้น
- รัฐบาลยังได้ลดอากรขาเข้าสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องบินเหลือร้อยละ 0 เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบิน โดยการลดต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO)
เสาหลักที่ 2: โครงการฝึกงานและฝึกอบรมวิชาชีพ (Internship and Vocational Programs)
- โครงการฝึกงานแห่งชาติ จะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2026 ด้วยงบประมาณ 4.14 ล้านล้านรูเปียะฮ์ เปิดรับบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยจำนวน 150,000 คน
- การฝึกอบรมวิชาชีพ ด้วยงบประมาณ 2.12 ล้านล้านรูเปียะฮ์ เพื่อยกระดับทักษะและความสามารถของกำลังแรงงาน โดยเป้าหมายหลักจะมุ่งเน้นไปที่ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสายวิชาชีพ (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) จำนวน 220,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การทำงาน รวมถึงการเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างจำนวน 50,000 คน เพื่อเสริมสร้างทักษะใหม่ในการเปลี่ยนผ่านกลับเข้าสู่ระบบแรงงานอีกครั้ง
สาหลักที่ 3: การช่วยเหลือด้านอาหาร (Food Assistance)
- โครงการช่วยเหลือข้าวสาร 10 กิโลกรัม เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2569 รัฐบาลจะแจกจ่ายข้าวสารจำนวน 10 กิโลกรัม ให้แก่ครอบครัวผู้มีสิทธิ์ได้รับประโยชน์จำนวน 33.24 ล้านครัวเรือน เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน คาดว่าใช้งบประมาณจัดสรรราว 17.54 ล้านล้านรูเปียะฮ์
- โครงการช่วยเหลือเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาถั่วเหลืองและอุปทานอาหาร (SPHP) รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ในอัตราสูงสุด 2,000 รูเปียะฮ์ต่อกิโลกรัม โดยมีโควตารวม 250,000 ตันในระยะแรกนี้ สำหรับพื้นที่ที่ราคาถั่วเหลืองสูงกว่าราคาซื้ออ้างอิง
มาเลเซียเตรียมคลอดแผนแม่บท “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” ภายในสิ้นปีนี้

มาเลเซียเตรียมเปิดตัวแผนแม่บทเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low Altitude Economy: LAE) ที่ครอบคลุมภายในสิ้นปีนี้ เพื่อกำหนดกฎระเบียบอย่างเป็นทางการในการควบคุมดูแลโดรน ระบบอากาศยานไร้คนขับ และระบบการขนส่งทางอากาศรูปแบบใหม่ที่ใช้ยานพาหนะขนาดเล็กเพื่อเดินทางในระยะใกล้ถึงปานกลาง(Advanced Air Mobility:AAM)
นายแอนโทนี โลค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย เปิดเผยว่า แนวทางปฏิบัติซึ่งกำลังจัดทำโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งมาเลเซีย จะเป็นรากฐานสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้งานในวงกว้าง รวมถึงด้านโลจิสติกส์ การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรมอัจฉริยะ และบริการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน
“แนวทางปฏิบัตินี้จะเป็นฐานสำหรับการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น โดรน ระบบอากาศยานไร้คนขับ AAM โลจิสติกส์ทางอากาศ การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรมอัจฉริยะ และบริการฉุกเฉิน” นายโลคกล่าวในงานสัมมนา LAE Forum 2569 ครั้งแรกในวันที่ 24 มิถุนายน 2569
นายโลคกล่าวอีกว่า กรอบการทำงานนี้จะสนับสนุนการเติบโตอย่างเป็นระบบของภาคส่วนนี้ ควบคู่ไปกับการเป็นหลักในการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด พร้อมระบุว่าแผนแม่บทนี้จะช่วยให้ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมมีความชัดเจน
คาดว่าแนวทางปฏิบัติดังกล่าวจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในงาน Transport Expo Asia ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้
“เราต้องการให้แนวทางปฏิบัตินี้ช่วยควบคุมดูแลเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ และในขณะเดียวกันก็ต้องขับเคลื่อนด้วยแผนงาน (Roadmap) ที่ชัดเจน” นายโลคกล่าว
ความคิดริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นของมาเลเซียในการเสริมสร้างระบบนิเวศการบินไร้คนขับ และเปิดรับแหล่งการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยระบุว่าภาคส่วนนี้อาจก้าวขึ้นมาเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโต (New Engine of Growth) ตัวใหม่ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายโลคเน้นย้ำว่า การออกกฎระเบียบต้องรักษาความสมดุลอย่างรอบคอบระหว่างการเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมและการรับประกันความปลอดภัย
“มาเลเซียต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและเข้มแข็งเพื่อส่งเสริมภาคเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ หากไม่มีแนวทางปฏิบัติ ภาคส่วนนี้ซึ่งรวมถึงโดรน แท็กซี่บินได้ (Air Taxis) และการบินระดับต่ำอื่น ๆ ก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลความปลอดภัยสำหรับทั้งผู้โดยสารและสินค้า” นายโลคกล่าว
ในขณะเดียวกัน นายโลคได้เตือนถึงการควบคุมที่มากเกินไปจนอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม “เราไม่อยากควบคุมจนเกินพอดีถึงขั้นทำลายอุตสาหกรรมนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย ความสมดุลนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ”
นายโลคกล่าวว่า มาเลเซียมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี LAE ในระยะเริ่มต้นแล้วในภาคเกษตรกรรม โดยมีการใช้โดรนเพื่อการฉีดพ่นที่แม่นยำและติดตามดูแลพืชผลในพื้นที่เพาะปลูกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงโครงการนำร่องการขนส่งเวชภัณฑ์ด้วยโดรนที่กำลังดำเนินอยู่ภายในรัฐซาบาห์และรัฐปะหัง โดยอธิบายว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในด้านโลจิสติกส์การดูแลสุขภาพในพื้นที่ห่างไกล
นายโลคกล่าวว่า การขนส่งเหล่านี้สามารถเดินทางระยะไกลได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีผ่านการเคลื่อนที่ทางอากาศด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งช่วยทลายข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และช่วยชีวิตผู้คนได้ในที่สุด
นายโลคกล่าวเสริมว่า กำลังมีการศึกษาการใช้ระบบทางอากาศในการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน รวมถึงความพยายามในการสกัดกั้นการโจรกรรมสายเคเบิลรถไฟ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยสร้างความหยุดชะงักครั้งใหญ่ต่อบริการเดินรถไฟ
นายโลคกล่าวว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งมาเลเซีย ได้เริ่มอนุมัติผู้ให้บริการฝึกอบรมสำหรับหลักสูตรใบรับรองความสามารถนักบินบังคับโดรนระยะไกล (Remote Pilot Certificate of Competency) แล้ว แต่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขยายและปรับปรุงกระบวนการออกใบรับรองให้มีความคล่องตัว เพื่อรองรับความต้องการผู้บังคับโดรนที่มีทักษะซึ่งกำลังเพิ่มสูงขึ้น
มองไปข้างหน้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า อากาศยานที่ขึ้น-ลงในแนวดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL: electric vertical take-off and landing) อาจพลิกโฉมการเชื่อมต่อด้านการท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ เช่น เกาะเตียวมัน (Pulau Tioman) เกาะเปอร์เฮนเตียน (Pulau Perhentian) เกาะมาบุล (Mabul) และเกาะสิปาดัน (Sipadan) พร้อมทั้งสนับสนุนพื้นที่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น ป่าฝนเบลุม (Belum Rainforest)
นายโลคกล่าวด้วยว่า ในอนาคตอาจขยายการใช้งานไปสู่การเชื่อมต่อทางอากาศในพื้นที่ชนบทของรัฐซาราวัก เพื่อเชื่อมโยงชุมชนที่ห่างไกลเข้ากับศูนย์กลางเมือง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน
นายโลคกล่าวว่า ความมุ่งหวังของมาเลเซียนั้นเป็นมากกว่าแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเน้นย้ำความจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีบทบาทนำในการกำหนดมาตรฐาน การออกแบบเทคโนโลยี และการผลิตในภาคส่วนเกิดใหม่นี้
นายโลคกล่าวเสริมว่า มาเลเซียควรคว้าโอกาสนี้ในการพัฒนากรอบการทำงานและมาตรฐานของตนเอง เนื่องจากกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติระดับโลกสำหรับ LAE นั้นยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นและกำลังพัฒนา
“ผมอยากเห็นมาเลเซียเป็นประเทศแห่งการออกแบบและการผลิต ไม่ใช่แค่ประเทศสำหรับการซ่อมบำรุงและดูแลรักษาผลงานการออกแบบของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยานพาหนะและการใช้งานในระบบ LAE”
“ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบนิเวศ LAE นี้ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม นักพัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และหน่วยงานท้องถิ่น” นายโลคกล่าว
สิงคโปร์เปิดรายงานผลการทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฉบับสมบูรณ์พร้อมข้อเสนอแนะละเอียดขึ้น

สิงคโปร์เผยแพร่รายงานผลการทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ฉบับสมบูรณ์(Economic Strategy Review Final Report) ฉบับเต็มเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 มิถุนายน 2569) พร้อมด้วยรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อเสนอแนะทั้ง 32 ข้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเผยแพร่พร้อมบทสรุปสำหรับผู้บริหารไปเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม
รายละเอียดใหม่รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือธุรกิจสตาร์ทอัพในการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถจากต่างประเทศ การขยายบทบาทการเป็นศูนย์กลางพลังงานของสิงคโปร์ และการช่วยเหลือผู้หางาน
รายละเอียดยังรวมถึงข้อเสนอเฉพาะเจาะจงใหม่ ๆ เช่น การเรียกร้องให้มีการทบทวนกรอบโครงสร้างภาษีของสิงคโปร์เพื่อช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถจากต่างประเทศ (Foreign Talent) และการขยายโครงการช่วยเหลือผู้หางาน (SkillsFuture Jobseeker Support Scheme) ให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานที่กว้างขึ้น นอกเหนือจากเกณฑ์เพดานเงินเดือนเดิมที่กำหนดไว้
กระทรวงการพัฒนาและสารสนเทศดิจิทัล (Ministry of Digital Development and Information) ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลจะทำการศึกษาข้อเสนอแนะเหล่านี้และทำงานร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมและสหภาพแรงงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง
รายงานฉบับนี้ได้กำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ของประเทศในการสร้างความเติบโตและสร้างงานที่ดีให้แก่ชาวสิงคโปร์ ท่ามกลาง “สภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง”
สำหรับข้อเสนอแนะทั้ง 32 ข้อนั้น แบ่งออกเป็น 8 ด้านหลัก โดยมี 4 ด้านที่มุ่งเน้นการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ 3 ด้านมุ่งเน้นการสร้างงานที่ดี และอีก 1 ด้านมุ่งเน้นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง (Resilience)
ก่อนหน้านี้ ได้มีการเปิดเผยข้อเสนอแนะจำนวน 7 ข้อไปแล้วเมื่อเดือนมกราคม ในช่วงการอัปเดตระยะครึ่งทางของการทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (ESR) ขณะที่ข้อเสนอแนะชุดเต็มทั้งหมดได้ถูกนำเสนอในงานประชุม Future Economy Conference ของสมาพันธ์ธุรกิจสิงคโปร์ (Singapore Business Federation) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ในรายงานฉบับสมบูรณ์นี้ คณะกรรมการ ESR ได้ย้ำถึง “ภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่จำเป็น” (Strategic Imperatives) 3 ประการ ซึ่งจะนำทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในระยะต่อไป และเป็นฐานคิดให้แก่พื้นที่มุ่งเน้นทั้ง 8 ด้านของการทบทวนยุทธศาสตร์ครั้งนี้ ได้แก่
- ประการแรก สิงคโปร์จะต้องยกระดับจุดแข็งและคุณค่า(value proposition )ของประเทศให้เฉียบคมยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปยังจุดที่ประเทศสามารถสร้างมูลค่าได้สูงสุดและมี “ข้อได้เปรียบที่ยากจะเลียนแบบได้”
- ประการที่สอง สถาบัน องค์กรธุรกิจ และแรงงานของประเทศจะต้องมีความคล่องตัว (Agile) และความสามารถในการปรับตัวที่สูงขึ้น
- ประการที่สาม ประเทศจะต้อง “สร้างความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือควบคู่ไปกับประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ESR ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยได้จัดการหารือและรับฟังความคิดเห็นมากกว่า 80 ครั้ง ร่วมกับผู้คนมากกว่า 7,700 คนจากหลากหลายภาคส่วน
ข้อเสนอแนะ 32 ข้อ
จากพื้นที่มุ่งเน้น (Focus Areas) ทั้ง 8 ด้านในรายงาน มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
ด้านที่ 1 สิงคโปร์ควรสร้างความเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมหลัก ควบคู่ไปกับการกล้าลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ แม้จะคาดการณ์ไว้ว่าไม่ใช่ทุกการลงทุนจะประสบความสำเร็จก็ตาม
ด้านที่ 2:สิงคโปร์ควรวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการพัฒนา ทดสอบ และปรับใช้โซลูชันปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทนที่จะไปแข่งขันในการสร้างโมเดลระดับแนวหน้า (Frontier Models) หรือการเป็นที่ตั้งหลักของศูนย์ข้อมูล (Data Centres)
ด้านที่ 3 การเสริมสร้างบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางระดับโลกที่มีการเชื่อมโยงและได้รับความไว้วางใจ ซึ่งรวมถึงบทบาทการเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน โดยรายงานระบุว่า “ในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง สิงคโปร์ควรเดินหน้าหยั่งรากและขยายขอบเขตอำนาจการค้า รวมถึงการดำเนินงานของกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสิงคโปร์ต่อไป”
นอกจากนี้ รายงานยังเสริมว่าอาจมีการขยายขีดความสามารถในด้านต่าง ๆ เช่น การเติมเชื้อเพลิงก๊าซ LNG ให้แก่เรือ (LNG Bunkering) การถ่ายลำก๊าซระหว่างเรือสู่เรือ (Ship-to-ship Reload) และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคลังจัดเก็บสินค้า อีกทั้งสิงคโปร์ยังสามารถศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures Market) เพื่อรองรับการประกันความเสี่ยง (Hedging) ของผลิตภัณฑ์พลังงาน
ด้านที่ 4 การส่งเสริมระบบนิเวศของผู้ประกอบการให้มีพลวัตมากขึ้น เพื่อช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ไม่เพียงแต่เติบโตเท่านั้น แต่ยังสามารถปรับโครงสร้างหรือเปลี่ยนผ่านธุรกิจได้เมื่อจำเป็น คณะกรรมการ ESR จึงได้เรียกร้องให้มีการทบทวนนโยบายแรงงานต่างชาติเพื่อพิจารณาถึง “สถานการณ์เฉพาะตัว” ของธุรกิจสตาร์ทอัพให้ดียิ่งขึ้น โดยเสนอให้มีการทบทวนกรอบโครงสร้างภาษีสำหรับแผนสิทธิการซื้อหุ้นของพนักงาน (Employee Share-option Plans) และโครงการถือหุ้นของพนักงานในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถระดับแนวหน้า (Top-tier Talent) มาร่วมงานได้
ในด้านการจ้างงาน คณะกรรมการ ESR เรียกร้องให้มีการสร้างงานที่ดีในขอบเขตที่กว้างขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นสำหรับแรงงานที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคและการหยุดชะงักในอาชีพการงาน
หนึ่งในข้อเสนอเฉพาะเจาะจงในรายงานฉบับสมบูรณ์นี้ คือการเรียกร้องให้มีการขยาย โครงการช่วยเหลือผู้หางาน (SkillsFuture Jobseeker Support Scheme) ให้ครอบคลุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดการ และผู้บริหาร (Professionals, Managers and Executives) มากยิ่งขึ้น โดยรายงานระบุว่า ปัจจุบันโครงการดังกล่าว ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ต้องว่างงานโดยไม่สมัครใจ มีการจำกัดสิทธิ์ไว้เฉพาะกลุ่มแรงงานที่มีรายได้ไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือนเท่านั้น
ในอีกส่วนหนึ่ง คณะกรรมการ ESR ได้ขยายความเกี่ยวกับแนวคิด “สะพานเชื่อมอาชีพ” (Career Bridges) ที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้ โดยเสนอแนะให้มีการระบุกลุ่มสาขาอาชีพที่มีความต้องการแรงงานสูง เช่น เศรษฐกิจแห่งการดูแล (Care Economy) และลงทุนในการสร้าง “เส้นทางเปลี่ยนผ่านสายอาชีพ” (Transition Pathways) เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมเหล่านั้น
สำหรับกลุ่มแรงงานที่มีความเสี่ยง สามารถนำข้อมูล (Data) มาใช้เพื่อออกแบบการจับคู่งานและการสนับสนุนการจัดหางานที่มีความเฉพาะเจาะจงและเป็นส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น
รายงานระบุว่า “การวิเคราะห์ความใกล้เคียงของบทบาทหน้าที่ ความต้องการแรงงาน รูปแบบการเปลี่ยนผ่านงาน และแนวโน้มของค่าจ้าง แล้วนำมาจับคู่กับทักษะและความสามารถของแรงงาน จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาเส้นทางเปลี่ยนผ่านอาชีพที่เป็นส่วนบุคคลได้มากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้สามารถเสริมด้วยการฝึกอบรมที่ตรงจุดเพื่อปิดช่องว่างทางทักษะ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อระบุกลุ่มนายจ้างที่มีศักยภาพ”
ส่วนแนวทางมุ่งเน้นที่ 8 ซึ่งเป็นด้านสุดท้าย คือการสร้างความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience) ให้เป็นขีดความสามารถหลักของชาติ ซึ่งรวมถึงการยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน การใช้แนวทางที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในการลดคาร์บอน (Decarbonisation) และการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมหลักเพื่อระบุและบรรเทาความเปราะบางในห่วงโซ่อุปทาน
รองศาสตราจารย์ ยูจีน ตัน (Eugene Tan) อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (SMU) ชี้ว่า เมื่อรายงานฉบับสมบูรณ์ของ ESR ได้รับการเผยแพร่แล้ว บททดสอบที่แท้จริงคือ “ข้อเสนอแนะที่ค่อนข้างเปิดกว้าง” เหล่านี้จะสามารถให้แนวทางและสร้างแรงขับเคลื่อนที่เพียงพอสำหรับการปรับโครงสร้างและการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้หรือไม่
“หากสิงคโปร์สามารถบรรลุภารกิจที่จำเป็นทั้ง 3 ประการได้ เศรษฐกิจของประเทศจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฟื้นฟูและเติบโตใหม่อีกครั้ง” ตันกล่าว
ขณะที่ นายฉั่ว ฮั่น เต็ง(Chua Han Teng) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคาร DBS ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมว่า การดำเนินกลยุทธ์ของ ESR ให้ประสบความสำเร็จ อาจทำให้เศรษฐกิจสิงคโปร์มี “โอกาสที่ดีในการบรรลุอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ขอบบนของช่วงร้อยละ 2 ถึง 3 ในทศวรรษหน้า”
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ตันได้เตือนว่า รายงานฉบับนี้ “มีความเสี่ยงที่จะตามหลังความเปลี่ยนแปลง (Runs the risk of being behind the curve)” เมื่อพิจารณาว่าเทคโนโลยี AI เทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ รวมถึงความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังวิวัฒนาการไปนั้น กำลังเข้ามา “สั่นคลอนสถานะที่เป็นอยู่ (Status Quo)”
“ความสามัคคีระหว่างพันธมิตรไตรภาคี (รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง) ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง” ศาสตราจารย์ตันกล่าวเสริม “เพราะเศรษฐกิจเป็นเรื่องของสังคมมากพอ ๆ กับเรื่องของตัวเลข เม็ดเงิน มันเป็นส่วนสำคัญของสัญญาประชาคม (Social Compact) ของสิงคโปร์ และข้อเสนอแนะของ ESR จะต้องรับประกันว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นจะถูกแบ่งปันร่วมกัน พร้อม ๆ กับการมีตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets) ที่ได้รับการยกระดับให้ดีขึ้น”
เวียดนามเปิดตัวตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตแห่งแรก 29 มิ.ย.นี้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งรัฐเวียดนาม (SSC) ภายใต้กระทรวงการคลัง ประกาศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนว่า ตลาดซื้อขายคาร์บอนของประเทศมีความพร้อมสำหรับการเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากผ่านช่วงเวลาการเตรียมความพร้อมมาอย่างยาวนาน
ภายใต้คำสั่งรัฐบาลหมายเลข 29/2026/ND-CP และแนวทางคำสั่งของกระทรวงการคลังว่าด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนระดับชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งรัฐ (SSC) ได้สั่งการให้ตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม (VNX), ตลาดหลักทรัพย์ฮานอย (HNX) และบริษัทรับฝากหลักทรัพย์และหักบัญชีเงินเคลียริ่งแห่งเวียดนาม (VSDC) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมในทุกเงื่อนไขที่จำเป็นให้เสร็จสิ้นเพื่อรองรับการเปิดตัวตลาดซื้อขายดังกล่าว
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งรัฐ ระบุว่า กรอบทางกฎหมาย ขั้นตอนการดำเนินงาน โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และระบบการชำระเงินส่วนใหญ่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งช่วยรับประกันว่าตลาดมีความพร้อมสำหรับการดำเนินงานเป็นไปตามแผนงาน (Roadmap) ที่กำหนดไว้
ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2569 ได้มีการทดสอบระบบเป็นการภายในและระบบเต็มรูปแบบ โดยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ระบบการลงทะเบียน การซื้อขาย การรับฝาก และการชำระราคา สามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นคง และเป็นไปตามข้อกำหนดทางเทคนิคและการปฏิบัติงานอย่างครบถ้วน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งรัฐ ยังได้คัดเลือกธนาคารเพื่อการชำระราคา (Settlement Bank) สำหรับตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานอันเข้มงวดทั้งในด้านฐานะทางการเงิน ขีดความสามารถทางเทคนิค และความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน
ในขณะเดียวกัน หน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้กระทรวงการคลังได้ร่วมกันจัดการประชุม สัมมนา และฝึกอบรมหลายครั้ง เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกรอบกฎหมาย ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และกลไกตลาด ซึ่งช่วยยกระดับความรู้ความเข้าใจและความพร้อมในกลุ่มผู้ที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมตลาดในอนาคต
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะประสานงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำพิธีเปิดตัวตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ เมื่อเงื่อนไขการดำเนินงานทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์อย่างครบถ้วน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งรัฐ ระบุว่า การเปิดตัวตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศถือเป็นหลักหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาตลาดคาร์บอนของเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนข้อผูกพันของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมความพยายามในการเปลี่ยนผ่านสู่สีเขียว ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และยกระดับการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติโครงการนำร่องการจัดสรรโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคอุตสาหกรรมหลักในปี 2568 และ 2569 เพื่อมุ่งมั่นในการสร้างตลาดคาร์บอน โดยการดำเนินการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความเข้มงวดในการจำกัดการปล่อยก๊าซจากกลุ่มผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ
ภายใต้นโยบายนำร่องนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้จัดสรรโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่สถานประกอบการจำนวน 110 แห่ง นอกจากนี้ กระทรวงยังได้ออกประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการดำเนินงานของระบบทะเบียนแห่งชาติ (National Registry System) สำหรับโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการและการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดซื้อขายคาร์บอน
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศใช้คำสั่งหมายเลข 29/2026/ND-CP (Decree 29) เพื่อปูทางสู่การจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศ โดยคำสั่งฉบับนี้กำหนดให้ตลาดซื้อขายคาร์บอนในประเทศเป็นกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมสำหรับการจัดองค์กรและการดำเนินงานของตลาดคาร์บอนในเวียดนาม
คำสั่งหมายเลข 29 ประกอบด้วย 6 หมวด และ 35 มาตรา ซึ่งจะควบคุมดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนในประเทศ อาทิ การลงทะเบียน การกำหนดรหัสภายในประเทศ การโอนกรรมสิทธิ์ การรับฝากหลักทรัพย์ การซื้อขาย และการชำระราคาโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) รวมถึงคาร์บอนเครดิตที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ อีกทั้งยังกำหนดความรับผิดชอบของหน่วยงานกำกับดูแลและองค์กรต่าง ๆ ในการบริหารจัดการตลาดซื้อขาย ตลอดจนข้อกำหนดในการรายงานและการเปิดเผยข้อมูล
การเปิดตัวตลาดซื้อขายคาร์บอนในประเทศถือเป็นหลักหมุดสำคัญในการพัฒนาตลาดคาร์บอนของเวียดนาม ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ประเทศสามารถบรรลุข้อผูกพันระหว่างประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่สีเขียว (Green Transition) ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และยังช่วยให้ภาคธุรกิจมีเครื่องมือตามกลไกตลาดเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน เวียดนามกำลังอยู่ในกระบวนการพัฒนาตลาดคาร์บอนในประเทศภายใต้การบริหารจัดการส่วนกลางอย่างแข็งขัน โดยมีกำหนดระยะเวลานำร่องตั้งแต่ปลายปี 2569 ไปจนถึงปี 2571 และมีแผนจะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2572
การพัฒนาตลาดคาร์บอนได้รับการระบุว่าเป็นยุทธศาสตร์หลักในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่วางไว้สูงในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Emissions) ภายในปี 2593 ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างของเวียดนาม
Microsoft เผย เวียดนามแชมป์สัดส่วนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลสำรวจจาก Microsoft พบว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีสัดส่วนแรงงานในกลุ่ม “บุคลากรผู้ก้าวหน้าด้าน AI” (AI-forward professionals) สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจากสหรัฐฯ ได้เปิดเผยดัชนีแนวโน้มการทำงานประจำปี 2569 (2026 Work Trend Index) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า ร้อยละ 39 ของกำลังแรงงานในเวียดนามจัดอยู่ในกลุ่มบุคลากรระดับแนวหน้า (frontier professional) ซึ่งเป็นคำที่บริษัทใช้เรียกผู้ที่ใช้งาน AI ได้อย่างเชี่ยวชาญและสามารถบูรณาการเทคโนโลยีนี้เข้ากับการทำงานในชีวิตประจำวัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 16 อย่างมาก
ในปีนี้ Microsoft ไม่ได้ออกรายงานภาพรวมระดับภูมิภาค แต่ได้เผยแพร่รายงานระดับโลกควบคู่ไปกับการวิเคราะห์แยกย่อยในแต่ละตลาด รวมถึงประเทศเวียดนามด้วย โดยรายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นจากการใช้ข้อมูลประสิทธิภาพการทำงานแบบไม่ระบุตัวตนบน Microsoft 365 ร่วมกับการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มคนทำงานที่ใช้ทักษะและความรู้ (Knowledge Workers) จำนวน 2,000 คนในเวียดนาม
ก่อนหน้านี้ Microsoft ได้เคยเผยแพร่รายงานการกระจายตัวของ AI ทั่วโลก (Global AI Diffusion report) ซึ่งจัดอันดับให้เวียดนามอยู่ในอันดับที่สองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านการเปิดรับและนำ AI มาใช้งาน
Microsoft ระบุว่า บุคลากรผู้ก้าวหน้าด้าน AI เหล่านี้มีความเข้าใจอย่างลึกในเรื่องกระบวนการทำงาน กลไกความร่วมมือระหว่างมนุษย์กับ AI รวมถึงมาตรฐานคุณภาพที่สามารถบันทึกเป็นเอกสารและนำไปปรับใช้ซ้ำได้ในหลายระดับขององค์กร นอกจากนี้ พวกเขายังช่วยสร้าง “บริษัทแนวหน้า” (frontier firms) ด้วยการเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนบุคคลให้กลายเป็นขีดความสามารถร่วมขององค์กร ซึ่งช่วยให้เกิดการสะสมความรู้ย่อย ๆ อย่างต่อเนื่องและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน
รายงานยังคงเน้นย้ำถึงคุณค่าของ AI ต่อกลุ่มคนทำงานในเวียดนาม โดยร้อยละ 76 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ปัจจุบันพวกเขาสามารถผลิตผลงานหรือผลลัพธ์ที่ไม่สามารถทำได้เมื่อปีที่แล้ว และในกลุ่มบุคลากรผู้ก้าวหน้าด้าน AI ตัวเลขนี้พุ่งสูงถึงร้อยละ 83 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
แม้ว่าจะมีการใช้งาน AI เป็นประจำ แต่แรงงานชาวเวียดนามกลับไม่ได้ถูกมองว่าพึ่งพาเทคโนโลยีนี้มากจนเกินไป โดยร้อยละ 89 กล่าวว่า พวกเขาใช้ผลลัพธ์ที่สร้างจาก AI เป็นเพียงจุดเริ่มต้นสำหรับกระบวนการคิดของตนเองมากกว่าที่จะเป็นคำตอบสุดท้าย และพวกเขายังคงมีบทบาทสำคัญในการประเมิน วิเคราะห์ และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง
นอกจากนี้ Microsoft ยังระบุว่า บุคลากรผู้ก้าวหน้าด้าน AI มักจะกระตือรือร้นในการรักษาทักษะทางวิชาชีพของตนเอง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งกล่าวว่า พวกเขาเลือกที่จะทำงานบางอย่างโดยไม่ใช้ AI เพื่อลับฝีมือและทักษะของตนเองให้คมอยู่เสมอ และใช้เวลาในการประเมินว่างานส่วนใดควรส่งต่อให้ AI ทำ และส่วนใดที่จำเป็นต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์
อีกหนึ่งสัญญาณเชิงบวกจากเวียดนามคือ ร้อยละ 48 ของผู้นำองค์กรมีทิศทางที่ชัดเจนและสอดคล้องกันในการใช้ AI ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ร้อยละ 26 อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 1 ใน 3 ระบุว่า พวกเขาได้รับการยอมรับหรือได้รับรางวัลเมื่อได้ทดลองวิธีใหม่ ๆ ในการทำงานร่วมกับ AI แม้ว่าผลลัพธ์อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในทันทีก็ตาม
อย่างไรก็ดี “ภายใต้สัญญาณเชิงบวกเหล่านี้ ยังมีความกดดันที่เพิ่มขึ้นในการปรับตัวซ่อนอยู่”
โดย 4 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวเวียดนามยอมรับว่า พวกเขากังวลว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังหากไม่รีบปรับตัวและนำ AI มาใช้ในการทำงาน ในขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 65
Microsoft เรียกสิ่งนี้ว่า “ความย้อนแย้งแห่งการเปลี่ยนผ่าน” (Transformation Paradox) กล่าวคือ พนักงานต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ระบบการประเมินผล กระบวนการดำเนินงาน และกลไกการสร้างแรงจูงใจภายในองค์กรยังปรับตัวตามไม่ทัน
“ความเร็วในการเปิดรับ AI ในเวียดนามสะท้อนถึงศักยภาพอันมหาศาลของกำลังแรงงานและเศรษฐกิจในการคว้าโอกาสใหม่ ๆ จากเทคโนโลยี” นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ Microsoft สำหรับตลาดเกิดใหม่ (ซึ่งรวมถึงเวียดนาม) กล่าว
นายธนวัฒน์กล่าวเสริมว่า เทคโนโลยีไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวมันเอง และเมื่อพนักงานมีความเชี่ยวชาญและสามารถใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถใหม่ ๆ ของ AI มากขึ้น ผู้นำองค์กรก็ต้องรับประกันว่าระบบการดำเนินงานและการกำกับดูแลจะได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยควบคู่กันไปด้วย
“องค์กรที่เป็นผู้นำในยุค AI คือองค์กรที่ใช้ AI ในการปรับโฉมวิธีการทำงาน ปลดล็อกรูปแบบประสิทธิภาพการทำงานใหม่ ๆ และสร้างคุณค่าที่มากขึ้นให้แก่ทั้งพนักงานและลูกค้า” นายธนวัฒน์กล่าว
สปป.ลาวเผยต้นทุนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีพุ่งสูงขึ้น

รัฐบาลลาวได้เผยแพร่รายงานรายจ่ายภาษี (Tax Expenditure Report) ฉบับแรกของประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีว่าการสูญเสียรายได้จากการยกเว้นภาษีและการให้สิทธิประโยชน์(Incentives)ทางภาษีพุ่งสูงถึง 8.76 แสนล้านกีบในปี 2566
รายงานฉบับดังกล่าวซึ่งเปิดตัวโดยกระทรวงการเงินและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำ สปป. ลาว เมื่อวันจันทร์(22 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่มีการประเมินรายได้ที่สูญเสียไป (Revenue Forgone) ผ่านนโยบายสิทธิพิเศษทางภาษีอย่างครอบคลุม และนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความโปร่งใสทางการคลัง ตามการแถลงของกระทรวงการคลัง
“รายจ่ายภาษี” (Tax Expenditures) คือ รายได้ที่รัฐบาลไม่ได้จัดเก็บเนื่องจากมาตรการยกเว้น การลดหย่อน และมาตรการสิทธิพิเศษทางภาษีอื่น ๆ การวัดต้นทุนเหล่านี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมีความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า มาตรการจูงใจทางภาษีส่งผลกระทบต่อการเงินของรัฐอย่างไร และเป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการปฏิรูปในอนาคต
จากรายงานพบว่ารายจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยการสูญเสียรายได้อยู่ที่ 1.14 แสนล้านกีบในปี 2562 ก่อนจะกระโดดขึ้นเป็น 3.95 แสนล้านกีบในปี 2563 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการยกเว้นภาษีที่นำมาใช้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือ 2.87 แสนล้านกีบในปี 2564 แต่กลับเพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็น 5.18 แสนล้านกีบในปี 2565 และภายในปี 2566 รายจ่ายภาษีได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.76 แสนล้านกีบ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และอากรขาเข้า คิดเป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของรายได้ที่สูญเสียไป โดยในปี 2566 การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มส่งผลให้เกิดความสูญเสียรายได้ 4.83 แสนล้านกีบ ขณะที่การยกเว้นอากรขาเข้าคิดเป็นอีก 3.88 แสนล้านกีบ
รายงานระบุว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับโครงการสัมปทาน และการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของเงินกีบยังมีส่วนทำให้มูลค่าของรายจ่ายภาษีสูงขึ้นเมื่อคำนวณในรูปของเงินกีบ
นายสุลิวัด สุวันนะจูมคำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเงิน กล่าวในพิธีเปิดตัวรายงานว่า การประเมินรายได้ที่สูญเสียไปเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับปรุงการบริหารจัดการทางการคลัง
“การตรวจสอบรายได้ที่สูญเสียไปในรายงานฉบับนี้ จะให้ฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญเพื่อประกอบการหารือเชิงนโยบาย เสริมสร้างการระดมทรัพยากรภายในประเทศ และสนับสนุนการบริหารจัดการการเงินสาธารณะที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยั่งยืนยิ่งขึ้น” นายสุลิวัดกล่าว
กระทรวงการเงินระบุว่า รายงานฉบับนี้เป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือทางเทคนิคเป็นเวลาหลายปีระหว่างกระทรวงการคลังและ UNDP โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของนิวซีแลนด์ และหน่วยงานกรอบการจัดหาเงินทุนระดับชาติแบบบูรณาการ (Integrated National Financing Framework)
นางมาร์ตีน เทอเรร่า (Martine Thérer) ผู้แทน UNDP ประจำ สปป. ลาว กล่าวว่า รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับภารกิจเร่งด่วนที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (ปี 2569-2573)
“ในระดับโลก กระแสเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance:ODA) กำลังลดลง สำหรับลาว การจัดหาเงินทุนภายในประเทศจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนลำดับความสำคัญของการพัฒนาประเทศ การวิเคราะห์รายจ่ายภาษีถือเป็นพื้นที่ปฏิรูปหลักเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของรัฐบาลในการระดมรายได้” นางมาร์ตีนกล่าว
ทั้งนี้ ตัวแทนจากหน่วยงานรัฐบาลและพันธมิตรเพื่อการพัฒนาได้ร่วมกันทบทวนข้อค้นพบในรายงาน หารือเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของงบประมาณ ตลอดจนแก้ไขปัญหาช่องว่างทางการเงิน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (ปี 2569-2573) ต่อไป


