ลาวเดินหน้าปราบ ‘ฉ้อราษฎร์บังหลวง’ … เกาถูกที่คัน?

ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน

บทความของหนังสือพิมพ์ลาวพัฒนา เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 หนังสือพิมพ์ “ลาวพัฒนา” เป็นสื่อของรัฐ ได้เผยแพร่บทความว่าด้วยการปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่รัฐกร-เจ้าหน้าที่รัฐ ระบุว่า เป็นย่างก้าวใหม่ที่สำคัญของลาวในการรักษามะเร็งร้ายที่กัดกินบ้านเมืองมาเป็นเวลานาน

เนื้อหาบทความชี้ว่า การฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นรากเหง้าของความล่มจมทางเศรษฐกิจและสังคมของชาติ งบประมาณของรัฐจำนวนมากที่กลุ่มเหล่านี้ดูดกินไป สร้างความเสียหายมหาศาลต่อประเทศ

แต่ปัจจุบัน การรักษาโรคร้ายนี้ กำลังมีผลด้านบวกปรากฏให้เห็น!

ในบทความได้อ้างถึงคำตัดสินของศาลประชาชนนครหลวงเวียงจันทน์และศาลประชาชนแขวงอัตตะปือ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการสั่งจำคุกตลอดชีวิตจำเลย 20 คน มีทั้งอดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง และนักธุรกิจชาวลาวและชาวไทย เป็นเรื่องราวที่ดึงดูดความสนใจของสังคม รวมถึงสื่อมวลชนทั้งในลาวและประเทศไทยได้ไม่น้อย

โดยเฉพาะการรายงานข่าวคำตัดสินของศาลประชาชนทั้ง 2 ศาล มีการเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดของจำเลย ทั้งชื่อ ตำแหน่ง และรูปภาพให้ประชาชนได้เห็นหน้าค่าตาอย่างชัดเจนผ่านสื่อแบบไม่มีการเบลอหน้า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

มูลค่าความเสียหายของคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง 5 คดี ที่ศาลมีคำสั่งจำคุกตลอดชีวิตจำเลย 20 คน ในเดือนกรกฎาคม 2569 สูงถึง 600 พันล้านกีบ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 870 ล้านบาท แต่ละคดี มีรายละเอียดดังนี้…

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นางลินดามอน สีดาพอน รักษาการหัวหน้าสำนักงานศาลประชาชนนครหลวงเวียงจันทน์ แถลงคำตัดสินคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง 4 คดีใหญ่ มีจำเลยทั้งหมด 17 คน เป็นผู้หญิง 2 คน มีทั้งอดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง และนักธุรกิจ

ภาพ : จำเลย 17 คน ในคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง 4 คดีใหญ่ กำลังฟังคำตัดสินของศาลประชาชนนครหลวงเวียงจันทน์ ที่มาภาพ : หนังสือพิมพ์ลาวพัฒนา

จำเลย 10 คนใน 4 คดี ถูกสั่งจำคุกตลอดชีวิต

คดีแรก การฉ้อราษฎร์บังหลวงของกระทรวงการต่างประเทศ จำเลยคือนางสุกคุนคำ แก้วมะโน อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต ปรับเงิน และให้ชดใช้เงินคืนแก่กระทรวงการต่างประเทศ 6.5 ล้านบาท

คดีที่ 2 การฉ้อราษฎร์บังหลวงของกลุ่มอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ มีจำเลยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การตรวจตราแห่งรัฐ ธนาคารแห่ง สปป.ลาว กรมตรวจตราพรรค และภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องรวม 8 คน

ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต ท้าวสีทอน สุลิยะวง อดีตหัวหน้ากรม องค์การตรวจตราแห่งรัฐ และท้าวอ๊อด พมเซียงดี อดีตหัวหน้ากรม ธนาคารแห่ง สปป.ลาว

ส่วนจำเลยอื่น 3 คนถูกจำคุก 12 ปี อีก 2 คนจำคุก 2 ปี จำเลยอีก 1 คน คือ ท้าวทองเพ็ด ด้วงเงิน ซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีที่ 4 ด้วย ถูกจำคุกตลอดชีวิต

ให้ยึดทรัพย์ ประกอบด้วย เงินสดที่ได้จากการกระทำผิดหลายแสนดอลลาร์สหรัฐ รถยนต์หรู ยี่ห้อ เบนซ์ ออดี้ และที่ดิน ให้ตกเป็นของรัฐ

คดีที่ 3 การฉ้อโกงทรัพย์ของธนาคารส่งเสริมกสิกรรม มีจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและนักธุรกิจ รวม 4 คน ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต ท้าวเวียงสุก สิมมะกอน และ ท้าวบุนล้อม พงจะเลิน อดีตเจ้าหน้าที่รัฐ จำเลยอื่น ให้จำคุก 10 ปี ท้าวดวงตา หานุวง นักธุรกิจ จำคุก 2 ปี นางคำแพง วิจิดวงสา แต่จำเลยรายนี้ได้รับการลดหย่อนโทษเพราะมีความจริงใจช่วยชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนแล้ว

นอกจากนี้ ยังให้จำเลยร่วมจ่ายค่าปรับในสัดส่วน 1% ของมูลค่าความเสียหายรวม 14.3 พันล้านกีบ และจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 2 เท่าของมูลค่าสินบนที่มีการจ่ายกันไปแล้ว

คดีที่ 4 การฉ้อราษฎร์บังหลวงโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว(EDL) จำเลยได้แก่ นายอภิชาติ วรรณกุล นักธุรกิจชาวไทย และอดีตผู้บริหารระดับสูงของ EDL อีก 4 คน ได้แก่ ท้าวทองเพ็ด ด้วงเงิน(จำเลยร่วมในคดีที่ 2) , ท้าวพอนวิไซ , ท้าวสายสะหนิด และท้าวคำบน

ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตจำเลยทั้ง 5 คน รวมถึงให้นักธุรกิจไทยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 24.8 ล้านดอลลาร์ แก่ EDL และให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน โดยประกาศขายทรัพย์สินเป็นบัญชีเงินฝาก 10 บัญชี ที่ดิน 11 แปลง และรถ เพื่อชดใช้ ถ้าได้เงินมาไม่เพียงพอให้อายัดทรัพย์ของอดีตพนักงาน EDL ทั้ง 4 คน มาขายเพื่อชดใช้เพิ่ม พร้อมทั้งริบเงินสินบนกว่า 1 ล้านดอลลาร์ให้ตกเป็นของรัฐ

สำหรับรายละเอียดของคดีที่ 4 นั้น ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 เพจ “วาละสานกวดกา” สื่อทางการขององค์กรตรวจตราแห่งรัฐ หน่วยงานที่ขึ้นกับพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ทำหน้าที่ตรวจสอบการฉ้อราษฎร์บังหลวง รายงานว่า องค์กรตรวจตราแห่งรัฐได้เปิดการสืบสวนสอบสวนการทุจริตในโครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำหินบูน ของ EDL ที่เมืองคูนคำ แขวงคำม่วน และได้ควบคุมตัวอดีตพนักงานของรัฐ 4 คน กับชาวต่างชาติอีก 1 คน เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและฉ้อราษฎร์บังหลวง

ในตอนนั้นยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ แต่ตามรายงานระบุว่าผู้ถูกควบคุมตัวทั้ง 5 คน ประกอบด้วย อดีตรองผู้อำนวยการ EDL 1 คน อดีตหัวหน้าฝ่ายก่อสร้างเขื่อน 1 คน อีก 2 คน เป็นอดีตหัวหน้าและรองหัวหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อน ส่วนชาวต่างชาติเป็นประธานบริษัทเอกชน

ภาพ : การก่อสร้างเขื่อนน้ำหินบุนล่าสุดที่ถูกโพสต์ไว้ในเพจ Nam Hinboun Hydro Power Project เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560

ตามข้อมูลการสอบสวนพบว่าโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำหินบูนเป็นโครงการแบบเหมา หรือ EPC (Engineering , Procurement and Construction) ซึ่งผู้รับเหมารับผิดชอบตั้งแต่การออกแบบ จัดหา ก่อสร้างโครงการ และส่งมอบโครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้วให้กับผู้ว่าจ้าง

โครงการนี้ใช้เงินกู้จากธนาคารกรุงไทย มูลค่าการก่อสร้างรวม 89,970,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาต้องเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2556 ใช้เวลาสร้าง 3 ปี กำหนดแล้วเสร็จส่งมอบโครงการให้รัฐในปี 2559 แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ตามกำหนด เจ้าของโครงการคือ EDL ได้ยืดเวลาให้ผู้รับเหมาออกไปอีก 3 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างได้เสร็จเช่นเดิม

จากการตรวจสอบพบว่า โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำหินบูนสร้างไปได้เพียง 76% ของเนื้องานทั้งหมด แต่เจ้าของโครงการได้เบิกจ่ายเงินให้ผู้รับเหมาไปแล้วเป็นเงิน 88,750,341.33 ดอลลาร์ หรือ 98.64% ของมูลค่าโครงการ ทำให้รัฐบาลลาวสูญเสียผลประโยชน์ ขาดรายรับจากการผลิตและขายไฟฟ้าจำนวนมหาศาล อีกทั้งรัฐบาลยังต้องรับภาระหนี้สิน ใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ธนาคารพาณิชย์ผู้ให้กู้ตามสัญญา

โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำหินบูนสร้างกั้นแม่น้ำหินบูน มีกำลังการผลิตติดตั้ง 30 เมกะวัตต์ เขื่อนแห่งนี้จะรับน้ำที่ปล่อยลงมาจากเขื่อนผลิตไฟฟ้าเทิน-หินบูนที่อยู่ด้านบน เพื่อนำมาใช้ในการปั่นไฟ

หากสร้างเสร็จ เขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำหินบูนจะจ่ายไฟฟ้าให้กับเมืองต่างๆบริเวณภาคกลางของลาว ด้วยปริมาณไฟฟ้า 155 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ผ่านสายส่งไฟฟ้าขนาด 155 กิโลโวลต์ที่เชื่อมไปยังสถานีไฟฟ้าบ้านคอนสง เมืองปากกะดิง แขวงบ่อลิคำไซ

สมสะหวาด เล่งสะหวัด(คนตีฆ้อง) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์เริ่มต้นก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำหินบูน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2558

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2558 รัฐบาลลาวได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์เริ่มต้นก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าน้ำหินบูน มีสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี ผู้ประจำการรัฐบาลในขณะนั้น เป็นประธาน อย่างไรก็ตาม ในเพจ Nam Hinboun Hydro Power Project ซึ่งเป็นเพจทางการของโครงการนี้ ได้เผยแพร่ภาพความคืบหน้าของการก่อสร้างถึงเพียงแค่วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จากนั้นก็ไม่มีโพสต์อัปเดตอะไรออกมาอีก…

วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 นางลัดตะนา สิมาวัด หัวหน้าสำนักงานศาลประชาชนแขวงอัตตะปือ แถลงคำตัดสินคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2564-2567 มีจำเลยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐในแขวงอัตตะปือรวม 15 ราย เป็นเพศหญิง 4 ราย โดยศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตจำเลย 10 ราย

รายละเอียดคำพิพากษาจำเลยทั้ง 15 ราย มีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

1.ท้าวสุลิจัน พอนแก้ว อายุ 53 ปี อดีตกรรมการพรรคแขวง หัวหน้าสำนักงานแขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านไซสี เมืองไซเสดถา แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 1% ของมูลค่าความเสียหาย 992,816,961 กีบ กับ 60,898 ดอลลาร์สหรัฐ และ 30,000,000 ด่ง พร้อมริบเงินของจำเลยจำนวน 1,551,712,000 กีบ เป็นของรัฐ และสั่งให้จำเลยส่งเงินส่วนต่างที่ได้จากการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูง จำนวน 4,200,249,000 คืนแก่รัฐ

2.ท้าวสูนนะคอน แก้วเวียงคำ อายุ 59 ปี อดีตกรรมการพรรคแขวง หัวหน้าแผนกแผนการและการลงทุน แขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านหลัก 3 เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 1% ของมูลค่าความเสียหาย 34,420,000 กีบ กับ 4,340 ดอลลาร์ และริบเงินของจำเลย 42,000,000 กีบ กับ 2,000 ดอลลาร์ เป็นของรัฐ

3.ท้าวคำเผย โสมถาวอน อายุ 60 ปี อดีตกรรมการพรรคแขวง หัวหน้าแผนกการเงิน แขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านโพนสะหว่าง เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 1,828,008,205 กีบ กับ 40,000 ดอลลาร์ และริบเงินของจำเลย 1,500,000,000 เป็นของรัฐ

จำเลย 15 คน ในคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงในแขวงอัตตะปือ ที่มาภาพ : หนังสือพิมพ์ลาวพัฒนา

4.ท้าวทูนไซ เมกดาวง อายุ 60 ปี อดีตรองหัวหน้าแผนกการเงิน แขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านไซสะอาด เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 32,250,000 กีบ กับ 40,000 ดอลลาร์ และริบเงินของจำเลย 225,000,000 เป็นของรัฐ

5.ท้าวสมสัก นูนติวง อายุ 45 ปี อดีตหัวหน้าแขนงบริการ ขึ้นกับคลังเงินประจำแขวง ปัจจุบันอยู่บ้านเวินแคน เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 2,579,085,241 กีบ กับ 46,320 ดอลลาร์ และริบเงินของจำเลย 977,200,000 เป็นของรัฐ

6.ท้าวอินปัง สีลาวิกอน อายุ 38 ปี อดีตเจ้าหน้าที่วิชาการ แขนงบริการ ขึ้นกับคลังเงินประจำแขวง ปัจจุบันอยู่บ้านสมโคด เมืองไซเสดถา แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 2,033,989,750 กีบ กับ 46,320 ดอลลาร์ และริบเงินของจำเลย 130,000,000 กีบ เป็นของรัฐ

7.ท้าวสุลิไซ สุลิยาไล หรือหมู อายุ 37 ปี อดีตรองหัวหน้าแขนงวิจัย ขึ้นกับสำนักงานแขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านหลัก 3 เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 3,459,996,813 กีบ กับ 70,198 ดอลลาร์ และ 45,000,000 ด่ง

8.ท้าวอุดทะลี สิงทำมะวง อายุ 43 ปี อดีตหัวหน้าแขนงบริหาร ขึ้นกับสำนักงานแขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านหลัก 3 เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุก 20 ปี ปรับเป็นเงิน 1,000,000 กีบ กับ 400 ดอลลาร์ และ 30,000,000 ด่ง และให้ริบเงินของจำเลย 100,000,000 กีบ เป็นของรัฐ

9.นางมะนีสอน เพ็ดวิไล อายุ 34 ปี อดีตเจ้าหน้าที่วิชาการการเงิน แขนงบริหาร ขึ้นกับสำนักงานแขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านสามักคี เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 1,839,298,031 กีบ กับ 400 ดอลลาร์ และ 30,000,000 ด่ง และให้ริบเงินของจำเลย 30,000,000 กีบ เป็นของรัฐ

10.นางนิพาพอน โพทิลาด อายุ 34 ปี อดีตพนักงานอาสาสมัคร สำนักงานแขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านโพนสะหว่าง เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 2,353,579,750 กีบ กับอีก 47,520 ดอลลาร์

11.ท้าวแก้วพูทอน วิละทำ อายุ 47 ปี อดีตรองหัวหน้าแขนงจัดตั้ง-บริหาร ขึ้นกับแผนกการเงินแขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านวงสำพัน เมืองพูวง แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุก 16 ปี 6 เดือน ปรับเป็นเงิน 8,883,770 กีบ และให้ริบเงินของจำเลยที่ได้จากการรับสินบนจำนวน 888,377,000 กีบ เป็นของรัฐ

12.ท้าวสุกสะหวัน บุนพัน อายุ 55 ปี อดีตรองหัวหน้าคลังเงินประจำแขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านเมืองใหม่ เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุก 5 ปี ปรับเป็นเงิน 1,000,000 กีบ และให้ริบเงินของจำเลย 100,000,000 กีบ เป็นของรัฐ

13.ท้าวพอนพิลุน ไซสมบัด อายุ 49 ปี อดีตรองหัวหน้าแขนงบัญชีและตรวจตรา ขึ้นกับคลังเงินประจำแขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านเมืองใหม่ เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุก 2 ปี 6 เดือน แต่ให้ถูกคุมขังจริง 7 เดือน ส่วนที่เหลือให้รอการลงโทษ พร้อมปรับเป็นเงิน 295,000 กีบ และให้ริบเงินของจำเลย 29,500,000 กีบ เป็นของรัฐ

14.นางสินนะลี คำหมั้น อายุ 44 ปี อดีตพนักงานประจำสำนักงานแขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านสามักคี เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุก 18 ปี 6 เดือน ปรับเป็นเงิน 10,855,649 กีบ พร้อมนำเงินจำนวน 200,000,000 กีบ ที่จำเลยมอบไว้เป็นของกลาง คืนแก่ห้องว่าการแขวง และให้จำเลยใช้เงินคืนแก่ห้องว่าการแขวงส่วนที่ยังเหลืออีก 292,782,473 กีบ

15.นางพุดทิดาวัน ไกสอนเสนา อายุ 36 ปี อดีตพนักงานแผนกการเงิน แขวงอัตตะปือ ปัจจุบันอยู่บ้านโพนสะหว่าง เมืองสามักคีไซ แขวงอัตตะปือ ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับเป็นเงิน 110,000,000 กีบ และให้จำเลยนำเงินจำนวน 22,000,000 กีบ มาคืนแก่รัฐ

พร้อมกันนี้ ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแทนรัฐเป็นเงิน 51,951,708,972 กีบ กับอีก 2,316,000 ดอลลาร์ และ 60,000 บาท หากว่าพวกจำเลยไม่สามารถชดใช้ค่าเสียหายแทนรัฐได้ ก็ให้ประกาศขายทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ แล้วนำเงินมาชดใช้แทน

ยังมีจำเลยอีก 1 ราย คือท้าวสุกใหม สุดบุนล้น ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วระหว่างดำเนินคดี ให้ยกโทษทางอาญา แต่ในทางแพ่งจำเลยต้องร่วมชดใช้เงินค่าเสียหายแทนรัฐ โดยการขายทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกยึดหรืออายัดเอาไว้

…..

นานพอสมควรแล้ว ที่พ่อค้า นักธุรกิจซึ่งลงทุนอยู่ในลาว ต่างรับรู้ว่า หากต้องการให้โครงการหรือกิจการเดินหน้าอย่างราบรื่น จำเป็นต้องมีต้นทุนเพื่ออำนวยความสะดวก

เนื่องจากการลงทุนต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นขึ้นไปถึงส่วนกลางตามลำดับขั้น หากติดขัดจุดใดจุดหนึ่ง อาจมีผลให้ทั้งโครงการหยุดชะงักได้

ข้อมูลในบทความของ “ลาวพัฒนา” ยืนยันประเด็นนี้ เนื้อหาบทความระบุว่า ดัชนีความโปร่งใสของลาวอยู่ในระดับต่ำมาก ในปี 2568 ลาวได้คะแนนเพียง 34 จากคะแนนเต็ม 100 และถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 109 จากทั้งหมด 182 ประเทศ

บทความนี้ ได้ยกนโยบายปราบปรามทุจริตและการฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน กับเวียดนามในช่วงที่ผ่านมาว่าสมควรเป็นต้นแบบแก่รัฐบาลลาวต้องปฏิบัติตาม เพราะทั้งสองประเทศกล้าจัดการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ทุจริต ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งสูงเพียงใด

แนวทางนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่ประชาชนลาวปรารถนาจะได้เห็นมานานแล้ว

อย่างไรก็ตาม ตัวแปรสำคัญทำให้การฉ้อราษฎร์บังหลวงในลาวกลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมาช้านาน คือฐานเงินเดือนรัฐกร-เจ้าหน้าที่รัฐ ต่ำมากเมื่อเทียบภาคธุรกิจเอกชน

การลงดาบ ฟาดฟันเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเด็ดขาด ต้องทำควบคู่ไปกับการยกระดับฐานเงินเดือนรัฐกร-เจ้าหน้าที่รัฐให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ รับประกันชีวิตความเป็นอยู่ของรัฐกร-เจ้าหน้าที่รัฐให้ดีขึ้น สนับสนุนและยกย่องผู้ที่มีผลงาน

ที่สำคัญ ต้องกวาดล้างระบบเส้นสายในแวดวงรัฐกรให้สิ้นซาก จึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด

การปราบปรามรัฐกร-เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงเพียงฝั่งเดียว ไม่ต่างไปจากการเกาไม่ตรงที่คัน…