
ดร.สมชัย จิตสุชน ชี้ ความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ ต้นตอปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง เปิดทางนายทุน-นักการเมืองกุมรัฐ-กุมสื่อ ผูกขาดโอกาส และการส่งต่อความมั่งคั่ง พร้อมเสนอ 6 แนวทางปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สังคมเหลื่อมล้ำ (ล้ำหน้า)
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในหัวข้อ “เมื่อความเหลื่อมล้ำมีราคาแพงและอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด” ในงาน “สุขมาราธอน ครั้งที่ 2” เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านสาธารณสุข การศึกษา หรืออื่นๆ โดยมีข้อสังเกตว่าสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก “ความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ” ซึ่งนำมาสู่ความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติ
“คนมองความเหลื่อมล้ำเป็นผู้ร้าย คำถามคือ ความเหลื่อมล้ำโดยตัวเองเป็นผู้ร้ายหรือไม่ ถ้าความเหลื่อมล้ำหมายถึงความไม่เท่ากัน-ความไม่เท่าเทียม เราคงไม่คาดหวังว่าทุกคนจะเท่ากันหรือเหมือนกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้โดยธรรมชาติ กระทั่งประเทศคอมมิวนิสต์ก็ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นความไม่เท่ากันเป็นเรื่องที่เกิดได้โดยปกติ แต่ประเด็นคือ ความไม่เท่ากันแบบไหน หรือที่เหลื่อมกันโดยบางคนล้ำหน้ากว่าคนอื่น แบบไหนที่เป็นปัญหา แบบไหนไม่ใช่ปัญหา”
ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำที่สูงและที่ไม่ชอบธรรม หมายถึงเป็นความเหลื่อมล้ำซึ่งไม่สามารถอธิบายด้วยปัจจัยเชิงธรรมชาติเท่านั้น แต่ความไม่ชอบธรรมน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่มนุษย์กำหนดขึ้น หรือ manmade กล่าวคือ เรา-สังคมสร้างมันขึ้นมา ใครบางคนสร้างมันขึ้นมาให้ ‘ไม่ชอบธรรม’ ในลักษณะที่อาจจะมีคนรวยหรือคนจนจำนวนมากเกินไป
ความรู้สึกสองมาตรฐาน
ดร.สมชัย กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำระดับประเทศ โดยแบ่งเป็น (1) ผลกระทบทางตรง หรือเชิงโครงสร้าง และ (2) ผลกระทบทางอ้อม ซึ่งกระทบต่อทุกคน โดยบางครั้งผลกระทบทางอ้อมอาจจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าผลกระทบทางตรง
ผลกระทบเชิงโครงสร้าง
- เศรษฐกิจขยายตัวช้า ความสามารถในการแข่งขันต่ำ
- การเมืองขาดเสถียรภาพ รัฐบาลไม่เข้มแข็ง ผลักดันนโยบายสำคัญยาก
- ความขัดแย้งในสังคมสูงกว่าสังคมที่เท่าเทียมกัน
กระทบทุกคน
- คนจน มีโอกาสน้อยที่จะลืมตาอ้าปากได้อย่าง ‘มีศักดิ์ศรี’ และมักจะ ‘ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’
- คนชั้นกลาง แบกรับภาษีโดยเลี่ยงไม่ได้
- คนรวย ธุรกิจถูกกระทบ ต้องอยู่ในสังคมที่ขัดแย้ง
“ผมนั่งแท็กซี่สิงคโปร์ ชวนคนขับคุยว่า ประเทศคุณความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างไร โอเคกับมันไหม ตอนถามเขาขับผ่านตึกระฟ้า ซึ่งมักจะเป็นที่ทำงานของบริษัทระดับโลก คนขับแท็กซี่ชี้ไปที่ยอดตึกแล้วบอกว่า คนพวกนั้นรวยมาก รวยกว่าเขาเยอะ…น้ำเสียงเขาไม่โอเค เป็นทุกข์นิดๆ ผมถือโอกาสถามต่อว่า แล้วรู้สึกแย่กับมันแค่ไหน เขาหยุดคิด และบอกว่า โอเคระดับหนึ่ง เพราะที่อยู่บนยอดตึก รวยขึ้นมาด้วยความสามารถ ความขยันขันแข็ง”
ผมถามคำถามเดียวกันกับแท็กซี่ไทย ประเทศคุณความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างไร โอเคกับมันไหม คำตอบคือไม่โอเค เพราะเขาบอกว่าคนรวยในประเทศไทยรวยอย่างเล่นพรรคเล่นพวก คอร์รัปชัน ระบบผูกขาด เป็นความเหลื่อมล้ำที่คนไม่โอเค
ดร.สมชัย ยังกล่าวว่า “ความรู้สึกที่คนไม่โอเคกับความเหลื่อมล้ำ ทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพ และไม่มีเอกภาพ ยิ่งกว่านั้นทำให้ประเทศไทยผลักดันเรื่องสำคัญไม่ได้ เห็นได้จากสภาวะการเมืองช่วงที่ผ่านมา ที่มีวาทกรรมสองมาตรฐาน อีกทั้งรัฐบาลแต่ละยุคก็ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้”
อานิสงส์ กุมรัฐ-มรดกความมั่งคั่ง
โจทย์คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมนั้นๆ ชอบธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทประเทศไทย นำมาสู่คำถาม 2 ประเด็นหลัก คือ
- ประเทศไทยมีคนรวยที่ไม่สมควรรวยเยอะหรือไม่
- ประเทศไทยมีคนที่จนและไม่สมควรจนเยอะหรือไม่
ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า จากคำถามข้างต้น ทุกคนมีคำตอบในใจ แต่ที่น่าคิดคือ คนจนที่ไม่ได้ขี้เกียจ ขยันทำมาหากิน แต่สุดท้ายไม่หลุดพ้นความยากจน จากมุมมองนี้ไม่สมควรจน เพราะมีความพยายามเต็มที่ แต่ไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ถ้าสังคมไหนมีคนแบบนี้เยอะ ผมคิดว่าสังคมนั้นมีความเหลื่อมล้ำที่ไม่ชอบธรรม
“มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกในสังคมไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการกุมรัฐ(การทุจริตเชิงนโยบายรูปแบบหนึ่ง) และการส่งต่อมรดกความมั่งคั่ง”
ดร.สมชัย ขยายความว่า การกุมรัฐเป็นเรื่องไม่สมควร กล่าวคือคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือนักการเมือง เข้ามาควบคุมกลไกของภาครัฐ โดยเฉพาะกลไกการตรวจสอบต่างๆ และปัจจุบันเริ่มขยายไปสู่การกุมสื่อมวลชน เห็นจากที่สื่อไม่ทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ตรวจสอบ ไม่เจาะประเด็นอะไรต่างๆ
ส่วนการส่งต่อมรดกความมั่งคั่ง ดร.สมชัย อธิบายว่า ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มีคำถามว่าถ้าพ่อแม่รวยมาอย่างไม่สมควร หรือร่ำรวยจากการคอร์รัปชัน มันสมควรหรือไม่

Fairy Tale ในสังคมไทย
ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า สังคมที่ความเหลื่อมล้ำชอบธรรม หรือสังคมที่ดี จะไม่เห็นคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งผิดกับสังคมไทย
ดร.สมชัย กล่าวถึง ‘Fairy Tale’ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ได้เห็นไม่บ่อยนัก ซึ่งสะท้อนว่ามีอะไรผิดปกติที่ทำให้คนไม่สามารถขยับตัวเองขึ้นมาได้ เช่น
- เด็กนักเรียนจากอำเภอห่างไกลได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการนานาชาติ
- อดีตคนงานก่อสร้างลุกขึ้นก่อตั้งธุรกิจแฟรนไชส์ของตัวเองได้สำเร็จ
- สาวอีสานธรรมดากลายเป็นยูทูบเบอร์ชื่อดังระดับประเทศ
- ลูกพ่อค้าลูกชิ้นก่อตั้งสตาร์ทอัพจนเติบโตเป็นยูนิคอร์น
- คนป่วยติดเตียงทุกคนเข้าถึงบริการดูแลระยะยาว (long-term care) อย่างทั่วถึง
- คนไร้สัญชาติทุกคนเข้าถึงบริการพื้นฐานของภาครัฐได้เช่นเดียวกับทุกคน
นอกจากนี้ ยังมีผลการสำรวจเยาวชนมองอนาคตอย่างไร (อ้างอิงจาก คิด for คิดส์ ร่วมกับ 101 PUB 2025) โดยเยาวชนมองว่า อุปสรรคใหญ่สุดต่อความสำเร็จด้านการศึกษาคือ (1) เงินไม่เพียงพอ 40% (2) ไม่มีอุปสรรค 27% (3) รู้สึกว่าตนไม่เก่งพอ 10% (4) กลัวปัญหาสุขภาพจิต 7% และ (5) ขาดการสนับสนุนจากครอบครัว 7%
จากงานศึกษาข้างต้นยังแสดงถึงภาพระดับประเทศ พบว่า
- คนไทยกว่า 61.7% จบการศึกษาระดับมัธยมต้นหรือต่ำกว่า (มัธยมปลาย 14.6% วิชาชีพ 9% และมหาวิทยาลัย 5.7%)
- กลุ่ม NEET อายุตั้งแต่ 15-29 ปี (เยาวชนที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงานและไม่ได้ฝึกอบรม) มีจำนวน 12.5% และมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ดร.สมชัย กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำสะท้อนถึงปัญหาคนจนเรื้อรัง เห็นได้จากสภาวะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตแม้จะเพียงเล็กน้อย แต่จากการสำรวจรายได้ครัวเรือนปี 2568 พบว่า มีคนจนมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นช่วงที่คนจนเรื้อรังมากที่สุดคือปี 2559 2561 และ 2567 ซึ่งมีสาเหตุมาจาก
- Middle-Income Trap (กับดักรายได้ปานกลาง) ผลิตภาพแรงงานต่ำ ทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นวงจรรายได้ปานปลางไม่ได้ และอัตราขยายตัวเฉลี่ยลดลงจาก 7% เหลือ 4%
- The Paradox คนจนเพิ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจระดับมหภาคจะขยายตัวพอควร
- แผลเป็นจากโควิด-19 คนตกงานถาวร เด็กยาจนสูญเสียการเรียนรู้ (Learning Loss) รุนแรงกว่ากลุ่มฐานะดี
6 ข้อเสนอแนะสร้างระบบสวัสดิการ
ดร.สมชัย กล่าวถึงข้อเสนอแนะ 6 ด้านเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกคน ดังนี้
- เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ร่วมจ่ายระหว่างคนไทยด้วยกันตามกำลัง ไม่ใช่รอรับความช่วยเหลือจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว
- พอเพียง เลี้ยงตัวเองได้ สวัสดิการที่พอดี ไม่น้อยจนไม่เปลี่ยนชีวิต แต่ไม่มากจนบั่นทอนแรงจูงในการทำงาน
- ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ครอบคลุมทุกคนอย่างแท้จริง เร่งด่วนที่สุดเพราะคนไทยจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ
- หุ้นส่วนสวัสดิการ ภาคส่วนอื่นนอกเหนือภาครัฐมีส่วนร่วมทั้งในการออกเงิน บริหารและตรวจสอบ
- ความยั่งยืนทางการคลัง สวัสดิการต้องไม่เกินความจำเป็น ควบคู่กับการหาแหล่งรายได้ เช่น การปฏิรูปภาษี ฯลฯ
- ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ปรับปรุงคุณภาพฐานข้อมูลคนจน เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดปัญหาคนจนตกหล่น
“ความเหลื่อมล้ำแก้ยาก แต่ไม่ใช่แก้ไม่ได้ หากเรากล้าที่จะรื้อถอนโรงสร้างที่ไม่ชอบธรรม ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการด้วยนโยบายชั่วคราว แต่ลงมือแก้ที่รากฐานของอำนาจและโอกาส เพื่อให้ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ดร.สมชัยกล่าว
………..
อนึ่ง งาน “สุขมาราธอนครั้งที่ 2” จัดโดย “มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ” ด้วยการสนับสนุนจาก “กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” เมื่อ17-18 ก.ค.นี้ ณ สามย่านมิตรทาวน์
นายแพทย์สันติ ลาภเบญจกุล เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ตัวแทนภาคีเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนงาน กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายทั่วประเทศเช่น โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย แต่การเข้าถึงบริการเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะลดความเหลื่อมล้ำด้านสังคมและสุขภาพได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่กำหนดความเลื่อมล้ำของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการศึกษา เศรษฐานะครอบครัว สภาพแวดล้อม และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นและมีคุณภาพในแต่ละช่วงวัย
มสช.และภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันทำงานในมิติใหม่ที่เรียกว่า “Social Impact Partnership -Pay for Success” ซึ่งมุ่งเน้นสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ พร้อมกับมุ่งเน้นเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรงบประมาณตามกิจกรรมไปสู่การลงทุนที่ยึดผลลัพธ์ หรือมีการกำหนดให้การสนับสนุนงบประมาณอ้างอิงกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชน โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment : SROI) เป็นเครื่องมือวัดความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณ
ทั้งนี้ “5 โครงการนวัตกรรมสังคม” ที่พร้อมขยายผลนับได้ว่าเป็นโครงการนำร่องและยังครอบคลุมตลอดช่วงชีวิตของประชาชน ตั้งแต่เด็กปฐมวัย เยาวชน ผู้ป่วยโรคเรื้อรังจนถึงผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิต ทุกโครงการผ่านการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ตามมาตรฐานสากล ร่วมกับหน่วยงานวิชาการอิสระ อาทิ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) นั้น ประกอบด้วย
(1) โครงการ ICAP-ECD มีศูนย์เด็กเล็ก 1,270 ห้องเรียนจาก 75 จังหวัด คิดเป็นเด็กกว่า 31,750 คนต่อปี ที่สามารถเข้าถึงโครงการICAP ผลปรากฏว่า เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติ และเด็กที่มีทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) ระดับสูงเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า (SROI 1 : 7-8)
(2) โครงการครูนางฟ้า พัฒนาศักยภาพครูให้บริการสุขภาพจิตเยาวชนในโรงเรียน มีครูนางฟ้ามากกว่า 600 คน ในกว่า 200 โรงเรียนทั่วประเทศ สามารถคัดกรองสุขภาพจิตนักเรียนแล้วกว่า 18,260 คน เด็กที่มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางมีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (SROI 1 : 4)
(3) โครงการ LD-Ramathibodi ยกระดับการดูแลเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) จากโรงพยาบาลสู่โรงเรียน เด็กที่ติดตามครบมีทักษะการอ่านและการเขียนดีขึ้นร้อยละ 100 (SROI 1 : 5)
(4) โครงการ DM-VBHC พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยเบาหวานในเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชน 43 แห่ง ครอบคลุมผู้ป่วยกว่า 43,000 คน อัตราการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มจากร้อยละ 32 เป็นร้อยละ 50 (SROI 1 : 5)
(5) โครงการเยือนเย็น : พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่บ้าน โดยผู้ป่วยร้อยละ 75 ได้ใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตตามความต้องการ และกำลังขยายผลสู่โรงพยาบาลชุมชน 100 แห่งทั่วประเทศ (SROI 1 : 11)
จากผลการประเมินภาพรวมของทั้ง 5 โครงการ พบว่าให้ผลตอบแทนทางสังคม 1:4 ถึง 1:11 สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยสามารถลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ แต่เปลี่ยนวิธีการลงทุนจากการจ่ายตามกิจกรรมไปสู่ “การจ่ายตามผลลัพธ์” ที่สามารถวัดผลได้จริง
“ประเทศไทยไม่ได้ขาดองค์ความรู้ นวัตกรรม หรือโครงการต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ หากแต่ยังขาดกลไกในการขยายผลนวัตกรรมที่พิสูจน์แล้วให้เกิดผลในระดับระบบ และมีต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าการผสานจุดแข็งข้ามภาคส่วนและการลงทุนเพื่อผลลัพธ์สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง” นพ.สันติกล่าวและว่า
นี่คือที่มาของงาน “สุขมาราธอน ครั้งที่ 2 SOOK CITY : เมืองสุขที่สร้างได้จริง จากความเหลื่อมล้ำ…สู่การลงทุนเพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทย” เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงองค์ความรู้ ต้นแบบที่พิสูจน์ผลสำเร็จแล้ว และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันผลักดันวิธีการทำงานแบบใหม่ที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่สามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ



