
86 ปี ของชีวิตนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ “อัมมาร สยามวาลา” หรือที่กล่าวในนาม “อาจารย์อัมมาร” ผู้เปรียบเสมือนหนึ่งในเสาหลักของวงการเศรษฐศาสตร์ไทย ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดนักวิจัย และต่อนโยบายสาธารณะ เหล่านี้คือ “มรดกความคิด” ที่ ‘อัมมาร สยามวาลา’ ทิ้งร่องรอยให้กับคนรุ่นหลังและสังคมไทย
“มรดกความคิดอัมมาร สยามวาลา” หนึ่งในงานที่รำลึกถึงคุณูปการของอาจารย์อัมมาร โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้จัดงานขึ้นในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อเชิญบุคคลที่เคยสัมผัสและทำงานใกล้ชิดกับอาจารย์ร่วมกันถ่ายทอด ‘มรดกความคิด’ ทั้งต่อนโยบายสาธารณะ ด้านการวิจัย และเรื่องราวส่วนตัว ตลอดจนมุมมอง-ความรู้สึกที่นักวิจัย-นักเศรษฐศาสตร์ไม่เคยมีโอกาสกล่าวถึง
ทั้งนี้ สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า รวบรวมทรรศนะและความคิดเห็นต่างๆ จากงานดังกล่าว ภายใต้เสวนา 2 หัวข้อ
- เสวนา “อัมมาร สยามวาลา กับบทบาทต่อนโยบายสาธารณะของไทย” มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.), รศ.ดร. อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ
- เสวนา “อาจารย์อัมมารที่ข้าพเจ้ารู้จัก…ผ่านสายตาทีดีอาร์ไอ” มีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ทีดีอาร์ไอ, ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัย ด้านสาธารณสุขและการเกษตร ทีดีอาร์ไอ, ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ, นายบรรยง พงษ์พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ทีดีอาร์ไอ และ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญ ทีมวิเคราะห์ตลาดแรงงาน ทีดีอาร์ไอ

จากวิกฤติค่าเงินบาท ถึงกติกา ธปท. : บทเรียนที่อัมมารฝากไว้
“เวลาคิดอะไร พยายามคิดให้ชัดเจน อยู่บนฐานข้อมูล อย่าอาศัยเฉพาะอารมณ์และเหตุผลทางการเมือง แต่คิดให้ชัด ไม่ได้หมายความว่ารู้ทุกเรื่อง หลายโอกาส อ.อัมมาร ก็รับว่าไม่รู้”
คำกล่าวจาก “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และอดีตผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นหัวเรือแบงก์ชาติเพราะคำแนะนำของ อ.อัมมาร
ดร.ประสาร กล่าวต่อว่า อ.อัมมาร ไม่เคยจำกัดตัวเองและนิยามว่าตัวเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายใดสายหนึ่ง แต่หัวใจคือการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ เช่น เส้นดีมานด์-ซัพพลาย ฯลฯ และอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ได้
เรื่องราวสำคัญในมุม ดร.ประสาร คือวิกฤติค่าเงินบาทปี 2540 โดย อ.อัมมารได้อธิบายถึงที่มาที่ไปของค่าเงินบาท (ช่วงก่อนเกิดวิกฤติ) ผ่านรายงาน สปร. ของคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญเรื่องการต่อสู้เรื่องการโจมตีค่าเงินบาท
“หลายคนบอกว่า (อ.อัมมาร) เขียนอธิบายดีมากเรื่อง ‘ทฤษฎีสามเหลี่ยมที่เป็นไปไม่ได้’ (Impossible Trinity) กล่าวคือ ประเทศหนึ่งหรือเศรษฐกิจเปิดจะทำสามอย่างพร้อมกันไม่ได้ หนึ่ง ถ้าเราปล่อยให้เงินทุนไหลเข้าออกประเทศแบบเสรี และเราหวังจะทำอีกสองอย่างคือไปรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน และใช้นโยบายการเงินแบบอิสระ…ลำพังทฤษฎีที่สอนมาทำไมไม่มีใครฉุกคิด”
จากประเด็นข้างต้น นำไปสู่คุณูปการถัดมาคือการวางรากฐาน ‘Central Bank Governance’ ซึ่งหากย้อนกลับไป 2-3 ทศวรรษก่อนถือว่าเป็นศัพท์ใหม่
โดย ดร.ประสาร เล่าว่า “คนแบงก์ชาติเวลาอยู่เดี่ยวๆ แต่ละคนฉลาดมาก แต่พออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ฉลาดน้อย เอ๊ะ เป็น Ph.D. จากมหา’ลัยชั้นนำ แต่ทฤษฎีง่ายๆ สามอย่างที่ทำพร้อมกันไม่ได้ มันจะไม่รู้เชียวหรือ…แต่เป็นระบบการตัดสินใจมากกว่า”
เป็นที่มาของ Central Bank Governance ผมเข้าใจว่า อ.อัมมาร มีอิทธิพลพอสมควรกับระบบที่ใช้จนถึงปัจจุบัน
- ประการแรก จากเดิมที่ปล่อยการตัดสินใจที่ผู้ว่าธปท.คนเดียว ก็ให้กระจายอำนาจ นำไปสู่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จำนวน 7 คน โดยมีคนนอก 4 คน และคนใน 3 คน
- ประการถัดมา ความเป็นอิสระจากการเมือง แต่เป้าหมายต้องชัดเจนว่า (แต่ละนโยบาย) ทำไปเพื่ออะไร และต้องยอมรับกับผลการกระทำให้ได้
- ประการที่สาม หลักความรับผิดชอบ (accountability) และความโปร่งใส (transparency) เช่น การเปิดเผยรายงานของกรรมการนโยบายการเงิน หรือการต้องรายงานให้ รมว.คลัง หากไม่ได้ตามเป้าหมาย และต้องอธิบายต่อสาธารณชน

ดร.ประสาร กล่าวต่อว่า ‘อาจารย์อัมมาร มีความกล้าที่จะพูดคัดค้านอำนาจ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายประชานิยมต่างๆ และพยายามมองแยกระหว่าง ‘นโยบายเพื่อสังคม’ กับ ‘นโยบายประชานิยมที่ไปกระทบหรือพังวินัยการเงินการคลัง’ เพื่อหาระบบนโยบายสังคมที่สมดุล ที่สำคัญ รัฐไม่ควรทำทุกอย่างเอง แต่ต้องสร้างกติกาให้เอกชนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ’
ดร.ประสาร ยังกล่าวถึงงานวิจัยของ อาจารย์อัมมาร ชื่อ The World Rice Market: Structure, Conduct, and Performance ซึ่งเป็นงานที่ทำให้หลายคนต่อจิ๊กซอว์ระบบข้าวของตลาดโลก รวมถึงตอบคำถามที่ค้างคา และทิ้งปริศนาให้คนอื่นช่วยหาคำตอบ โดยเฉพาะเรื่องการใช้กลไกตลาดการเงินกับตลาดข้าว รวมถึงทำความเข้าใจกับโครงสร้างและพฤติกรรมของผู้เล่นในลักษณะประเทศหรือผู้วางนโยบายสาธารณะในประเทศนั้นๆ จนได้ข้อสรุปว่า อิทธิพลของอุตสาหกรรมและผู้เล่นทำให้การปรับตัวไม่เป็นผล และยิ่งไม่เป็นผลมากขึ้นเพราะโครงสร้างต่างๆ
ส่วนในประเทศไทย อาจารย์อัมมาร ค้นพบว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ แต่ในเชิงผู้ผลิต ไทยเป็นตลาดขนาดเล็ก-กลาง และมีความพยายามใช้เทคโนโลยีเนื่องจากความเป็นตลาดที่เล็ก ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีตลาดใหญ่มักจะไปค่อยใช้เทคโนโลยี และปรับตัวช้า เช่น ต้นทุนชลประทานสูง ไม่มีแรงจูงใจต่างๆ อีกทั้งการบริหารความผันผวนของตลาดข้าวทำได้ค่อนข้างยาก
ดร.ประสาร ย้ำว่า วิธีคิดของ อาจารย์อัมมาร ตั้งบนฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ ไม่ใช่ฐานอารมณ์และการเมือง ต้องซื่อสัตย์ต่องานวิชาการและงานของตัวเอง และให้ความสำคัญกับความจริง กล่าวคืออยู่กับความจริงให้ได้
ดร.ประสาร ทิ้งท้ายว่า แม้จะไม่รู้ว่า อาจารย์อัมมาร ยึดถือแนวคิดอะไรของศาสนาอิสลาม แต่ถ้าเทียบกับศาสนาพุทธแล้วเห็นว่า อาจารย์อัมมาร เป็นคนมีเมตตา
ความมีเมตตากรุณากับคนรู้น้อย เป็นคุณสมบัติที่แทนตัว อาจารย์อัมมาร ได้ดีมาก ผมเทียบกับศาสนาพุทธคือ ‘พรหมวิหาร 4’ คือ เมตตาคือปรารถนาดี กรุณาคือการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า มุทิตาคือยินดีเมื่อผู้น้อยเจริญก้าวหน้า อุเบกขาคือวางใจเป็นธรรม ไม่ลำเอียง ไม่ใช้อารมณ์
ข้อเท็จจริงและวิชาการ คือ “หลักฐานที่ทำให้เขาเข้าใจ”
“อาจารย์อัมมาร เป็นนักเศรษฐศาสตร์ของนักวิชาการสาขาต่างๆ และประชาชน” อีกหนึ่งมุมมองจากนักวิชาการอย่าง รศ. ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ
รศ. ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า อาจารย์อัมมาร มีบทบาทผลักดันเรื่องตลาดเสรีด้านการเกษตร ถึงขนาดเคยมีวิวาทะครั้งใหญ่กับกระทรวงพาณิชย์ ต่อมามีงานวิชาการเรื่องการคำนวณผลกระทบของข้าว อัตราแลกเปลี่ยน ภาษีศุลกากรที่ปกป้องภาคอุตสาหกรรมที่กระทบภาคการเกษตร ทำให้ในปี 2529 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ยอมประกาศไม่ใช้นโยบายพรีเมียมข้าว
หลังเหตุการณ์คุกรุ่นไม่นาน ทางกระทรวงพาณิชย์มาขอให้ทีดีอาร์ไอทำแผนปรับโครงสร้างกระทรวง โดย ณ เวลานั้นมี อาจารย์อัมมาร อยู่ด้วย ซึ่งกรณีนี้ รศ.ดร.นิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า “บางครั้งเขาไม่เห็นด้วยกับเรา แต่งานวิชาการต่างๆ คือหลักฐานที่ทำให้เขาเข้าใจในเวลาต่อมา ผมคิดว่าสำคัญมาก เหมือนเราสร้างศัตรูก่อนและตอนหลังศัตรูมาเป็นมิตร”
อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.นิพนธ์ ยังยกตัวอย่างบทบาทที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การต่อต้านโครงการปุ๋ยแห่งชาติ การช่วยเจรจากับสำนักงบประมาณเพื่อให้ สปสช. มีงบประมาณมากขึ้น บทบาทผู้ริเริ่มนโยบายประกันราคาข้าวในอัตราต้นทุน ตลอดจนการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายวัวพลาสติกในรัฐบาลพลเอกเปรม
“งบ 30 บาทรักษาทุกโรคไม่พอ ท้ายสุดสาธารณสุขให้ อาจารย์อัมมาร เป็นประธานเรื่องนี้และเจรจากับสำนักงบประมาณจนกระทั่งเพิ่มงบ 30 บาท เพียงพอที่จะช่วยรักษาคนทั่วประเทศ… อาจารย์อัมมาร ริเริ่มนโยบายประกันราคาข้าวในอัตราต้นทุน สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ตอนหลังคุณอภิสิทธิ์เอาไปทำแล้วบวกกำไรให้เกษตรกร 25% อาจารย์อัมมาร ก็ไม่ค่อยสบายใจ… อาจารย์อัมมาร วิพากษ์วิจารณ์ความเป็นคุณพ่อรู้ดีของภาครัฐ เรื่องการปรับโครงสร้างการเกษตร ตอนนั้นมีนโยบายวัวพลาสติกกับ ธ.ก.ส. คนกู้เงินซื้อวัวมาแล้วล้มละลาย”
สารจากหอคอยงาช้าง และศรัทธาของกัลยาณมิตร
รศ. ดร.นิพนธ์ กล่าวถึงงานสำคัญอีกชิ้นคือการประมวลความรู้เรื่องข้าว โดยใช้ความรู้จากผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าว โดยเฉพาะโรงสี มาทำให้คนในสมาคมโรงสีข้าวในปัจจุบันใช้เป็นงานอ้างอิงถึงทุกวันนี้
วันก่อนผมไปประชุมที่สมาคมโรงสี อดีตนายกฯ สมาคมคนหนึ่งก็พูดเรื่องนี้กับผม ใช้หนังสือเล่มนี้เป็นที่อ้างอิง เห็นชัดว่าคุณูปการของอาจารย์ไกลมาก
รศ. ดร.นิพนธ์ ยังกล่าวถึงสายตาที่ อาจารย์อัมมาร เห็นปัญหาค่าเงินบาท ผ่านการเขียนโดยใช้นามปากกา Ivory Tower หรือหอคอยงาช้าง เพื่อเสนอแนะแนวทางไม่ให้นำไปสู่วิกฤติที่จะเกิดขึ้น
“แต่ผมมองว่าถ้า อาจารย์อัมมาร ใช้ชื่อจริง อาจมีอิทธิพลและปกป้องและแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทได้ หลังจากนั้นอาจารย์เขียนหนังสืออีกหลายเรื่อง สุดท้าย นายบรรหาร ศิลปะอาชา โทรมาปรึกษาเรื่องนี้กับผม กระทั่งนักการเมืองเริ่มเข้าใจว่าปัญหามันรุนแรงมากขนาดไหน”
นอกจากนี้ยังเรื่อง social capital ระบบอุปถัมภ์ และเศรษฐกิจชาวบ้าน โดยทำความเข้าใจกับชุมชนต่างๆ และได้กัลยาณมิตรและเพื่อนจากสายสังคมศาสตร์ ทำให้มีความรอบรู้และเข้าใจข้อมูลจากสาขาวิชาต่างๆ แล้วบูรณาการมาเพื่อให้เข้าใจกระบวนการทั้งหมด
“อาจารย์ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์เกษตร แต่สำหรับสายเศรษฐกิจมหภาคในสมัยนั้น อาจารย์เป็น 1 ใน 3 ของประเทศไทย ทั้งที่ไม่ค่อยได้ทำงานวิจัยเรื่องมหภาคมากเท่าไร แต่ทุกครั้งที่เขียนงานมหภาค… สุดยอด เพราะปกตินักเศรษฐศาสตร์จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะนักรัฐศาสตร์ แต่ อาจารย์อัมมาร ได้รับการนับถือจากสายต่างๆ”
“อย่าให้แหล่งทุนเป็นตัวนำ” มรดกเพื่อการศึกษาระบบสาธารณสุข
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมสาธารณสุข ณ เวลานั้น ไม่มีใครนึกถึงชื่อ อาจารย์อัมมาร ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่จะมาช่วยงานด้านนี้ เพราะหลายคนรู้จักจากเรื่องเกษตรและอื่นๆ
“ผมเขียนในบทความว่าได้มีโอกาสคุยกับ อาจารย์อัมมาร ครั้งแรกตอนพูดในงาน สกสว. ตอนนั้นอาจารย์เป็นประธานทีดีอาร์ไอ ผมอยากจะมารับประสบการณ์ ผมถามว่าอาจารย์มีคำแนะนำอะไรไหม ผมจะไปทำงานด้านระบบสาธารณสุข”
“แกบอกว่าอะไรกัน ผมน่ะอิจฉาคุณ นักวิจัยระบบสาธารณสุขมีน้อยมาก ผมอิจฉาคุณที่เกิดมาก็มีวิญญาณเลย วิญญาณในความหมายว่าทำทีดีอาร์ไอมาหลายปี แต่ตั้งโจทย์ตัวเองไม่ได้ ต้องไปเอาทุนต่างประเทศ แกบอกว่าผมก็เก็บเงินได้แค่ 10 ล้านเอง คุณเกิดมามี 30 ล้าน (จากทุนต่างประเทศ) ตอนนั้นผมรู้แล้วว่า สวรส. จะมีเงิน 30 ล้านบาท… อาจารย์บอกว่าทุนฝรั่งวิจัยระบบสาธารณสุข มันคงเป็นโจทย์ที่ไม่ใช่ไทยพอได้ยินอาจารย์พูดประโยคนั้นกับผม รู้สึกว่าเหมือนให้คาถาผม คือจะมีวิญญาณก็ต้องตั้งโจทย์ให้ดี และอย่าให้แหล่งทุนเป็นตัวนำเราไป”
นพ.สมศักดิ์ เล่าอีกว่า ตนเคยเชิญ อาจารย์อัมมาร บรรยายในคลาส โดยเล่าเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นมาและมีคนกังวลว่าถูกใช้ไม่เป็นประโยชน์ เช่น ตัดต่อยีน-พันธุกรรม ฯลฯ
อาจารย์พูดมาประโยคหนึ่ง พวกคุณต้องการจะบอกใคร รัฐบาลเหรอ ผมว่าธุรกิจจะมีอิทธิพลมากกว่ารัฐบาลนะ พูดง่ายๆ เราควรจะกลัวธุรกิจมากกว่ารัฐบาล พอพูดประเด็นนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าเวลาเราทำเรื่องจำนวนหนึ่ง ดีไม่ดีเราอาจต้องพูดถึงกติกาการทำงานของภาคเอกชนด้วย
นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า อาจารย์อัมมาร ไม่เคยพูดว่าประกันสุขภาพต้องเป็นเอกชน แต่ที่สนใจมากเรื่องหนึ่งคือเอกชนกับปฐมภูมิ เพราะระบบ GP เป็นหมอฟรีแลนซ์ แต่ข้าราชการเอาเงินไปจ้างให้มาทำงานในฐานะ public purpose objective พูดง่ายๆ รัฐบาลต้องหาทางกำกับและจูงใจให้เอกชนทำเรื่องนี้ ฉะนั้นตอนดูงานที่อังกฤษ อาจารย์สนใจว่ารัฐบาลทำอย่างไรให้เอกชนหรือ GP เข้ามาทำสัญญาตั้งแต่โครงสร้างและการจัดการเรื่องการเงิน ต่างประเทศรัฐบาลลงทุนให้เงินไปทำคลินิกและจ้างคน

“ผมทำวิจัยระบบสวัสดิการข้าราชการ ตอนนั้นมีข้อเสนอหนึ่งคือเพิ่ม efficiency ตอนนั้นคุยกับอธิบดีบัญชีกลาง โดยทำเรื่องปฐมภูมิให้ข้าราชการ ตอนนั้นมีประเด็นเล็กๆ ที่อธิบดีถามว่ากรมบัญชีกลางไป subcontract กับบริษัทมาเป็นผู้บริหารสวัสดิการข้าราชการดีไหม แน่นอนคำตอบคือไม่ดีๆ เพราะตอนนั้นเรามีความรู้พอสมควรเพราะเอกชนมี overhead ที่แพงมากในต่างประเทศ”
ประเด็นถัดมาคือ ควรจะมีการแยกผู้ซื้อบริการกับผู้ขายหรือไม่ คำถามคือกระทรวงสาธารณสุขเป็นคนถือบริการหรือซื้อบริการ
ในยุครัฐบาลทักษิณช่วงที่ดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพ นพ.สมศักดิ์ เล่าว่า “วันหนึ่งได้คุยกับอาจารย์ในที่ประชุมเล็กๆ ตอนนั้นคำขวัญรัฐบาลคือ ‘คิดใหม่ทำใหม่’ ผมแซวว่ามันคิดไปทำไปหรือเปล่า คิดก็ไม่ชัด อาจารย์คงเห็นว่ามันไม่มีทางชัด ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ อาจารย์อัมมาร ทำให้สำนักงบฯ มั่นใจในข้อเสนอเชิงงบประมาณว่ามันทำได้แน่”
“ที่ประทับใจที่สุดเกี่ยวกับประกันสุขภาพคือช่วงที่ผมมาเป็น รมว.ในรัฐบาลประยุทธ์ ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาก็ใจกล้ามากขึ้น คือดึง อาจารย์อัมมาร มาช่วยงานอย่างใกล้ชิด ตอนแรก อาจารย์อัมมาร ทำงานผ่านทีดีอาร์ไอ แต่ไม่ได้คลุกวงในกับการพัฒนาระบบ มีสองเรื่องสำคัญ หนึ่ง ทำอย่างไรให้กองทุนต่างๆ ไม่แตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศทาง”
“สมัยนั้นออกกฎหมายใหม่ๆ วาทกรรมที่เกิดขึ้นคือ สปสช. จะดึงเงินคนอื่นมา เพราะตัวเองเงินไม่พอ คนอื่นเงินเยอะ แต่คนอื่นก็ไม่อยากให้มารวมกองทุน ต่อมาเป้าหมายอาจไม่ใช่เรื่องรวมกองทุน แต่ทำให้ทุกกองทุนมีความเท่าเทียม แปลว่าทะเลาะกันได้เยอะมากขึ้น แต่ต้องมี basic package หรือเปล่า ที่คิดว่าน่าทำมากคือโมเดลการซื้อบริการที่ใกล้เคียงกัน โรคเดียวกันรักษาไม่เหมือนกัน แต่ต้องสร้างกลไกเพื่อทำงานร่วมกัน”
นพ.สมศักดิ์ เล่าว่า อาจารย์อัมมาร อินกับระบบข้อมูลสาธารณสุขของระบบข้าราชการมาก ทำให้นำข้อมูลไปเสนอกับกรมบัญชีกลาง เพื่อให้มีหน่วยงานกลางที่จะดูแลข้อมูลทั้งหมดของระบบประกันสุขภาพทั้งประเทศ
“เราร่างกฎหมาย 2 ฉบับแล้วไปคุยกับ รมว. คลัง แต่กฎหมายไม่ไปไหน…วันหนึ่งผมทำใจกล้าถาม อาจารย์อัมมาร ว่าเรื่องมันค้างที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผมถามว่าอาจารย์จะไปเจอรองนายกฯ ด้วยกันหน่อยได้ไหม…ผมก็นึกว่าจะไม่ไป แต่ผมเข้าใจดีถึงการชวนอาจารย์ที่มีเครดิตไปหานักการเมือง”
นพ.สมศักดิ์ ยังเล่าว่า ตอนก่อตั้ง สวรส. ยุคแรก ตนเชิญ อาจารย์อัมมาร ไปบรรยายเพราะเห็นว่าเป็นนักวิชาการสามารถแปลงความรู้ไปเป็นนโยบาย และสามารถสื่อสารได้ด้วย แต่สุดท้ายขนาด อาจารย์อัมมาร ไปพูดให้ หน่วยงานที่ได้ฟังข้อมูลยังไม่เชื่อ
ผมได้เรียนรู้ในการเป็นนักวิชาการที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น ท่านเป็นนักวิชาการอาวุโสที่เราอยากให้มีมากๆ ทั้งมีรายงาน สื่อสารกับสังคมและผู้มีอำนาจ แต่อาจารย์ไม่คิดว่าต้องสื่อกับผู้มีอำนาจเท่านั้น เพราะเชื่อว่ามาทำงานแบบนักวิชาการ-กลไกความรู้จะดีกว่า และผมหวังว่าจะมีนักวิชาการที่มาช่วยคิดเรื่องยากๆ เหมือน อาจารย์อัมมาร
หล่อหลอมความเป็นวิชาการ ผ่านเลนส์นักประวัติศาสตร์เชิงสถาบัน
ส่วนมรดกความคิดในมุมของ รศ. ดร. อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือบทบาทสาธารณสุขระหว่างรัฐและเอกชน
“ผมจำได้ดี อาจารย์อัมมาร พูดกับผม และผมจำได้ถึงทุกวันนี้คือ ถ้ารัฐเข้าไปแทรกแซงตลาด ไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้ แต่ต้องจำไว้ว่าการที่รัฐเข้าไปแทรกแซงตลาดมันขัดใจคนจำนวนมาก และต้องรับผลนั้น นี่เป็นวิธีการเตือนใจของ อาจารย์อัมมาร ต่อผมโดยตรง”
รศ. ดร.อภิชาต บอกว่า อาจารย์อัมมาร เป็นแรงบันดาลใจให้งานวิทยานิพนธ์ (thesis) ปริญญาเอก 2 ชิ้น งานแรกว่าด้วยการเกิดขึ้นของวิกฤติต้มยำกุ้ง ชิ้นถัดมาคือการวิเคราะห์เสื้อแดง-เหลืองคือใคร ซึ่งทั้งสองงานมี อาจารย์อัมาร เป็นผู้ปูทางให้ทั้งหมด
“ผมเขียนอีเมลส่งให้ช่วยคอมเมนต์โดยที่แกไม่รู้จักผม แต่แกคอมเมนต์อย่างดี อีเมลฉบับนั้นทำให้วางตัวตนความเป็นวิชาการของผมตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้”
รศ. ดร.อภิชาต กล่าวถึงนิยามของ อาจารย์อัมมารคือ นักประวัติศาสตร์เชิงสถาบัน (Historical Institutionalism) จากการวิเคราะห์สถาบันและประวัติศาสตร์ของสถาบันผ่านงานวิจัยในช่วงต้นทศวรรษ90
อาจารย์เห็นว่าปัจเจกบุคคลเป็น maximizer ภายใต้ market signal แต่แกเห็นชัดเจนว่า market ฝังตัวในระบบสถาบัน คือ Rule of the Game กติกาการเล่นเกม ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง
“อีกคำที่เป็นเสน่ห์คือความมี Historical Consciousness ถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ การเข้าใจประวัติศาสตร์ของนโยบายสาธารณะก็ต้องเข้าใจว่าประวัติศาสตร์เป็นมาอย่างไร… เราต้องเข้าใจสาเหตุของมันที่รายล้อมนโยบายด้วย”
3 ฉากชีวิต ผ่านสายตาเพื่อนร่วมทาง 50 ปี
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ทีดีอาร์ไอ หนึ่งในคนที่สัมผัสและใกล้ชิดกับ อาจารย์อัมมาร กว่า 50 ปี ได้เล่าประสบการณ์และตัวตนโดยเปรียบเป็นซีรี่ส์แบ่งเป็น 3 ตอน
“EP1 ผู้อำนวยการสร้างคือ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นช่วงที่ผมเป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์ และรู้จัก อาจารย์อัมมาร ตอนกลับจากต่างประเทศออสเตรเลียปลายปี 1972 ตอนนั้นคนพูดกันว่า อาจารย์อัมมาร ทำวิทยานิพนธ์เสร็จภายใน 9 เดือน หลังจากนั้นได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน จำได้ว่าท่านสอนแบบไมโครเก่งมาก แต่ EP1 จบไม่สวยเพราะมี 6 ตุลา 2519”
“EP2 การร่วมสร้าง TDRI ผู้อำนวยการสร้างคือ ดร.เสนาะ อูนากูล ผมออกธรรมศาสตร์เพื่อไปอยู่ทีดีอาร์ไอ และมี อาจารย์อัมมาร เป็นประธาน มีการจัดงานสัมมนาประจำปี นับเป็นระบบที่สร้างด้วยกันหลายคนหลายปี”
“EP3 ตอนนั้นผมเริ่มหลงทาง ใช้คำว่าออกไปเดินกลางฝน ลุยโคลนและลุยไฟ เพราะไปสายการเมืองตั้งแต่ปี 1994 เราก็รู้ตัวว่าไม่มีทางได้รับการเลือกตั้งเลย เพราะทุกเวทีที่ปราศรัยไม่มีใครฟังเลย พอได้เป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ก็เชิญ อาจารย์อัมมาร เป็นที่ปรึกษา แกช่วยเยอะเรื่องนโยบายต่างๆ ทั้งพาณิชย์และการต่างประเทศ”
กังขารัฐไทย เมื่อปรัชญาถูกเขียนลงรัฐธรรมนูญ
เรื่องราวถัดมาของ นายบรรยง พงษ์พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ทีดีอาร์ไอ ผู้ซึ่งรู้จัก อาจารย์อัมมาร เป็นเวลากว่า 25 ปี
โดยมีงานสัมมนาประจำปีงานหนึ่ง ซึ่งนายบรรยงได้นำงานศึกษาว่าด้วยสาเหตุของวิกฤติต้มยำกุ้งไปถ่ายทอดในงาน ทว่าก่อนหน้านี้นายบรรยงได้นำงานศึกษาไปให้คนช่วยวิจารณ์ 3 คน คือ นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์, โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และ อัมมาร สยามวาลา
“ผมใช้วิธีวิ่งขอความเมตตา เลยเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จัก อาจารย์อัมมาร ท่านเมตตามาก จำได้ว่าท่านช่วยปรับให้ด้วย ตอนวิจารณ์… วิจารณ์แปลว่าจับผิด ท่านเลยค่อนข้างเบา ต้องบอกว่าเป็นวาระเปลี่ยนชีวิตผม เพราะหลังจากนั้นผมสนิทสนมกับทั้งสามท่าน และผมก็ครูพักลักจำ คือแอบเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”
เมื่อครั้งมีวาระที่ประเทศไทยจะจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้นายบรรยงตั้งปุจฉาขึ้นว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทฤษฎีอย่างไร แต่ อาจารย์อัมมาร แย้งว่าไม่ใช่ทฤษฎี เรียกว่าทฤษฎีก็ผิดแล้ว มันเป็นปรัชญา และมันต้องถกเถียงกัน มันไม่นิ่ง ทำให้ทุกวันนี้ไม่ได้ยินคำว่าทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงอีกแล้ว แต่เปลี่ยนไปเรียกว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“แต่อาจารย์อัมมาร บอกว่าที่มันแย่มากคือดันเอาปรัชญาไปใส่ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมันต้องนิ่ง ปรัชญาต้องตีความ ทำให้ผมได้มีความรู้มากมาย”
นายบรรยงกล่าวต่อว่า อาจารย์อัมมาร พูดหลายวาระว่าท่านเป็นห่วงนโยบาย และพยายามปกป้องเอสเอ็มอี โดยพูดเสมอว่าเราต้องสนับสนุนเพื่อเพิ่ม productivity improvement
“ผมเรียนรู้เยอะมาก เวลามีสัมมนาถ้า อาจารย์อัมมาร ขึ้นเวที ผมจะต้องพยายามไปเกือบทุกครั้ง เวทีที่ผมประทับใจจนทุกวันนี้คือชำแหละประชานิยม… ไม่แน่ใจว่าผมโดนแกล้งหรือเปล่า เขาจับผมไปนั่งตรงกลางระหว่าง อาจารย์อัมมาร และอมาตยา เซน”
“ถ้าใครฟัง อาจารย์อัมมาร ในเวทีต่างๆ เอกลักษณ์หนึ่งคือท่านไม่เคยกดไมค์ ต้องมีคนคอยกดไมค์ให้ตลอดเวลา”
วิวาทะข้ามสาย
อีกคนที่รู้จักของ อาจารย์อัมมาร เป็นอย่างดีคือ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัย ด้านสาธารณสุขและการเกษตร ทีดีอาร์ไอ เพราะเป็นคนที่ได้รับรางวัลจากเกมคนรู้จัก อาจารย์มมาร จากงานครบรอบ 60 ปี ทีดีอาร์ไอ
ดร.วิโรจน์ เล่าที่มาที่ไปของนามปากกาหอคอยงาช้าง โดยเริ่มจากช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาที่ฝ่ายซ้ายมักใช้เป็นวาทกรรมโจมตีและดูแคลนนักวิชาการกระแสหลัก โดยเฉพาะคำที่ว่า “ขาดสำนักต่อมวลชนและเป็นพวกตีนไม่ติดดิน” แต่ อาจารย์อัมมาร ก็ยังยืนหยัดใช้นามปากกานี้
ถัดมาเป็นงานที่ธรรมศาสตร์ช่วงปี 2542 อาจารย์อัมมาร ได้กล่าวในงานดังกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงโลกโดยไม่รู้จักโลกดีพออาจกลายเป็นการสร้างบาปกับเพื่อนร่วมโลก และบาปนี้ไม่ได้หมายความเรื่องศาสนา แต่เราได้เห็นบทเรียนจากประเทศสังคมนิยมหลายประเทศที่มีคนเสียชีวิตมากมาย บางคนเหยียดนักวิชาการหอคอยงาช้างว่าไม่ทำอะไรเพื่อประชาชน แต่ อาจารย์อัมมาร บอกว่าก่อนคุณทำอะไร ให้มั่นใจว่าคุณเรียนรู้มันดีพอ
ดร.วิโรจน์ กล่าวต่อว่า อาจารย์อัมมาร พยายามใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ร่วมกับศาสตร์อื่นๆ มาประยุกต์และอธิบายเศรษฐกิจและสังคมไทยแล้ว ช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา โดยตีพิมพ์บทความเพื่อชวนนักวิชาการและฝ่ายซ้ายให้ถกเถียงในกรอบข้อเท็จจริง จากนั้นบทความตีพิมพ์ก็ถูกเอาไปลงให้นักศึกษาปี 1 อ่าน แต่น่าเสียดายว่าความพยายามไม่ประสบความสำเร็จ เพราะหลังจากนั้นไม่นานเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
นอกจากนี้ ดร.วิโรจน์ เล่าว่า “อาจารย์เคยมีวิวาทะกับนักรัฐศาสตร์ เพราะนักรัฐศาสตร์มาคอมเพลนว่าผู้มีอำนาจมักไปใช้นักเศรษฐศาสตร์ เพราะเขาไม่มีความรู้ แต่ อาจารย์อัมมาร อภิปรายว่าคุณลองไปดูงานเรื่องข้าวกับพรีเมียมข้าว มีงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกิดขึ้นกี่ชิ้น รวมทั้งวิทยานิพนธ์ต่างๆ อาจารย์อัมมาร บอกว่านับได้เกิน 100 ชิ้น ขณะที่แกหางานข้าวกับพรีเมียมข้าวแทบไม่ได้เลย อาจารย์อัมมาร บอกว่าปัญหาไม่ใช่ศาสตร์ แต่ถ้านักรัฐศาสตร์กลับไปทำการบ้านมากขึ้น น่าจะแข่งกับนักเศรษฐศาสตร์ได้”
อาจารย์พร้อมให้คำปรึกษาทุกฝ่าย แต่ไม่รับตำแหน่งทางการเมือง เพราะมักจะทำให้เป็นหนี้บุญคุณของคนสองกลุ่ม อาจารย์เกรงใจ นิ่มนวล บางครั้งไม่วิจารณ์คนที่ทำงานด้วย รู้ว่าผิดแต่ก็ปล่อยไป
กระหายความรู้ มองทะลุปัญหา ยืนข้างหลักการ
“เกือบทุกคนเคยเข้าไปขอความรู้จาก อาจารย์อัมมาร และมีการขอความรู้หลายรูปแบบ ผมไม่เคยมีเปเปอร์ร่วมกัน แต่มีส่วนที่แชร์ไอเดียกันและได้เรียนรู้ อาจารย์อัมมาร มีบทบาททางความคิดของผม ทั้งเรื่องมหภาค การเงินการคลัง ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ระบบสวัสดิการ” ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ กล่าว
ดร.สมชัย เล่าว่า “อาจารย์อัมมาร เคยเป็น กนง. แต่หลังจากออกมาแล้วมีคนเรียกร้องให้ ธปท. ลดดอกเบี้ย แต่คนรู้สึกว่าไม่ควรลดเพราะต้องดูเสถียรภาพต่างๆ…อาจารย์อัมมาร อยู่ฝั่งหลัง และเคยพูดกับผมว่า ธปท. ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งทุกคนไม่แฮปปี้ แกบอกว่าดีแล้วที่ขึ้น ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ย ผมจะไปเผาแบงก์ชาติ นี่คือความยึดติดกับหลักการที่ถูกต้อง ไม่ต้องสนใจว่านักการเมืองหรือเสียงสังคมจะว่าอย่างไร”
ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า อาจารย์อัมมาร สามารถเชื่อมโยงแนวคิดอื่นๆ เข้ากับเศรษฐศาสตร์ได้ ตัวอย่างเช่น นโยบายจำนำข้าว ซึ่งโยงกับความไม่ยั่งยืนทางการคลัง อีกทั้งตั้งคำถามว่าด้วยบทบาททางอำนาจการคลังระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติว่าใครกันแน่ควรมีอำนาจเหนือการใช้งบประมาณแผ่นดิน
“รัฐบาลหนึ่ง อาจารย์อัมมาร พูดกับ สศค. (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) ว่าเวลารัฐบาลไปใช้แบงก์รัฐมาทำนโยบายการคลังผ่านเครื่องมือของแบงก์รัฐ อาจารย์บอกเป็นเรื่องไม่ควรทำ และติ สศค. ว่าทำไมคุณไม่คัดค้าน คุณไปชงเรื่องให้ด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไร เพราะถ้าเป็นข้าราชการที่ดีต้องกล้ายืนขึ้นมาและคัดค้านว่าไม่ถูก แต่นี่มันตรงข้าม”
ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า อาจารย์อัมมาร เป็นคนแรกๆ ที่เชื่อมโยงมิติปัญหาความเหลื่อมล้ำเข้ากับทุนผูกขาด โดยคำกล่าวสำคัญคือความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ นับว่ามองได้ลึกและเห็นก่อนคนอื่น
“อาจารย์อัมมาร เป็นคนที่กระหายในความรู้มาก ชอบพูดเรื่องยากๆ เรื่องง่ายๆ อย่าไปพูด แกไม่ค่อยอยากฟัง แต่ถ้าพูดเรื่องยากๆ ตาจะเป็นประกายทันที ครั้งหนึ่งไปงานสัมมนาด้วยกัน ผมคุยเรื่องปรัชญาบนรถ แกเหมือนเป็นคนละคน ตื่นเต้น ตาเป็นประกาย จนขับมาถึงแล้วแกยังไม่ออกจากรถ อยากคุยต่อ”
แกติดดินไหม ยืนยันได้ ผมมีโอกาสได้กินข้าวด้วยกัน แกถามว่าทำไมต้องจัดโต๊ะแบบนี้ที่มี Ph.D นั่งด้วยกัน โต๊ะที่เหลือเป็นพนักงานเด็กๆ ทำไมไม่จับให้นั่งสลับไปสลับมา มันจะได้ทั่วถึงกันมากขึ้น เป็นการแสดงว่าท่านมีเมตตากับผู้น้อย
“มีครั้งหนึ่ง อาจารย์อัมมาร ไปนั่งกับเด็กสักครึ่งชั่วโมง แล้วก็เดินกลับ แล้วก็บอกว่าเขาเครียดกันจังพอผมไปนั่ง (หัวเราะ) แกเลยเดินกลับมาอยู่กับพวกเราต่อ”

เล่นเกม-ของหวาน-อารมณ์ขัน : ชีวิตนอกเวลาวิชาการ
สุดท้าย ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ บอกว่า ก่อนขึ้นพูดงานในครั้งนี้ ได้ไปสอบถามพนักงานกว่า 10 คนที่เคยสัมผัส อาจารย์อัมมาร ทั้งพนักงานปัจจุบันและลาออกไปแล้ว สรุปจุดร่วมเป็น 3 เรื่อง คือ
- อารมณ์ขัน
- ชอบช่วยเหลือคน ทั้งคนในและนอกองค์กร
- มีเมตตา
ดร.วรวรรณ เล่าว่า อาจารย์เป็นคนชอบเล่นเกม และเวลาเข้าไปหา อาจารย์อัมมาร จะยิ้มที่มุมปาก สายตาเป็นประกาย บางครั้งมีสายตาเหมือนเด็กซุกซนเวลาคุยเรื่องสนุกๆ บางครั้งอาจารย์มอบหมายงานก็คล้ายๆ เล่นเกม พองานส่งกลับมาอาจารย์จะนั่งดู และถ้ามองตาเป็นประกาย หมายถึงจับจุดผิดได้ ก็จะส่งคืนให้และบอกว่าลองไปทำมาใหม่ แต่ถ้างานถูกต้อง อาจารย์อัมมาร ก็จะยิ้ม
“การทำงานของอาจารย์ทำให้คนทำงานด้วยไม่เครียด ถ้ามอบหมายงานอะไร เช่น ในหัวคิดว่าเป็นอย่างนี้ พอคนเอามาส่งแล้วไม่เป็นอย่างที่คิด อาจารย์บอกว่าผมขอโทษด้วย ผมทำให้คุณเสียเวลา แต่ อาจารย์อัมมาร เคยพูดว่าเวลาผมอายุมาก อีโก้ผมมันสูงขึ้น แต่จริงๆ แล้ว อาจารย์อัมมาร ถ่อมตัวอยู่เสมอ และพูดเสมอเวลาเราไปคุยแล้วเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ อาจารย์บอกว่าเรื่องนี้ผมไม่รู้นะ คุณช่วยบอกผมด้วย”
“อาจารย์อัมมาร เป็นคนชอบคุย และไปเจออาจารย์คนหนึ่งคุยสนุกมาก พออาจารย์อัมมารเจอหน้าแล้วต้องขึ้นรถไปพร้อมกัน อาจารย์อัมมาร บอกทันทีว่าคุณเล่ามาเลย ผมล้างหูมาเรียบร้อยแล้ว”
“อาจารย์ชอบทานขนมหวาน แต่จริงๆ ถูกห้ามไม่ให้ทาน สังเกตว่าอาจารย์ใช้ส้มโอจิ้มเกลือ จริงๆ คือพริกเกลือ ที่จิ้มคืออยากได้น้ำตาล มีส้มโอกับฝรั่งที่จะนั่งจิ้มทานอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ทานของหวาน แต่เมื่อไรที่ได้นัดทานข้าวด้วยกัน กลับมาอาจารย์จะหิ้วเค้กเพื่อเอามาฝากพนักงานและคนทำงาน จริงๆ แล้วอาจารย์อยากชิม เพราะเวลาแบ่งเค้กกัน อาจารย์อัมมาร จะบอกว่าผมขอชิมหน่อย
“ตอนอาจารย์ทำงานจะเดินหาคนเกือบทุกห้อง และพูดเล่นว่าผม manage by walking around คือเดินเข้าไปห้องนู้นห้องนี้ และถ้าอยากเจอตัวให้เข้าห้องสมุด ทุกครั้งที่เข้าห้องสมุดจะเจอ อาจารย์อัมมาร ในนั้น (โดยเฉพาะมุมหนังสือพิมพ์)”
“อาจารย์เป็นคนอารมณ์ขันและชอบเล่าเรื่องตลก บางเรื่องตลกแรงมากจนหน่วยงานบางหน่วยไม่ค่อยชอบอาจารย์พูดถึงไส้กรอก อร่อย แต่เบื้องหลังไม่ค่อยน่าดู อาจารย์อัมมาร มักจะเปรียบเทียบงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติว่างานของเขาเป็นงานสำคัญและดีมาก แต่ไม่อยากเห็นเบื้องหลังของเขา เหมือนไส้กรอกที่อร่อย ทำให้องค์กรค่อนข้างเคืองหน่อยๆ”
ความรัก ความเมตตา และมรดกถึงคนทีดีอาร์ไอ
ดร.วรวรรณ เล่าคุณสมบัติความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และชอบช่วยเหลือผู้อื่นว่า “คุณแม่พนักงานท่านหนึ่งเสียที่ต่างจังหวัดภาคหนึ่งไกลมาก กว่าจะนั่งรถไปก็มืด และคนจะไปงานมีแต่สาวๆ พนักงานเลยไปหา อาจารย์อัมมาร เพื่อขออนุญาตใช้รถสถาบันโดยบอกว่าเดี๋ยวจะจ่ายค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายต่างๆ เอง… อาจารย์อัมมาร อนุญาตให้ใช้ และควักกระเป๋าเงินจ่ายค่าน้ำมันให้ด้วย คนที่ได้รับการช่วยเหลือแบบนี้ประทับใจอย่างมากในสิ่งที่อาจารย์ทำ แม้จะไม่ใช่เงินที่มากมาย แต่ความเป็นคนใจดีทำให้คนเข้ามาขอยืมเงิน”
ดร.วรวรรณ บอกว่า เวลาอาจารย์ช่วยเหลือคนนอกทีดีอาร์ไอ อาจารย์อัมมาร จะเรียกว่างานกาชาด เพราะมาด้วยต้นทุนที่ต้องมีผู้ช่วยประจำอย่างน้อย 1 คนเพื่อทำงานกาชาดนี้
อีกคุณสมบัติคือความมีเมตตา นอกจากนั้นยังเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความน่าเคารพ มีความเป็นครูและเป็นที่รักของแทบทุกคนที่ได้ใกล้ชิด
“ช่วงออกแบบตึกทีดีอาร์ไอ (ตึกปัจจุบัน) และกำลังย้ายตึกจากตึกรัชต์ภาคย์ อาจารย์บอกว่ารูปลักษณ์ข้างนอกไม่สวยไม่เป็นไร แต่ข้างในผมอยากให้พนักงานเข้ามาทำงานมีความสุขและอยู่สบาย ยอมลงทุนซื้อเก้าอี้ 6,000 – 7,000 บาท เป็นเก้าอี้ที่แพงกว่าผู้อำนวยการและหัวหน้า อาจารย์บอกพวกคุณนั่งกันนาน”
“ห้องอาหารชั้น 5 จะเห็นภาพอาจารย์ค่อยๆ เดินลงบันได ระหว่างเดินลง อาจารย์อัมมาร ก็จะคิด แต่ทุกคนกลัวตกบันไดหรือล้ม และถ้าเป็นพนักงานผู้หญิงที่ใส่ส้นสูงเดินตามหลังอาจารย์ พอถึงประตูจะเห็นอาจารย์เปิดประตูรอให้เข้าไปก่อน หรือตอนลงลิฟต์ อาจารย์ก็ให้ผู้หญิงเข้าไปก่อน”
“คำพูดของ อาจารย์อัมมาร สร้างแรงบันดาลใจและทำให้ลูกน้องรู้สึกดี ‘ผมเชื่อในตัวคุณ’ถ้าเราเป็นลูกน้องแล้วเจ้านายพูดคำนี้กับเรา มันกินใจอย่างมากที่เจ้านายพูดให้ หรือเจ้านายเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มตาเป็นประกาย ทั้งรอยยิ้มและสายตาที่แสดงออกโดยไม่ต้องพูด”
อาจารย์เคยเงยหน้าขึ้นมาและยกนิ้วให้พนักงานคนหนึ่ง เขาบอกว่าโลกทั้งโลกไม่ต้องการคำชมจากใครเลย แต่ท่านี้ของ อาจารย์อัมมาร ทำให้รักอาจารย์มาก แต่ตอนพนักงานคนนี้รู้ว่าอาจารย์เสียชีวิต เขาก้มกราบที่พื้น นี่คือความรัก
“อาจารย์อัมมาร เป็นเสมือนเสาหลักของสถาบันทีดีอาร์ไอแห่งนี้ อาจารย์อัมมาร ได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เราโดยไม่รู้ตัว ทุกวันนี้พนักงานส่วนใหญ่รู้สึกภูมิใจที่ได้อยู่ที่นี่ และภูมิใจกับมรดกที่ อาจารย์อัมมาร ทิ้งไว้ให้”



