คำถามคาใจ…ราคาน้ำมันดิบโลกขยับ ทำไมหน้าปั๊มไม่ปรับ

ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งฮวบ คนไทยก็จะถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทำไมราคาที่หน้าปั๊ม มันไม่ลดลงตามราคาตลาดโลกทันที” ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะดูเหมือนว่าจะไม่ยุติธรรม น้ำมันดิบโลกลง แต่หน้าปั๊มไม่ลดลง หรือ ลงแบบทีละนิดละหน่อย ไม่ลดลงฮวบฮาบเหมือนตลาดโลก

แต่ความจริงแล้ว มันมีเหตุผล เพราะราคาน้ำมัน 1 ลิตร ที่คุณเติมอยู่ทุกวันนี้…มันไม่ได้มีแค่ “เนื้อน้ำมัน” อยู่เท่านั้น ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ด้วยราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ราคาหน้าปั๊มขายลิตรละ 37.50 บาท ลองดูกันว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้นไปอยู่ที่ไหนบ้าง

ก้อนแรก : ต้นทุนเนื้อน้ำมัน ลิตรละ 24.69 บาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 66% ของราคาขายปลีกดีเซลที่หน้าปั๊ม (37.50 บาท/ลิตร) นี่คือราคาที่โรงกลั่นขายให้ผู้ค้ามาตรา 7 ดูเหมือนราคาต่ำ แต่ในก้อนนี้มีต้นทุนแฝงซ่อนอยู่อีกหลายชั้น ทั้งค่าการกลั่น (GRM) ที่ไม่ใช่กำไรทั้งหมด แต่ยังมีค่าพลังงาน ค่าบำรุงรักษา ค่าสิ่งแวดล้อม บวกด้วยค่าขนส่งทางเรือพร้อมประกันภัย ค่าความเสี่ยงในยามสงคราม (War Risk Premium) ความเสี่ยงจากการต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมาย และความจริงแล้วโรงกลั่นก็ยังมีค่าใช้อื่นๆ ที่ไม่รวมอยู่ในตัวเลขนี้ด้วย หากบังเอิญราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงหลังจากที่ซื้อมาแพงแล้ว โรงกลั่นก็ต้องแบกส่วนต่างนั้นไว้เอง

ก้อนที่ 2 : ค่าภาษีต่างๆ ลิตรละ 9.92 บาท ก้อนนี้สำคัญมากในการทำความเข้าใจว่าทำไมราคาหน้าปั๊มถึงไม่ขยับขึ้น-ลงตามน้ำมันโลกแบบ 1 ต่อ 1 เนื่องจากภาษีสรรพสามิตที่เก็บในอัตราคงที่ ไม่ว่าน้ำมันโลกจะขึ้นหรือลงก็ตาม กรมสรรพสามิตเก็บลิตรละ 6.92 บาท บวกด้วยภาษีเทศบาลอีกลิตรละ 0.69 บาท และ VAT ที่เก็บอีก 2 รอบ คือเก็บ 7% ของราคาขายส่ง และในช่วงขายปลีกเก็บ 7% ของค่าการตลาด รวมแล้วเกือบ 10 บาทต่อลิตร

ก้อนที่ 3 : เงินนำส่งกองทุนต่างๆ รวมลิตรละ 0.70 บาท ประกอบด้วย กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เก็บลิตรละ 0.65 บาท และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน เก็บลิตรละ 0.05 บาท ดูเหมือนน้อย แต่บทบาทของมันสำคัญมาก ซึ่งจะขยายความในหัวข้อถัดไป

ก้อนสุดท้าย : ค่าการตลาดเก็บลิตรละ 2.04 บาท นี่คือค่าบริหารจัดการทั้งหมดในห่วงโซอุปทานของธุรกิจน้ำมัน ตั้งแต่คลังน้ำมัน รถขนส่ง พนักงานประจำปั๊ม ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่ดิน ไปจนถึงค่าดำเนินการของระบบค้าปลีกทั้งหมด

คราวนี้ถึงหัวใจสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม นั่นคือ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ตัวกันชน”  ซับแรงกระแทกระหว่างราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนกับราคาหน้าปั๊มที่รัฐต้องการส่งเสริมให้นิ่งพอประมาณ ในยามที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขาขึ้น กองทุนน้ำมันฯ ก็จะนำเงินมาอุดหนุน เพื่อทำให้ราคาดีเซล หรือ แก๊สโซฮอล์ 95 อี 20 ไม่พุ่งแรงเกินไป และในยามที่น้ำมันดิบในตลาดโลกขาลง รัฐก็ใช้จังหวะนี้เก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อเตรียมรับมือวิกฤติครั้งหน้า…ฟังดูเหมือนระบบที่ดี ใช่ไหม?

แต่ปัญหาคือตอนนี้กองทุนน้ำมัน ฯ ติดลบ 57,933  ล้านบาท (ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2569) แถมยังมีภาระหนี้สินรวมกว่า 118,906 ล้านบาท ประกอบด้วย ค้างจ่ายเงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ 61,048 ล้านบาท กู้ยืมจากสถาบันการเงินมาอุ้มราคาน้ำมัน 22,220 ล้านบาท และอีกหลายรายการที่สะสมมาจากการเข้าไปอุ้มราคาน้ำมัน และแก๊สหุงต้ม (LPG) ในช่วงวิกฤติพลังงาน

พูดง่ายๆ คือ “กระปุกออมสิน” ของกองทุนไม่เพียงแค่ว่างเปล่า แต่กำลังเป็นหนี้อยู่อีกต่างหาก

นั่นแหละคืออีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคาหน้าปั๊มในบ้านเราถึงไม่ขยับ ตามน้ำมันโลกในทันที ไม่ใช่เพราะรัฐไม่อยากลด แต่เพราะตัวกันชนของเรากำลังอยู่ในอาการติดลบมากมาย

อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจคือ น้ำมันที่คุณเติมวันนี้…มันไม่ใช่น้ำมันที่ซื้อมาเมื่อวาน หรือ เมื่อเช้านี้ กว่าน้ำมันดิบจะกลายมาเป็นน้ำมันในถังรถคุณได้ มันต้องผ่านกระบวนการที่ยาวนาน ตั้งแต่การวางแผนสั่งซื้อล่วงหน้า การขนส่งทางเรือข้ามมหาสมุทร กระบวนการกลั่นที่โรงกลั่น การจัดเก็บในคลัง ไปจนถึงการกระจายสู่ปั๊มทั่วประเทศ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เรียกสิ่งนี้ว่า “Time Lag” หรือความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน ราคาที่ปั๊มวันนี้จึงไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบที่วิ่งอยู่บนจอ Bloomberg แต่เป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนในอดีต

สุดท้ายเป็นคำถามทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูปในเมืองไทยต้องไปอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ เป็นคำถามยอดฮิตที่โผล่มาทุกครั้งที่มีดราม่าเรื่องน้ำมันขึ้นมา

คำตอบคือ ตลาดสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ราคาที่เกิดขึ้นที่นั่นสะท้อน Demand & Supply ของภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ราคาที่รัฐบาลสิงคโปร์ หรือ โรงกลั่นใดกำหนดขึ้นมาเอง และมันมีเหตุผลเชิงระบบที่สำคัญมาก

หากราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นไทยสูงกว่าราคานำเข้าจากภูมิภาคมากเกินไป ผู้ค้าน้ำมันก็จะเลือกนำเข้าจากต่างประเทศแทน ในทางกลับกัน หากบังคับให้ราคาน้ำมันในประเทศต่ำกว่าตลาดโลกมากเกินไป โรงกลั่นในไทยก็ไม่มีแรงจูงใจในการผลิต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว ดังนั้นการอ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ ช่วยให้ภาครัฐมีมาตรฐานในการบริหารจัดการโครงสร้างราคา ทั้งเรื่องภาษีและการจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่ยึดโยงกับความเป็นจริงของตลาดโลก

สรุปง่ายๆ ว่าน้ำมันดีเซล 1 ลิตร 37.50 บาท มันไม่ได้มีแค่ “เนื้อน้ำมัน”เท่านั้น แต่มันคือราคาที่รวมเอาทุกอย่างเข้ามาไว้ด้วยกัน ทั้งต้นทุนที่ซื้อมาตั้งแต่อดีต ภาษีที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย เงินที่กองทุนยังค้างจ่ายผู้ประกอบการอยู่ ค่ากลั่น ค่าขนส่ง บวกเวลาที่น้ำมันใช้ในการเดินทางจากแหล่งผลิตมาถึงถังรถของคุณ ผมไม่ได้บอกว่าระบบนี้ดีพร้อม ยังมีสิ่งที่ต้องแก้ไขอีกมาก โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันฯ ที่ตอนนี้ยังติดลบหนักอยู่ แต่ก่อนจะตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิด ลองเปิดใจให้กว้างว่า “มันเป็นแบบนี้เพราะอะไร” ก็ไม่เสียหายน่ะครับ เพราะคำตอบที่ดีที่สุด ไม่ใช่คำตอบที่ฟังแล้วสะใจ… แต่คือคำตอบที่ฟังแล้วเข้าใจความเป็นจริง