กฟผ.เปิดบริการ ‘UGT Platform’ ไฟฟ้าเขียวเลือกได้ ตอบโจทย์ธุรกิจ

ในยุคที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง วันนี้ “พลังงานสะอาด” ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์ที่ดูดี หรือ การทำ CSR เท่านั้น แต่มันได้กลายเป็น “ตั๋วใบสำคัญ” ที่ชี้ชะตาว่าธุรกิจไทยจะยังสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้หรือไม่

เมื่อโลกขยับ ประเทศไทยเราก็ต้องเขยิบตามให้ทัน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เดินหน้า “UGT Platform” หรือ การให้บริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาธุรกิจไทยไปสู่ Net Zero ได้ตามเป้าหมาย

หัวใจสำคัญของ UGT Platform ที่ว่านี้ก็คือ การบริหารจัดการ สิทธิสีเขียว(Energy Attribute Certificates : EACs) ให้มีความโปร่งใสจนได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล โดยเปิดให้ภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม สามารถเลือกใช้แหล่งที่มาของไฟฟ้าสีเขียวตามความเหมาะสมได้ 2 รูปแบบ คือ

  • UGT1 การให้บริการไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา คือ การให้บริการไฟฟ้าสีเขียวแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท โดยผู้ใช้บริการไม่ต้องระบุเจาะจงแหล่งที่มา เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดสรรโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิม 7 แห่ง สำหรับให้บริการ UGT1 ส่วนค่าบริการจะคำนวณจากอัตราค่าไฟฟ้าปกติบวกด้วยค่า Premium ที่คิดตามหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่ผู้ใช้บริการประสงค์ใช้บริการ ระยะเวลาสัญญา 1 ปี
  • UGT2 การให้บริการไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา คือ การให้บริการไฟฟ้าสีเขียวแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่และกิจการเฉพาะอย่าง ผู้ใช้บริการสามารถระบุเจาะจงแหล่งที่มาได้ โดยเจาะจงกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ (Portfolio) ซึ่งประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม จำนวน 245 แห่ง สำหรับค่าบริการจะเป็นอัตราใหม่ที่กำกับโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระยะเวลาสัญญา 10 ปี

แต่สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น “ทีเด็ด” ของแพลตฟอร์มนี้ จริง ๆ คือ “Bundled RECs” (Renewable Energy Certificate) โดยผู้ซื้อไฟฟ้าจะได้ทั้งไฟฟ้า และใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) รวมอยู่ในบิลค่าไฟใบเดียวกัน ทำให้สามารถนำไปใช้อ้างอิงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากลในขอบเขต Scope 2 (การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากการใช้พลังงาน) ตามมาตรฐานการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาครัฐและเอกชน (Greenhouse Gas Protocol : GHG Protocol)

นึกภาพง่ายๆ คือ ปกติเราจ่ายค่าไฟ ก็ได้แค่ไฟฟ้า แต่ระบบ Bundled RECs ของ กฟผ.นี้จะมัดรวมเอา “ไฟฟ้าสะอาด” และ “ใบรับรอง REC” มาาไว้ในบิลใบเดียวกันทันที โดยไม่ต้องไปหาซื้อแยกให้วุ่นวาย

ความโดดเด่นของ UGT Platform อยู่ที่ความโปร่งใส เพราะระบบสามารถ “ตรวจสอบย้อนกลับได้”  (Traceability) แหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้า จนถึงการส่งมอบใบรับรอง REC แก่ผู้ให้บริการ  และที่สำคัญที่สุดคือ มีระบบ “ป้องกันการเคลมสิทธิ์ซ้ำซ้อน” (Anti-Double Counting) เพื่อยืนยันว่าสิทธิสีเขียวใบนี้เป็นของคุณคนเดียวเท่านั้น แถมยังมี “ความถูกต้อง แม่นยำสูง” (Multi-Party Verification) แสดงผลการพิจารณาจับคู่พลังงานไฟฟ้าต้องผ่านการยืนยันข้อมูลการผลิตไฟฟ้า และการใช้ไฟฟ้าร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย(กฟน. และ กฟภ.)ก่อนการออกใบรับรอง โดยอยู่ภายใต้กำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อย่างเคร่งครัด สามารถเข้าถึง และตรวจสอบข้อมูลได้ทุกขั้นตอน

ที่มาภาพ : https://www.renewableenergymarkets.com/asia/2026-awards

ความเจ๋งของ UGT Platform ไม่ได้อยู่แค่ในเมืองไทยเท่านั้น เพราะล่าสุด กฟผ.เพิ่งไปคว้ารางวัล2026 REM Asia Awards” มาจากเวที Renewable Energy Markets Asia ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ถือเป็นการการันตีว่าระบบการบริหารจัดการ สิทธิสีเขียวของบ้านเรามีมาตรฐานสูงระดับสากลและเป็นที่ยอมรับของตลาดพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชีย

สุดท้ายแล้ว การพัฒนา UGT Platform ของ กฟผ. ไม่ใช่เพียงแค่การขายไฟฟ้า แต่มันคือการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ที่จะช่วยนำพาเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน เพราะในวันที่โลกหมุนด้วยพลังงานสะอาด ใครที่ปรับตัวได้ก่อน และมีระบบที่เชื่อถือได้รองรับ คนนั้น คือคนที่จะยืนหยัดอยู่ได้ในสนามการค้ายุคใหม่ครับ