
ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก จัดงาน “EARTH JUMP 2026” ชวนคิด เวที “Nature 2.0 : Blue Carbon, Biodiversity Credit and Digital Platform” ไทยจะเดินหน้าอย่างไรในยุคที่ Blue Carbon, Biodiversity Credit และ Digital Platform ตีกรอบการทำธุรกิจ
ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์, ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO), นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
Nature 2.0 ฟื้นธรรมชาติ ควบคู่ชุมชน
ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดประเด็นว่า Nature 2.0 คือแนวคิดการฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติแบบเดิมให้มากที่สุด ดังนั้น การฟื้นฟูธรรมชาติในยุคนี้ไม่อาจมองแค่มิติเดียว หากต้องมองตัวชี้วัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนเครดิต ควบคู่กับ Biodiversity Credit และแนวคิด Natural Capital ที่ครอบคลุมทั้งดิน น้ำ และระบบนิเวศโดยรวม โดยมีสมการ 3 ด้านที่เกี่ยวโยงกัน ได้แก่ ธรรมชาติต้องฟื้นตัว นักลงทุนต้องได้ผลตอบแทน และชุมชนที่เป็นทัพหน้าดูแลพื้นที่ต้องได้ประโยชน์มากขึ้น

“ในบริบทของประเทศไทย การอนุรักษ์ธรรมชาติจะมองแค่คำว่าธรรมชาติไม่ได้ เพราะธรรมชาติของไทยรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน”
ตัวอย่างโครงการ Blue Carbon ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงดำเนินการในจังหวัดพังงา ซึ่งมูลนิธิเข้าไปดูแลชาวบ้านในชุมชนกว่า 1,000 คน และได้ประเมินคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ ควบคู่กับการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งคุณภาพน้ำ ดิน แมลง และสัตว์น้ำในพื้นที่ โดยหนึ่งในผลลัพธ์ที่สร้างความตื่นเต้นให้ชุมชนมากที่สุดคือการพบนากในพื้นที่ จุดประกายให้ชาวบ้านอยากดูแลผืนป่าของตัวเองมากขึ้น
ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวต่อว่า โจทย์การพัฒนาโครงการลักษณะนี้คือกรอบกฎหมายที่ชัดเจนให้ภาคเอกชนเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างโปร่งใส มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในเวทีนานาชาติ และเครื่องมือทางการเงินที่ใช้ได้จริง
“บางทีเรามองพวกนี้ว่าเป็นเรื่องของคนใจบุญที่มีเงินแล้วอยากทำ แต่เราเคยมองอีกด้านหนึ่งหรือเปล่าว่า Cost of Inaction หรือต้นทุนจากการไม่ทำอะไรเลยมันคืออะไร และถ้าต้องรอจนถึงวันนั้น เราต้องแลกด้วยสปีชีส์ไปอีกกี่พันตัว”

ความท้าทายของ Biodiversity Credit
ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) มองว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากการมองธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องอนุรักษ์โดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การมองทรัพยากรธรรมชาติเป็น Natural Capital ที่ภาคธุรกิจและภาคการเงินต้องมีส่วนร่วม
การลงทุนทางธุรกิจกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลก ต้องพึ่งพากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจจึงไม่อาจแยกตัวออกจากวิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพได้ นำมาสู่การผลักดันแนวคิด Nature Positive หรือธรรมชาติเชิงบวก
ดร.ธนิต ระบุว่า การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพต้องการเงินปีละ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งงบประมาณจากภาครัฐไม่เพียงพอ กลไกการเงินใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็น ตั้งแต่ CSR พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) ไปจนถึง Biodiversity Credit
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือมาตรฐานการประเมิน Biodivesity Credit ซึ่งปัจจุบันมี Methodology มากกว่า 50 กรอบการประเมิน อีกทั้งแต่ละรูปแบบการประเมินไม่สามารถนำมาใช้ข้ามพื้นที่ได้
ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า สิ่งที่ BEDO พยายามทำคือหาจุดที่สมดุลระหว่างความเหมาะสมกับระบบนิเวศของไทยและการได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล ซึ่งกระบวนการต้องผ่านทั้งขั้นพัฒนาโครงการ การตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบอิสระ (Auditor) และการนำเข้าสู่ตลาดซื้อขาย
การทำ Biodiversity Credit เป็นเรื่อง ‘ยาก’ โดยปัจจุบันอยู่ในระหว่างการศึกษาวิธีการประเมิน อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการมีเครือข่ายชุมชนที่ทำกิจกรรม Community-based Conservation อยู่แล้วทั่วประเทศ ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการพัฒนา Biodiversity Credit ให้เกิดขึ้นจริง

เปลี่ยน Carbon Market สู่ Nature Market
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) มองว่าทิศทางของตลาดโลกกำลังเปลี่ยนจาก Carbon Credit ไปสู่ Nature Credit และ Biodiversity Credit กล่าวคือ ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมสำหรับ Nature Market ไม่ใช่แค่ Carbon Market อีกต่อไป
นายณกรณ์ กล่าวว่าจุดบอดสำคัญในการประเมินธรรมชาติ-สิ่งแวดล้อมคือ “มนุษย์ตีมูลค่าธรรมชาติต่ำเกินไป” เพราะไม่ได้รวมมูลค่าของความหลากหลายทางชีวภาพ ต้นทุนโอกาสจากการสูญเสีย และคุณค่าของการให้ชุมชนเข้ามาดูแล ส่งผลให้กิจกรรมต่างๆ ดูไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ
สำหรับบทบาทของ อบก. นายณกรณ์ กล่าวว่า อบก. ดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ (1) การใช้เทคโนโลยี รวมถึงดาวเทียมในการประเมินและตรวจสอบ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและมูลค่าของคาร์บอนเครดิต (2) การระดมทุนและสร้างกลไกให้โครงการที่ใช้เวลานานและต้องการเงินสูงสามารถดำเนินต่อได้ และ (3) การสร้าง Ecosystem ที่บริษัทใหญ่เข้ามาช่วย SME และผู้อยู่ใน Supply Chain ให้สามารถเข้าถึงกลไกคาร์บอนเครดิตและแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน
“ประเทศไทยคงไม่ใช่แค่ผู้ขาย เราจะต้องเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาระบบต่างๆ”

Tokenization กุญแจตลาดคาร์บอนที่จับต้องได้
ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงบทบาทของกสิกรไทย กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายของตลาดคาร์บอน คือการทำให้คาร์บอนเครดิตสามารถวัดผล ประเมินมูลค่า และอ้างอิงราคาได้อย่างมีมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งจะช่วยให้ตลาดเติบโตและดึงดูดการลงทุนได้ในวงกว้าง โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น การแปลงสิทธิในคาร์บอนเครดิตให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล (Tokenization) ผ่าน Kubix ภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาด
“กสิกรไทยเริ่มเข้ามาในตลาดคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ปี 2018 โดยในช่วง 4 ปีแรก ธนาคารเป็นผู้ซื้อราว 80% ของตลาด ด้วยความเชื่อว่าหากไม่มีอุปสงค์ ตลาดจะไม่สามารถสร้างโมเมนตัมได้ จนปัจจุบันตลาดมีมูลค่าการซื้อขายหลักล้านล้านบาทต่อปี” ดร.กรินทร์ กล่าว
ดังนั้น ธนาคารกสิกรไทย มองว่าการนำเทคโนโลยี Tokenization หรือการแปลงคาร์บอนเครดิตให้อยู่ในรูปโทเคนบนระบบ Blockchain เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดได้สี่ด้าน ได้แก่ (1) การตรวจสอบความเป็นเจ้าของได้ทันที (2) การโอนมูลค่าได้แบบ Instant ที่เงินและสินค้าแลกกันได้พร้อมกันในระบบเดียว (3) การใส่เงื่อนไขผ่าน Smart Contract เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือคาร์บอนเครดิตได้มากกว่าแค่ขายในตลาด และ (4) การแบ่งหน่วยย่อย (Fractionalization) ให้ซื้อขายได้เป็นกิโลกรัมแทนที่จะเป็นตันเท่านั้น เปิดโอกาสให้บริษัทใหญ่แจกคาร์บอนเครดิตเป็นสิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้ได้เหมือนกับการแจกแต้มสะสม
การทำ Tokenization ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้ระบบทั้งหมดน่าเชื่อถือ มีผู้เล่นที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล และมีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง
ดร.กรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่าในอนาคตการระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) อาจเป็นอีกหนึ่งกลไกที่เป็นทางเลือกในการระดมทุนให้กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น หากโครงการหนึ่งสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตมูลค่า 100 ล้านบาทต่อปีได้อย่างสม่ำเสมอ มูลค่าของโครงการนั้นอาจสูงถึง 2,000 ล้านบาทในเชิงการลงทุน ซึ่งดึงดูดให้นักลงทุนสนใจเข้าร่วมได้จริง และในโทเคนดังกล่าวยังสามารถรวม Biodiversity Value เข้าไปได้ด้วย
“โลกข้างหน้าสามารถ Interchange กันได้ การแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศบนระบบ Blockchain จะทำให้ไทยเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้โดยตรง”
“บทบาทและความเชื่อของธนาคารกสิกรไทย คือ การจะทำให้ climate รอดได้ มันต้องมีการความร่วมมือกัน (Coordinate) และจะสามารถเปลี่ยนความเชื่อมโยงเป็นโอกาส (Opportunity) ในอนาคต” ดร.กรินทร์กล่าว
กลุ่มธุรกิจการเงินกสิกรไทย ยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้ง่ายขึ้นด้วย K-Climate Solutions โซลูชันครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ครอบคลุมตั้งแต่
(1) ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์
(2) KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกต่อไป
(3) K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาเรื่องความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ
(4) หลักสูตร Net Zero CEO และ Net Zero Leader สำหรับผู้บริหารเพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืน
(5) Financial Solution เปิดตัวบริการใหม่ “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียวที่พร้อมตอบโจทย์ความกรีนให้กับเอสเอ็มไทยที่ต้องการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจังอีกด้วย
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ K-Climate Solutions ได้ที่ www.kasikornbank.com/k_gogreen



