ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
แม้สื่อหลายสำนัก โดยเฉพาะสื่อตะวันตก ฟันธงว่า การเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการของ อู มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 เป็นความพยายามสร้างสมดุลและอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง 2 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ จีนกับอินเดีย
แต่ในการเจรจากันของผู้นำอินเดียและเมียนมา มีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับไทย ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านทางอีกฟากหนึ่งโดยตรง
ผู้นำ 2 ประเทศ ต่างเห็นพ้องกันว่า จะเดินหน้าโครงการทางหลวง 3 ประเทศ อินเดีย-เมียนมา-ไทย (India-Myanmar-Thailand Trilateral Highway)
ทั้งนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทระ โมที และประธานาธิบดีมินอ่องหล่าย แสดงท่าทีจริงจังว่าต้องการให้ทางหลวงสายนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
…….
โครงการทางหลวง 3 ประเทศ อินเดีย-เมียนมา-ไทย [https://en.wikipedia.org/wiki/India–Myanmar–Thailand_Trilateral_Highway] ระยะทางประมาณ 1,360 กิโลเมตร เป็นเส้นทางคมนาคมส่วนต่อเนื่องจากแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor หรือ EWEC)
ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก มีจุดเริ่มทางทิศตะวันออกที่ท่าเรือดานัง ชายฝั่งทะเลของเวียดนาม จากนั้นวิ่งมาทางทิศตะวันตก ผ่านแขวงสะหวันนะเขต ของลาว ข้ามแม่น้ำโขงมายังจังหวัดมุกดาหาร ของไทย ไปสิ้นสุดยังชายแดนไทย-เมียนมา ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ส่วนทางหลวง 3 ประเทศ มีจุดเริ่มต้นจากเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ของเมียนมา ที่อยู่ตรงข้ามกับอำเภอแม่สอด จากนั้นวิ่งตามทางหลวงเอเซียหมายเลข 1 (AH 1) ในเมียนมา สู่เมืองเมาะละแหม่ง รัฐมอญ ผ่านภาคพะโค กรุงเนปยีดอ ภาคมัณฑะเลย์ ไปถึงชายแดนเมียนมา-อินเดีย ที่ด่านชายแดนตะมู-โมเรห์ ในภาคสะกาย ช่องทางข้ามประเทศเพื่อเข้าไปสู่ รัฐมณีปุระ ของอินเดีย (ดูแผนที่ประกอบ)
โครงการนี้ถูกเสนอขึ้นมาเป็นครั้งแรก ในการประชุมระดับรัฐมนตรีเรื่องการเชื่อมโยงการคมนาคม 3 ประเทศ ที่กรุงย่างกุ้ง ตั้งแต่เดือนเมษายน 2545
เดือนธันวาคม 2562 รัฐบาลอินเดีย เมียนมา และไทย ตกลงร่วมกันที่จะพัฒนาเส้นทางเชื่อมจากชายแดนไทย ไปยังชายแดนอินเดียผ่านเมียนมา
ปี 2563 รัฐบาลอินเดียสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างและซ่อมแซมสะพานในเมียนมาจำนวน 73 แห่ง ที่อยู่ตามแนวเส้นทางนี้ ซึ่งถูกสร้างไว้ตั้งแต่ยุคอาณานิคม
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 รวมถึงการที่กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาลเงา (PDF) จับมือกับกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ปิดทางหลวงเอเซียหมายเลข 1 ช่วงจากบ้านปางกาน (ติงกานหญี่หน่อง) ไปยังเมืองกอกะเร็ก ในรัฐกะเหรี่ยง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ทำให้การพัฒนาทางหลวง 3 ประเทศ ต้องหยุดชะงักไปโดยสิ้นเชิง
วันที่ 16 กรกฎาคม 2566 ดร.สุพรหมยัม ชัยศังกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อินเดีย ได้มาเป็นประธานร่วมการประชุมกรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-คงคา (MGC) ที่กรุงเทพฯ [https://www.facebook.com/share/p/183rUKKQZ3/] ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เมียนมา และลาว ในตอนนั้น คือ ดอน ปรมัตถ์วินัย, อู ตานส่วย และสะเหลิมไซ กมมะสิด
หนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนั้น คือ เร่งรัดโครงการทางหลวง 3 ประเทศ และเร่งหาบทสรุปเรื่องข้อตกลงยานยนต์ 3 ประเทศ
ตลอด 3 ปีมานี้ รัฐบาลอินเดียแสดงท่าทีอย่างชัดเจนออกมาตลอด ว่าต้องการเดินหน้าทางหลวงสายนี้
ขณะที่รัฐบาลทหารของเมียนมา โดย พล.ต. ส่อมินทุน โฆษกสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) เคยกล่าวไว้ว่า โครงการพัฒนาทางหลวงสายนี้ ต้องรอให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาหลังการเลือกตั้ง เป็นผู้พิจารณา
ตัวแปรสำคัญอยู่ในพื้นที่ตามแนวทางหลวงส่วนที่อยู่ในเมียนมา ซึ่งมีหลายจุดที่สถานการณ์ยังไม่มั่นคง โดยเฉพาะในรัฐกะเหรี่ยงและภาคสะกาย ที่มีการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังติดอาวุธฝ่ายต่อต้านและกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์
แต่หลังจากเดือนกันยายน 2568 ซึ่งกองทัพพม่าสามารถยึดพื้นที่ตลอดแนวทางหลวงเอเซียหมายเลข 1 ตั้งแต่เมืองกอกะเร็กมาถึงหน้าด่านชายแดนเมียวดีคืนมาได้สำเร็จ มีเสริมกำลังทหารจำนวนมากประจำการไว้ตามแนวทางหลวงตั้งแต่กอกะเร็กถึงตัวเมืองเมียวดี และจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569
ความเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับโครงการทางหลวง 3 ประเทศ เริ่มปรากฏมาให้เห็น
วันที่ 27 มีนาคม 2569 ได้มีพิธีเปิดโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์และรถสามล้อไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ Bajaj ในเขตอุตสาหกรรมผาอัน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง ห่างจากชายแดนเมียวดี-แม่สอด ไปตามทางหลวงเอเซียหมายเลข 1 ประมาณ 135 กิโลเมตร
โรงงานแห่งนี้ใช้เงินลงทุนรวม 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อสร้างโดย Arrow Auto Engineering บริษัทวิศวกรรมยานยนต์จากอินเดีย ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงนิวเดลี เป็นโรงงานแบบ SKD (Semi Knocked-Down) โดยนำชิ้นส่วนรถจากอินเดียถอดแยกส่วนเข้ามาประกอบใหม่เป็นรถสำเร็จรูปที่นี่ เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี
Bajaj เป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์และรถสามล้อไฟฟ้าที่ขึ้นชื่อของอินเดีย มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมเป็นรถจักรยานยนต์ รถสกูตเตอร์ และรถสามล้อ หรือรถตุ๊กตุ๊ก
โรงงาน Bajaj ที่ผาอัน ถือเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของอินเดียในเมียนมา เบื้องต้น รถที่ผลิตออกจากโรงงานแห่งนี้ จะเน้นขายภายในเมียนมาเป็นหลัก…
การเดินทางไปเยือนอินเดียของ อู มินอ่องหล่าย ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม-3 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นการออกไปต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีของรัฐบาลพลเรือน หลังการเลือกตั้ง
แต่โปรแกรมเดินทางกลับดูฉุกละหุกไปหน่อย!
กำหนดการเดินทางไปอินเดียของ อู มินอ่องหล่าย ถูกประกาศออกมาแบบกระชั้นชิด สื่อหลายแห่งของเมียนมา เช่น Popular News Journal เผยแพร่ข่าวการเดินทางออกมาในคืนวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม เวลาเมียนมา 21.00 น. ซึ่งตรงกับ 21.30 น. ในประเทศไทย
เนื้อข่าวที่เผยแพร่บอกเพียงว่า อู มินอ่องหล่าย เตรียมเดินทางไปอินเดียตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมที แต่ไม่ได้ระบุกำหนดเวลาเดินทางที่ชัดเจน บอกเพียงว่าจะไปในอีกไม่กี่วันนี้
แต่ไม่ถึง 2 วัน เช้าวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม อู มินอ่องหล่ายก็ขึ้นเครื่องบินจากสนามบินเนปิดอว์เพื่อเดินทางไปอินเดีย ในเวลา 08.00 น.
อาจดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ที่ชายแดนเมียนมาฝั่งที่ติดกับประเทศไทย ก็มีความฉุกละหุกเกิดขึ้นเช่นกัน
เวลา 02.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 ฝ่ายศุลกากรเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ได้โทรศัพท์ข้ามประเทศ มาปลุกนายด่านศุลกากร อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อประสานงานเรื่องการเปิดด่านพรมแดนแม่สอด-เมียวดี ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ที่บ้านวังตะเคียนใต้ หมู่ที่ 7 ตำบลท่าสายลวด
ฝ่ายเมียนมาแจ้งความประสงค์ว่าต้องการให้เปิดด่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ในช่วงเช้าของวันนั้นเลย (28 พฤษภาคม)
ผลจากโทรศัพท์ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยต้องเร่งเตรียมตัวเปิดด่านโดยมีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่ก่อนหน้านี้ ด่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ได้ถูกปิดมานานถึงกว่า 10 เดือน

ภาพ : ด่านสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 2 แม่สอด-เมียวดี กลับมาเปิดอีกครั้ง ช่วงเช้าวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 หลังปิดไปนานกว่า 10 เดือน ที่มาภาพ : Eleven Media Group
ทางการเมียนมาสั่งปิดด่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 โดยไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรและตรวจคนเข้าเมืองฝั่งไทยรู้ล่วงหน้า และไม่บอกระยะเวลาที่แน่นอนว่าจะปิดนานเท่าใด
เหตุผลที่ทางการเมียนมาสั่งปิดด่านแห่งนี้ เพื่อต้องการควบคุม-จัดระเบียบรายได้จากการค้าชายแดนให้เข้าสู่ระบบของรัฐบาลกลาง เพราะก่อนหน้านั้น รายได้ส่วนนี้ตกไปอยู่ในมือของกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์หลายกลุ่มในรัฐกะเหรี่ยง โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) เป็นส่วนใหญ่
ด่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นประตูการค้าหลักระหว่างไทย-เมียนมา ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด เฉลี่ยกว่า 1 แสนล้านบาทในแต่ละปี
สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นต้นทางของทางหลวง 3 ประเทศ ไทย-เมียนมา-อินเดีย ด้านที่เข้าไปจากประเทศไทย
หลังด่านสะพานมิตรภาพ 2 ถูกเปิดแบบเร่งด่วนในตอนเช้าของวันที่ 28 พฤษภาคม ช่วงดึกวันเดียวกัน สื่อในเมียนมาก็เผยแพร่ข่าวการเตรียมเดินทางไปเยือนอินเดียของ อู มินอ่องหล่าย…
ประธานาธิบดี มินอ่องหล่าย ได้พบกับนายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมที ที่บ้านรับรอง Hyderabad House กรุงนิวเดลี ในวันที่ 1 มิถุนายน
มีการเผยแพร่แถลงการณ์ร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีอินเดียกับประธานาธิบดีเมียนมา ที่มีเนื้อหารวม 14 ข้อ ทางหนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar ฉบับวันที่ 2 มิถุนายน 2569
ในข้อที่ 7 ของแถลงการณ์ร่วม ผู้นำ 2 ประเทศ เห็นพ้องว่าจะเดินหน้าการเชื่อมต่อระหว่างกัน เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค โดยมีโครงการขนาดใหญ่ 2 โครงการ ที่ต้องทำให้สำเร็จ
โครงการแรก คือ การขนส่งหลายรูปแบบคาลาดาน [https://en.wikipedia.org/wiki/Kaladan_Multi-Modal_Transit_Transport_Project]
อีกโครงการหนึ่ง คือ ทางหลวง 3 ประเทศ อินเดีย-เมียนมา-ไทย (ดูรายละเอียดประกอบ)

ภาพ : อู มินอ่องหล่าย กล่าวกับที่ประชุม Myanmar-India Trade and Investment Conclave ที่โรงแรมทัชมาฮาล ในกรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ที่มาภาพ : The Global New Light of Myanma
ก่อนหน้านั้น ช่วงเช้าวันที่ 31 พฤษภาคม อู มินอ่องหล่าย ได้ไปกล่าวกับที่ประชุม Myanmar-India Trade and Investment Conclave ที่โรงแรมทัชมาฮาล ในกรุงนิวเดลี หนึ่งในหัวข้อที่เข้าบอกกับที่ประชุม คือ การให้ความสำคัญกับโครงการทางหลวง 3 ประเทศ [https://www.gnlm.com.mm/myanmar-assures-indian-investors-of-a-trustworthy-investment-environment/]
ล่าสุด วันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา กองทัพพม่าสามารถบุกยึดคืนพื้นที่ตลอดแนวถนนจากเมืองกะเล ไปยังหน้าด่านชายแดนตะมู ในภาคสะกายได้แล้วทั้งหมด [https://www.gnlm.com.mm/tatmadaw-beefs-up-security-to-reopen-kalay-tamu-route/] และเปิดการสัญจรบนเส้นทางนี้กลับคืนมาอีกครั้ง
ถนนกะเล-ตะมู เป็นเป็นต้นทางของทางหลวงอินเดีย-เมียนมา-ไทย ด้านที่เข้ามาจากอินเดีย
แต่นับจากปี 2564 เป็นต้นมา ตลอดแนวเส้นทาง มีการสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังติดอาวุธฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเพิ่งมาสงบได้เมื่อไม่กี่วันนี้
…….
การเดินทางเยือนอินเดียของประธานาธิบดี มินอ่องหล่าย แม้ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างสมดุลและอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง เมียนมา อินเดีย กับจีน
แต่ประเทศไทย เพื่อนบ้านทางฟากตะวันออกของเมียนมา ก็ได้รับผลต่อเนื่องมาด้วย…
อ่านเพิ่มเติม



