
ทำไมต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท!! คลังคาดสิ้นปีงบประมาณ 2570 หนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 69.88% เล็งขยับเพดานหนี้ตามกฎหมาย – ธปท.ห่วงถูกหั่น ‘เครดิต เรตติ้ง’ กระทบความน่าเชื่อถือ – ต้นทุนการกู้ยืมภาครัฐ-เอกชนแพงขึ้น แนะปฏิรูปรายได้ – เพิ่มพื้นที่ทางการคลัง รับมือวิกฤติในอนาคต
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางรอบนี้ หลังจากที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ 1 ใน 5 ของโลก ต้องสะดุด ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 50% เป็นวิกฤตการณ์พลังงานครั้งใหญ่ สั่นสะเทือนถึงประชาชนคนไทย ทั้งราคาน้ำมัน ค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น สินค้าบางอย่างขาดแคลน เมื่อสินค้าขึ้นราคา กระทบค่าครองชีพ กำลังซื้อคนไทยจนฝืดเคือง จากแรงบีบ 2 ด้าน (Double Squeeze) กล่าวคือ รายได้ลดลง ขณะที่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลุกลามไปถึงภาคการผลิตและอาหาร โดยเฉพาะราคาปุ๋ย และวัตถุดิบทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) กลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ทั้งในการด้านการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน เป็นตัวฉุดกำลังซื้อของประชาชน หากไม่ดำเนินการมาตรการอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น หรือที่เรียกว่า “Stagflation” และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตามข้อกล่าวอ้างและเหตุผลของรัฐบาลที่ได้ระบุไว้
จากรายงานของธนาคารโลก ฉบับเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย ฮีเลียม และสินค้าอื่นๆ ธนาคารโลกได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 จากเดิม 1.8% ลดเหลือ 1.3% ต่อปี ใกล้เคียงกับที่สภาพัฒน์ ฯประมาณการเศรษฐกิจ ณ เดือนเมษายน 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 1.4% ต่อปี (ล่าสุด ณ วันที่ 18 พ.ค.2569 คาดว่า GDP ปี2569 ขยายตัว 2% ต่อปี)
วิกฤติพลังงานในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น ๆแล้วหายไป แต่มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หากไม่ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีและเพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลระบุว่า…จึงมีความจำเป็นต้องออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินมาใช้ในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานในครั้งนี้ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นการรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ที่ไม่อาจใช้วิธีการงบประมาณตามปกติได้ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มี “ความจำเป็น เร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้”
ดังนั้นกระทรวงการคลัง จึงอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 53 เสนอร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท เสนอที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ผ่านความเห็นชอบ และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทำไมไม่ใช้แหล่งเงินอื่น : วิกฤติการณ์พลังงานโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในตอนนี้ บังคับให้รัฐบาลต้องหาเงินก้อนโตมาใช้ในการแก้ปัญหาเร่งด่วน แต่พอหันกลับดูเงินในท้องพระคลัง หรือ เครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในมือ… ปรากฎว่าเงินงบประมาณที่เหลืออยู่มีไม่เพียงพอต่อแก้ปัญหาวิกฤติครั้งนี้ได้ และถ้าไปลงดูแหล่งเงินต่าง ๆของรัฐบาลแล้ว ก็จะเข้าใจว่า ทำไม รมว.คลังตัดสินใจงัดไม้ตายสุดท้ายด้วยการตราเป็นพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้
1. งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และมีผลบังคับใช้มาก่อนที่รัฐบาลอนุทินเข้ามาบริหารประเทศ ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงรายการ โยกย้ายอะไรได้มากนัก และถ้าไปดูงบกลาง รายการสำรองจ่ายฉุกเฉิน และ จำเป็นเร่งด่วนของปีงบประมาณ 2569 ตั้งเอาไว้ที่ 99,000 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าไปดูในรายละเอียดการใช้จ่ายเงินก้อนนี้ พบว่าที่ผ่านมา ครม.มีมติเห็นชอบให้นำงบกลางรายการดังกล่าวไปใช้ในการเยียวยา และบรรเทาผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งที่รุนแรงในหลายพื้นที่ รวมทั้งนำไปใช้ในการแก้ปัญหาความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐ และค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด และภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมที่เกิดขึ้นในระหว่างปีงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีงบกลางเหลือให้ใช้จ่ายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท
ในขณะที่รัฐบาลมีความต้องใช้จ่ายเงินในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติมอีก 140,000 ล้านบาท อาทิ ค่าใช้จ่ายในการจัดประชารัฐสวัสดิการให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน คนละ 300 บาท (บัตรคนจน) และการเพิ่มเบี้ยสวัสดิการคนพิการ ในเดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 รวมเป็นเงิน 18,800 ล้านบาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากไปนำ “เงินทุนสำรองจ่าย” ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 วงเงิน 50,000 ล้านบาท มารวมกับงบกลาง รายการสำรองจ่ายฉุกเฉิน-จำเป็นเร่งด่วนในส่วนที่เหลืออยู่ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานอยู่ดี
2. การโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จากส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐ ที่ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทำสัญญาผูกพัน และเบิกจ่ายเงิน พบว่าในขณะนี้ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐ ได้มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณไปแล้วกว่า 2 ไตรมาส ทำให้มีวงเงินจำกัด คาดว่าสุดท้ายแล้วน่าจะได้เงินมาประมาณ 50,000 ล้านบาท นอกจากนี้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ มีขั้นตอนยาวเหยียด กว่า พ.ร.บ.จะคลอดได้งบประมาณมาใช้จ่าย รัฐบาลเกรงว่าวิกฤติอาจลุกลามไปไกลแล้ว

3. การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2569 หรือ “งบกลางปี 2569” มีกระบวนการ และระยะเวลาในการดำเนินการเช่นกัน ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤติพลังงาน ยิ่งกว่านั้นสถานการณ์การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปี 2569 ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก เนื่องจากในช่วงที่จัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้มีการประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเฉลี่ย 2.8% ต่อปี แต่ล่าสุด สภาพัฒน์ ฯปรับลด GDP ปีนี้ลงเหลือ 2% โดยสำนักงบประมาณของรัฐสภาได้มีการประเมินผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอาจจะต่ำกว่าเป้าประมาณ 14,692 ล้านบาท ขณะที่เพดานการกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ตาม พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือกรอบวงเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณแค่ 17,080 ล้านบาทเท่านั้น แทบจะไม่มี Fiscal Space เหลือพอให้สำนักงบประมาณจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปี 2569 ได้เลย
4. การใช้แหล่งเงินจากงบประมาณร่ายจ่ายปี 2570 ก็มีกระบวนการยาวเหยียดไม่แพ้กัน กว่า พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป หากวิกฤติลุกลามตามรัฐบาลกล่าวอ้าง ก็อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
5. มาตรการทางการคลังรูปแบบอื่น ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน ทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) หากไม่ดำเนินการในช่วงนี้จะส่งผลให้วิกฤติยืดเยื้อ หรือ เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องตราเป็นพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยวงเงินกู้ก้อนแรก 2 แสนล้านบาท จะนำมาใช้ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกบการลดความเสี่ยงต่อการล้มละลาย และว่างงาน ส่วนวงเงินกู้ก้อนที่เหลืออีก 2 แสนล้านบาท จะนำมาใช้ในการปรับโครงสร้างในประเด็นที่มีผลต่อวิกฤติโดยตรง เพื่อลดความเปราะบางของเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพในการฟื้นตัว เช่น มาตรการที่ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมทั้งลดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนพัฒนาทักษะของประชาชน และนวตกรรมในสาขาที่จำเป็นต่อการปรับตัวสู่ภาคเศรษฐกิจใหม่

ทั้งนี้ ในมาตรา 6 แห่ง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทฉบับนี้ ระบุว่าในกรณีที่จำเป็น ให้คณะรัฐมนตรีมีมติปรับวงเงินกู้ที่กำหนดในบัญชีท้าย พ.ร.ก.ฉบับนี้ หรือ โยกวงเงินกู้ย้ายข้ามรายการได้ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 4 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยังกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ฯ กรรมการประกอบด้วยเลขาธิการสภาพัฒน์ ฯ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งไม่เกิน 3 คน และให้ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้แทนจากสภาพัฒน์ฯ และสศค. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ มาทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองแผนงาน และโครงการที่มาขอให้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ ก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ , กำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน และรายงานความก้าวหน้าเสนอ ครม.ทุก 3 เดือน โดยให้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ทำหน้าที่บริหารจัดการเงินกู้ การเบิกจ่ายเงินกู้ การบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ การติดตาม และประเมินผลโครงการ การชำระหนี้ และการอื่นใดที่เกี่ยวกับการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ รวมทั้งให้กระทรวงการคลังมีหน้าที่รายงานการกู้เงิน ตามร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ ที่ดำเนินการให้สภาฯทราบ
ทั้งนี้ ในการใช้จ่ายเงินกู้จะต้องภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน (Target) , ลดความเปราะบางทางพลังงาน (Transition) , แก้จุดอ่อนเชิงระบบ (Transformation) , ขับเคลื่อนร่วมกัน (Together) และตรวจสอบได้ (Transparency)

ส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากการออก พ.ร.ก.เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลระบุรายละเอียดดังนี้
1. การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และกลุ่มเปราะบางอย่างเร่งด่วน ช่วยรักษาอำนาจซื่อที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนการผลิตจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้ (Cost – Push Inflation) รวมทั้งช่วยพยุงอุปสงค์ภายในประเทศ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่หยุดชะงักในช่วงที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง
2. ป้องกันการหยุดชะงักของห่วยโซ่อุปทาน และการจ้างงาน ซึ่งการสนับสนุนภาคการผลิตจะช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในสาขาที่มีต้นทุนพลังงานสูงให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยไม่ส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังสินค้าและบริการ นอกจากนี้ยังรักษาการจ้างงาน ช่วยพยุงภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม และช่วยลดความเสี่ยงในการเลิกจ้างในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ รวมถึงช่วยลดผลกระทบของภาคการท่องเที่ยวจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย
3. การปรับโครงสร้าง และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ซึ่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศจากเดิมที่ใช้พลังงานฟอสซิลเป็นหลักไปสู่การใช้พลังงานทดแทน หรือ พลังงานทางเลือก ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ และเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤติในอนาคต

สุดท้ายเป็นเรื่องผลกระทบจากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จากข้อมูลของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะคงค้างประมาณ 12.59 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 66.07% ของ GDP หากกระทรวงการคลังเดินหน้ากู้ยืมเงินจนครบ 4 แสนล้านบาท คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 68.18% และจากการประมาณการ GDP ตามมติของที่ประชุมพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ได้คำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2570 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 69.88% เหลืออีก 0.12% ก็จะถึงกรอบเพดานตามที่กฎหมายกำหนด 70% ของ GDP แบบชนิดที่ว่าห้ามมีอะไรผิดพลาด แม้แต่นิดเดียว เพราะถ้า GDP ไม่โตตามเป้าหมาย วิกฤติพลังงานยืดเยื้อ หรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกซ้อนอีก ตัวเลขนี้อาจพุ่งทะลุเพดานตามที่กฎหมายกำหนดได้ ที่ประชุม ครม.วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติมอบหมายให้สำนักงบประมาณตั้งงบมาชำระค่าดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายการกู้เงิน การออกและการบริหารจัดการตราสารหนี้ภายใต้ พ.ร.ก.ฉบับนี้เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป
อย่างไรตามใน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 50 กำหนดให้คณะกรรมนโยบายการเงินการคลังของรัฐพิจารณาความเหมาะสมของสัดส่วนดังกล่าวอย่างน้อยทุก 3 ปี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ
โดย ธปท.ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของ ครม. โดย ธปท.มีความเป็นห่วงเรื่องการรักษาพื้นที่ทางการคลัง เพื่อรองรับสถานการณ์ความเสี่ยง และผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจที่อาจมีเพิ่มเติมในอนาคตภายใต้ข้อจำกัดของการปฏิรูปรายได้จึงมีความสำคัญ โดยการกู้ยืมเงินในวงเงินที่สูง อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต้อ GDP ในอนาคตสูงเกินกว่ากรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% อาจะเพิ่มความเสี่ยงของการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ต้นทุนในการระดมทุนของภาครัฐ และเอกชนเพิ่มขึ้น จึงควรต้องระบุแนวทางในการบริหารจัดการให้สัดส่วนหนี้สาธารณะลดลงในอนาคต (Fiscal Consolidation) อย่างชัดเจนต่อไป
นี่คือเหตุผลเบื้องลึกที่ทำให้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ตัดสินใจออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท โดยการกู้เงินครั้งนี้ ดร.เอกนิติ ยืนยันว่าไม่ได้นำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่จะนำมาใช้ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับกลกระทบจากวิกฤติ รวมทั้งใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไปสู่ความมั่นคงในระยะยาว
ครั้งนี้จึงถือเป็นการเดิมพันอีกครั้ง… ว่าจะจบเหมือนรัฐบาลก่อนๆหน้านี้ ที่ก่อหนี้เพิ่มขึ้นและแก้กฏหมายกฏระเบียบไปเรื่อยๆ แต่ประเทศยังย่ำในวังวนเดิมๆ ที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้เสียที


