‘เอกนิติ’ ยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ตราบใดที่ยังกู้ไม่เกิน 8 แสนล้าน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ ยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ/GDP ล่าสุดยังเหลือพื้นที่การคลังอีก 4% ตราบใดที่ยังกู้ไม่เกิน 8 แสนล้าน ไม่ต้องขยับ – ด้านโฆษกรัฐบาลสยบข่าวลือขึ้น VAT 10% – ปัด ‘ข้ามหัว’ คนคลัง กรณี ‘ปกรณ์’ แจงปม พ.ร.ก.กู้เงินฯ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 กระทรวงการคลังได้มีการพิจารณาเรื่องกรอบวินัยการคลัง โดยเฉพาะเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ 70% ของ GDP  ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 66% เท่านั้น ยังมีช่องว่าง หรือพื้นที่การคลังเหลืออีกประมาณ 4%   และทุกๆ 1% คิดเป็นวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท รวม 4% ประมาณ 800,000 ล้านบาท ตราบใดที่รัฐบาลยังกู้ หรือ ก่อหนี้ใหม่ไม่ถึง 800,000 ล้านบาท ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปขยับเพดานหนี้หนี้สาธารณะขึ้นไป

ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า ในระหว่างที่เดินทางการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ตนได้มีโอกาสหารือกับผู้บริหารของสถาบันจัดอันดับเครดิตทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, S&P Global Ratings, และ Moody’s Investors Service ซึ่งสถาบันจัดอันดับเครดิตเหล่านี้ไม่ได้กังวลเรื่องการกู้ยืมเงิน แต่ที่ให้ความสำคัญคือ จะกู้ไปทำอะไร ตนก็ได้แจ้งว่า จะนำเงินไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน  รวมทั้งใช้ในการเปลี่ยนผ่านลดการพึ่งพาน้ำมันไปสู่พลังงานทดแทน (Transition) และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตในระยะยาว (Transformation) โดยที่รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Frame work) และรักษากรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

ส่วนวิธีการกู้เงินจะออกเป็นพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินหรือไม่ วงเงินเท่าไหร่ ดร.เอกนิติกล่าวว่าขอหารือกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และฝ่ายกฎหมายก่อน

ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เช้าวันรุ่งขึ้น ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่มีการส่งข้อความในสื่อโซเชียลว่าจะมีการขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10 % นั้น “เป็นข่าวปล่อม รัฐบาลมีแต่จะพิจารณามาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเท่านั้น”

ส่วนประเด็นที่มีการวิจารณ์รัฐบาลว่า รัฐบาลข้ามหัวข้าราชการ จะทำการออกพระราชกำหนดกู้เงิน  เพื่อใช้ประคับประคองเศรษฐกิจยามฉุกเฉิน   แต่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังยังไม่ทราบเรื่อง

ดร.รัชดา อธิบายว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเพียงตอบโดยให้ความเห็นทางกฎหมาย ว่า “ถ้าจะออกพระราชกำหนดกู้เงินก็ทำได้ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ คือเป็นกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น วิกฤตโควิด-19 ก็เคยกู้แบบนี้  ซึ่งไม่ได้มีปัญหาข้อกฎหมาย”

และเมื่อถูกถามต่อว่า ขณะนี้เข้าเกณฑ์ 172 ไหม?   รองนายกฯ  ได้ตอบไปว่า “สถานการณ์เช่นนี้ก็เข้านะ เงินคงคลังเหลือไม่มาก ไหนจะผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แถมปีนี้ยังจะมี super El Niño อีก ซึ่งกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตร ต้องมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอีก

ดร.รัชดา กล่าวย้ำว่า การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลและข้าราชการต้องทำงานร่วมกัน รับฟังกันและกัน การด่วนสรุปว่า มีการตัดสินใจข้ามหัวข้าราชการ จึงเป็นความคิดเห็นที่เกินเลยไปมากทีเดียว