วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
นโยบายเกษตรของพรรคเพื่อไทย
จากการติดตามนโยบายพรรคเพื่อไทย ภายใต้การยึด 3 เก้าอี้กระทรวงเกษตรแบบเบ็ดเสร็จ ได้รับทราบผ่าสื่อต่างๆ พอสรุปได้ว่า “นโยบายเกษตรของพรรคเพื่อไทย” มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรจาก 10,000 บาท/ไร่/ปี เป็น 30,000 บาท/ไร่/ปี ภายในปี 2570 โดยการแก้ปัญหา “ต้นทุนสูง-ราคาต่ำ-ผลผลิตน้อย” เพื่อให้มีรายได้สุทธิเพียงพอสำหรับการดำรงชีพและชำระหนี้ ผ่านมาตรการหลักๆ ดังนี้ คือ (ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1ApfLjmtHZ/)
1. พักหนี้เกษตรกร 3 ปีทั้งต้น ทั้งดอกทันที เพื่อลดภาระในการทำมาหากินของพี่น้องเกษตรกร มุ่งสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 4 ปีด้วยหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
2. สร้างทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ เปิดตลาดใหม่เพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าให้เกษตรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สร้างความแม่นยำในการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มจำนวนและคุณภาพของผลผลิต ใช้นวัตกรรม Blockchain เพื่อประกันราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้า สร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรด้วยการให้ราคาผลผลิตที่เกษตรกรควรได้รับ
การผ่าตัดภาคเกษตรเริ่มที่การ “เพิ่มอุปสงค์และปรับอุปทานภาคการเกษตร” นำนวัตกรรมมาสนับสนุน การเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุน การแปรรูปสู่มูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้น ตามแนวทาง 6 ประการ โดยเดินหน้าปฏิรูป 6 ด้าน (1) ดินนำน้ำดี (2) มีสายพันธุ์ (3)ยืนยันราคา (4) จัดหาแหล่งทุน (5) หนุนนำนวัตกรรม (6) จัดทำกรรมสิทธิ์ที่ดิน
ปัญหาการเกษตรของไทย
ในฐานะของบุคคลที่คลุกคลีกับการเกษตรของไทยมานาน ทั้งในฐานะของผู้ประกอบการ (ประมง ปศุสัตว์) สมาชิกวุฒิสภา (ประธานกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์) และผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษา (ด้านการเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร) ผู้เขียนได้ประมวลปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและปัญหาของเกษตรกรออกเป็น 3 มิติ ดังนี้
ปัญหาการเกษตรของไทย (3 มิติ) ประกอบด้วย
1. ปัญหาเชิงโครงสร้าง (Structural Issues)
- การจัดการภาครัฐ (ก) การขาดนโยบายที่มองการแก้ปัญหาเชิงระบบ/แบบองค์รวม/ต่อเนื่อง/แก้ปัญหาแบบสุดทาง (ข) การจัดการ/แก้ปัญหาแบบแยกส่วน ผลิต/ตลาด (ค) การมี/ใช้ความรู้/ความเข้าใจ/มุมมอง แบบเดิมๆ (ง) การแก้ปัญหาโดยขาดเป้าหมาย (ที่ไม่มีทางชนะ/สิ้นสุด) (จ) การไม่มีการแก้เชิงโครงสร้าง/แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- การใช้พื้นที่จำนวนมาก การใช้พื้นที่ไม่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตไม่คุ้ม
- การไม่ทราบจำนวนผลผลิต เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามความนิยม/ตลาด
- การขาดแคลนน้ำ มีปัญหาน้ำแล้ง/น้ำท่วม
- การจัดการตลาดแบบแยกส่วน รัฐ/เอกชน พาณิชย์/เกษตร/ท้องถิ่น
- การได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
- การขาดแคลนเกษตรกรรุ่นใหม่
- การขาดระบบประกันภัย
- การแข่งขันจากต่างประเทศ/การกีดกันทางการค้า
- ขาดแคลนนวัตกรรม/การนำมาใช้ประโยชน์
- หนี้สินของเกษตรกรที่พอกพูนมากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด
- ฯลฯ
2. ปัญหาของเกษตรกร (Farmer Issues)
- ปัจจัยการผลิตขาดแคลน (ก) ที่ดินทำกิน (ข) พันธุ์พืช (ค) น้ำ (ง) ปุ๋ย (จ) เงินทุน (ฉ) เครื่องจักร (ช) พลังงาน
- การจัดการแบบเดิมๆ/ตามยถากรรม/พึ่งธรรมชาติ
- ผลผลิตไม่แน่นอน/ไม่มีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว/การแปรรูป/การเก็บรักษาเพื่อยืดอายุ
- ปัญหาตลาด/การขาดอำนาจต่อรอง/ไม่สามารถกำหนดราคา นำไปสู่การขาดทุน/การเพิ่มพูนหนี้สิน
- รายได้ไม่แน่นอน หนี้สินสะสม/หนี้สินล้นพ้นตัว นำไปสู่ความไม่มั่นคงในอนาคต
- ฯลฯ
3. ปัญหาเชิงผสมผสาน (Interconnected Issues)
- การพึ่งพาต่างประเทศ (ปุ๋ย ตลาด คู่แข่ง/คู่ค้า)
- มาตรฐานสินค้า/การกีดกันทางการค้า/การแข่งขันกับต่างประเทศ (การนำเข้า)
- การพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง (ปัจจัยการผลิต เงินทุน ตลาด)
- การขาดทุน/หนี้สินล้นพ้นตัว (เกิดจากการขาดทุน/การขาดองค์ความรู้ในการจัดการ/การได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ)
- การมีสถาบันการศึกษาแต่ไม่เคยเอื้อมลงมาเอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกร/การแก้ไขปัญหา
- ระบบสหกรณ์/กลุ่ม/ชุมชนที่แยกส่วนและขาดประสิทธิภาพ
- ฯลฯ
แนวคิดในการแก้ไขปัญหาการเกษตรและเกษตรกรของไทย
หากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและปัญหาของเกษตรกรข้างต้นที่ผู้เขียนได้ประมวลไว้ข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผู้เขียนมี “แนวคิดในการแก้ไขปัญหาการเกษตรและเกษตรกรของไทย” ดังนี้
ปัญหาการเกษตรของไทย (3 มิติ) และแนวทางแก้ไขมิติของปัญหา ประเด็นปัญหา ที่มาของปัญหา แนวทางแก้ไข ปัญหาเชิงโครงสร้าง (Structural Issues) การจัดการภาครัฐ (ก) การขาดนโยบายที่ชัดเจน/ต่อเนื่องที่แก้ปัญหาทั้งระบบ (ข) การจัดการ/แก้ปัญหาแบบแยกส่วน ผลิต/ตลาด (ค) การมี/ใช้ความรู้/ความเข้าใจ/มุมมอง แบบเดิมๆ (ง) การแก้ปัญหาโดยขาดเป้าหมาย (ที่ไม่มีทางชนะ/สิ้นสุด) (จ) การไม่มีการแก้เชิงโครงสร้าง/แก้ปัญหาเฉพาะหน้า การขาดนโยบายที่มองการแก้ปัญหาเชิงระบบ/แบบองค์รวม/ต่อเนื่อง/แก้ปัญหาแบบสุดทาง การกำหนดนโยบายที่ตอบสนองกับแก้ปัญหาเชิงระบบ/เชิงโครงสร้าง ทั้งระยะสั้นและระยะยาวการดำเนินการตามนโยบายที่จริงจัง/เป็นระบบ ต่อเนื่อง และมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาเชิงบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ การใช้พื้นที่จำนวนมาก การใช้พื้นที่ไม่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตไม่คุ้ม การขาดนโยบาย/ความมุ่งทั่นในการใช้พื้นที่ การ Zoning พื้นที่การให้การสนับสนุน (ปัจจัยต่างๆ) เฉพาะเกษตรกรที่ปลูกในพื้นที่นโยบาย การไม่ทราบจำนวนผลผลิต เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามความนิยม/ตลาด การขาดนโยบายในการผลิตของภาครัฐ ที่ต้องควบคุม เพื่อตอบโจทย์การผลิตให้สอดรับกับการบริโภค ไม่ใช่การปล่อยให้มีการผลิตตามความต้องการของเกษตรกร การขึ้นทะเบียนเกษตรกร/การเปลี่ยนแปลงทะเบียนตามข้อเท็จจริงการให้การสนับสนุน (ปัจจัยต่างๆ) เฉพาะเกษตรกรที่ปลูกพืชนโยบายการติดตามและประเมินผลผลิตในทุกฤดูกาล การสุ่มตรวจการประเมินการผลิตและตลาดของพืชทุกชนิดในทุกแหล่งผลิต ทั้งในและต่างประเทศการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการข้อมูล การขาดแคลนน้ำ การใช้น้ำอย่างเสรี/ไม่จำกัดของเกษตรกร/การเข้าใจว่ารัฐมีหน้าที่ต้องตอบสนองตลอดเวลา การจัดหาแหล่งน้ำที่เพียงพอสำหรับแต่ละพื้นที่การจำกัดการจ่ายน้ำให้เพียงพอ แต่มิใช่เกินไปกว่าความต้องการที่แท้จริงการใช้ปัจจัยน้ำในการควบคุมการผลิต เช่น การงดจ่ายน้ำในพื้นที่ไม่เหมาะสม (อาจมีการคิดค่าใช้น้ำ)การส่งเสริมให้เกษตรกร/ชุมชนมีแหล่งน้ำของตนเอง มีปัญหาน้ำแล้ง/น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ การประเมิน/ทำนาย (จากสถิติ) ของปัญหาที่เกิดในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การวางแผนในการแก้ปัญหาระยะยาวการหลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ที่ประสบปัญหาซ้ำซากการจ่ายชดเชยในการไม่ปลูกพื้นในพื้นที่ในฤดูกาลที่มีปัญหาการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมสำหรับเกษตรกรในพื้นที่/ฤดูกาลที่มีปัญหา การจัดการตลาดแบบแยกส่วน รัฐ/เอกชน พาณิชย์/เกษตร/ท้องถิ่น ปัญหาภารกิจแยกส่วนในความรับผิดชอบและนโยบายที่ต่างกัน การกำหนดนโยบายกลางเพื่อการทำงานร่วมกันการบูรณาการข้อมูล/การทำงาน/การส่งเสริมสนับสนุนที่สอดรับและเอื้อประโยชน์ต่อกันการจัดสรรงบประมาณแบบบูรณาการที่ใช้ร่วมกัน ราคาตกต่ำ/ไม่แน่นอน/ไม่สามารถกำหนดได้/ไม่ผกผันตามต้นทุน เป็นไปตามระบบอุปสงค์-อุปทาน/การกดราคาของคนกลาง การกำหนดนโยบายการผลิตให้สมดุลกับความต้องการของตลาดการควบคุมพ่อค้าคนกลางการนำอุตสาหกรรมการเกษตรและการแปรรูปมารองรับในภาวะการล้นตลาดของผลผลิตการนำนวัตกรรมมาใช้ในการยกระดับราคา และสร้างมูลค่าเพิ่ม (ทั้ง Value added และ value creation) การได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ขาดระบบการประกันภัย จัดให้มีระบบการประกันภับทางการเกษตร ที่รับผิดชอบในภัยที่เกิดขึ้นที่ครอบคลุมพืชเกษตรทุกชนิด และครอบคลุมทั้งภัยธรรมชาติ ผลผลิต และราคารัฐอาจนำร่องโดยระบบการจ่ายเบี้ยประกันให้ในระยะเริ่มแรก หรือการจ่ายให้บางส่วน เพื่อให้ระบบทำงาน การขาดแคลนเกษตรกรรุ่นใหม่ สภาพการทำงานที่ยากลำบาก/ผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน/สังคมผู้สูงอายุ การใช้เครื่องจักรกล/เครื่องทุ่นแรง/เทคโนโลยีการฟื้นฟูวิทยาลัยการเกษตร/การปรับปรุงหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติ เพื่อยกระดับความรู้ในการจัดการฟาร์มสมัยใหม่ การแข่งขันจากต่างประเทศ/การกีดกันทางการค้า ขาดการศึกษา/ติดตาม และป้องกันปัญหาล่วงหน้า จัด/มอบหมายให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฝ้าระวัง/ศึกษา/ติดตาม คาดการณ์ล่วงหน้าจัดทำระบบเตือนภัย/แก้ไขปัญหาก่อนการเกิดปัญหาสร้างกลไกทางกฎหมายเพื่อป้องกัน/จัดการกับปัญหา ขาดแคลนนวัตกรรม/การนำมาใช้ประโยชน์ ขาดการคิดนวัตกรรมใหม่ๆที่เกี่ยวข้อง/ไม่มีหน่วยงานที่ให้ความสนใจในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง กำหนดนโยบายที่ชัดเจนมอบหมายให้หน่วยงาน/สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องในการคิด/ศึกษา/การประยุกต์ใช้จัดสรรงบประมาณเฉพาะเพื่อสนับสนุนที่เพียงพอและต่อเนื่อง หนี้สินของเกษตรกรที่พอกพูนมากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด การขาดทุน/การได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ/การใช้จ่าย การพักชำระหนี้/การตัดหนี้บางส่วน (กรณีจ่ายดอกเบี้ยเกินเงินต้น) การประกันภัย การอุดหนุน/สนับสนุนในบางกรณี/ปัจจัยการผลิต/การแปรรูป ปัญหาของเกษตรกร (Farmer Issues) ปัจจัยการผลิตขาดแคลน/มีราคาแพง (ก) ที่ดินทำกิน (ข) พันธุ์พืช (ค) น้ำ (ง) ปุ๋ย (จ) เงินทุน (ฉ) เครื่องจักร (ช) พลังงาน การเข้าถึง/องค์ความรู้/การจัดการ ที่ดินทำกิน แก้ด้วยระบบการเช่าระยะยาวจากรัฐหรือเอกชน/การจัดสรรที่ดิน สปก. การจัดสรรนิคมสหกรณ์ (ที่รัฐจัดหาสาธารณูปโภคพันธุ์พืช แก้ด้วยน้ำ แก้ด้วยปุ๋ย แก้ด้วยเงินทุน แก้ด้วยการเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงสถาบันการเงิน/สหกรณ์ การเป็นที่ปรึกษาเครื่องจักรพลังงาน การจัดการแบบเดิมๆ/ตามยถากรรม/พึ่งธรรมชาติ ขาดการศึกษา/ขาดทางเลือก การฝึกอบรมการจัดทำระบบพี่เลี้ยง/อาสาการเกษตร โดยสถาบันการศึกษา/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลผลิตไม่แน่นอน/ไม่มีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว/การแปรรูป/การเก็บรักษาเพื่อยืดอายุ ขาดการจัดการที่ดี การฝึกอบรมการจัดทำระบบพี่เลี้ยง/อาสาการเกษตร โดยสถาบันการศึกษา/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องการสนับสนุนเงินทุนการสนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อดำเนินการ ปัญหาตลาด/การขาดอำนาจต่อรอง/ไม่สามารถกำหนดราคา รายได้ไม่แน่นอน นำไปสู่การขาดทุน/การเพิ่มพูนหนี้สิน/หนี้สินล้นพ้นตัว นำไปสู่ความไม่มั่นคงในอนาคต การการศึกษา/ความรู้/ความเข้าใจ/ปัจจัยสนับสนุน (ห้องเย็น/การรวมกลุ่ม) การให้ข้อมูล/ความรู้โดยหน่วยงานของรัฐการสนับสนุนการรวมกลุ่มและการดำเนินการโดยกลุ่ม (ร่วมซื้อ/ร่วมผลิต (แปรรูป)/ร่วมขาย) ปัญหาเชิงผสมผสาน (Interconnected Issues) การพึ่งพาต่างประเทศ (ปุ๋ย ตลาด คู่แข่ง/คู่ค้า) ขาดการศึกษา/วางแผนรับมือ ศึกษาข้อมูล/เฝ้าระวัง/ติดตาม/จัดทำระบบเตือนภัย มาตรฐานสินค้า/การกีดกันทางการค้า/การแข่งขันกับต่างประเทศ (การนำเข้า) ขาดนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องในการจัดการและเฝ้าระวัง กำหนดความชัดเจนในเชิงโยบายในการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยเฉพาะในประเด็นอาหารปลอดภัยสร้างระบบการรับรองที่มีประสิทธิภาพมีการติดตาม/ตรวจสอบ และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมีระบบการจัดการกับสินค้านำเข้ามีระบบการตอบโต้ กรณีการกีดกันทางการค้ามีกฎหมายรองรับ การพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง (ปัจจัยการผลิต เงินทุน ตลาด) การเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง การยอมรับกลไกของพ่อค้าคนกลาง แต่ต้องมีระบบการจัดการ/กำกับ/ดูแล/ควบคุม (กรณีจำเป็น)สนับสนุนระบบการรวมกลุ่ม (สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร) ขึ้นทำหน้าที่แทนพ่อค้าคนกลาง การขาดทุน/หนี้สินล้นพ้นตัว (เกิดจากการขาดทุน/การขาดองค์ความรู้ในการจัดการ/การได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ) ทุกปัญหาที่เกี่ยวข้องและนำเสนอมาแล้ว แนวทางที่เสนอมาแล้วข้างต้น การมีสถาบันการศึกษาแต่ไม่เคยเอื้อมลงมาเอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกร/การแก้ไขปัญหา ขาดนโยบายทั้งจากรัฐและสถาบันการศึกษา กำหนดนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจน และมีการจัดสรรงบประมาณจากรัฐลงมาสนับสนุนอย่างเป็นระบบมีการติดตามและประเมินผลมีการดำเนินการที่ต่อเนื่อง ระบบสหกรณ์/กลุ่ม/ชุมชนที่แยกส่วนและขาดประสิทธิภาพ ขาดองค์ความรู้ในการจัดการ/การจูงใจที่ผิด (ให้รวมกลุ่มเพื่อผลประโยชน์) และมีการทุจริตในการจัดการจนทำลายความเชื่อถือ/เชื่อมั่น สร้างความเข้าใจ/ให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบสหกรณ์สนับสนุนการจัดหาบุคคลาการที่มีความรู้และความสามารถสนับสนุนการทำงานอย่างเป็นระบบสนับสนุนการเงินผ่านระบบสหกรณ์ โดยใช้สหกรณ์เป็นส่วนหนึ่งของ ธกส. (สาขาย่อย)เฝ้าระวัง/กำกับ/ดูแลอย่างใกล้ชิด และเมีระบบจัดการปัญหา (กรณีทุจริต) ที่รวดเร็วและตรงไปตรงมา
ปัญหาของราคาสินค้าเกษตรและแนวทางในการแก้ไขผู้เกี่ยวข้อง กลไกที่มีผลต่อราคาสินค้าเกษตร แนวทางแก้ไข/โดยรัฐ-เอกชน ผลผลิต ราคา ตลาด ผู้ผลิต (เกษตรกร) ผลผลิตไม่แน่นอน (ควบคุมไม่ได้/ไม่ได้ควบคุม)เน่าเสียง่ายการเก็บรักษาต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ราคาขายมิได้เชื่อมโยง/ผกผันตามต้นทุนราคาขึ้นอยู่กับกลไกตลาด (อุปสงค์/อุปทาน)ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้มีโอกาสขาดทุน ไม่รู้กลไกตลาดเงินทุนต่ำไม่มีอำนาจต่อรอง ให้ความรู้เรื่องตลาดและกลไกตลาดให้ความรู้ในเรื่องการควบคุมการผลิต (ลดต้นทุน/ควบคุมปริมาณ/ควบคุมลรักษาคุณภาพ)ให้ความรู้ในเรื่องการเพิ่มมูลค่า/แปรรูปให้อำนาจต่อรองติดตามตลาด (การผลิต/ราคา) จัดทำสถิติให้ความรู้ในเรื่องการรวมกลุ่ม (ผลิต/ขาย/แปรรูป)สนับสนุนเงินทุนผ่านการรวมกลุ่ม (ห้องเย็น/โรงงานแปรรูป/เงินทุนหมุนเวียน (Packing credit) หาตลาดต่างประเทศ พ่อค้าคนกลาง รู้อุปสงค์/อุปทาน เป็นผู้กำหนดราคามีรายได้จากส่วนต่างของราคา/กำไร รู้ข้อมูล/กลไกตลาดมีเงินทุนสูงมีอำนาจซื้อ/ต่อรองสูง ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาเฝ้าระวังเรื่องการผูกขาดและค้ากำไรเกินควรสร้างกลไกตลาดกลาง
แนวคิดข้างต้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ปัญหาการเกษตรไทยไม่ใช่แค่เรื่อง “ราคา” หรือ “หนี้สิน” แต่เป็น “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องมองทั้งระบบ และแก้ไขทั้งระบบด้วย มิใช่แก้ไขเฉพาะส่วน
การปฏิรูป 4 ด้านเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน
เพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกร และปัญหาการเกษตรของไทย ผู้เขียนขอเสนอแนวทาง “การปฏิรูป” 4 ด้าน เพื่อการ “แก้ปัญหาได้สุดทาง” และนำไปสู่ “การเกษตรที่ยั่งยืน” ดังนี้
1. การศึกษาระบบ “ครบวงจร” สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเน้นการจัดการอย่างเป็นระบบตลอดกระบวนการผลิต ไม่ใช่แค่สอนให้ปลูกเป็น
- แนวทาง : ฟื้นฟูวิทยาลัยการเกษตรและปรับปรุงหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับความรู้ในการจัดการฟาร์มสมัยใหม่ (ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่สอนวิชาเกษตรรวมไม่น้อยกว่า 20 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (ที่วันนี้แทบจะไม่มีนักศึกษา) รวมอีก 47 แห่ง)
- กลไก : ใช้สถาบันการศึกษาจัดทำระบบ “พี่เลี้ยง” หรือ “อาสาการเกษตร” ลงไปคลุกคลีในพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษาตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การดูแล จนถึงการจัดการหลังเก็บเกี่ยว และการแปรรูป
2. การผลิตตามความต้องการของตลาด และเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม นี่คือการแก้ปัญหา “มิติเชิงโครงสร้าง” เรื่องการผลิตที่ไม่ทราบจำนวนและไม่สอดคล้องกับตลาด
- แนวทาง : กำหนดนโยบายการผลิตให้สมดุลกับความต้องการ (Zoning) และใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการข้อมูลผลผลิตในทุกฤดูกาล
- นวัตกรรม : มอบหมายสถาบันการศึกษาคิดค้นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับราคาและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) รวมถึงการแปรรูปเพื่อยืดอายุผลผลิต เพื่อปิดประตูการขาดทุน เพิ่มค่าตอบแทนและกำไรให้กับเกษตรกร
3. ปฏิรูประบบคนกลางด้วย “สหกรณ์สมัยใหม่” เป็นการแก้ปัญหา “มิติเชิงผสมผสาน” เรื่องการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางที่เอารัดเอาเปรียบ
- กลไก : สนับสนุนระบบสหกรณ์ให้ทำหน้าที่ “ร่วมซื้อ-ร่วมผลิต-ร่วมขาย” แทนพ่อค้าคนกลาง
- ประสิทธิภาพ : พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการ และใช้สหกรณ์เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงิน (สาขาย่อย ธกส.) เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงทุนได้ง่ายและเป็นธรรม
4. การปฏิรูประบบหนี้สิน “3 ระยะ” นี่คือจุดที่ต่างจากนโยบายทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะคุณมองไปที่การ “ล้างหนี้” ไม่ใช่แค่ “พักหนี้”
- ระยะที่ 1 (พักหนี้เดิม) : เพื่อลดภาระและให้โอกาสเกษตรกรได้ตั้งตัว
- ระยะที่ 2 (งดหนี้ใหม่) :
- หนี้ส่วนตัว : แก้ด้วยการทำบัญชีครัวเรือนแยกส่วน
- หนี้กิจการ : แก้ด้วยการเพิ่มกำไรผ่านการจัดการที่มีประสิทธิภาพ
- หนี้จากภัยธรรมชาติ : จัดให้มีระบบประกันภัยทางการเกษตรที่ครอบคลุมทั้งภัยธรรมชาติ ผลผลิต และราคา
- ระยะที่ 3 (ลดและล้างหนี้) : มุ่งเป้าไปที่การเป็น Smart Farmer ที่มีกำไรเพียงพอจนสามารถปลดหนี้ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน
วิเคราะห์เปรียบเทียบกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย (โดย Gemini)
จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่าง “แนวคิดการปฏิรูป 4 ด้าน” กับ “นโยบายเกษตรพรรคเพื่อไทย” สามารถสรุปจุดเน้นที่แตกต่างและสิ่งที่นโยบายพรรคยังครอบคลุมไม่ถึงได้ ดังนี้
1. การศึกษาและการจัดการระบบการผลิตนโยบายเพื่อไทย แนวคิดผู้เขียน ข้อแตกต่าง เน้นการใช้ “นวัตกรรมเสริม” และ “เทคโนโลยีสมัยใหม่” เพื่อสร้างความแม่นยำในการเพาะปลูก และมีการพูดถึงนวัตกรรม Blockchain เพื่อประกันราคาสินค้าล่วงหน้า เน้นไปที่ “การศึกษาสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่” ที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบตลอดกระบวนการผลิต ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเสนอให้ฟื้นฟูวิทยาลัยเกษตร ปรับหลักสูตรเน้นการปฏิบัติ และให้สถาบันการศึกษาทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” หรืออาสาการเกษตรลงมาช่วยแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง นโยบายเพื่อไทยมองนวัตกรรมเป็น “เครื่องมือ” แต่แนวคิดผู้เขียนมองว่า “คน (เกษตรกร)” และ “ระบบการศึกษา” คือหัวใจหลักที่จะต้องถูกปฏิรูปก่อน เพื่อให้คนสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างยั่งยืน
2. การตลาดและระบบคนกลางนโยบายเพื่อไทย แนวคิดผู้เขียน ข้อแตกต่าง ใช้หลัก “ตลาดนำ” โดยการเปิดตลาดใหม่เพิ่มโอกาสส่งออก และปรับอุปสงค์-อุปทาน เสนอให้ “ปฏิรูประบบคนกลางด้วยสหกรณ์สมัยใหม่” โดยผู้เขียนมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาดอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเอารัดเอาเปรียบของคนกลางและการที่เกษตรกรขาดอำนาจต่อรอง แนวทางแก้ไขคือการทำให้ “สหกรณ์เข้มแข็ง” เพื่อทำหน้าที่ “ร่วมซื้อ-ร่วมผลิต-ร่วมขาย” แทนคนกลาง และเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงิน (สาขาย่อย ธกส.) นโยบายเพื่อไทยเน้นการหาตลาดใหม่จากส่วนกลาง แต่แนวคิดผู้เขียนเน้นการสร้าง “กลไกในระดับท้องถิ่น” (สหกรณ์) เพื่อสู้กับระบบคนกลางและสร้างอำนาจต่อรองที่แท้จริงให้เกษตรกร
3. การจัดการหนี้สิน (จุดที่ต่างกันชัดเจนที่สุด)นโยบายเพื่อไทย แนวคิดผู้เขียน ข้อแตกต่าง เน้นมาตรการ “พักหนี้ 3 ปี ทั้งต้นและดอกทันที” เพื่อลดภาระชั่วคราว เสนอการ “ปฏิรูประบบหนี้สิน” แบบครบวงจร 3 ระยะ: (1) พักหนี้เดิม : เพื่อตั้งตัว (2) งดหนี้ใหม่ : แยกบัญชีหนี้ส่วนตัวและหนี้กิจการ (เพิ่มกำไร) และใช้ระบบประกันภัยจัดการหนี้จากภัยธรรมชาติ (3) ลดหนี้และล้างหนี้ : ด้วยกำไรจากการเป็น Smart Farmer การพักหนี้ของเพื่อไทยเป็นเพียงการ “หยุดปัญหาชั่วคราว” แต่แนวคิดของผู้เขียนคือการ “รื้อโครงสร้างหนี้” โดยใช้ระบบประกันภัยมาตัดวงจรหนี้เสีย และใช้การจัดการบัญชี/กำไร มาเป็นตัวล้างหนี้ให้หมดไป
4. การจัดการภาครัฐและเชิงโครงสร้างนโยบายเพื่อไทย แนวคิดผู้เขียน มุ่งเน้นการปฏิรูป 6 ด้าน (ดิน น้ำ พันธุ์ ราคา ทุน ที่ดิน) และยึดการบริหารกระทรวงเกษตรฯ แบบเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดเอกภาพ มองลึกไปถึง “การจัดการภาครัฐที่ล้มเหลว” จากการทำงานแยกส่วน (พาณิชย์/เกษตร/ท้องถิ่น) และการแก้ปัญหาที่ไม่มีเป้าหมายแบบ “ชนะ/สิ้นสุด” ผู้เขียนเสนอให้มีการบูรณาการงบประมาณและข้อมูลร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
ข้อแตกต่างประเด็นการจัดการภาครัฐและเชิงโครงสร้างประเด็น นโยบายเพื่อไทย แนวคิดผู้เขียน ข้อแตกต่าง 1. การมองปัญหา : “แก้เป็นจุด” vs “แก้เชิงระบบ” เน้นการแก้ปัญหาแบบ “Function” หรือตามหน้าที่ของแต่ละปัจจัย (ดิน น้ำ พันธุ์ ราคา) โดยหวังว่าเมื่อแก้ครบทุกจุดแล้วรายได้จะเพิ่มขึ้นเอง 3 เท่า ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงคือ “การขาดนโยบายที่มองเชิงระบบ/แบบองค์รวม” มองว่าการแก้เป็นส่วนๆ (ผลิตแยกกับตลาด) คือการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ “ไม่มีวันชนะ” หากรัฐยังทำงานแยกส่วน (พาณิชย์/เกษตร/ท้องถิ่น) ปัญหาก็จะวนกลับมาที่เดิม เพื่อไทยมุ่งเน้นที่การ “ส่งมอบปัจจัยผลิต” แต่คุณมุ่งเน้นที่การ “ปฏิรูปกระบวนการทำงานของรัฐ” ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริง 2. เป้าหมายของการแก้ปัญหา : “ตัวเลขรายได้” vs “ความสำเร็จเชิงโครงสร้าง” ตั้งเป้าหมายเชิงสถิติคือ “เพิ่มรายได้ 3 เท่า ภายในปี 2570” ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่เน้นผลลัพธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่จับต้องได้เร็ว มองหาเป้าหมายที่ “ต้องชนะ/สิ้นสุด” ผู้เขียนวิจารณ์ว่าที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของรัฐมักทำแบบเฉพาะหน้าและไม่มีจุดสิ้นสุด ข้อเสนอ (เช่น การทำ Zoning จริงจัง การมีระบบประกันภัย) คือการวางโครงสร้างเพื่อให้ปัญหา “ถูกแก้จนสุดทาง” ไม่ใช่แค่การเยียวยาไปวันๆ รวมทั้ง “การเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” เพื่อไทยให้ความสำคัญกับ “ตัวเลข (Output)” แต่ผู้เขียนให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืนของระบบ (Outcome)” และเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม 3. กลไกขับเคลื่อนนโยบาย : “รัฐเป็นผู้ทำ” vs “รัฐเป็นผู้วางโครงสร้าง” รัฐบาลจะเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักผ่านกลไกกระทรวงและเทคโนโลยี (เช่น รัฐหาตลาดใหม่ รัฐจัดทำ Blockchain ประกันราคา) รัฐควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ทำ มาเป็นผู้ “วางนโยบายและสนับสนุนงบประมาณ” ให้กับกลไกท้องถิ่นอย่าง สถาบันการศึกษา และ สหกรณ์ โดยผู้เขียนเน้นว่ารัฐต้อง “มุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมาย” ผ่านการกระจายอำนาจให้องค์กรเหล่านี้เป็นอาสาการเกษตรและพี่เลี้ยง เพื่อไทยเน้นการใช้ “อำนาจบริหารจากส่วนกลาง (Top-down)” แต่ผู้เขียนเน้นการสร้าง “กลไกพี่เลี้ยงในระดับพื้นที่ (Grassroots Support)” เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง 4. ข้อมูลและสถิติ : “ความน่าเชื่อถือสากล” vs “ความจริงหน้างาน” เน้นการเจรจา และการยอมรับในเวทีโลกเพื่อความน่าเชื่อถือ เน้นการจัดการข้อมูลภายใน เช่น “การไม่ทราบจำนวนผลผลิต” และการขาดสถิติที่แม่นยำ ซึ่งนำไปสู่การผลิตตามความนิยมจนล้นตลาด จึงเสนอให้มีการทำบัญชีแยกส่วนและระบบติดตามตลาดที่จริงจัง เพื่อไทยมอง “ภาพลักษณ์และการค้าโลก” แต่ผู้เขียนมอง “ฐานข้อมูลและความแม่นยำในการวางแผนผลิต”
บทสรุปการวิเคราะห์ : เมื่อเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยเน้นที่ “ผลลัพธ์ระยะสั้น” (เพิ่มรายได้ 3 เท่า พักหนี้) ผ่านการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ในขณะที่แนวคิดของผู้เขียนมุ่งเน้นที่ “การสร้างความเข้มแข็งเชิงโครงสร้าง” (ปฏิรูปการศึกษา สหกรณ์สมัยใหม่ ประกันภัย) เพื่อให้เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวและหลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้อย่างถาวร
สรุปประเด็นที่เห็นต่างชัดเจนที่สุดในมิตินี้ : นโยบายของเพื่อไทยคือการ “ปรับปรุงประสิทธิภาพภายใต้โครงสร้างรัฐแบบเดิม” แต่แนวคิดของผู้เขียนคือการ “รื้อถอนโครงสร้างรัฐที่ทำงานแยกส่วน” แล้วสร้างระบบใหม่ที่ใช้ความรู้ (มหาวิทยาลัย/วิทยาลัยเกษตร) และการรวมกลุ่ม (สหกรณ์) เป็นตัวนำ
การขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน
หัวใจสำคัญที่สุดของแก้ปัญหาการเกษตรและเกษตรกร ไม่ใช่อยู่ที่ “นโยบาย” แต่อยู่ที่การบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่านโยบายจะเขียนไว้สวยหรูแค่ไหน แต่ถ้า “ผู้บริหารขาดความเข้าใจเชิงลึก” และ “ขาดกึ๋น” ในการจัดการปัญหาที่ซับซ้อน ผลลัพธ์ย่อมไม่ต่างจากอดีต
ข้อแตกต่างของแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินประเด็น นโยบายเพื่อไทย แนวคิดผู้เขียน 1. การบริหารด้วย “อีเวนต์” vs การบริหารด้วย “ระบบ” สะท้อน “กึ๋น (Gut)” ในเชิง “การตลาด” (Marketing) เป็นหลัก เช่น การประกาศตัวเลขรายได้ 3 เท่า หรือการพักหนี้ทันที สิ่งเหล่านี้คือการสร้างความหวังให้ประชาชนและเป็นเป้าหมายที่วัดผลได้ง่ายในทางการเมือง แต่ในแง่การบริหารจริง มันอาจจะเป็นเพียงการ “หล่อไปวันๆ” หากไม่มีระบบรองรับที่แข็งแกร่ง เน้น “กึ๋น (Gut)” ในเชิง “วิศวกรรมโครงสร้างบริหาร” (Structural Management) โดยมองว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการประกาศนโยบาย แต่เกิดจากการแก้ปัญหา “ความล้มเหลวภาครัฐ” ที่ทำงานแยกส่วน เน้นเรื่องการจัดการสถิติผลผลิต (Zoning) และการบูรณาการงบประมาณ ซึ่งเป็นงานหลังบ้านที่ “ไม่หล่อ” แต่เป็นจุดชี้ขาดว่านโยบายจะ “ชนะหรือแพ้” 2. องค์ความรู้เรื่อง “คน” และ “สถาบัน” : “รัฐสั่ง” vs “เครือข่ายพี่เลี้ยง” ดูเหมือนจะเชื่อมั่นในพลังของ “ส่วนกลาง” และ “เทคโนโลยี” (เช่น Blockchain) โดยมองว่า “กึ๋น (Gut)” ของรัฐบาลจะสามารถชี้นำและแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้เอง “กึ๋น (Gut)” ของผู้เขียนคือการเข้าใจว่า “รัฐทำเองทั้งหมดไม่ได้” จึงเสนอให้ปฏิรูปสถาบันการศึกษาและสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลัก นี่คือองค์ความรู้เรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) ที่ลึกกว่า เพราะผู้เขียนรู้ว่าถ้าเกษตรกรไม่มี “พี่เลี้ยง” (มหาวิทยาลัย/วิทยาลัย) และไม่มี “อำนาจต่อรอง” (สหกรณ์) ต่อให้รัฐบาลเก่งแค่ไหน เกษตรกรก็ยังพึ่งพาตัวเองไม่ได้อยู่ดี 3. การแก้ปัญหาหนี้ : “ความกล้าทางนโยบาย” vs “ความรอบคอบเชิงวิชาชีพ” ใช้ “กึ๋น (Gut)” ในการ “ซื้อเวลา” (พักหนี้) เพื่อให้หายใจคล่องชั่วคราว ใช้ “กึ๋น (Gut)” ในการ “ผ่าตัดหนี้” โดยแยกแยะประเภทหนี้ (หนี้ส่วนตัว/หนี้กิจการ/หนี้จากภัยธรรมชาติ) และใช้ระบบประกันภัยเข้ามาตัดวงจร นี่คือองค์ความรู้ระดับผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและบริหารความเสี่ยง ที่มองเห็นว่าการพักหนี้อย่างเดียวไม่เคยล้างหนี้ได้จริง
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน (ต่อพรรคเพื่อไทย) ที่กำกับนโยบายการเกษตรของรัฐบาล
1. เปลี่ยนจาก “การพักหนี้” เป็น “การปฏิรูประบบหนี้สิน 3 ระยะ”
- ระยะสั้น : พักหนี้เดิมเพื่อลดภาระทันทีตามนโยบายพรรค
- ระยะกลาง : “งดหนี้ใหม่” โดยให้ความรู้การทำบัญชีแยกส่วนระหว่าง “หนี้ครัวเรือน” และ “หนี้กิจการ” พร้อมนำระบบประกันภัยภาคเกษตรมาใช้บริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและราคาผันผวน เพื่อไม่ให้เกิด “หนี้ใหม่ซ้ำซาก” ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ
- ระยะยาว : “ล้างหนี้ด้วยกำไร” มุ่งเป้าให้เกษตรกรเป็น “Smart Farmer” ที่มีรายได้สุทธิชนะ “หนี้สิน” อย่างถาวร
2. ปฏิรูป “สถาบันการศึกษา” ให้เป็นกระดูกสันหลังของระบบพี่เลี้ยง
- เลิกให้มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเกษตรอยู่แค่ในหอคอยงาช้าง แต่ต้องกำหนดเป็นนโยบายรัฐให้สถาบันเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “อาสาการเกษตร/พี่เลี้ยง” ในพื้นที่
- จัดสรรงบประมาณให้สถาบันการศึกษาลงไปดูแลเกษตรกร “ตลอดกระบวนการผลิต” ตั้งแต่คัดพันธุ์ ดูเล และจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลกำไรหน้างานจริง
3. ปฏิรูประบบคนกลางด้วย “สหกรณ์สมัยใหม่”
- ยกระดับสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักในการ “ร่วมซื้อ-ร่วมผลิต-ร่วมขาย” เพื่อสร้างอำนาจต่อรองแทนพ่อค้าคนกลาง
- เชื่อมโยงสหกรณ์เข้ากับระบบการเงิน โดยให้ทำหน้าที่เป็น “สาขาย่อยของ ธกส.” เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงทุนได้รวดเร็วและเป็นธรรม โดยมีระบบเฝ้าระวังการทุจริตที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
4. การยกระดับรายได้เกษตรกรด้วยงานวิจัย และเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
- สนับสนุนเงินทุนให้กับสถาบันการศึกษาในการวิจัยรอบด้านเพื่อลดต้นทุนการผลิต การจัดการฟาร์ม และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรด้วยการ “เพิ่มมูลค่า” ทั้ง Value added และ Value creation ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
5. การจัดการภาครัฐแบบ “บูรณาการเชิงระบบ” (Single Command)
- เลิกการทำงานแยกส่วนระหว่างกระทรวงเกษตรฯ (ผลิต) และกระทรวงพาณิชย์ (ตลาด)
- ใช้องค์ความรู้และข้อมูลสถิติที่แม่นยำในการทำ Zoning และควบคุมปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์ (ไม่ใช่ผลิตตามความนิยม) โดยรัฐต้องมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายเชิงโครงสร้างมากกว่าแค่การทำอีเวนต์รายวัน
บันทึกข้อเสนอเชิงนโยบาย : พลิกฟื้นภาคเกษตรไทยด้วยยุทธศาสตร์ “3 มิติ”
พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการเพิ่มรายได้เกษตรกร 3 เท่า ภายในปี 2570 ซึ่งถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป้าหมายนี้สำเร็จได้จริงและ “ไม่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” พรรคจำเป็นต้องเติมเต็ม “จิ๊กซอว์” สำคัญที่ยังขาดหายไป เพื่อเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการเป็น “ผู้สงเคราะห์” มาเป็น “ผู้วางรากฐานระบบ” ดังนี้
1. ยกระดับการแก้หนี้ : จาก “พักหนี้” สู่ “การล้างหนี้ถาวร 3 ระยะ” การพักหนี้คือการซื้อเวลา แต่การจะบรรลุรายได้ 3 เท่าได้จริง ต้องมีระบบบริหารจัดการหนี้ที่รอบด้าน
- ระยะกลาง (งดหนี้ใหม่) : รัฐต้องสนับสนุนให้มีการจัดทำบัญชีแยกส่วนระหว่าง “หนี้ครัวเรือน” และ “หนี้กิจการ” อย่างชัดเจน เพื่อให้ทราบต้นทุนที่แท้จริง
- การจัดการความเสี่ยง : ต้องมีระบบ “ประกันภัยภาคเกษตร” ที่เข้มแข็ง ครอบคลุมทั้งภัยธรรมชาติและราคา เพื่อหยุดวงจรหนี้สะสมที่เกษตรกรไม่ได้ก่อ
2. สร้าง “อาสาการเกษตร/พี่เลี้ยง” จากสถาบันการศึกษา นวัตกรรมและ Blockchain จะไม่สามารถเข้าถึงเกษตรกรรายย่อยได้เลยหากขาด “คนนำทาง”
- ปฏิรูปบทบาทมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเกษตรในพื้นที่ ให้ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง/อาสาการเกษตร” ลงไปคลุกคลีดูแลเกษตรกร “ตลอดห่วงโซ่การผลิต” (ตั้งแต่คัดพันธุ์จนถึงหลังเก็บเกี่ยว)
- เปลี่ยนงบประมาณวิจัยที่ขึ้นหิ้ง ให้เป็นงบสนับสนุนการลงพื้นที่จริง เพื่อสร้าง “Smart Farmer” ที่มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีตามเป้าหมายของพรรค
3. ปฏิรูประบบคนกลางด้วย “สหกรณ์สมัยใหม่” เป้าหมาย “ตลาดนำ” จะไร้ความหมายหากเกษตรกรยังต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางในระดับท้องถิ่น
- ยกระดับสหกรณ์ให้เป็นกลไก “ร่วมซื้อ-ร่วมผลิต-ร่วมขาย” เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่แท้จริง
- พัฒนาสหกรณ์ให้เป็น “สาขาย่อยทางการเงินของ ธกส.” เพื่อให้การสนับสนุนเงินทุนและการจัดการตลาดกลาง (เช่น ห้องเย็น โรงแปรรูป) ทำได้รวดเร็วและตรงจุด
4. สนับสนุนเงินทุนให้กับสถาบันการศึกษาในการวิจัยรอบด้านเพื่อ “ลดต้นทุน” การผลิต การจัดการฟาร์ม และ “เพิ่มรายได้” ให้กับเกษตรกรด้วยการ “เพิ่มมูลค่า” ทั้ง Value added และ Value creation ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
5. การบริหารจัดการภาครัฐแบบ “Integration & Zoning” ผู้นำที่ครบเครื่องต้องกล้าปฏิรูปการทำงานของรัฐที่แยกส่วน
- บูรณาการการทำงานระหว่าง เกษตร-พาณิชย์-อุตสาหกรรม-ท้องถิ่น ให้มีเอกภาพ (Single Command)
- บังคับใช้กฎหมาย Zoning และการควบคุมปริมาณผลผลิตตามสถิติจริง เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดแบบยั่งยืน ไม่ใช่แก้ปัญหาตามความนิยมเพียงอย่างเดียว
บทสรุปเพื่อการขับเคลื่อน
พรรคเพื่อไทยมี “หัวหอก” ที่ดีคือนวัตกรรมและตลาด แต่ข้อเสนอชุดนี้คือ “ด้ามหอก” ที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายมีพลังและลงลึกถึงรากเหง้าของปัญหา หากพรรคนำแนวทางนี้ไปปรับใช้ ไม่เพียงแต่จะเพิ่มรายได้ 3 เท่าได้ตามเป้า แต่จะเป็นการสร้าง “ชัยชนะที่สิ้นสุด” ให้กับภาคเกษตร และจารึกชื่อพรรคเพื่อไทยในฐานะผู้ปฏิรูปโครงสร้างเกษตรไทยให้มั่นคงอย่างแท้จริง



