1721955
ในโลกของภาพยนตร์เรื่องแต่ง ชื่อของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อาจเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของการยอมรับ แต่สำหรับวงการภาพยนตร์สารคดี ชื่อที่มีสถานะใกล้เคียงกันมากที่สุดคือ International Documentary Film Festival Amsterdam หรือ IDFA ในประเทศเนเธอร์แลนด์
องค์กรด้านภาพยนตร์เชิงศิลปะ Film at Lincoln Center (FLC) เคยเขียนถึงเทศกาลแห่งนี้ไว้ว่า
“IDFA ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘คานส์แห่งโลกสารคดี’”
คำเปรียบเปรยดังกล่าวไม่ใช่คำขวัญอย่างเป็นทางการของเทศกาล แต่สะท้อนสถานะของ IDFA ในสายตาคนทำหนัง และวงการภาพยนตร์นานาชาติได้อย่างชัดเจน ขณะที่ Danish Film Institute ก็เคยเรียก IDFA ในทำนองเดียวกันว่าเป็น “คานส์ของบรรดาภาพยนตร์สารคดี”
ปีนี้ เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What the Doc! Film Festival หรือ WTD! 2026 กำลังพาโลกของ IDFA เดินทางจากอัมสเตอร์ดัมมาสู่กรุงเทพฯ ผ่านโปรแกรมภาพยนตร์พิเศษจาก IDFA พร้อมการมาเยือนแบบตัวเป็น ๆ ของ แจสเปอร์ โฮคเกน โปรแกรมเมอร์ผู้รับผิดชอบภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นของ IDFA ทั้งในสายประกวดและโปรแกรมพิเศษนอกสายประกวดต่าง ๆ ซึ่งเขาจะร่วมเป็นกรรมการตัดสินของ WTD!2026 และแบ่งปันประสบการณ์การคัดเลือกภาพยนตร์ของเทศกาลสารคดีระดับโลกแห่งนี้มาสู่คนไทยในปีนี้ด้วย
จากเทศกาลเล็ก ๆ สู่ศูนย์กลางสารคดีโลก
IDFA ก่อตั้งขึ้นที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปี 1988 ในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์สารคดียังไม่มีพื้นที่ระดับนานาชาติ ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งเวทีศิลปะ ตลาดภาพยนตร์ แหล่งทุน และจุดนัดพบของคนในวงการอย่างแท้จริง
ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษ IDFA ขยายตัวจากเทศกาลภาพยนตร์ประจำปี ไปสู่สถาบันที่ทำงานกับภาพยนตร์สารคดี ตลอดวงจรชีวิตของผลงาน ตั้งแต่การพัฒนาโครงการ การสนับสนุนผู้กำกับจากประเทศที่เข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก การหาผู้ร่วมผลิต การเปิดตัวภาพยนตร์ การขายลิขสิทธิ์ ไปจนถึงการพาผลงานเข้าสู่เครือข่ายเทศกาลและผู้ชมทั่วโลก
IDFA เองระบุอย่างชัดเจนว่าเป็น “เทศกาลภาพยนตร์สารคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” แต่ความใหญ่ของ IDFA ไม่ได้วัดจากจำนวนหนัง (แต่ละปีฉายรวมกันไม่ต่ำกว่าพันรอบ) หรือจำนวนผู้ชม(ที่มีไม่น้อยกว่า 165,000 คน)เท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคืออิทธิพลที่เทศกาลมีต่อทิศทางของสารคดีร่วมสมัย และความสามารถในการทำให้ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเดินทางจากห้องตัดต่อเล็ก ๆ ไปพบผู้ชม ผู้จัดจำหน่าย สถานีโทรทัศน์ กองทุน และเทศกาลต่าง ๆ ทั่วโลก
สำหรับคนทำสารคดี การได้รับเลือกให้ฉายใน IDFA จึงมิได้หมายถึงเพียงการมีชื่ออยู่ในเทศกาลใหญ่ แต่ยังหมายถึงการเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศที่สามารถเปลี่ยนอนาคตของภาพยนตร์ได้ หนังบางเรื่องได้รับทุนตั้งแต่ยังเป็นเพียงโครงการ บางเรื่องเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่นี่ ก่อนเดินทางต่อไปยังเทศกาลอื่นทั่วโลก บางเรื่องพบผู้จัดจำหน่ายหรือสถานีโทรทัศน์ และบางเรื่องได้รับการค้นพบอีกครั้งหลังจากเคยถูกมองข้ามมาเป็นเวลายาวนาน
IDFA จึงทำหน้าที่พร้อมกันหลายประการ เป็นทั้งเวทีประกวด พื้นที่ทดลองทางศิลปะ ตลาดภาพยนตร์ ห้องเรียนของผู้สร้างรุ่นใหม่ และสถานที่ซึ่งผู้ชมทั่วไปสามารถเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ ผู้คน และประวัติศาสตร์ที่อาจไม่เคยปรากฏในสื่อกระแสหลัก
สารคดีไม่ใช่เพียงการบันทึกความจริง
สิ่งที่ทำให้ IDFA แตกต่างจากเทศกาลที่เน้นสารคดีเชิงข่าวหรือสารคดีโทรทัศน์ คือการยืนยันว่าภาพยนตร์สารคดีเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง
หนังที่ได้รับเลือกไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องใหญ่ หรือมีประเด็นการเมืองรุนแรงที่สุด แต่ต้องมีมุมมองของผู้สร้าง มีความชัดเจนในการเลือกใช้ภาษา และตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างกล้องกับบุคคลที่ถูกบันทึก
สารคดีใน IDFA จึงอาจเป็นงานสังเกตการณ์ที่แทบไม่มีบทสนทนา ภาพยนตร์ความเรียงที่สร้างจากจดหมายเหตุ โฮมวิดีโอ ภาพตัดปะ เสียงบันทึกลับ การแสดงซ้ำ แอนิเมชัน โลกเสมือนจริง หรือผลงานที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่งพร่าเลือน และหลายต่อหลายเรื่องก็มักจะถูกตั้งคำถามว่ามีสารคดีแบบนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ
คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่” แต่ยังรวมถึงว่าใครเป็นผู้บันทึก ใครมีอำนาจเล่าเรื่อง ใครถูกวางไว้กลางภาพ ใครถูกผลักไปอยู่ริมกรอบ และการสร้างภาพยนตร์กำลังช่วยให้ใครบางคนมีเสียง หรือกำลังเปลี่ยนชีวิตของเขาให้กลายเป็นวัตถุดิบของผู้สร้างอีกครั้ง
นี่คือเหตุผลที่ IDFA สามารถเป็น “คานส์ของโลกสารคดี” ได้โดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบเมืองคานส์ เพราะเทศกาลแห่งนี้สร้างมาตรฐานของตนเองขึ้นมา—มาตรฐานที่มองสารคดีทั้งในฐานะศิลปะ การเมือง ความทรงจำ และการเผชิญหน้าทางจริยธรรม
IDFA เดินทางมาถึง WTD! 2026
WTD! 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่สองในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 3–13 กันยายน 2026 จะนำเสนอโปรแกรมพิเศษจาก IDFA ประกอบด้วยภาพยนตร์หกเรื่องทั้งแบบยาวและสั้น ได้แก่ The Flowers Stand Silently, Witnessing, kiss kiss bang bang, Triangle, Bloodline, Chronicles of the Absurd และ The Guest พร้อมภาพยนตร์สายประกวดใน WTD ปีนี้อีกสี่เรื่องที่มีเส้นทางเชื่อมโยงกับ IDFA ได้แก่ CycleMahesh, RAPTURE I – VISIT, Fantay และ Paper Houses and Horses
โปรแกรมนี้ไม่ได้พยายามสรุปว่า IDFA มีหน้าตาแบบใดด้วยภาพยนตร์เพียงไม่กี่เรื่อง แต่เปิดให้ผู้ชมเห็นความหลากหลายของภาษาสารคดี ตั้งแต่งานจดหมายเหตุปาเลสไตน์ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนผ่านทางเพศ ความลับในครอบครัว พรมแดนและผู้ลี้ภัย ไปจนถึงการเซ็นเซอร์ สงคราม โลกเสมือนจริง และพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย
The Flowers Stand Silently, Witnessing
ภาพยนตร์ของ ธีโอ พานาโกปูลอส เริ่มต้นจากฟิล์มสีเงียบขนาด 16 มม. ซึ่งมิชชันนารีชาวสกอตแลนด์ถ่ายไว้ในปาเลสไตน์ช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 จุดมุ่งหมายเดิมของผู้ถ่ายคือการบันทึกดอกไม้และภูมิทัศน์ของ “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” แต่เมื่อผู้กำกับกลับไปพิจารณาภาพเหล่านั้น เขาพบว่าชาวอาหรับปาเลสไตน์ปรากฏอยู่ตามพื้นหลังและริมกรอบโดยแทบไม่เคยเป็นศูนย์กลางของภาพ
ผู้กำกับจึงเปลี่ยนจุดสนใจจากธรรมชาติที่ผู้ถ่ายต้องการบันทึก ไปยังผู้คนซึ่งถูกสายตาแบบอาณานิคมทำให้กลายเป็นเพียงส่วนประกอบของทิวทัศน์ ภาพยนตร์ทำให้จดหมายเหตุซึ่งเคยช่วยบดบังคนกลุ่มหนึ่ง หรือแทบจะกีดกั้นออกไปชายขอบ กลับกลายเป็นหลักฐานยืนยันการมีอยู่ของพวกเขา
The Flowers Stand Silently, Witnessing ได้รับรางวัล IDFA Award for Best Short Documentary ปี 2024 เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้ภาพเก่าเพื่อท้าทายผู้ที่เคยมีอำนาจกำหนดว่าอะไรควรถูกมองเห็น และอะไรควรถูกปล่อยให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
kiss kiss bang bang
ผลงานของ ออลิ ลอนสปาช เริ่มจากคำถามที่ดูเหมือนเรียบง่าย ผู้กำกับต้องการรู้ว่า แฟนสาวของเขารู้สึกอย่างไรต่อการเปลี่ยนผ่านทางเพศของเขา
แต่ระหว่างบทสนทนาที่ทั้งอ่อนโยน ติดขัด และบางครั้งก็น่าอึดอัด หนังกลับค่อย ๆ เปิดเผยว่าความหวาดระแวงของผู้กำกับอาจไม่ได้เกิดจากความรู้สึกของคนรัก หากเกิดจากความกลัวและความไม่มั่นคงของตัวเขาเอง
โฮมวิดีโอ ภาพถ่ายวัยเด็ก บันทึกประจำวัน เสียง และภาพตัดปะถูกนำมาประกอบเป็นหนังรักที่ไม่ปิดบังความสับสนของความสัมพันธ์ แม้บทสนทนาจะเจ็บปวด แต่หนังก็ยังรักษาอารมณ์ขันและความสนิทสนมเอาไว้
ภาพยนตร์เปิดตัวรอบโลกใน IDFA Competition for Short Documentary ปี 2025 และแสดงให้เห็นว่าสารคดีส่วนตัวสามารถพูดถึงเพศ ความรัก และความเปราะบางโดยไม่เปลี่ยนตัวละครให้เป็นเพียงตัวแทนของประเด็นทางสังคมได้อย่างไร
Triangle
เมื่อ 21 ปีก่อน อนาเอล ดัง ได้รับซองจดหมายจากพ่อ ภายในนั้นมีความลับของครอบครัวซึ่งเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ และลูกไปตลอดกาล
ใน Triangle กล้องไม่ได้ทำหน้าที่สืบสวนเพื่อเปิดโปงว่าใครเป็นฝ่ายผิด แต่กลายเป็นพื้นที่ให้สมาชิกในครอบครัวพยายามพูดถึงอดีตที่ไม่เคยสามารถเอ่ยออกมาได้ ภาพถ่าย จดหมาย หนังสือ และสิ่งของซึ่งเคยดูธรรมดากลายเป็นร่องรอยของบาดแผลที่แต่ละคนจดจำไม่เหมือนกัน
หนังไม่ได้เสนอการคืนดีอย่างง่ายดาย หากแสดงให้เห็นว่าการพูดอาจไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สามารถทำให้ความเงียบซึ่งแข็งตัวอยู่ภายในครอบครัวเริ่มขยับได้อีกครั้ง Triangle ฉายรอบปฐมทัศน์นานาชาติใน IDFA Competition for Short Documentary ปี 2025
Bloodline
Bloodline ของ วอจชวิค เวกลาซ มองรั้วชายแดนโปแลนด์–เบลารุสผ่านชีวิตของกระทิงยุโรปตัวหนึ่งซึ่งถูกสิ่งก่อสร้างของมนุษย์แยกออกจากฝูง ภาพยนตร์แทบไม่มีบทสนทนา และไม่พยายามอธิบายสถานการณ์ผ่านผู้เชี่ยวชาญ แต่ปล่อยให้ภาพของสัตว์ รั้ว ป่า และการเฝ้าระวังสร้างความหมายขึ้นเอง
ชายแดนในหนังจึงไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งระหว่างสองประเทศ หรือเครื่องมือควบคุมผู้ลี้ภัย แต่เป็นโครงสร้างทางการเมืองที่ตัดผ่านธรรมชาติ ระบบนิเวศ และชีวิตของสิ่งมีชีวิตซึ่งไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของมนุษย์
Chronicles of the Absurd
เมื่อการถ่ายภาพอาจทำให้ผู้สร้างถูกจับกุม มิเกล โคยูลา และนักแสดงสาว ลินน์ ครูซ จึงใช้เสียงเป็นอาวุธ พวกเขาบันทึกการสนทนาอย่างลับ ๆ ระหว่างการเผชิญหน้ากับตำรวจ เจ้าหน้าที่ความมั่นคง และผู้ควบคุมวัฒนธรรมในคิวบา เสียงเหล่านี้ถูกประกอบเข้ากับข้อความ ภาพวาด ภาพถ่าย และแอนิเมชัน เกิดเป็นบันทึกการเมืองส่วนบุคคลซึ่งทั้งรุนแรง ตลกร้าย และเต็มไปด้วยความไร้เหตุผล
แทนที่จะซ่อนข้อจำกัดของการสร้างหนัง ผู้กำกับกลับทำให้ข้อจำกัดนั้นกลายเป็นภาษาภาพยนตร์โดยตรง ความไม่สามารถถ่ายภาพได้จึงไม่ได้ทำให้หนังเงียบลง แต่ผลักให้มันสร้างรูปแบบใหม่เพื่อบันทึกการถูกกดขี่
Chronicles of the Absurd เปิดตัวรอบโลกและได้รับรางวัล Best Film ในสาย Envision Competition ของ IDFA 2024 คณะกรรมการยกย่องภาษาภาพยนตร์ที่ถือกำเนิดขึ้นโดยตรงจากข้อจำกัด และจิตวิญญาณของศิลปินซึ่งปฏิเสธที่จะถูกทำให้เงียบ
The Guest
The Guest ของ ซวิกา เกรกอรี พอร์ตโนย และ ซูซานนา โซลาคีวิช ติดตามครอบครัวชาวโปแลนด์ซึ่งตัดสินใจรับ อัลไฮเดอร์ ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียเข้ามาอาศัยในบ้าน หลังจากเขาติดอยู่ในพื้นที่ชายแดนโปแลนด์–เบลารุสที่ผู้ลี้ภัยจำนวนมากถูกผลักกลับไปมาระหว่างสองประเทศ
ภายในบ้านหลังเล็ก ความกลัว อุปสรรคทางภาษา ความไม่ไว้วางใจ และความปรารถนาที่จะช่วยเหลือค่อย ๆ ดำเนินไปพร้อมกัน หนังคอยสังเกตว่าคนแปลกหน้าจะเริ่มสร้างความสัมพันธ์กันได้อย่างไร เมื่อการเมืองระดับประเทศเคลื่อนเข้ามาอยู่ในห้องครัว ห้องนอน และชีวิตประจำวันของครอบครัวหนึ่ง
งานภาพของหนังได้รับรางวัล Best Cinematography ใน International Competition ของ IDFA 2024
สี่ภาพยนตร์สายประกวด WTD!2026 ที่เชื่อมโยงกับ IDFA
CycleMahesh
ในช่วงล็อกดาวน์ มาเฮช แรงงานหนุ่มชาวอินเดียตัดสินใจปั่นจักรยานที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมเป็นระยะทางประมาณ 2,000 กิโลเมตรเพื่อกลับบ้าน การเดินทางทำให้เขากลายเป็นข่าวระดับประเทศ นักการเมืองให้คำสัญญา ผู้คนพูดถึงเขาในฐานะวีรบุรุษ และผู้สร้างภาพยนตร์เดินทางมาหาเขา แต่เมื่อกระแสข่าวสิ้นสุด ชีวิตของ มาเฮช แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
ผู้กำกับ สุเฮล บาเนอร์จี ผสมสารคดีกับการแสดงซ้ำ และเปิดเผยกระบวนการสร้างหนังให้ผู้ชมมองเห็นอยู่ตลอดเวลา CycleMahesh จึงไม่ได้ถามเพียงว่าเกิดอะไรขึ้นกับแรงงานคนหนึ่ง แต่ถามด้วยว่าสื่อและผู้สร้างภาพยนตร์มีส่วนผลิต “ตัวละคร มาเฮช” ขึ้นมาอย่างไร
หนังเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกใน Envision Competition และได้รับรางวัล IDFA Award for Best First Feature ปี 2024 ก่อนเดินทางเข้าสู่ Asian Competition ของ WTD! 2026
RAPTURE I – VISIT
มาร์โค นักเต้นโวกชาวยูเครนซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน ไม่สามารถกลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของตนในภูมิภาคดอนบัสได้ บ้านของเขาจึงถูกสร้างขึ้นใหม่จากภาพถ่ายและการสแกนสามมิติ ก่อนที่ มาร์โค จะกลับเข้าไปเยี่ยมบ้านผ่านเทคโนโลยีความจริงเสมือน ใน RAPTURE I – VISIT ผู้ชมมองดู มาร์โค เผชิญหน้ากับห้อง สิ่งของ และความทรงจำในสถานที่ซึ่งยังคงมีอยู่ แต่ไม่สามารถเดินทางกลับไปถึงได้จริง
ผลงานของ อลิซา เบร์เกอร์ ทำให้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความตื่นตา แต่กลายเป็นพื้นที่ซึ่งผู้พลัดถิ่นพยายามทวงคืนบ้าน ความทรงจำ และความรู้สึกเป็นเจ้าของ แม้การกลับคืนครั้งนั้นจะเกิดขึ้นได้เพียงในโลกดิจิทัล
ภาพยนตร์เป็นส่วนแรกของโครงการมัลติมีเดีย RAPTURE ซึ่งประกอบด้วยวิดีโอ RAPTURE I – VISIT และผลงาน VR RAPTURE II – PORTAL โดยโครงการ RAPTURE เคยได้รับการนำเสนอใน IDFA DocLab พื้นที่ของ IDFA สำหรับงาน interactive, immersive และรูปแบบสารคดีที่ขยายออกไปนอกจอภาพยนตร์แบบดั้งเดิม RAPTURE I – VISIT อยู่ในโปรแกรมประกวดสารคดีสั้น WTD!2026
Paper Houses and Horses
ในสถานเก็บศพแห่งหนึ่งในไต้หวัน ร่างของเด็กที่ไม่สามารถติดตามพ่อแม่ได้อาจถูกเก็บไว้นานหลายปี จนกว่าจะมีการประกอบพิธีเพื่อส่งพวกเขาเดินทางไปยังโลกหน้า เจ้าหน้าที่สร้างบ้านและม้าจากกระดาษ ก่อนเผาสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้เด็กมีบ้าน มีพาหนะ และไม่ต้องออกเดินทางเพียงลำพัง
อันฉู สลับภาพกิจวัตรในสถานประกอบพิธีศพกับภาพกึ่งความฝัน ทำให้พื้นที่ระหว่างความตาย การรอคอย และการเดินทางปรากฏขึ้นอย่างสงบ โดยไม่ใช้ความตายของเด็กเพื่อกระตุ้นอารมณ์อย่างง่ายดาย
Paper Houses and Horses เปิดตัวรอบโลกใน IDFA Competition for Short Documentary ปี 2025 ก่อนเข้าสู่ Short Awards Selection ของ WTD! 2026
Fantasy คือสารคดีที่ชวนผู้ชมเดินเข้าไปในจิตใจของหญิงสาว จนเส้นแบ่งระหว่างชีวิตจริง ความทรงจำ และความฝันแทบสลายไปต่อหน้าเรา ผลงานขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับและผู้กำกับภาพชาวฝรั่งเศส อิซาเบล ปาเกลีย ติดตามหลุยส์ซึ่งใช้วันเวลาอยู่กับเสียงเพลง แมว และสมุดบันทึกที่บรรจุความกลัว ความปรารถนา และบทสนทนากับตัวเอง เมื่อชายหนุ่มเก็บสมุดของเธอได้บนรถไฟ ทั้งคู่จึงพบกันในป่ายามค่ำคืนซึ่งอาจเป็นสถานที่จริง ความฝันร่วมกัน หรือโลกที่หลุยส์สร้างขึ้นเพื่อเผชิญสิ่งซึ่งหลอกหลอนเธอ หนังฉายรอบปฐมทัศน์ในเนเธอร์แลนด์ที่ IDFA 2025 ในโปรแกรม Paradocs ซึ่งเป็นโปรแกรมนอกการแข่งขัน
การเลือก Fantasy เข้า Paradocs สอดคล้องกับแนวทางของ IDFA ที่ใช้พื้นที่นี้นำเสนอ “ศิลปะภาพยนตร์นอนฟิกชัน” และการทดลองขยายขอบเขตสารคดี ผู้กำกับไม่เพียงบันทึกชีวิตของหลุยส์ แต่ร่วมกับเธอจัดฉากและแปรสภาพชีวิตภายในให้กลายเป็นภาพ เสียง วิดีโอความละเอียดต่ำ และฉากกึ่งฝัน Film at Lincoln Center ยกย่องหนังว่า “เงียบสงบ เปี่ยมด้วยความปีติยินดี” และเป็น “ภาพเหมือนทางจิตวิทยาที่แหวกแนว” ขณะที่หนังคว้ารางวัลภาพยนตร์เรื่องแรกจาก FIDMarseille และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในสายประกวดนานาชาติของ Doclisboa การเข้าชิง W Award Selection ของ WTD!2026 จึงเพิ่มน้ำหนักให้สายรางวัลผู้กำกับหญิง(ที่พูดประเด็นผู้หญิง)ด้วยงานที่กล้าเสี่ยงทั้งด้านรูปแบบ เพศวิถี และการถ่ายทอดบาดแผลภายใน พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสายประกวดของ WTD เข้ากับภาษาภาพยนตร์ทดลองของโปรแกรมพิเศษ IDFA ทั้งหกเรื่อง—เป็นโอกาสพบหนังที่ไม่ได้ขอให้เราเพียง “เข้าใจ” ตัวละคร แต่เชื้อเชิญให้เข้าไปหลงอยู่ในโลกของเธอด้วยกัน
หนังไทยใน IDFA เทศกาลสารคดีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ความใหญ่ของเทศกาล IDFA ทำให้ผู้คนแห่แหนกันสมัครเทศกาลนี้เฉลี่ยแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 3,500 เรื่อง แต่มีเพียง 6-7% เท่านั้นที่ได้รับคัดเลือกให้ร่วมเทศกาล อย่างปีที่แล้วมีเพียง 238 เรื่องจาก 76 ประเทศทั่วโลก แต่มีเพียง 40 เรื่องที่สามารถเข้าถึงสายประกวดได้ในแต่ละปี หรือคิดเป็นน้อยกว่า 1.2% ของหนังที่ส่งมาทั้งหมด
และเท่าที่เราสืบค้นย้อนหลังไปได้นับตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบัน ผ่านไป 16 ปี มีหนังไทยเพียง 10 เรื่องถ้วนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลนี้ และมีเพียง 2 เรื่องที่เคยเข้าถึงสายประกวด นั่นก็คือ Somboon (ปู่สมบูรณ์-2014) โดย กฤษฎา ทิพย์ชัยเมธา ในสายประกวดสารคดีขนาดยาว และ Damnatio Memoriae (ไม่พึงปรารถนา-2023) โดย ธัญสก พันสิทธิวรกุล ในสายประกวด Envision ซึ่งเป็นสายประกวดสำหรับภาพยนตร์ที่โดดเด่นด้านภาษา รูปแบบ และการทดลองทางภาพยนตร์ จัดได้ว่าเป็นเทศกาลที่โหดหินมาก ซึ่งธัญสก เป็นผู้กำกับไทยเพียงคนเดียวที่เคยมีหนังเข้าถึงเทศกาล IDFA ถึง 2 เรื่องซ้อน ได้แก่เรื่องนี้ และ Danse Macabre (มรณสติ-2021) ที่เขากำกับร่วมกับ พัศรวินทน์ กุลสมบูรณ์ และเคยเข้าฉายในโปรแกรม Paradocs ของ IDFA
แจสเปอร์ โฮคเกน เปิดประสบการณ์การคัดเลือกของ IDFA
อีกส่วนสำคัญของโปรแกรมครั้งนี้คือการเดินทางมาประเทศไทยของ แจสเปอร์ โฮคเกน โปรแกรมเมอร์ของ IDFA และกรรมการตัดสินของ WTD! 2026
โฮคเกน รับผิดชอบ IDFA Competition for Short Documentary รวมถึงการคัดเลือกภาพยนตร์สั้นในโปรแกรม Best of Fests, Signed, Frontlight และ Luminous เขาทำงานร่วมกับ associate programmer และทีม program advisors ก่อนนำภาพยนตร์เข้าสู่กระบวนการอภิปรายและการคัดเลือกของเทศกาล
การพบกับโปรแกรมเมอร์ผู้ทำงานอยู่ภายใน IDFA โดยตรงจึงเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับผู้กำกับ นักศึกษา และผู้ชมชาวไทย เพราะบทสนทนาจะไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า “ต้องทำหนังแบบไหนจึงจะได้เข้า IDFA” แต่สามารถลงลึกไปถึงวิธีที่เทศกาลมองภาษา จริยธรรม รูปแบบ และตำแหน่งของผู้สร้างที่มีต่อบุคคลในภาพ
เทศกาลระดับโลกไม่ได้มองหาสูตรสำเร็จ หนังสองเรื่องอาจพูดถึงสงครามเหมือนกัน แต่มีความสัมพันธ์กับภาพ ความทรงจำ และตัวละครแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หนังที่มีประเด็นสำคัญอาจไม่เพียงพอ หากรูปแบบไม่สามารถทำให้ผู้ชมมองเห็นสิ่งนั้นในมิติใหม่ ขณะเดียวกัน หนังเล็ก ๆ เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวก็อาจมีพลังระดับสากล เมื่อผู้สร้างค้นพบภาษาที่ซื่อสัตย์ต่อประสบการณ์ของตนเอง
พบกับ “คานส์ของโลกสารคดี” ที่กรุงเทพฯ
การนำโปรแกรม IDFA มาฉายที่ WTD!2026 ไม่ได้เป็นเพียงการยืมชื่อของเทศกาลที่มีชื่อเสียงมาใช้รับรองคุณภาพของภาพยนตร์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมไทยได้สัมผัสวิธีคิดของเทศกาลซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของสารคดีโลก
ภาพยนตร์ IDFA ทั้งสิบเรื่องนี้ทั้งในสายประกวดและในโปรแกรมพิเศษ แสดงให้เห็นว่าสารคดีสามารถเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวอย่างจดหมายของพ่อ ภาพถ่ายของคนรัก หรือห้องที่ไม่สามารถกลับไปหา ก่อนเชื่อมต่อไปยังคำถามใหญ่เรื่องอาณานิคม พรมแดน ผู้ลี้ภัย แรงงาน สงคราม การเซ็นเซอร์ และอำนาจของผู้ถือกล้อง
บางเรื่องใช้ภาพจดหมายเหตุเพื่อทำให้คนที่เคยอยู่ริมกรอบกลับมาปรากฏอยู่กลางประวัติศาสตร์ บางเรื่องใช้เสียงแทนภาพเมื่อรัฐไม่อนุญาตให้ถ่ายทำ บางเรื่องสร้างบ้านที่สูญหายขึ้นใหม่ในโลกเสมือนจริง และบางเรื่องหันกล้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวผู้สร้างเอง
นี่คือความยิ่งใหญ่ของ IDFA—มิใช่เพียงขนาดของเทศกาล แต่คือการยืนยันอย่างต่อเนื่องว่าโลกแห่งความจริงมีรูปแบบการเล่าได้มากมาย และภาพยนตร์สารคดียังคงสามารถเปลี่ยนวิธีที่เรามองเห็นผู้อื่น ประวัติศาสตร์ และตัวเราเองได้เสมอ
จากอัมสเตอร์ดัมสู่กรุงเทพฯ พบกับ Special Program: IDFA และ แจสเปอร์ โฮคเกน ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What the Doc! Film Festival 2026 ระหว่างวันที่ 3–13 กันยายน 2026 ปีนี้ดูฟรีทุกเรื่องทุกรอบ ฉาย 2 โรงใกล้ ๆ Doc Club & Friends ณ ตึก Cloud11 และโรงหนังเซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่พลาซ่า สุขุมวิท (ติดรถไฟฟ้าอ่อนนุช) ติดตามรายละเอียดได้ที่ https://wtd.in.th/



