รู้จัก GIRAI….เมื่อโลกก้าวข้าม Responsible AI บนกระดาษ

ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์

ที่มาภาพ : https://www.global-index.ai/#report-download

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เคลื่อนตัวจากเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มเข้าสู่ชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ห้องเรียน โรงพยาบาล สถานที่ทำงาน ธนาคาร ศาล ไปจนถึงการให้บริการประชาชนของภาครัฐ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่คือ ใครกำกับ AI และใครต้องรับผิดชอบเมื่อ AI สร้างผลกระทบต่อประชาชน

ผู้เขียนเพิ่งอ่านรายงาน Global Index on Responsible AI 2026 ฉบับที่ 2 หรือ GIRAI ซึ่งเป็นรายงานที่พยายามตอบคำถามดังกล่าวผ่านการประเมินระบบกำกับดูแล AI ของ 135 ประเทศและเขตอำนาจ โดยรวบรวมข้อมูลมากกว่า 68,000 จุด ครอบคลุมกฎหมาย นโยบาย การดำเนินงานของรัฐบาล บทบาทภาคประชาสังคม และเงื่อนไขพื้นฐานด้านหลักนิติธรรม สิทธิแรงงาน ความปลอดภัยไซเบอร์ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

แก่นสำคัญของรายงานอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านจาก Promises to Protections หรือจาก “คำมั่นสัญญา” ไปสู่ “การคุ้มครองที่เกิดขึ้นจริง” เพราะโลกผ่านช่วงของการประกาศหลักจริยธรรม ยุทธศาสตร์ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ AI มาพอสมควรแล้ว

….สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อไปคือ หลักการเหล่านั้นสามารถคุ้มครองประชาชนได้จริงหรือยัง

ตัวเลขจากรายงานสะท้อนความท้าทายอย่างชัดเจน แม้ 128 จาก 135 ประเทศที่รัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นต่อ Responsible AI

อย่างไรก็ดีคะแนนเฉลี่ยของโลกยังอยู่เพียงประมาณ 35 จาก 100 คะแนน และโดยประเทศที่มีกรอบนโยบายแล้ว พบหลักฐานการนำไปปฏิบัติจริงเพียง 55% ตัวเลขนี้ลดลงเหลือ 45% ในประเทศกลุ่ม Global South

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เราขาดเอกสารนโยบาย แต่คือมีเอกสารมากกว่าสถาบันที่ทำให้เอกสารเหล่านั้นเกิดผล

หลายประเทศจัดอบรม สัมมนา หรือรณรงค์เรื่อง AI Literacy แต่ยังไม่มีหน่วยงานกำกับอิสระ ระบบติดตามประเมินผล กลไกรับเรื่องร้องเรียน หรืออำนาจบังคับใช้ที่เพียงพอ

…Responsible AI จึงอาจดูแข็งแรงบนกระดาษ แต่เปราะบางเมื่อเผชิญเหตุการณ์จริง

ช่องว่างนี้เห็นได้ชัดในประเทศกำลังพัฒนา แม้ประเทศ Global South จะขยายขอบเขตนโยบาย AI อย่างรวดเร็ว แต่ประมาณ 78% ของกรอบที่มีอยู่ยังเป็น Soft Law เช่น ยุทธศาสตร์ แนวทาง หรือหลักการสมัครใจ

กรอบเหล่านี้มีประโยชน์ในการกำหนดทิศทาง แต่ไม่สามารถสร้างสิทธิที่ประชาชนใช้เรียกร้อง หรือกำหนดหน้าที่ที่รัฐและบริษัทต้องปฏิบัติตามได้อย่างแท้จริง

ประเด็นที่น่าสนใจมาก คือ รัฐบาลจำนวนไม่น้อยกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องเปิดเผยและอธิบายการทำงานของ AI แต่กลับไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันกับ AI ของภาครัฐเอง

รายงานพบว่า มีเพียง 18% ของประเทศที่กำหนดให้เปิดเผยระบบอัลกอริทึมที่รัฐบาลใช้ ทั้งที่ระบบเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับสวัสดิการ การศึกษา สุขภาพ ภาษี ความมั่นคง และการบังคับใช้กฎหมาย

ความโปร่งใสของ AI ภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อำนาจรัฐ หากประชาชนไม่รู้ว่า AI ถูกใช้ในการตัดสินใจเรื่องใด ใช้ข้อมูลอะไร และใครรับผิดชอบเมื่อผลลัพธ์ผิดพลาด ประชาชนก็แทบไม่มีโอกาสขอคำอธิบายหรือโต้แย้งการตัดสินใจนั้น รายงานจึงเสนอว่า AI ภาครัฐควรถูกกำกับด้วยมาตรฐานที่สูงกว่าภาคเอกชน ไม่ใช่ต่ำกว่า

อีกความท้าทายหนึ่งคือ โลกยังมอง AI Safety เป็นปัญหาทางเทคนิคมากกว่าปัญหาที่มนุษย์เผชิญ หลายนโยบายเน้นความแม่นยำ ความมั่นคงไซเบอร์ และความเสถียรของระบบ แต่ยังให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับเรื่องการเฝ้าระวัง การเลือกปฏิบัติ ข้อมูลเท็จ การคุกคาม และการตัดสินใจที่ไม่สามารถโต้แย้งได้

รายงานพบหลักฐานการใช้ AI ที่มีความเสี่ยงไม่อาจยอมรับได้โดยรัฐบาลใน 35 ประเทศ

ในเรื่องเด็กและเยาวชน โลกกำลังเดินหน้าอย่างไม่สมดุล หลายประเทศลงทุนสร้างทักษะ AI เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่กลับลงทุนไม่เพียงพอในการปกป้องเด็กจากการเก็บข้อมูล การทำโปรไฟล์ เนื้อหาที่เป็นอันตราย ระบบแนะนำที่ไม่เหมาะสม

การใช้ AI ในการศึกษา มี 106 ประเทศที่ดำเนินกิจกรรมด้าน AI Literacy แต่มีเพียง 27 ประเทศที่แสดงหลักฐานการนำกรอบคุ้มครองสิทธิเด็กไปปฏิบัติจริง

ภาพเดียวกันปรากฏในตลาดแรงงาน รัฐบาลมีแนวโน้มสนับสนุนการ Reskill และ Upskill มากกว่าการสร้างหลักประกันให้แรงงาน มี 72 ประเทศที่มีกลไกพัฒนาทักษะ แต่มีเพียง 39 ประเทศที่มีกรอบคุ้มครองแรงงานจากผลกระทบของ AI ทั้งที่แรงงานจำนวนมากกำลังถูกประเมิน มอบหมายงาน กำหนดค่าตอบแทน หรือเลิกจ้างผ่านระบบอัลกอริทึม

คนที่อยู่เบื้องหลัง AI รวมถึงผู้ติดป้ายกำกับข้อมูล ผู้กลั่นกรองเนื้อหา และแรงงานแพลตฟอร์ม คนเหล่านี้เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ AI ขณะที่หลายคนยังเผชิญค่าตอบแทนต่ำ การติดตามอย่างเข้มข้น และช่องทางร้องเรียนที่จำกัด

ดังนั้น Responsible AI จึงไม่ควรถามเฉพาะว่าโมเดลฉลาดเพียงใด แต่ต้องถามด้วยว่าแรงงานที่ทำให้โมเดลฉลาดนั้นได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมหรือไม่

ขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังเป็น “จุดบอด” ของการกำกับ AI มีเพียง 27% ของประเทศที่มีกล่าวถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และ 83% ของกรอบดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย ประเด็นการใช้ไฟฟ้า น้ำ คาร์บอนฟุตพริ้นต์ ศูนย์ข้อมูล และขยะอิเล็กทรอนิกส์จึงยังขาดทั้งข้อมูลเปิดเผยและมาตรฐานตรวจสอบที่ชัดเจน

ประเด็นนี้สำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนา เพราะการแข่งขันดึงดูดศูนย์ข้อมูลและการลงทุนด้าน AI อาจมาพร้อมต้นทุนที่มองไม่เห็น หากรัฐให้ความสำคัญกับเงินลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานเพียงด้านเดียว แต่ไม่ประเมินการใช้น้ำ พลังงาน และผลกระทบต่อชุมชน AI อาจสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจพร้อมกับเพิ่มความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน

สำหรับองค์กรตรวจเงินแผ่นดิน รายงานฉบับนี้ส่งสัญญาณว่า การตรวจสอบ AI ไม่ควรจำกัดอยู่ที่ความถูกต้องของการจัดซื้อหรือความแม่นยำของระบบ แต่ต้องครอบคลุมทะเบียน AI ภาครัฐ การประเมินผลกระทบ การกำกับโดยมนุษย์ การเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบอคติ การคุ้มครองข้อมูล สิทธิในการขอคำอธิบาย ตลอดจนต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม

Responsible AI ย่อมไร้ความหมาย หากวัดจากจำนวนยุทธศาสตร์ คณะกรรมการ หรือการประชุมที่จัดขึ้น แต่ต้องวัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า เมื่อ AI กระทบสิทธิและชีวิตของประชาชน ประชาชนรู้หรือไม่ว่า AI ถูกใช้ สามารถขอคำอธิบายได้หรือไม่ มีใครตรวจสอบ และมีช่องทางแก้ไขความเสียหายหรือไม่

เพราะอนาคตของ AI ที่รับผิดชอบไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีที่ฉลาดที่สุด หากเริ่มจากรัฐบาลที่กล้ารับผิดชอบต่อประชาชนมากที่สุด

ผู้สนใจโปรดดู

Adams, R., Adeleke, F., Alayande, A., Abdella, S. E., Florido, A., Junck, L., & Grossman, N. (2026). Global Index on Responsible AI 2026: 2nd Edition. Global Center on AI Governance.

UNESCO. (2021). Recommendation on the Ethics of Artificial Intelligence. Paris: UNESCO.

Sajadieh, S. et al. (2026). AI Index 2026 Annual Report. Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence.

International Labour Organization. (2026). AI Systems at Work: A Changing Psychosocial Work Environment. ILO Working Paper No. 170.