1721955
ในโลกที่เราอาศัยอยู่ ราชวงศ์โชซอนของเกาหลีสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1910 เมื่อญี่ปุ่นผนวกดินแดนคาบสมุทรเกาหลีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากประวัติศาสตร์เดินไปในทิศทางที่แตกต่าง? นี่คือคำถามที่ซีรีส์เกาหลี Perfect Crown (2026) ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการสร้างโลกสมมติที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน
Perfect Crown ซีรีส์ช่วงไพรม์ไทม์คืนวันศุกร์-เสาร์ ที่ได้เวลาดีที่สุด และเพียงสัปดาห์เดียวเรตติ้งก็พุ่งกระฉูดถึง 11.1 ซึ่งยังคงไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่องจนจุดพีค ณ ตอนนี้คือ 13.8 ที่เราเชื่อมั่นว่าจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ ซีรีส์เรื่องนี้นำแสดงโดยนางเอกที่ขึ้นชื่อว่าแสดงเรื่องไหนก็ปังทุกเรื่อง ไอยู (จาก When Life Gives You Tangerines , Hotel Del Luna, My Mister) รับบท ซองฮีจู สาวมหาเศรษฐีตระกูลแชโบล กับ บย็อนอูซอก (ไต่เต้าจากบทรองบ้าง ตัวร้ายบ้างใน Strong Girl Nam-Soon, Moonshine, Record of Youth ก่อนจะขึ้นแท่นพระเอกใน Lovely Runner) รับบท องค์ชายอีอัน เจ้าชายผู้กุมอำนาจสำเร็จราชการแทนกษัตริย์ที่ยังเยาว์
ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ซองฮีจูต้องการจะอภิเษกกับอีอัน แต่ติดปัญหาตรงที่ต้องได้รับอนุญาตจากพระพันปี ยุนอีรัง (แม่ของกษัตริย์ / ซึ่งกษัตริย์เป็นหลาน หรือก็คือเป็นลูกของพี่ชายอีอัน) แสดงโดย กงซึงยอน (จาก My Lovely Journey, Karma, The First Responders ทั้งสองซีซั่น) รวมถึงต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี มินจองอู ซึ่งเคยเป็นรุ่นพี่ของนางเอกและแอบรักนางเอกตลอดมา แสดงโดย โนซังฮยอน (จาก Love in the Big City ฉบับภาพยนตร์, ซีรีส์ Genie, Make a Wish, Pachinko ทั้งสองซีซั่น, Soundtrack ซีซั่นสอง)
แม้จะดูสนุกจนลืมจุดงงงงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สำหรับคนชาวไทย ที่แม้จะคุ้นเคยกับระบอบกษัตริย์เป็นอย่างดีแต่ก็ยังงงงวยในจักรวาลสมมติเรื่องนี้ ที่จริง ๆ แล้วคนดูชาวเกาจะเข้าใจในธรรมเนียมโชซอนเป็นอย่างดี อันเป็นเป้าหมายหลักของบทความนี้ที่ต้องการจะคลายข้อสงสัยทีละจุด ดังนี้
ทำไมนางเอกจึงอยากอภิเษกกับเจ้าชาย
ในซีรีส์เล่าว่านางเอกเป็นซีอีโอเจ้าของบริษัทใหญ่ตัวท็อปของวงการ เป็นลูกสาวของตระกูลเศรษฐี เรียนก็หัวดี อะไรก็เก่ง ฉลาด ประสบความสำเร็จเพอร์เฟ็คต์ไปทุกด้าน แล้วทำไมคนอย่างซองฮีจูต้องตะกายเพื่อจะได้เจ้าชายมาเป็นสามี
ปัญหาของฮีจูมีสองชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกคือเธอเป็น “สามัญชน (평민 พย็องมิน)” ในโลกที่ยังมีระบบชนชั้นขุนนาง ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา การศึกษา หรือความร่ำรวย แต่มันส่งผลต่อการทำธุรกิจจริง ๆ เช่น การเข้าถึงสัญญา การประมูล การได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งในโลกที่ยังคงมีขุนนางเป็นเครือข่ายอำนาจ ฮีจูพูดตรง ๆ ในซีรีส์ว่า “โอกาสที่หลุดมือไปเพราะชนชั้น มีมาแล้วเป็นสิบครั้ง”
ตรงนี้อาจต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่าในยุคโชซอน ระบบชนชั้นแบ่งออกเป็น 4 ชั้นหลัก เรียกว่า 사민 (ซามิน) หรือ “สี่ประชาชน”
양반 ยางบัน คือชนชั้นสูงสุด แบ่งเป็นสองฝ่าย คือ 문반 (มุนบัน) ฝ่ายพลเรือน และ 무반 (มูบัน) ฝ่ายทหาร ต้องสอบ 과거 (กวาจอ/คล้าย จอหงวน ของจีน) ผ่านจึงจะรับราชการได้ มีสิทธิ์ถือที่ดิน ได้รับการยกเว้นภาษีและแรงงาน สถานะนี้สืบทอดทางสายเลือดและต้องรักษาไว้ผ่านการสมรสในชนชั้นเดียวกัน
중인 จุงอิน แปลตรงตัวว่า “คนกลาง/ชนชั้นกลาง” อยู่ระหว่างยางบันกับสามัญชน คือพวกผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะเฉพาะทาง เช่น หมอ นักแปลภาษา นักดาราศาสตร์ นักกฎหมาย ทำงานรับใช้รัฐแต่ไม่มีสิทธิ์ขึ้นตำแหน่งสูงสุด
상민 / 평민 ซังมิน / พย็องมิน คือสามัญชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกร ช่างฝีมือ พ่อค้า ต้องเสียภาษีและถูกเกณฑ์แรงงาน พ่อค้ามักถูกมองต่ำที่สุดในกลุ่มนี้เพราะถือว่า “ไม่ผลิตอะไรด้วยตัวเอง”
천민 ชอนมิน คือชนชั้นล่างสุด รวมถึงทาส (노비 โนบี) นักแสดง นักดนตรี หมอผี หมอดูชาจู และช่างฆ่าสัตว์ สถานะทาสสืบทอดถึงลูกหลาน
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับฮีจูคือเธอเป็น “서출 (ซอชุล) ลูกนอกสมรส” เพราะฮีจูเป็นลูกที่บิดามีกับหญิงอื่นนอกสมรส และสถานะ “ซอชุล” นี้คือแก่นของข้อจำกัดทางชนชั้นของเธอ
ตรงนี้ต้องอธิบายเพิ่มว่าในยุคโชซอนยังมีชนชั้นพิเศษอีกเรียกว่า
서얼 ซอออล เป็นคำทางกฎหมายและทางการ ใช้ในเอกสารราชการ ระเบียบราชสำนัก หมายถึงลูกของยางบัน(ชนชั้นสูง) ที่เกิดจากนางสนม (ไม่ใช่ภรรยาหลวง) โดยแบ่งย่อยได้อีกเป็น 얼자 (ออลจา) ถ้าแม่เป็นนางสนมชั้นสูง และ 서자 (ซอจา) ถ้าแม่เป็นสามัญชนหรือทาส กฎหมายโชซอนใช้คำนี้เพื่อระบุว่าคนกลุ่มนี้ “ห้ามสอบเข้ารับราชการตำแหน่งสูง” และ “ห้ามสืบทอดทรัพย์สินอย่างเต็มที่”
서출 ซอชุล (ลูกนอกสมรส / ลูกเมียน้อย) คือสถานะของนางเอก คำนี้เป็นคำพูดทั่วไปในชีวิตประจำวัน ความหมายกว้างครอบคลุมทุกคนทุกชนชั้นที่ “ไม่ใช่ลูกภรรยาหลวง” เป็นคำที่ใช้ในแง่ดูถูกหรือพรรณนาทางสังคมมากกว่าแง่กฎหมาย
ดังนั้นเราต้องเข้าใจสองขยักนี้ กล่าวคือ ฮีจู เป็นลูกนอกสมรสของสามัญชน ดังนั้นเธอไม่ใช่ซอออล หรือลูกนอกสมรสชนชั้นสูง แม้เธอจะร่ำรวย พ่อเธอรวยมาก แต่ตามชนชั้นแล้ว ครอบครัวของเธอคือพย็องมิน ดังนั้นคุณค่าที่เธอถูกตีตราในโลกสมมติใบนี้คือ เธอเป็นได้แค่ “ซอชุล”
ลองนึกภาพแบบนี้ว่าถ้าเราเป็น CEO รวยมากในประเทศที่ยังมีระบบ “วรรณะ” อยู่จริง ๆ ไม่ว่าจะรวยล้นฟ้าแค่ไหน พอเข้าไปในงานสังคมชั้นสูง ก็ยังโดนดูถูก ยังถูกกีดกันออกจากดีล ยังโดนปฏิเสธในเรื่องที่สำคัญต่อธุรกิจ นั่นคือความเจ็บปวดของฮีจู ซีรีส์บอกชัดว่า โครงสร้างของโลกนี้ “ไม่ใช่แนวนอนแต่เป็นแนวตั้งเสมอ” ฮีจูมีทุกอย่างแต่ก็ยังถูกดูถูกเพียงเพราะเป็นสามัญชน ดังนั้นการแต่งงานกับแทกุนจึงไม่ใช่แค่ได้ “ชื่อสวย” แต่คือการกระโดดข้ามกำแพงที่เงินซื้อไม่ได้ ในโลกใบนั้นเงินกับชนชั้นคือคนละสิ่งกัน
แต่คุณอาจจะคิดว่าถ้าเช่นนั้นสถานะลูกนอกสมรสของนางเอกจะเปลี่ยนไปได้ด้วยหรือ ประเด็นคือ สถานะ “ซอช็อล ลูกเมียน้อย” ของฮีจูจะไม่มีวันเปลี่ยน เธอยังคงเป็นลูกนอกสมรสเหมือนเดิมทุกประการ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือเลื่อนสถานะจากสามัญชนได้ฟาสต์แทร็คโดดขึ้นไปเป็นยางบัน ชนชั้นสูงสุดในทันที นี่คือสถานะทางสังคม เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ผ่านการแต่งงาน เพราะในระบบโชซอน ผู้หญิงได้รับสถานะจากสามีเป็นหลัก ไม่ใช่จากพ่อแม่ตัวเอง
แต่สิ่งที่ซีรีส์นำเสนอน่าสนใจมากคือ ความตึงเครียดระหว่างสองชั้นนี้ยังคงอยู่ เพราะคนอย่างพระพันปียุนอีรัง ย่อมไม่ยอมลืมว่าเธอ ฮีจู คือ ลูกเมียน้อย เพราะในสายตาของพวกสืบทอดอำนาจทางสายเลือด ตำแหน่งอาจเปลี่ยนได้ แต่ “เลือด” เปลี่ยนไม่ได้ นั่นแหละคือแรงเสียดทานที่ขับเคลื่อนประเด็นของซีรีส์นี้อยู่
ทำไมองค์ชายจึงต้องแต่งงานกับนางเอก
คำตอบของคำถามนี้อาจต้องแยกเป็น 2 ส่วนเพื่อความชัดเจน ส่วนแรก: อะไรคือปัญหาของอีอัน? อีอันคือราชโอรสองค์ที่สอง ใช้ชีวิตมาตลอดด้วยการ “ซ่อน” ตัวเอง เพราะเป็นลูกชายคนที่สองของกษัตริย์ จึงต้องระมัดระวังตลอดว่าอย่าเด่นเกินไปพี่ชายที่ต้องขึ้นเป็นกษัตริย์ อย่าแสดงความสามารถเกินไป เพราะอาจถูกมองว่าจ้องจะชิงบัลลังก์จากพระเชษฐา พอพ่อและพี่ชายสิ้นพระชนม์ต่อกัน เขาก็ถูกดึงขึ้นมาเป็นผู้สำเร็จราชการให้กษัตริย์หนุ่มที่ยังเด็กมาก ซึ่งฟังดูมีอำนาจ แต่ตำแหน่งนี้กลับทำให้เขากลายเป็นเป้านิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากกำจัด
ฝ่ายที่คุกคามเขาที่สุดคือพระพันปียุนอีรัง ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการสถาปนาลูกชายตัวเองเป็นกษัตริย์เต็มตัว และมองว่าอีอันผู้สำเร็จราชการคือภัยคุกคามหลัก ยุนอีรังจึงพยายามทุกทางเพื่อขับอีอันออกจากวัง รวมถึงการจัดการให้เขาแต่งงานกับหญิงจากตระกูลที่ตัวเองเลือก เพื่อควบคุมเขาผ่านคู่สมรส
ส่วนที่สอง: ทำไมฮีจูถึงเป็นคำตอบ? ฉากข่าวฉาวในโรงแรม ที่สื่อลือว่าอีอันค้างอ้างแรมกับฮีจูผู้เป็นสามัญชน อีอันรู้สึกผิดและบอกว่าจะให้ฮีจูขอสิ่งที่เธอต้องการ เธอก็เลยถือโอกาส แต่สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจยอมรับข้อเสนอไม่ใช่แค่ความรู้สึกผิด เขาเริ่มเห็นว่าพื้นเพและความสามารถของฮีจูจะเป็นประโยชน์ต่อเขาในการรับมือกับแรงกดดันจากฝ่ายพระพันปี
กล่าวคือ ฮีจูมีสิ่งที่อีอันต้องการอยู่สามอย่าง อย่างแรกคือ เงินและเครือข่ายธุรกิจ ในโลกที่ราชสำนักต้องพึ่งงบประมาณและการสนับสนุนจากภาคเอกชน แบ็กกราวด์ของฮีจูมีน้ำหนักมาก
อย่างที่สองคือ ความเป็นอิสระจากตระกูลขุนนาง ถ้าอีอันแต่งกับสาวจากตระกูลยางบันชั้นสูงที่ยุนอีรังเลือก ก็เท่ากับเขาแต่งงานกับสายลับของยุนอีรังเข้ามาในบ้านตัวเองนั่นแหละ แต่ฮีจูเป็นสามัญชน ไม่มีพันธะกับตระกูลขุนนางใด ไม่มีใครดึงสายจูงอยู่ข้างหลัง
อย่างที่สามคือ ตัวฮีจูเอง เขาเห็นฮีจูมาตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนราชสำนัก (นางเอกได้ทุนเรียนดี) และประทับใจที่เธอกล้าสู้อย่างเปิดเผยทั้งที่ถูกกดขี่ด้วยชนชั้น ซึ่งตรงข้ามกับตัวเขาที่ต้องซ่อนทุกอย่างมาตลอด และไม่เคยสู้ขืนต้านทานอำนาจ
สถานการณ์จึงผลักให้ทั้งคู่จำเป็นต้องแต่งงานกัน ซีรีส์จึงนำเสนอภาพสะท้อนที่น่าสนใจ นั่นคือ “หญิงที่มีทุกอย่างแต่ขาดชนชั้น” กับ “ชายที่มีชนชั้นแต่ขาดทุกอย่าง” และที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ตัวซีรีส์เองก็มีนักวิจารณ์ชี้ว่าการที่อีอันได้เป็นผู้สำเร็จราชการนั้นไม่ตรงกับธรรมเนียมโชซอนจริง เพราะในประวัติศาสตร์จริง หลักการคือ “종친불임이사 จงชินบูลีมิสะ-ห้ามเชื้อพระวงศ์ยุ่งกับการเมือง” ตำแหน่งสำเร็จราชการในแบบที่อีอันทำนั้นใกล้เคียงกับระบบของญี่ปุ่นหรือยุโรปมากกว่า แต่นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ซีรีส์ตั้งใจปรับเปลี่ยนจากประวัติศาสตร์
“พระนามขององค์ชาย ทำไมถึงเป็นอีอันรู้มั้ย…อี ปกครอง อัน สงบสุข มีความหมายว่า อย่าทำลายความมั่นคงของราชวงศ์”-พระพันปียุนอีรัง
FYI จงชินบูลีมิสะ
เหตุผลที่มีกฎนี้ก็ตรงไปตรงมา ในช่วงต้นราชวงศ์โชซอน เจ้าชายหลายพระองค์มีกองกำลังส่วนตัวและฐานอำนาจของตัวเอง จนเกิด “กบฏของเจ้าชาย” ขึ้นหลายครั้ง พระเจ้าแทจงจึงออกกฎนี้เพื่อตัดปัญหาที่ต้นตอ คือดึงอำนาจทั้งหมดเข้าสู่ศูนย์กลาง และทำให้เชื้อพระวงศ์เป็นแค่ “ตัวประดับ” ไม่ใช่ผู้เล่นทางการเมือง
ผลที่ตามมาคือเจ้าชายในสมัยโชซอนมีชีวิตที่ขัดแย้งในตัวเองมาก คือได้รับเกียรติและสิทธิพิเศษ แต่ในเวลาเดียวกันก็ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ห้ามทำงานราชการ ห้ามมีกองกำลัง ห้ามสร้างเครือข่ายอำนาจ
ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการของอีอันจึงผิดธรรมเนียมโชซอนอย่างสิ้นเชิง เพราะตามหลักจริง ๆ แม้กษัตริย์จะยังเด็ก ก็ต้องให้ พระพันปีทำ “ซูรย็อมชองจ็อง (수렴청정) คือบริหารราชการจากเบื้องหลังม่าน” ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ฝ่ายชายมาแตะต้องอำนาจนี้ แต่นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ซีรีส์ตั้งใจเบี่ยงออกจากประวัติศาสตร์ เพราะถ้าทำตามธรรมเนียมจริง ยุนอีรังก็จะเป็นคนมีอำนาจสูงสุดอยู่แล้ว ไม่มีความขัดแย้งน่าสนใจ และอีอันก็จะไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเลือกฮีจูเลย
ทำไมพระพันปีมีหน้าที่เลือกคู่ให้องค์ชาย
นี่คือหนึ่งในกลยุทธ์ทางการเมืองที่ฉลาดที่สุดในเรื่อง ยุนอีรังไม่ได้อยากให้อีอันมีความสุขในชีวิตแต่งงาน แต่เธอต้องการ ควบคุมเขาผ่านคู่สมรส ลองคิดดูว่าถ้าอีอันยังโสดอยู่ เขามีอิสระเต็มที่ ไม่มีใครมาคอยรายงานความเคลื่อนไหวในบ้านให้ยุนอีรัง ไม่มีสายสัมพันธ์ทางตระกูลที่ยุนอีรังจะดึงมาใช้ประโยชน์ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ยังไม่มีทายาท ซึ่งหมายความว่าอีอันยังคงเป็น “ภัยคุกคาม” ที่สมบูรณ์แบบในสายตาเธอ เพราะถ้ากษัตริย์หนุ่ม (ลูกชายเธอ) เกิดอะไรขึ้น อีอันก็พร้อมขึ้นครองบัลลังก์ทันที
แต่ถ้าอีอันแต่งงานกับ หญิงที่ยุนอีรังเลือกเอง จากตระกูลขุนนางที่อยู่ในเครือข่ายของเธอ มันจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น
อย่างแรกคือมีสายลับในบ้านอีอันทันที ภรรยาที่ยุนอีรังส่งมาจะรายงานทุกอย่างกลับไป ว่าอีอันคุยกับใคร วางแผนอะไร มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง
อย่างที่สองคืออีอันจะมีพันธะกับตระกูลของภรรยา ซึ่งก็คือตระกูลที่เป็นหนี้บุญคุณยุนอีรัง ทำให้อีอันถูกดึงเข้าสู่เครือข่ายอำนาจของเธอโดยอัตโนมัติ
อย่างที่สามและสำคัญที่สุดคือ ถ้ามีทายาทเกิดขึ้น เด็กคนนั้นก็คือลูกของตระกูลที่ยุนอีรังควบคุม อนาคตของสายเลือดอีอันก็จะตกอยู่ในมือเธอ
ยุนอีรังเริ่มต้นวางแผนให้อีอันแต่งงานกับหญิงที่เธอเลือกไว้ เพื่อดึงเขาเข้ามาอยู่ในเครือข่ายอำนาจของตัวเอง แต่ข่าวฉาวในโรงแรมที่เธอเป็นคนไปพบเองกลับทำให้แผนนี้พังทลาย เพราะแทนที่อีอันจะแต่งกับหญิงของเธอ เขากลับเลือกฮีจูซึ่งเป็นสามัญชนที่ไม่มีพันธะกับตระกูลขุนนางใดเลย
นั่นทำให้ยุนอีรังโกรธมากเป็นพิเศษ เพราะอื้อฉาวนั้นเธอเป็นคนจุดชนวนเอง แต่ผลที่ออกมากลับตรงข้ามกับที่วางแผนไว้ทุกอย่าง ฮีจูจึงกลายเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งในสายตาเธอ ไม่ใช่เพราะเป็นสามัญชน แต่เพราะเป็นตัวแปรที่เธอควบคุมไม่ได้เลย
FYI ประเพณีเลือกคู่สมัยโชซอน
เรียกว่า 간택 (กันแทก) แปลตรงตัวว่า “การคัดเลือก” ขั้นตอนของกันแทกในสมัยโชซอนจริง ๆ
เมื่อถึงเวลาที่เจ้าชายจะต้องแต่งงาน ราชสำนักจะออกประกาศ “금혼령 (กึมฮนรย็อง) คำสั่งห้ามแต่งงาน” ไปยังทั่วประเทศก่อนเลย หมายความว่าครอบครัวยางบันชั้นสูงทุกตระกูลที่มีลูกสาวอายุในเกณฑ์ที่กำหนด ห้ามแต่งงานกับใครทั้งนั้น ต้องรอการคัดเลือกจากราชสำนักก่อน
จากนั้นจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกสามรอบ คือ
รอบแรกเรียกว่า 초간택 (โชกันแทก) คือรอบเปิด ครอบครัวที่มีสิทธิ์จะส่งบุตรีมาแสดงตัวที่พระราชวัง อาจมีหลายสิบถึงหลายร้อยคน คณะกรรมการราชสำนักจะพิจารณาจากชาติตระกูล สุขภาพ รูปร่างหน้าตา ดวงชาจูสมพงษ์กัน และคัดให้เหลือประมาณ 10-30 คน
รอบที่สองเรียกว่า 재간택 (แชกันแทก) คัดให้เหลือประมาณ 3-5 คน
รอบสุดท้ายเรียกว่า 삼간택 (ซัมกันแทก) คือรอบชี้ขาด เหลือเพียง 3 คน แล้วมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ซึ่งในทางปฏิบัติมักเป็นอำนาจของพระพันปีหรือไม่ก็กษัตริย์ (ในอีพี 6 ที่เพิ่งออนแอร์เมื่อว่าผู้ชมน่าจะรู้แล้วว่า อีอัน แก้กลยุทธ์ของพระพันปีด้วยการหันไปหากษัตริย์)
เกณฑ์การคัดเลือก สิ่งที่ราชสำนักดูมีหลายอย่าง ไม่ใช่แค่หน้าตา ได้แก่ ตระกูลต้องเป็นยางบันที่มีชื่อเสียง (ฮีจูไม่ใช่) ไม่มีประวัติกบฏหรือคดีความ (ฮีจูเคยโพสต์หมิ่นราชวงศ์) สุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะต้องสืบสายตระกูล ไม่มีญาติพี่น้องเป็นโรคร้าย และที่สำคัญมากคือ ต้องเป็นลูกภรรยาหลวงเท่านั้น ลูกนอกสมรสอย่างฮีจูไม่มีสิทธิ์เข้ากระบวนการนี้เลย
นี่คือเหตุผลที่ยุนอีรังมีอำนาจเต็มในการเลือกคู่ให้อีอัน เพราะธรรมเนียมกันแทกให้ฝ่ายราชสำนัก เป็นคนกุมบังเหียนทั้งหมด และยังเป็นเหตุผลที่ฮีจูถูกมองว่า “ผิดปกติ” มากในสายตาราชสำนัก เพราะเธอไม่ได้ผ่านกระบวนการนี้เลย แถมยังเป็นไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้ารอบแรกด้วยซ้ำ
FYI แต่งงานตามสัญญา
ในซีรีส์ฮีจูเสนอให้อีอันแต่งงานกับเธอ อยู่กินกันอย่างมากสามปีแล้วหย่า จริง ๆ แล้วในซีรีส์ใช้คำว่า แต่งงานตามสัญญา (계약 결혼, เกียวัก คยอลฮน) จริง ๆ แล้วคำนี้ไม่มีในสมัยโชซอน เพราะการแต่งงานทุกรูปแบบในยุคนั้นเป็น “สัญญา” อยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพียงแต่เป็นสัญญาระหว่าง สองตระกูล ไม่ใช่ระหว่างสองบุคคล พ่อแม่ตกลงกัน ลูกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ความรักไม่ใช่เงื่อนไข
การแต่งงานในโชซอนมีเป้าหมายหลักสามอย่างคือ สืบสายตระกูล เชื่อมพันธมิตรทางการเมือง และรักษาชนชั้น ฉะนั้นแนวคิดว่าจะ “แต่งแล้วเลิกได้ตามกำหนด” เลิกคิดไปได้เลย เพราะการหย่าร้างเป็นเรื่องที่ทำลายเกียรติของทั้งสองตระกูลอย่างรุนแรง โดยเฉพาะฝ่ายหญิง
แต่สิ่งนี้เป็นสูตรสำเร็จยอดนิยมมากในซีรีส์เกาหลี หลักการคือทั้งสองฝ่ายตกลงแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ที่ชัดเจน มีเงื่อนไขที่กำหนดล่วงหน้า และมีกำหนดเวลาสิ้นสุด โดยทั้งคู่ตั้งใจจะไม่ตกหลุมรัก แต่แน่นอนว่าเรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้น สูตรสำเร็จนี้มักจะเป็นตัวเร่งความตึงเครียดของเรื่อง เพราะระหว่างการทำตามสัญญา กับความรู้สึกที่แท้จริง เรื่องมักจะเปิดพื้นที่ให้ตัวละครค่อย ๆ เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา และพวกเขามักจะตกหลุมรักกันจริง ๆ ในที่สุด
สิ่งที่น่าสนใจคือซีรีส์นำสูตรสมัยใหม่นี้มาใส่ในโครงสร้างราชสำนักโบราณ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งที่สนุกมาก เพราะในโลกของซีรีส์ การแต่งงานของเชื้อพระวงศ์ยังเป็นเรื่องของสถาบัน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่ทั้งสองคนกลับมาทำ “ดีลธุรกิจ” กันเหมือนคนสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายระบบทั้งหมดที่เคยมีมา
ระบบตระกูลขุนนาง
หรือระบบพันกา (반가) ในสมัยโชซอน ตระกูลยุนซี (윤씨 ในเรื่องนี้หมายถึงตระกูลของพระพันปีที่มาจากตระกูลยุน ยุนอีรัง) และตระกูลขุนนางอื่น ๆ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตพระมเหสีให้แก่ราชสำนัก เรียกว่า ระบบออต๊ก (外戚, ผู้ดีนอกสายเลือด/เข้ามาอยู่ในราชวงศ์ได้เพราะเป็นลูกคุณหนูที่แต่งงานเข้ามา ไม่ได้มีเลือดราชวงศ์แท้) ซีรีส์สะท้อนความจริงนี้ผ่านยุนอีรัง ผู้มาจากตระกูลยุนซีที่ผลิตพระมเหสีมาถึง 4 พระองค์ และใช้สถานะดังกล่าวสร้างเครือข่ายอำนาจทางการเมือง
ซี ไม่ใช่ชื่อ ไม่ใช่ยศ แต่เป็น คำต่อท้ายนามสกุล แปลว่า “ตระกูล” หรือ “สกุล” ใช้ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในบริบททางประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น 김씨 (กิมซี) = ตระกูลกิม / คนนามสกุลกิม, 이씨 (อีซี) = ตระกูลอี, 박씨 (ปักซี) = ตระกูลปัก
แต่ในบริบทประวัติศาสตร์โชซอน มีความซับซ้อนกว่านั้น นามสกุลเดียวกันไม่ได้แปลว่าเป็นตระกูลเดียวกันเสมอไป เพราะในโชซอนมีการแบ่งย่อยอีกชั้นหนึ่งที่เรียกว่า 본관 (บนกวัน) ซึ่งแปลว่า “ถิ่นกำเนิดของตระกูล” หรือ “บรรพบุรุษต้นสกุล”เช่น คนนามสกุลยุนทั้งหมดในเกาหลีไม่ได้มาจากบรรพบุรุษเดียวกัน แต่แบ่งออกเป็นหลายสาขาตามบนกวัน อย่างเช่น 파평 윤씨 (ปาพย็องยุนซี) คือตระกูลยุนที่มีต้นกำเนิดจากเมืองปาพย็อง และ 해평 윤씨 (แฮพย็องยุนซี) คือตระกูลยุนที่มีต้นกำเนิดจากเมืองแฮพย็อง ทั้งสองกลุ่มนามสกุลเหมือนกัน แต่ถือว่าคนละตระกูลกันโดยสิ้นเชิง และในสมัยโชซอนห้ามแต่งงานกันภายในบนกวันเดียวกันด้วย
ยุนซีในซีรีส์นี้ ตัวละครยุนอีรังมีนามสกุลยุน ซึ่งซีรีส์ได้แรงบันดาลใจมาจาก 파평 윤씨 (ปาพย็องยุนซี) ในประวัติศาสตร์จริง ซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงมากในโชซอน ผลิตพระมเหสีหลายพระองค์ รวมถึง 문정왕후 (มุนจ็องวังฮู) พระพันปีที่มีอำนาจสูงสุดในยุคหนึ่ง และถือเป็นต้นแบบของตัวละครพระพันปีที่กุมอำนาจอยู่เบื้องหลังในซีรีส์เกาหลีหลายเรื่อง
FYI มุนจ็องวังฮู (문정왕후) คือใคร?
มุนจ็องวังฮูยุนซี เกิดปี 1501 สิ้นพระชนม์ปี 1565 เป็นพระมเหสีองค์ที่สามของพระเจ้าจุงจง และเป็นพระราชมารดาของพระเจ้ามย็องจง มาจากตระกูลปาพย็องยุนซี พระนางได้เป็นพระมเหสีองค์ที่สามของพระเจ้าจุงจงในปี 1517 โดยในขณะนั้นมีมกุฎราชกุมาร (ต่อมาคือพระเจ้าอินจง) อยู่แล้ว ซึ่งเป็นโอรสของพระมเหสีองค์ก่อน พอพระนางมีพระโอรสของตัวเองคือ คย็องวอนแทกุน (ต่อมาคือพระเจ้ามย็องจง) ก็เริ่มต้องการผลักลูกชายตัวเองขึ้นสู่บัลลังก์แทน จึงดึงน้องชายของตัวเองเข้ามาเป็นเครือข่ายอำนาจ
การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายนี้เรียกว่า 대윤 vs 소윤 (แทยุน vs โซยุน) คือฝ่ายสนับสนุนมกุฎราชกุมารเดิม (แทยุน) กับฝ่ายสนับสนุนลูกชายของมุนจ็องวังฮู (โซยุน) ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ล้วนเป็นตระกูลยุนซีด้วยกันทั้งคู่ จึงเป็นสงครามภายในตระกูลเดียวกันอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามลำดับความสำคัญในการขึ้นครองราชย์คือ อันดับหนึ่ง ลูกชายของพระมเหสีหลวง (적장자 ชอกจังจา) คือลูกชายคนโตของภรรยาหลวง ถือว่าสำคัญที่สุด อันดับสอง ถ้าไม่มีลูกชายจากภรรยาหลวง ก็ใช้ลูกชายคนโตของนางสนม อันดับสาม ถ้าไม่มีเลย ค่อยไปหาญาติสายอื่น แต่กรณีของพระเจ้าจุงจงนั้นซับซ้อนกว่านั้นมาก
พระเจ้าจุงจงมีพระมเหสีถึงสามองค์ตามลำดับ องค์แรกคือ ดันกย็องวังฮู ถูกปลดออกจากตำแหน่งทางการเมืองหลังการรัฐประหารเพราะพ่อเธอเป็นพวกของยอนซังกุน(กษัตริย์ทรราช) ไม่มีโอรส
องค์ที่สองคือ จังกย็องวังฮู จากตระกูลยุนซีเช่นกัน มีโอรสคนหนึ่งคืออินจง แต่สิ้นพระชนม์หลังคลอดได้ไม่กี่วัน
องค์ที่สามคือ มุนจ็องวังฮู ก็จากตระกูลยุนซีอีก มีโอรสคืออินจงที่สองคือมย็องจง
อินจงขึ้นครองราชย์ก่อนเลย แต่ปัญหาคือพระองค์ครองราชย์ได้แค่ 9 เดือน แล้วสิ้นพระชนม์โดยไม่มีรัชทายาท ยังมีการถกเถียงกันถึงทุกวันนี้ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เองตามธรรมชาติ หรือมุนจ็องวังฮูมีส่วนเกี่ยวข้อง มีตำนานว่าพระนางส่งขนมพิษไปให้อินจง แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน
พอไม่มีรัชทายาท สายเลือดที่ใกล้ที่สุดที่เหลืออยู่ก็คือมย็องจง ลูกชายของมุนจ็องวังฮูนั่นเอง เพราะทั้งอินจงและมย็องจงเป็นลูกของพระเจ้าจุงจงเหมือนกัน ต่างกันแค่คนละแม่
มุนจ็องวังฮูไม่ได้ “แย่งบัลลังก์” จากอินจงโดยตรง แต่รอให้อินจงสิ้นพระชนม์โดยไม่มีทายาทก่อน แล้วลูกชายตัวเองจึงได้ขึ้นครองราชย์โดยชอบธรรมตามกฎการสืบราชสมบัติ นั่นคือความฉลาดของพระนาง ไม่ต้องทำรัฐประหาร แค่รอให้ระบบทำงานเองในสภาวะที่พระนางจัดการไว้แล้ว
ปี 1545 เมื่อพระโอรสของพระนางขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้ามย็องจงตอนอายุ 12 ปี พระนางจึงทำซูรย็อมชองจ็อง (สำเร็จราชการจากเบื้องหลังม่าน) นานถึง 8 ปี และแม้จะสิ้นสุดการสำเร็จราชการอย่างเป็นทางการแล้ว อำนาจที่แท้จริงก็ยังอยู่ที่พระนางต่อไป
ในช่วงเวลานี้ พระนางและน้องชายคือยุนวอนฮย็องและยุนวอนโร กวาดล้างฝ่ายตรงข้ามออกไปจนหมดสิ้น จนมีคนแอบเขียนป้ายติดไว้ที่ตลาดว่า “หญิงปกครองแผ่นดิน คนพาลมีอำนาจ ประเทศจะพินาศ ยังจะนิ่งดูดายอยู่อีกหรือ” ซึ่งประโยคนี้ทำให้เกิดการกวาดล้างครั้งใหญ่อีกครั้ง พระนางสิ้นพระชนม์ปี 1565 อายุ 65 ปี ที่พระราชวังชางด็อก
ในซีรีส์ยอดฮิตตลอดกาล แดจังกึม / Jewel in the Palace (2003) ตัวละครมุนจ็องวังฮูปรากฏในเรื่องนี้ด้วย โดยรับบทเป็นฝ่ายที่แก้ไขปัญหาทุกอย่างในตอนจบ ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าขัดแย้งกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์อย่างมาก
FYI ซูยังแห่งศตวรรษที่ 21
ในซีรีส์ อีอัน ถูกสื่อจวกว่าทำตัวเป็นซูยังแห่งศตวรรษที่ 21 ตรงนี้ต้องเข้าใจด้วยว่า จริง ๆ แล้วตามธรรมเนียมโชซอน การสำเร็จราชการ (섭정, ซ็อบจ็อง) ตำแหน่งนี้กระทำโดยพระพันปี แต่ซีรีส์กลับเลือกจะให้ อีอัน รับบทบาทนี้แทน ซึ่งแม้จะเคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ แต่เป็นข้อยกเว้นที่เกิดจากการรัฐประหารหรือสถานการณ์พิเศษ ไม่ใช่ธรรมเนียมปกติ
แล้วซูยังคือใคร? 수양대군 (ซูยังแทกุน) คือกรณีพิเศษในประวัติศาสตร์ที่ว่านั้น ซึ่งต่อมาคือ พระเจ้าเซโจ พระองค์ก่อรัฐประหารในปี 1453 โค่นล้มระบบสำเร็จราชการที่ถูกต้องตามกฎหมาย แย่งอำนาจจากหลานชายคือพระเจ้าดันจง แล้วขึ้นครองราชย์เองในที่สุด นั่นไม่ใช่การสำเร็จราชการที่ชอบธรรม แต่คือการยึดอำนาจโดยตรง
นักวิจารณ์ชี้ว่าการที่อีอันเป็นผู้สำเร็จราชการนั้นไม่ตรงกับธรรมเนียมโชซอนเลย เพราะหลักจงชินบูลีมิสะห้ามเชื้อพระวงศ์ยุ่งกับการเมืองโดยสิ้นเชิง แม้กษัตริย์จะยังเด็ก ตำแหน่งนั้นควรเป็นของพันปี อันเป็นที่มาว่าจริง ๆ แล้วรูปแบบที่อีอันทำนั้นใกล้เคียงกับระบบของญี่ปุ่นหรือยุโรปมากกว่า ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ง่าย เนื่องจากซีรีส์นี้สตรีมมิ่งไปฝั่งยุโรปด้วย
FYI สถานะของนางเอกไม่มีอยู่จริง
ในฐานะ ‘ประวัติศาสตร์ทางเลือก’ ซีรีส์ปรับเปลี่ยนหลายสิ่งอย่างจงใจ ทั้งเพื่อความสะดวกของผู้ชมและเพื่อรับใช้เรื่องราว หนึ่งในนั้นคือชื่อตำแหน่ง ‘แทกุนบูอิน’ ไม่เคยมีอยู่จริง คำว่า 대군부인 (ชายาเจ้าชาย / 大君夫人) ไม่เคยมีอยู่ในราชสำนักโชซอนนั้น ตำแหน่งชายาหลวงของแทกุน (ลูกเมียหลวง) เรียกว่า 부부인 (บูบูอิน / 府夫人) ส่วนชายาหลวงของวังจากุน (ลูกนางสนม) เรียกว่า 군부인 (กุนบูอิน / 郡夫人) ผู้สร้างซีรีส์เลือกใช้คำใหม่ที่อ่านและเข้าใจได้ง่ายกว่า คล้ายกับ ‘Duchess’ หรือ ‘Countess’ ในโลกตะวันตก เพื่อให้ผู้ชมทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าใจบทบาทของตัวละครได้ทันที
โฉมหน้าที่แท้จริงขององค์ชายอี
นามสกุลอี ขององค์ชายอีอัน ในซีรีส์ไม่ใช่การสุ่มหรือแต่งขึ้นมา ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ราชวงศ์โชซอนสิ้นสุดอย่างเป็นทางการในปี 1910 เมื่อญี่ปุ่นผนวกเกาหลี สายตรงของจักรพรรดิองค์สุดท้ายคือ 이구 (อีกู) ซึ่งเป็นโอรสของยองชินวัง มกุฎราชกุมารองค์สุดท้าย สิ้นชีพในปี 2005 ด้วยอายุ 73 ปีโดยไม่มีทายาท ทำให้สายตรงชายขาดสะบั้น ปัจจุบันที่ยังคงมีชีวิตอยู่ คือ สอง “อี” นี้
이석 (อีซ็อก) เกิดปี 1941 เป็นโอรสของอึยชินวัง (เจ้าชายที่มีชื่อเสียงด้านการต่อต้านญี่ปุ่น) ในแวดวงคนทั่วไปรู้จักเขาในฐานะนักร้องเพลงดังชื่อ “บิดูกีจิบ (비둘기 집 / บ้านนกพิราบ)” มากกว่าจะรู้จักว่าเป็นราชวงศ์ เขาอ้างตัวเองว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจราชวงศ์ที่ถูกต้องและเรียกร้องให้ฟื้นฟูจักรวรรดิ
이원 (อีวอน) เกิดปี 1962 เป็นเหลนของพระเจ้าโกจง ผ่านสายอึยชินวัง ปัจจุบันทำหน้าที่เป็น 황사손 (ฮวังซาซน) คือผู้ประกอบพิธีกรรมแทนราชวงศ์ ดูแลพิธีบวงสรวงที่สำคัญ 5 แห่งของราชวงศ์ รวมถึงที่ฮวังกูดัน (แท่นบูชาฟ้า) และศาลเจ้าจงมโย เคยทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ที่ HBO และกลับเกาหลีมาทำงานด้านวัฒนธรรม
แต่ที่น่าตื่นเต้นคือทั้งสองคนนี้ทะเลาะกันอยู่ อีซ็อกไม่ยอมรับว่าอีวอนเป็นผู้สืบทอดที่ถูกต้อง และในปี 2018 เขาก็รับ แอนดรูว์ ลี นักธุรกิจชาวเกาหลีอเมริกันเป็นบุตรบุญธรรม แล้วประกาศให้ ลี เป็น “มกุฎราชกุมาร” ในพิธีที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งแอนดรูว์ ลีคนนี้ยังประกาศตั้ง “โชซอนไซเบอร์สเตต” ขึ้นเป็นประเทศในโลกออนไลน์อีกด้วย
ส่วนอีวอนก็มีข้อพิพาทกับองค์กรตระกูลอีซีเองด้วย เพราะเขาต้องการเปลี่ยนตำแหน่งจาก “ฮวังซาซน (รัชทายาท)” เป็น “ฮวังแทซน (มกุฎราชกุมาร)” แต่ถูกปฏิเสธเพราะในสาธารณรัฐประชาธิปไตยอย่างเกาหลีใต้ ตำแหน่งนี้อาจถูกมองว่าขัดรัฐธรรมนูญ
ในโลกจริงไม่มีฉันทามติว่าใครคือ “หัวหน้าราชวงศ์” อย่างเป็นทางการ มีแต่ผู้อ้างสิทธิ์ที่มีชีวิตอยู่สองฝ่ายนี้ ไม่มีกษัตริย์จริง ๆ ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย และรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ไม่ได้ให้การรับรองพิเศษใด ๆ ซึ่งตรงข้ามกับในซีรีส์โดยสิ้นเชิง


